51590029 51590074
online gif animator
Online gif animator
inumai1
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
17 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add inumai1's blog to your web]
Links
 

 




กระต่ายแสนซน



ก่อนจะไปดูข้อมูลน้องกระต่าย เชิญเพื่อนๆ เล่นเกมกันก่อนดีกว่านะ คลิ๊กที่รูปเลยจ้า


เกมวาดรูปกระต่ายน้อย

พันธุ์กระต่าย


อเมริกันฟัซซี่ลอป



ต้นกำเนิดของอเมริกันฟัซซี่ลอปมาจาก การผ่าเหล่าของฮอลแลนด์ลอป หรืออีกกระแสหนึ่งเล่าว่า กระต่ายสายพันธุ์นี้เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างฮอลแลนด์ลอปที่ลักษณะขน เป็นแบบอังโกร่าในกลุ่มนักพัฒนาสายพันธุ์กระต่ายทางฝากตะวันตกของสหรัฐ อเมริกา จากนั้นก็ถูกขายไปยังฝั่งตะวันออก ลูกที่เกิดมาก็ยังมีขนที่ยาวเหมือนอังโกร่า เมื่อผสมลูกเหล่านี้ รุ่นหลานก็ยังปรากฏเป็นกระต่ายหูตกขนยาวอยู่ตลอดมา สายพันธุ์อเมริกันฟัซซี่ลอปถูกเสนอให้มีการยอมรับสายพันธุ์ต่อสมาคมพัฒนา พันธุ์กระต่ายของสหรัฐอเมริกา ในงานประกวดกระต่ายสวยงาม ณ เมดิสัน รัฐวิสเคาส์ซิน ในปี ค.ศ. 1988 หรือ พ.ศ. 2531 โดยเพตตี้กรีน คาร์ล


ดัชต์



กระต่ายพันธุ์ Dutch นี้ ว่ากันว่า มีมานานมาก ต้นกำเนิดเค้าอยู่ที่ ฮอลแลนด์ค่ะ แต่มาฮิตกันที่อังกฤษ ที่นิยมชมชอบกันก็คือ มาร์คกิ้งค่ะ คือลายค่ะ จะต้องตรงตามมาตรฐานค่ะ
การเลือก ถ้าจะให้สวยล่ะก็ สีต้องตัดกันเป๊ะๆค่ะ ระหว่างสีขาวกับสีลาย ตัดกันเป็นเส้นชัดเจน แก้มต้องไม่ตอบ


ฮอนแลนด์ ลอป


นักพัฒนาพันธุ์กระต่ายชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อ นายแอนเดรียน เดอคอก ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักพัฒนากระต่ายสายพันธุ์แทน แต่กลับมีความชื่นชอบกระต่ายสายพันธุ์เนเธอร์แลนด์ดวอฟและสายพันธุ์เฟรนช์ ลอปเป็นพิเศษ มีความคิดที่จะผสมกระต่ายให้ได้กระต่ายหูตกที่มีขนาดเล็กลงกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ. 1949 หรือ พ.ศ. 2492 เขาได้ผสมกระต่ายเฟรนช์ลอปเพศผู้กับกระต่าย ขาวเนเธอร์แลนด์ดวอฟเพศเมีย โดยหวังว่าจะได้กระต่ายหูตกที่ตัวเล็กลง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากการผสมข้ามพันธุ์ในครั้งนั้น สองปีต่อมา คือในปี ค.ศ. 1951 หรือ พ.ศ. 2494 เขาลองผสมกระต่ายเฟรนช์ลอปเพศเมียกับกระต่าย เนเธอร์แลนด์ดวอฟเพศผู้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะผสมกระต่ายต่างสายพันธุ์ที่มีขนาดที่แตกต่าง กันมากเช่นนี้ แต่เขาก็ประสบความสำเร็จ จากความพยายามผสมในครั้งที่ 3 จนกระทั่งได้ลูกกระต่ายออกมาทั้งหมดหกตัว ทุกตัวมีหูตั้งและชิดกัน อันเกิดจากลักษณะเด่นของกระต่ายเนเธอร์แลนด์ดวอฟ ซึ่งข่มทับอย่างสมบูรณ์ ในปีถัดมา เขานำลูกกระต่ายเพศเมียเหล่านั้นไปผสมกับกระต่ายอิงลิชลอปเพศผู้สีฟางข้าว ได้ลูกกระต่ายออกมาห้าตัว ตัวเมียหนึ่งตัวในครอกนี้หูตก สองตัวหูตั้ง ที่เหลือ หูตกข้างตั้งข้าง ด้วยความที่ฝืนธรรมชาติกระต่ายเพศเมียที่ได้ทุกตัวจากการทดลองผสมข้ามสาย พันธุ์ ไม่สามารถผสมติดให้ลูกเลย กระนั้นเขาก็ไม่ได้ละความพยายาม เขาได้ทดลองเอาพี่น้องต่างครอกผสมกัน ผลปรากฏว่าเป็นผลสำเร็จ จำนวนลูกหูตกที่ได้มากขึ้นและก็มีขนาดที่เล็กลงด้วย จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1955 หรือ พ.ศ. 2598 ความพยายามของเขาก็เป็นผลสำเร็จ กระต่ายต้นแบบฮอลแลนด์ลอปได้ถือกำเนิดมาที่น้ำหนักประมาณ 2.5 ถึง 3 กิโลกรัม ในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1964 หรือ พ.ศ. 2507 กระต่ายแคระหูตกฮอลแลนด์ก็ได้รับการรับรอง มาตรฐานสายพันธุ์จากสภากระต่ายแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าสองกิโลกรัม

