Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
1 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
ตอนที่ ๖ ตามหาพรหมลิขิต (1)






งานศพของรอนจัดขึ้นที่บ้านเกิดในเมืองลองบีชรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อจะได้ฝังศพของเขาไว้ในสุสานเดียวกับพ่อและแม่ แคโรไลน์ตัดสินใจขายบ้านในกรุงวอชิงตันดีซีแล้วย้ายกลับมาอยู่ลองบีชเป็นการถาวรเพื่อจะได้อยู่ใกล้ลูกชายทั้งสองคนมากขึ้นในช่วงบั้นปลายชีวิตอีกทั้งเมืองนี้ยังมีญาติสนิทมิตรสหายเก่าแก่มากมายพอให้เป็นเพื่อนคลายเหงาได้ในยามไร้คู่ชีวิตเคียงข้าง

ฌอนมาช่วยแม่เก็บของขณะที่พี่ชายกลับไปทำงานหลังงานศพของบิดาแล้วเสร็จการเก็บของย้ายบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนที่ยากที่สุดคือต้องตัดสินใจว่าจะ ‘ทิ้ง’ อะไรไปบ้าง โดยเฉพาะข้าวของของรอน เป็นเรื่องยากที่ภรรยาต้องตัดใจทิ้งอะไรของสามีซึ่งไม่อยู่ตรงนี้กับเธออีกแล้วไปสักชิ้นฉะนั้นจึงใช้เวลากว่าสามวันกว่าสองแม่ลูกจะช่วยกันแพ็กทุกอย่างลงกล่องเสร็จ

แม้จะผ่านระยะทำใจมาหลายเดือนแต่การสูญเสียเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากเสมอแคโรไลน์พยายามจะเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ลูกๆ เป็นห่วง แต่ทุกครั้งที่ดูรูปสามีน้ำตาของเธอยังขังคลอหน่วยตา

“แม่ไม่ได้เอารูปนั้นลงกล่องเหรอครับ”ฌอนถามเมื่อเห็นมารดานั่งดูรูปบิดาอยู่บนเตียงซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าขาวกันฝุ่นอย่างเรียบร้อยรอเจ้าของคนต่อไปมาจัดการว่าจะเก็บไว้หรือขายออก

แคโรไลน์กะพริบตาถี่เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้ลูกชายคนเล็กและเอื้อมมือไปหาเขาชายหนุ่มจึงเดินเข้ามาในห้องและนั่งลงบนเตียงข้างผู้เป็นแม่

“ดูสิ รูปฌอนกับพ่อเหมือนกันอย่างกับฝาแฝด แม่จะเก็บใส่กระเป๋าของแม่เอง”

ฌอนก้มมองรูปในมือมารดา เป็นรูปถ่ายของเขากับพ่อสมัยที่พ่อยังหนุ่มแน่นเขาในรูปมีอายุเพียงสิบสามขวบรูปนั้นถ่ายกันตอนที่พ่อพาเขากับพี่ชายไปตกปลาครั้งแรกจอห์นเป็นตากล้องจึงไม่ได้อยู่ในเฟรมด้วย พ่อดูหล่อเหลา อบอุ่นและมีรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์ ส่วนเขาก็มีแววว่าโตขึ้นจะเหมือนพิมพ์เดียวกับพ่อเด๊ะ

อันที่จริงยังมีกรอบรูปอีกหลายใบในห้องนี้แต่แคโรไลน์เก็บลงกล่องหมดแล้วเหตุผลที่เหลือภาพนี้เอาไว้คงเป็นเพราะฌอนเหมือนพ่อมากทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าลูกชายเป็นเสมือนตัวแทนของสามี

“ตอนนั้นเรามีความสุขกันมากเลยครับเสียดายที่แม่ไม่ได้ไปด้วย”

ผู้เป็นแม่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มฌอนจับมือแม่ไว้และบีบอย่างให้กำลังใจ

“ถ้าแม่ยังไม่สบายใจไปอยู่กับผมที่เบเวอร์ลี่ฮิลส์ก่อนก็ได้นะครับหรือจะให้ผมไปอยู่ที่ลองบีชกับแม่ซักพักก็ได้ จอห์นคงส่งงานเล็กๆ น้อยๆให้ผมทำระหว่างนั้นได้”