กระต่าย แคระหูตกฮอลแลนด์ของแอนเดรียน ได้นำเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1976 หรือ พ.ศ. 2519 และได้มีการเสนอให้มีการยอมรับสายพันธุ์นี้ต่อสมาคมพัฒนาพันธุ์กระต่ายของ สหรัฐอเมริกา ที่งานประกวดกระต่ายสวยงาม ณ ทักสัน ในปี ค.ศ. 1980 หรือ พ.ศ. 2523


เจอรี่ วู๊ดดี้



ชื่อของเจอรี่ วู๊ดดี้ นั้นค่อนข้างสร้างความสับสนให้กับผู้เลี้ยง เป็นอันมาก เนื่องจากไปฟังแล้วคล้ายกับ Jerry Wooly (เจอรี่ วูลลี่) ของต่างประเทศ อันที่จริงแล้ว เป็นคนละพันธุ์กันค่ะ เจอรี่ วู๊ดดี้ จะลักษณะคล้ายกับ Teddy ค่ะ แต่ว่า ขนที่หน้าจะสั้นกว่าเล็กน้อย และขนาดเมื่อโตเต็มที่ ตัวจะใหญ่กว่า ปัจจุบันไม่ค่อยมีขายแล้วค่ะ


ไลออน เฮด



กระต่ายพันธุ์ Lion Head หรือที่คนไทยเรานิยมเรียกสั้นๆ ว่า Lion ว่ากันว่าเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ค่ะ ซึ่งกระต่ายพันธุ์นี้ พบอยู่ทั่วไปในบ้านเรา แต่ว่า ยังไม่ได้รับการรับรองเป็นพันธุ์มาตรฐาน ใน European

ประวัติของ Lion Head คือ มีการนำเข้ามายังประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี 1995 และได้รับการบอกเล่า ว่า เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่าง Swiss Fox และ Netherland Dwarf บ้างก็บอกว่า มาจากการผสมกับ แองโกล่ามา

หลังจากไม่ได้รับการยอมรับ ต่อมาได้มีการพยายามจัดตั้งชมรม สำหรับ Lion Head ขั้นในประเทศอังกฤษ ในปี คศ 1996 โดยชั้นชื่อว่า"The National Lionhead Rabbit Club" มีชื่อย่อว่า NALRC และในภายหลังก็มีสมาคมเพิ่มขึ้นในประเทศอเมริกาอีกด้วย ชื่อว่า "North American Lionhead Rabbit Club" โดยก่อตั้งขึ้นในปี 2001 ค่ะ

ลักษณะของ lion Head ก็คล้ายๆกับชื่อค่ะ คือหัวสิงโต คือ เป็นกระต่ายที่ไม่ใหญ่มาก มีขนยาวแค่บริเวณหัวเท่านั้น (เหมือนสิงโต)มีแผงคอยาวออกมาแบบสิงโต ตามตัวห้ามมีขนยาวปุยเป็นกระโปรง ขนที่ตัวจะค่อนข้างเรียบ
ลักษณะตามมาตรฐานของสมาคม NALRC (North American Lionhead Rabbit Club) คือ
1. ลำตัว จะต้องสั้น กลมป้อม ไหล่และอกควรจะกว้าง ตะโพกต้องกว้าง กลม
2. หัว ต้องใหญ่ ระยะห่างระหว่างตา ต้องกว้าง หัวและตัวควรจะชิดกันไม่เห็นคอ ตาต้องกลมโต
3. หู ต้องสั้น อยู่บนส่วนบนของหัว ต้องตั้ง และ มีขนปกคลุมหู
4. แผงคอ เป็นขน Wool คือขนปุย และแผงคอต้องเด่น ทั้งด้านบน และด้านข้างหู ต้องมีความยาวของแผงคออย่างน้อย 2 นิ้ว แผงคอต้องเป็นแผงกลมรอบๆหัว ส่วนขนตรงหน้าและตัวจะไม่ใช่ขน Wool เหมือนแผงคอค่ะ
ขนาดเมื่อโตเต็มที่จะ ประมาณ 2 กิโลกรัมค่ะ
แต่ ว่ากระต่ายพันธุ์ ไลอ้อน ที่ผสมได้ในเมืองไทยนี้ บางตัวเมื่อโตขึ้นมาแล้ว แผงคอไม่ออกก็มีค่ะ หรือบางตัวก็แผงคอไม่ได้รูป สั้นบ้างยาวบ้าง ก็มีค่ะย้ำอีกครั้งว่าไลออน นั้นไม่ได้ฟูไปหมดทั้งตัวนะคะ จะฟูมากๆ ก็ตรงแผงคอ แต่หากเพื่อนๆ ต้องการกระต่ายที่ฟูไปหมดทั้งตัว ก็ควรจะเป็นพันธุ์อื่น เช่น เท็ดดี้แบร์ค่ะ