แคโรไลน์มองใบหน้าลูกชายที่ละม้ายสามีมากเหลือเกินด้วยความตื้นตัน“ขอบใจจ้ะ แต่แม่จะโอเค ทุกอย่างต้องดีขึ้น แม่ต้องหัดทำตัวให้ชินกับการอยู่คนเดียวบ้างฌอนทำเพื่อพ่อกับแม่มาเยอะแล้ว ลูกต้องกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองด้วย”

“แม่แน่ใจนะครับ?”ชายหนุ่มถามย้ำด้วยความห่วงใย

เขาไม่เคยเห็นคู่รักคู่ไหนจะรักกันและทำตัวติดกันได้มากเท่าพ่อกับแม่หลายคู่ที่เขารู้จักมักพูดว่าหลังแต่งงานมาหลายปีพวกเขาต่างต้องการเวลาส่วนตัวบ้าง แต่พ่อกับแม่ไม่เคยต้องการมันเขารู้ว่าพวกท่านรักกันมากนั่นมีส่วนทำให้ฌอนกลายเป็นผู้ชายที่เชื่อมั่นและศรัทธาในสถาบันครอบครัว

“แน่สิจ๊ะ อย่าห่วงเลย แม่ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ถ้าฌอนห่วงแม่ก็ช่วยมองหาผู้หญิงสักคนที่เข้ากับแม่ได้ แม่ยังอยากเจอลูกๆในวันคริสต์มาสของทุกปี”

ฌอนหัวเราะเบาๆ“วกเข้าเรื่องนี้จนได้สิน่า”

แคโรไลน์เริ่มยิ้มได้กว้างขึ้น ถามลูกว่า“มาที่ห้องพ่อมีอะไรรึเปล่าจ๊ะ แม่กำลังจะลงไปแล้ว นี่รถขนของมาแล้วเหรอ”

“อ๋อ ยังครับ ผม...มาเอาของ”เขาชูกล่องกระดาษขนาดกะทัดรัดในมือให้มารดาดู

“นั่นกล่องอะไรจ๊ะ ขอแม่ดูหน่อยได้ไหม”

ฌอนหัวเราะอีกครั้งพลางส่งกล่องใบนั้นให้มารดาข้าวของทุกอย่างของเขาตอนไปเที่ยวครั้งสุดท้ายกับพ่อถูกเก็บไว้ที่บ้านหลังนี้นั่นรวมถึงโปสต์การ์ดที่เขาเขียนถึงคนที่อาจไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีกด้วย

แคโรไลน์เปิดกล่องหยิบโปสต์การ์ดขึ้นมาหนึ่งใบและพลิกดูเห็นลายมือลูกชายและข้อความบนโปสต์การ์ดก็ขมวดคิ้ว“แม่รู้จักผู้หญิงคนนี้รึเปล่าจ๊ะ ไม่เคยได้ยินลูกพูดถึงเลย”

เขาส่ายหน้า “ไม่ครับ แม่ไม่รู้จักแต่พ่อรู้”

ผู้เป็นแม่เลิกคิ้ว“ทำไมพ่อของลูกไม่เคยบอกแม่เลย”

ฌอนยิ้มอย่างอ่อนโยนและเล่าให้แม่ฟังเรื่องแธม รวมถึงตอนที่เขาบอกพ่อเรื่องเธอด้วยฟังแล้วแคโรไลน์ก็ได้แต่มองลูกชายด้วยแววตาเสียใจ

“โอ...ฌอน ลูกน่าจะบอกแม่ให้เร็วกว่านี้ นี่มันผ่านมาตั้ง...หกเดือนแล้ว!”

“ผมตั้งใจจะบอกครับ แค่ยังไม่มีโอกาส”

“ลูกจะตามหาเธอไหม”

ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจใหญ่ ก่อนบอกว่า“บอกตรงๆ นะครับแม่ ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจ”

“ทำไมล่ะ”

“นอกจากระยะทางแล้วยังมีบางเรื่องเข้ามาขวางผมควรไปหาเธอเมื่อหกเดือนก่อน แต่...บางทีเราอาจไม่ใช่เนื้อคู่เหมือนพ่อกับแม่”

แคโรไลน์หยิบโปสต์การ์ดใบที่อยู่ด้านบนสุดขึ้นมาอีกครั้ง“ลูกไม่ควรลังเลนะฌอน ดูนี่สิ”

เขารับโปสต์การ์ดใบนั้นมาอ่าน

‘แธม...

ผมอยู่ดีซีมาเดือนนึงแล้วพ่ออาการแย่ลงเรื่อยๆ

ผมเจ็บปวดมากที่ต้องมองพ่อทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ทุกวัน

ในที่สุด...วันนี้พ่อก็จากผมไปจากเราทุกคนไป

มันก็ดีนะที่พ่อไม่ต้องเจ็บปวดอีกแล้ว

แต่...ผมอยากได้กำลังใจจากคุณ

ฌอน...’

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอรู้สึกตีบตันจนพูดไม่ออก เขาเขียนมันเองเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

ผู้เป็นแม่จับมือลูกชายบีบเบาๆ“เธอยังอยู่กับลูกเสมอตลอดระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมานี้”

“งั้นผมก็ไม่ควรลังเล” เขาพึมพำเหมือนบอกตัวเองและยิ้มให้แม่อย่างซาบซึ้งใจ

“ไม่จ้ะ ลูกไม่ควร”

“ผมจะไปเมืองไทย ขอบคุณครับแม่”

แคโรไลน์ยิ้มและโอบไหล่ลูกชายเข้ามากอดชายหนุ่มตัวโตขึ้นมากและอบอุ่นอย่างที่พ่อเขาเป็นเธอเชื่อว่าคนที่ลูกชายเธอมอบความรักให้ต้องเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดคนหนึ่งแน่นอน



จอห์นไม่รู้จะพูดอะไรเมื่อน้องชายโทรศัพท์มาบอกว่าจะไปเมืองไทยประเทศที่เขาแทบไม่รู้จัก ชายหนุ่มไม่ใช่นักเดินทางและไม่ชอบเที่ยวผจญภัยในต่างแดนอย่างฌอนเขาเป็นนักธุรกิจที่เก่ง เป็นพ่อที่ดี และเป็นสามีที่น่ารัก จำได้ว่าเคยเที่ยวเฮฮาตามประสาผู้ชายครั้งสุดท้ายก็ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยหลังจากนั้นก็ไปเที่ยวฮันนีมูนกับภรรยาเลย

“ถึงพี่ว่า ผมก็จะไปอยู่ดี” ฌอนยืนยันเมื่อแจ้งข่าวพี่ชายแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบอะไร

“ฉันก็ว่างั้น เลยไม่พูดอะไรไง”

ชายหนุ่มหัวเราะ ก่อนบอกว่า“จะเก็บตำแหน่งไว้ให้ผมไหม ถ้าไม่ ผมจะได้มองหางานอื่นไปด้วย”

“พูดเหมือนจะไปนาน จะไปกี่วันแน่”

“จนกว่าจะเจอสิ่งที่ผมตามหา คิดว่างั้นนะ”

จอห์นรู้เรื่องหญิงสาวชาวไทยจากซาร่าแต่ไม่รู้ว่าเธอซื้อน้องชายของเขาด้วยเงินห้าพันดอลลาร์คิดเพียงว่าหญิงสาวคนนั้นอาจเป็นรักแรกพบของฌอน เขาไม่รู้ว่าตัวเองโรแมนติกไหมแต่ก็บอกได้เต็มปากเต็มคำว่าซาร่าคือรักแรกพบของเขาดังนั้นคงจะขัดขวางน้องชายเรื่องนี้ไม่ได้ คงทำได้เพียงเตือนสติด้วยความหวังดีเท่านั้น

“ฉันจะไม่ห้ามนายหรอกนะฌอนแต่มันผ่านมาตั้งหกเดือนแล้ว บางทีเธออาจจะพบคนอื่นไปแล้ว หรือนายอาจจะหาเธอไม่เจอหรือไม่เธอก็อาจจะเป็นพรหมลิขิตของนายจริงๆ ก็ได้ ไม่ว่ายังไงส่งข่าวมาเรื่อยๆแล้วกัน ขอให้โชคดี”

“ขอบคุณนะจอห์น ผมรู้ว่าพี่จะไม่คัดค้านฝากดูแลแม่ด้วย”

“นายก็รู้ว่าฉันจะทำ”

ฌอนอมยิ้มและวางสายก่อนจะเก็บของพร้อมหนังสือเดินทางลงกระเป๋าเป้คู่ใจและสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือกล่องใส่โปสต์การ์ดใบนั้น