เนเธอร์แลนด์ ดวอฟ



เมื่อประมาณช่วงปี ค.ศ. 1880 หรือราว พ.ศ. 2423 ที่ประเทศอังกฤษ ได้ปรากฏว่ามีกระต่ายสายพันธุ์ดัทช์ได้ให้กำเนิดลูกหลากหลายครอกที่มี สีขาวแต่มีลายสีต่างๆ ไม่เป็นสีขาวทั้งตัว มีตาสีแดง มีลักษณะลำตัวที่เล็ก สั้นกระทัดรัด มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.6 ถึง 2 กิโลกรัม แต่มีขนที่นุ่มลื่นสวยงาม ซึ่งเป็นที่มาของกระต่ายโปลิช (Polish) แม้ว่ากระต่ายที่ได้จะยังมีเลือดที่ไม่นิ่ง แต่การผสมแบบในสายเลือด (Line Breeding) ทำให้ได้กระต่ายในรุ่นต่อมา ที่มีสีขาวมากขึ้น จนกระทั่งได้กระต่ายสีขาวล้วน ตาสีทับทิม (Ruby-Eyed White) ที่เป็นต้นกำเนิดของกระต่ายเนเธอร์แลนด์ดวอฟ ในปัจจุบัน
ด้วยแรงบันดาลใจจาก การนำเข้ากระต่ายสายพันธุ์โปลิช มายังสหราชอาณาจักรอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1884 หรือ พ.ศ. 2427 กระต่ายพันธุ์โปลิชจากประเทศเยอรมัน ได้ถูกนำมาผสมข้ามพันธุ์กับกระต่ายป่าในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีขนาดเล็กโดย บังเอิญ จนทำให้เกิดการถ่ายทอดยีนส์แคระลงในกระต่ายพันธุ์โปลิช ทำให้มีขนาดเล็กและมีลำตัวที่สั้นลง ในเวลานั้นกระต่ายแคระ จึงมีแต่สีขาวล้วนและมีตาสีทับทิม
ในช่วงของ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กระต่ายแคระ สีขาวตาฟ้า (Blue-Eyed White) ได้ถือกำเนิดขึ้นในจักรวรรดิเยอรมัน แต่ลักษณะของกระต่ายแคระสีขาวตาฟ้าในขณะนั้นจะมีโครงสร้างกระดูกที่ใหญ่ ลำตัวที่ยาวกว่า ขนหยาบและสั้นกว่าของขาวตาทับทิม จนกระทั่งถึงช่วง ปลายทศวรรษปี 1930 หรือราว พ.ศ. 2480-2483 กระต่ายแคระที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในขณะนั้น จึงมีเพียงแค่ 2 ประเภทสีเท่านั้น คือ ขาวตาทับทิม และ ขาวตาฟ้า
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1948 หรือ พ.ศ. 2491 ถือได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของกระต่ายเนเธอร์แลนด์ดวอฟ เนื่องจากกระต่ายสายพันธุ์นี้ได้ถูกนำเข้าไปยังสหราชอาณาจักรอังกฤษ โดยนักพัฒนาสายพันธุ์กระต่าย และในปี ค.ศ. 1969 หรือ พ.ศ. 2512 กระต่ายสายพันธุ์นี้ ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา จนได้รับการยอมรับจากสมาคมนักพัฒนาพันธุ์กระต่ายแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Rabbit Breeders Association, Inc. หรือ ARBA) โดยมีการปรับปรุงข้อกำหนดของรายละเอียดมาตรฐานสายพันธุ์จากของสภากระต่าย แห่งสหราชอาณาจักร (The British Rabbit Council) เพียงนิดหน่อยเท่านั้น
สำหรับในประเทศไทย เมื่อปลายปี ค.ศ. 2003 หรือ พ.ศ. 2546 ได้มีการนำเข้ากระต่ายสายพันธุ์นี้คุณภาพระดับประกวดจากสหรัฐอเมริกา สำหรับสมาชิกชมรมคนรักกระต่ายแห่งประเทศไทย สีที่นำเข้ามาในขณะนั้น คือสีขาวตาฟ้า สีดำสร้อยทอง (Black Otter) และสีดำสร้อยเงิน (Black Silver Marten) และในปีต่อมา ก็ได้มีการนำเข้า สีต่างๆ ที่แปลกและสวยขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น สีทองแดง (Siamese Sable) สีควันบุหรี่ (Siamese Smoke Pearl) สีฮิมาลายัน (Himalayan) และสีที่หายาก อย่างสีวิเชียรมาศ (Sable Point) หรืออย่าง สีพื้นเช่น สีดำ สีบลู (Blue) สีชอกโกแลต ทำให้ในขณะนี้ ประเทศของเราก็มีกระต่ายสายพันธุ์นี้ในประเภทสีต่างๆ มากมาย ดังที่ได้เห็นกันแล้วตามงานประกวดต่างๆ และเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็มีการนำเข้ากระต่ายสายพันธุ์นี้จากประเทศต้นกำเนิดคือ เนเธอร์แลนด์ ความแตกต่างหลักๆของกระต่ายจากสหรัฐอเมริกาและจากเนเธอร์แลนด์ นอกเหนือจากลักษณะทางกายภาพ อันได้แก่ น้ำหนัก หุ่น รูปทรง หัว กะโหลก และลำตัว ระบบเพดดีกรีและการจดทะเบียนของสหรัฐอเมริกาถือได้ว่ามีระบบที่ดีที่สุดใน โลก ซึ่งดีกว่าของกระต่ายทางเนเธอร์แลนด์ ซึ่งยังไม่มีการจดทะเบียนที่มีระบบ จึงทำให้กระต่ายจากทางสหรัฐอเมริกามีคุณภาพและราคาที่สูงกว่า
ในปัจจุบันสาย พันธุ์นี้เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงมากในวงการนักพัฒนาสายพันธุ์กระต่าย สวยงาม จนถือได้ว่าเป็น อัญมณีแห่งวงการกระต่ายสวยงาม (Gem of the Fancy Rabbits)