ธารารินกับบุษบาหาบ้านเช่าได้ในตัวอำเภอหลังจากพักที่รีสอร์ตได้สองคืนเป็นบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ มีรั้วรอบขอบชิดและความเป็นส่วนตัวมากทีเดียวและเนื่องจากเป็นบ้านพักในตัวอำเภอ มีคนเก่าไปและคนใหม่เข้ามาอยู่เรื่อยๆเจ้าของบ้านจึงทำความสะอาดไว้รอผู้เช่ารายใหม่เสมอทำให้หญิงสาวกับพี่เลี้ยงไม่ต้องเปลืองแรงทำความสะอาดและจัดบ้านใหม่เป็นวันๆ

หลังจัดการกับข้าวของเครื่องใช้น้อยชิ้นที่นำติดตัวมาด้วยแล้วธารารินก็ชวนบุษบาไปเดินตลาด หาซื้อผลไม้สองสามชนิด ก่อนจะขับเลยเข้าไปที่หมู่บ้านของตาเทียนทันทีที่รถนำเข้าคันหรูมาจอดเทียบข้างรั้วสังกะสีของบ้านร้างหลังกะทัดรัดก็มีเพื่อนบ้านใกล้เคียงโผล่ออกมาดูด้วยความสนใจ

“ให้พี่บุษไปคุยกับเพื่อนบ้านเองดีมั้ยคะ”พี่เลี้ยงสาวใหญ่ขันอาสาด้วยเกรงว่าชาวบ้านจะจดจำใบหน้างามกระจ่างของอดีตนางเอกคนดังได้แล้วเผลอพูดจาทำร้ายจิตใจธารารินเข้า

“ไม่เป็นไรค่ะพี่บุษ อย่าห่วงแธมเลย แธมจะอยู่ที่นี่จนตายหรือไม่ก็จนกว่าจะมีเหตุให้ต้องจากไป ถึงไม่รู้วันนี้วันหน้าก็ต้องมีคนรู้เห็นอยู่ดี แธมอยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ต้องหลบซ่อนไม่ต้องปิดบังอะไรกับใคร ไม่งั้นก็ไม่ต่างจากตอนที่อยู่กรุงเทพฯ อยู่ดีอย่าห่วงแธมเลยนะคะ เราลงไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านดีกว่า”ธารารินบอกกับบุษบาด้วยท่าทีไม่เดือดร้อน ไร้แวววิตกกังวลกับสิ่งใด

หญิงสาวเตรียมใจมาแล้วว่าต้องพบเจออะไรบ้างหลังการตัดสินใจที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิตเธอเรื่องทำนองนี้แม้ไม่เคยเผชิญด้วยตัวเอง แต่วงการละครที่คลุกคลีมาแต่เด็กก็มีตัวอย่างให้เห็นไม่น้อยเธอต้องเข้มแข็งจึงจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

บุษบาเพิ่งตระหนักในนาทีนั้นเองว่าธารารินแข็งแกร่งกว่าที่เธอคิดมากนักแม้แต่ธารทองผู้เป็นแม่เองก็คงคาดไม่ถึงเช่นเดียวกันและป่านนี้คงเต้นเป็นเจ้าเข้าที่รู้ว่าธารารินกลับมาอยู่บ้านเกิดของตัวเองแม้ไม่ได้สุขสบายอย่างราชินีแต่ก็ไม่ได้อับจนหนทางจนต้องซมซานกลับไปใช้ชีวิตภายใต้คำสั่งของธารทองอีกแล้ว

“เจ้ามาหาผู้ได๋” ป้าที่มีบ้านอยู่รั้วติดกันร้องถามด้วยภาษาอีสานแบบคนเลยหรือที่เรียกกันว่าภาษาไทเลยนั่นเอง

เนื่องจากธารารินโตมากับภาษาไทยภาคกลางแต่รู้จักภาษาอีสานบ้างจากการเคยสวมบทบาทในจอแก้วเป็นสาวอีสานเมื่อนานมาแล้ว ทว่าจังหวัดเลยนั้นใช้ภาษาอีสานที่มีสำเนียงแตกต่างจากจังหวัดอื่นในภาคเดียวกันจึงค่อนข้างฟังยากอยู่บ้าง

“สวัสดีค่ะ ป้าว่าอะไรนะคะ” หญิงสาวยกมือไหว้และเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างไม่ถือตัว

“ป้าถามว่ามาเจ้ามาหาผู้ได๋ เฮือนนี้บ่มีคนอยู่โดนแล้วพ่อตู้เทียนเพิ่นตายไปห้าหกปีก่อนพู่น ลูกหลานก็บ่เคยเห็นกลับมาอีกเลย” คุณป้าถามใหม่พลางขยายความเพิ่ม