โปลิส



มีต้นกำเนิดที่เบลเยี่ยม และได้นำเข้าไปที่ อังกฤษ ในปี 1884 เป็นกระต่ายเล็ก ที่มีหูสั้น และ ปลายหูชนกัน เพราะขนาดที่เล็กและลักษณะใกล้เคียงกับ Netherland Dwarf จึงมีหลายๆคนสับสนกับ Netherland Dwarf แต่จริงๆ แล้ว เค้าจะใหญ่กว่า Netherland Dwarf เล็กน้อย และ หัวไม่กลมมนเหมือน Netherland Dwarf
น้ำหนักประมาณ 1.4 to 1.8 กิโลหรัมกระต่าย โปลิส ที่ว่าสวยเนี่ย
1. หูค่ะ ต้องสั้นน่ารักปลายหูควรจะชนกัน ความยาวของหูต้องไม่เกิน 3 นิ้วค่ะ
2. ลักษณะใบหู ถ้าจะให้สวยเนี่ย ลักษณะหูทั้ง 2 ข้างอยู่ชนแนบติดกันและตั้งตรง ไม่เอียงเข้า เอียงออกนะคะ ขนสั้นหนา
3. ตาควรจะกลมโต
ขนของ Polish จะเป็นดูเรียบเป็นเงา หน้าจะดูไม่กลมแบนเหมือนกับ Netherland Dwarf ค่ะ และเมื่อมองจากด้านข้าง กระโหลก จะมีส่วนโค้งเล็กน้อย จากหูถึงจมูก หูควรจะยาวไม่เกิน 3 นิ้ว โครงควรจะแน่น และ เมื่อยืนโดยวางขาหน้า และ ขาหลังราบกับพื้นแล้ว สะโพกจะกว้างกว่าไหล่เล็กน้อย เส้นแนวตัวจะเริ่มจากส่วนหูค่ะ


เท็ดดี้ แบร์



Teddy หรือ Teddy Bear เป็นกระต่ายที่เป็นลูกผสมเช่นกัน และได้พัฒนาสายพันธุ์กันมาต่อจาก เจอรี่ วู๊ดดี้ จนค่อนข้างนิ่งในเมืองไทย กระต่ายพันธุ์นี้ จะนิยมเลี้ยงกันมาก เพราะว่า รูปร่างน่ารัก ตัวจะกลมฟู ขนจะฟูยาวประมาณ 4-5 นิ้ว และก็มีราคาไม่แพง เพาะพันธุ์ขึ้นจากฟาร์มในเมืองไทย ต่างประเทศไม่มีค่ะ




MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com


อาการที่บ่งบอกว่าต้องรีบพาน้องกระต่ายไปหาหมอ


1. กระต่ายหายใจลำบากกระต่ายมีอาการหายใจผิดปกติ ติดขัด และหาก ริมฝีปาก และลิ้นเป็นสีม่วง แปลว่า เริ่มขาดออกซิเจน ให้รีบพาไปหาหมอโดยด่วนที่สุด


2. กระต่ายถ่ายเป็นน้ำ (ท้องเสีย)หากการะต่ายถ่ายเป็นน้ำ เป็นมูก ต้องรีบพาไปหาหมอโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะลูกกระต่ายที่ยังไม่หย่านมดี หรือ ที่เพิ่งหย่านมไม่นาน หากไม่ได้รับการรักษา จากแพทย์ทันท่วงที กระต่ายจะอาการทรุด และเสียชีวิตอย่างรวดเร็วเนื่องจากการเสียน้ำในร่างกาย


3 กระต่ายเลือดไหลไม่หยุด หรือ โดนกัดได้รับบาดเจ็บเช่นจากสุนัข แมว หรือ หนูบ้าน ให้รีบส่งแพทย์ด่วน


4. กระดูกหักเช่นการทำกระต่ายตกจากที่สูง หรือ การอุ้มไม่ถูกวิธี แล้วกระต่ายดิ้น อาจจะทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อน หรือที่เรียกว่า กระดูกหลังหัก ซึ่งการที่กระต่ายตกจากที่สูงนั้นกระต่ายอาจจะมีการบาดเจ็บภายในด้วย


5. ซึม ตัวเย็นกระต่ายที่ป่วยมากๆ มักจะซึม หรืออาจจะมีอาการช็อก บางครั้งนอกจากปากม่วงแล้ว หากเราแตะที่หู จะเห็นว่า หูเย็นผิดปกติ และมักจะซุกตัวอยู่มุมกรง ตาหรี่ และอาจจะมีการกัดฟันแน่นด้วยหากมีการเจ็บปวด


6. ไม่ยอมกินหากกระต่ายไม่ยอมกินอาหารถือว่า ผิดปกติ หากตรวจฟันแล้วพบว่าไม่ได้เกิดจากฟันยาว หรือเอียงผิดปกติแล้วล่ะก็ กระต่ายอาจจะเกิดอาการ ที่เรียกว่า "GI Statsis" หรือ ระบบทางเดินอาหารหยุดทำงาน ให้ตรวจดูว่า อึเล็กลงผิดปกติหรือไม่ หรืออึมีเส้นขนปนอยู่หรือไม่ หากกระต่ายไม่กินอาหารเลย ต้องรีบพาไปหาหมอโดยด่วนที่สุด


หากกระต่ายมีอาการตามที่กล่าวมาตามขั้นต้น ต้องรีบพาไปหาหมอโดยทันทีค่ะ อาการเหล่านี้ถือว่า อาการแย่และไม่สามารถจะรอได้ค่ะ ดึกแค่ไหน ก็คงต้องพาไปหาหมอค่ะ เพราะอาจจะไม่มีเช้าพรุ่งนี้ สำหรับน้องกระต่ายอีกแล้วค่ะ


ผัก ผลไม้ ที่กระต่ายกินได้




1.ผลไม้


สามารถจะให้ได้ แต่ไม่ควรให้มากเกินไป
เพราะผลไม้ส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลสูง ซึ่งหากกินมากเกินไป
ก็จะไม่ดีต่อระบบย่อยอาหารของกระต่าย หากเทียบกับผักใบเขียวทั้งหลาย แล้ว
ผักจะเหมาะกว่า เพราะว่า มีกากใยอาหาร หรือที่เรียกว่า ไฟเบอร์สูง
และน้ำตาลต่ำอีกด้วย













































































แอปเปิล

กล้วย(ไม่มีเปลือก)


ชมพู่

ลิ้นจี่

ฝรั่ง








สาลี่

แครนเบอรี่

ราสเบอรี่

บลูเบอรี่

สตรอเบอรี่












เชอรี่

มะละกอ(เม็ดออก)


แคนตาลูป

องุ่น(เม็ดออก)

ส้ม(ไม่เปรี้ยว)












ลูกแพร์

ลูกพีช

พลัม



2.ผักต่างๆ



ผักมีกากใยอาหาร
หรือที่เรียกว่า ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลต่ำอีกด้วย


























































หน่อไม้ฝรั่ง

คะน้า


บล็อคเคอรี่

ใบบัวบก

คะน้าฮ่องกง








ผักกาดขาว

ผักกาด
หางหงษ์

ผักกาดหอม

parsley

สะระแหน่












Arugula

Spinash
(อย่าบ่อย)

ผักชีฝรั่ง



ผักผลไม้ที่ไม่ควรให้บ่อย
หรือควรหลีกเลี่ยง









































บร็อคโครี่ โหระพา แมงลัก
ให้ได้แต่อย่างบ่อย
เพราะมีแคลเซี่ยมสูง หากกินน้ำน้อยด้วยจะเสี่ยงแก่การเป็นนิ่ว
แตงโม ให้ได้แต่ไม่ควรให้บ่อย เพราะว่า
จะทำให้ท้องเสียได้
ผักกาดแก้ว
ควรเลี่ยงเพราะอาจจะทำให้ท้องเสีย
มะเขือเทศ ควรเลี่ยง เพราะน้ำมาก
อาจจะทำให้ท้องเสีย
เงาะ เพราะว่า มียาง
ทุเรียน เพราะ ให้พลังงานสูงเกินไป
ขนุน
เพราะมียางและหวานมาก
อาโวคาโด เพราะ
ให้พลังงานสูงเกินไป
กระหล่ำปลี ห้ามให้กิน เพราะจะทำให้เกิดแกส
ในระบบทางเดินอาหาร
แตงกวา แตงร้าน เพราะว่ามียาง
และมียาฆ่าแมลงที่เปลือกมาก
มะนาว และ ผลไม้รสเปรี้ยว
มันฝรั่งดิบ
ผักบุ้งไทย เพราะมียางมาก

Create Date : 17 กันยายน 2553
Last Update : 24 กันยายน 2553 13:49:25 น. 0 comments
Counter : Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.