แม้เป็นคนท้องถิ่นแต่ก็เข้าใจภาษาไทยภาคกลางดีเพราะติดดูละครโทรทัศน์ทุกวันเมื่อหญิงสาวในชุดคลุมท้องสีขาวเดินเข้ามาใกล้ก็เพ่งมองด้วยความสนใจ เพราะเห็นเป็นคนแปลกถิ่นแต่งตัวดี มีรถขับ ซึ่งคนในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ค่อยจะมีกันบ้านไหนที่พอมีฐานะหน่อยเนื่องจากมีที่ดินทำกินเยอะก็นิยมซื้อรถกระบะคันโตใช้เพราะทำประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งหมู่บ้านจึงไม่มีรถเก๋งสักคันจะมีมาจอดให้เห็นบ้างก็ช่วงงานเทศกาลซึ่งเป็นรถของลูกหลานที่ไปทำงานในเมืองใหญ่แล้วขับกลับมาเยี่ยมบ้านนั่นเอง

ธารารินกับบุษบามองหน้ากันและพยายามช่วยกันแปลแม้ไม่เข้าใจทุกคำเพราะบางคำออกเสียงสูงกว่าที่เคยได้ยินจนไม่รู้ว่าเป็นคำเดียวกันแต่ก็พอจับใจความคร่าวๆ ได้

“หนูเป็นหลานตาเทียนค่ะ ตั้งใจจะกลับมาอยู่ที่นี่ป้าพอจะรู้จักช่างแถวนี้บ้างไหมคะ” หญิงสาวแนะนำตัวและถือโอกาสขอความช่วยเหลือเพราะคงไม่มีใครให้คำแนะนำได้ดีกว่าคนแถวนี้อีกแล้ว

“ได้ยินว่าหลานพ่อตู้เป็นดาราดาราที่กำลังเป็นข่าวว่าท้องบ่มีพ่อบ่แม่นก๋อ” คุณป้าว่าต่อด้วยท่าทางตื่นเต้นตอนเห็นข่าวยังบ่นกับหลานสาวอยู่เลยว่าเสียดายที่เป็นถึงดาราดังแต่กลับทำตัวมักง่าย อนาคตเลยพังหมด ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะหนีอายไปอยู่ที่ไหนแล้วเพราะเงียบหายไปเลยตั้งแต่มีข่าวเล็ดลอดออกมา ไม่นึกไม่ฝันว่าหญิงสาวจะมาปรากฏตัวที่นี่

“กลับขึ้นรถเถอะค่ะคุณหนูเดี๋ยวพี่บุษถามให้เอง”

บุษบาดึงแขนหญิงสาวออกมาแต่ธารารินขืนตัวไว้และส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรค่ะพี่บุษ”

แล้วเธอก็เดินกลับมาหาป้าคนนั้นพร้อมกับยิ้มน้อยๆอย่างไม่ถือสา

“หนูเองค่ะหลานคุณตาเทียนหนูจะมาอยู่ที่นี่ ถ้าป้ารู้จักช่างไม้แถวนี้ก็บอกด้วยนะคะหนูจะให้เขามาซ่อมแซมบ้าน” ว่าแล้วก็เดินกลับไปเปิดท้ายรถหยิบเอาถุงส้มพันธุ์สายน้ำผึ้งที่ซื้อมาจากในตลาดมาส่งให้ป้าคนนั้น

“พรุ่งนี้หนูจะแวะมาอีกนะคะวันนี้ว่าจะเลยไปดูที่นาของคุณตาด้วย หนูลาละค่ะ”

ธารารินประนมมือไหว้อย่างนอบน้อมรอยยิ้มก็อ่อนหวานจริงใจ ไม่มีท่าทีขุ่นเคืองแม้แต่น้อย

ป้าข้างบ้านได้แต่รับของกำนัลมาอย่างงุนงงจนกระทั่งหญิงสาวกับคนที่มาด้วยกันขึ้นรถและขับจากไปถึงตั้งสติได้และตระหนักว่าตนได้รับส้มจากมือดาราแม้จะเป็นอดีตดาราดังที่ตกอับเพราะข่าวฉาวก็ตาม เรื่องนี้ยังน่าตื่นเต้นสำหรับเธออยู่ดีจึงรีบไปบอกเล่าให้คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านที่รู้จักมักคุ้นกันฟังไม่ทันจะข้ามคืนด้วยซ้ำข่าวว่าธารารินหนีอายมาอยู่บ้านนอกก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน




“คนอะไรไร้มารยาทจริงเชียวเรายืนอยู่ตรงหน้าแท้ๆ กล้าถามออกมาได้” บุษบาบ่นไปตลอดทางจากบ้านตาเทียนจนถึงผืนนาท้ายหมู่บ้าน

“อย่าไปว่าป้าคนนั้นเลยค่ะพี่บุษ ใครๆก็คงสงสัยทั้งนั้น ป้าแกคงถามเพราะนึกไม่ถึงว่าแธมจะมาอยู่ที่นี่จริงๆ แต่อีกไม่นานชาวบ้านก็คงชินไปเอง”

หญิงสาวให้ความเห็นอย่างไม่เก็บมาเป็นอารมณ์โดยปกติเธอก็นิ่งแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรทว่าบุษบาก็ยังเป็นเดือดเป็นร้อนแทนอยู่นั่นเอง

“ถ้าอยู่กรุงเทพฯ คงไม่มีใครกล้าถามให้ระคายหูหรอกค่ะ”

“ถึงไม่ถามก็คิดอยู่ดีแหละค่ะเราไม่เก็บมาใส่ใจซะอย่าง ใครก็ทำร้ายเราไม่ได้หรอก พี่บุษอย่าโมโหไปเลยดูนั่นสิคะ ที่ดินของคุณตา แธมจำต้นก้ามกรามริมห้วยต้นนั้นได้”

ธารารินจอดรถและชี้มือไปยังต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านใบให้ร่มเงาขนาดใหญ่ตรงริมน้ำอีกฟากหนึ่งของที่ดินซึ่งถูกล้อมไว้ด้วยเสาปูนและขึงลวดหนามสองเส้นไว้โดยรอบรั้วนี้สามารถลอดเข้าไปได้ไม่ยากนักคงใช้สำหรับกั้นอาณาเขตมากกว่าป้องกันคนภายนอกเข้าไปยุ่มย่าม

“แต่...ทำไมมีต้นข้าวในนาด้วย?”คิ้วได้รูปขมวดมุ่นขณะพึมพำคล้ายตั้งถามกับตัวเอง

_______________________________________________

ผ่านไปอีกตอนค่ะสารภาพว่าเจอตอ อุตส่าห์เลือกแล้วเลือกอีกว่าจะพาแธมไปลงเอยที่จังหวัดไหนเลือกจังหวัดเลยเพราะบรรยากาศดีและใกล้บ้านเค้าด้วย นึกว่าจะผ่านฉลุยที่ไหนได้มาเจอภาษาถิ่นเข้าไปละมึนเลยลืมนึกไปว่าเลยมีสำเนียงที่ต่างจากภาษาอีสานทั่วไปไม่รู้ว่ามีบางคำใช้ต่างกันด้วยรึเปล่า เพราะขนาดจังหวัดเดียวกัน บางคำยังใช้ต่างกันเลยใครเป็นคนเลยเหมือนคุณนายธารทอง แนะนำแก้ไขประโยคสนทนาของชาวบ้านได้นะคะ แต่เรื่องออกเสียงสูงให้ตรงกับสำเนียงที่ใช้จริงคงไม่เปลี่ยนเพราะมันอ่านเข้าใจยากแม้แต่กับผู้เขียนเอง เดี๋ยวคนภาคอื่นจะงงกันหมดเนาะ ^^”

ปล. เค้าเป็นทาสแมวตัวจริงเลยค่ะดูได้จากรูปโพรไฟล์ ^^”




Create Date : 01 มีนาคม 2560
Last Update : 1 มีนาคม 2560 23:02:48 น. 2 comments
Counter : 303 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
ใครมาปลูกข้าวไว้


โดย: sakeena IP: 49.228.204.189 วันที่: 2 มีนาคม 2560 เวลา:9:32:47 น.  

 
ตอนนี้ติดเรื่องนี้ไปแล้วคะ เนื้อเรื่องแปลกดีคะ


โดย: คนอ่านนิยาย IP: 27.254.241.116 วันที่: 2 มีนาคม 2560 เวลา:9:34:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ระตา
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




รู้สึกอยู่เสมอว่าการได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้คือความมหัศจรรย์...และการอ่านออกเขียนได้คือรางวัลของชีวิต...
Friends' blogs
[Add ระตา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.