...ความรู้สามารถเรียนทันกันได้...
Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
14 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
จิตวิทยาการลงทุน





จิตวิทยาการลงทุน : พี่ WEB : Alumni day

Standard Finance : Efficient Market Hypothesis

วิชานี้ใช้ไม่ได้ ไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริง
ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เท่าเทียมกัน
แต่ละคนฉลาด มีเหตุผล ไม่มีอคติ
ราคาหุ้นสะท้อนข้อมูลข่าวสารทุกอย่างทันที
ไม่มีใครสามารถหากำไรจากราคาที่ผิดพลาดได้อย่างต่อเนื่อง

Behavioral Finance : Psychology of Investing

เหตุผลที่สนับสนุนว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพ
มี เหตุการณ์หลายอย่างผิดปกติในโลกการลงทุน เช่น อยากซื้อเอ็มเคสุกี้ แต่ไปซื้อ MK, ขาย Advanc เพราะการเมือง รักชาติ, Market cap บริษัทลูก ใหญ่กว่าบริษัทแม่ เป็นต้น
เกิดภาวะฟองสบู่ และตลาดตกต่ำซ้ำแล้วซ้ำอีก วนไปวนมา
คนไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลตลอดเวลา เช่น รู้ว่าทานเค้กแล้วอ้วน แต่ก็อยากทาน, ผู้หญิงมีรองเท้า 28 คู่ แต่ยังอยากได้คู่ใหม่
อคติต่างๆ มีลักษณะเป็นรูปแบบที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

Daniel Kahneman : คนมีความคิด 2 ระบบ, System 1 Thinking ความคิดแบบไม่ค่อยได้คิด เกิดจากสัญชาตญาณ เช่น เจองูแล้วกระโดดหนี ความผิดพลาดจะเกิดบ่อยจากความคิดแบบนี้, System 2 Thinking ความคิดที่ค่อยๆ คิด วิเคราะห์

ตัวอย่างคำถาม
A bat and ball cost $1.10 in total. The bat costs 1$ more than the ball. How much does the ball cost? 
คำตอบ คือ 5 เซนต์ แต่คนส่วนใหญ่จะตอบ 10 เซนต์

If it takes five machines five minues to make five widgets, how long does it take 100 machines to make 100 widgets? 
คำตอบ คือ 5 นาที แต่คนส่วนใหญ่จะตอบ 100 นาที

In a lake, there is patch of lily pads. Every day the patch doubles in size. If it takes 48 days for the patch to cover the entire lake, how long would it take for the patch to cover half of the lake? 
คำตอบ คือ 47 แต่คนส่วนใหญ่จะตอบ 24

นำคำ ถามเหล่านี้ ไปถามนักศึกษา มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ผลคะแนน คือ MIT 2.18, Princeton 1.9, Carnegie Mellon 1.51, Harvard 1.43, U of Michigan 1.18, U of Toleo 0.57

นำคำถาม A bat and ball cost $1.10 in total. The bat costs 1$ more than the ball. How much does the ball cost? ไปถามนักศึกษา Princeton ใหม่ แต่ทำตัวอักษรจางๆ (จะได้มีเวลาเพ่ง พินิจ วิเคราะห์) ผลปรากฏว่า คะแนน เพิ่มเป็น 2.45 (จากเดิม 1.9)

แม้แต่นักลงทุนระดับโลก ก็ยังมีความผิดพลาดในเรื่องนี้

Warren Buffett มีช่วงนึงหุ้นแบงค์อเมริกาตกหนักมาก ราคาถูกมาก แต่กลัวไม่กล้าซื้อ, ตกรถ Walmart เพราะรอราคาหุ้นลง แต่หุ้นไม่ลงและขึ้นยาวต่อเนื่อง

Michael Steinhardt ช่วง black Monday วิเคราะห์แล้วว่า Upside เหลือน้อยแล้ว ควรออกจากตลาด แต่ยังไม่ยอมออกเพราะตลาดยังขึ้นไปต่อ จนสุดท้ายตลาดลงหนัก คือ วิเคราะห์อย่างดีแล้วแต่ไม่ปฏิบัติ

Stanley Druckenmiller ผู้บริหารกองทุนขนาดใหญ่ ช่วงหุ้น dotcom เฟื่องฟู วิเคราะห์ว่า ราคาแพงมากแล้ว จึงขาย แต่สุดท้ายเห็น ลูกน้องที่บริหารกองเล็กๆ ยังสนุกกับหุ้น dotcom และได้ผลตอบแทนดี สุดท้ายอดใจไม่ไหวกลับมาลงทุน ต่อมาไม่นานฟองสบู่ dotcom แตก

Peter Lynch หุ้นขึ้นมาระดับนึง เพื่อนเตือนว่าราคาแพงแล้ว ควรขายได้แล้ว เสียงเพื่อนเตือนก้องในหูตลอด จึงตัดสินใจขาย สุดท้ายหุ้นขึ้นไปอีกหลายเด้ง ความเห็นคนอื่นมีอิทธิพลต่อความคิดตนเองมากไป

Victor Niederhoffer ช่วงต้มยำกุ้ง หุ้นธนาคารกรุงไทยตกหนักมาก คิดว่าราคาต่ำมากแล้ว เดี๋ยวคงเด้งขึ้น จึงตัดสินใจซื้อ สุดท้ายไม่เด้ง ลงต่อตลอด ผิดพลาดที่มั่นใจตัวเองมากเกินไป และไม่รู้ข้อมูลตลาดไทยดีเพียงพอแต่เข้ามาลงทุน

In our view, though, investment Students need only two well-taught courses- How to Value a Business, and How to Think about Market Prices : 
วิชาสำคัญที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อการลงทุน ได้แก่ การประเมินมูลค่ากิจการ และจิตวิทยาการลงทุน : Warren Buffett

พลังความสนใจของคนเรามีจำกัด เช่น ไม่ควรโทรศัพท์ขณะขับรถ ควรมีสมาธิและโฟกัสในเรื่องนั้นๆ


ทำไมต้องเรียนจิตวิทยาการลงทุน
เรียนรู้ลักษณะกับดักเชิงจิตวิทยาแต่ละอย่าง
ถ้าเรารู้จักพวกมัน เราจะตระหนักถึงพวกมันได้ง่ายขึ้น
และ ถ้าเราตระหนัก เราก็มีโอกาสรอดพ้นจากอิทธิพลของพวกมัน ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนใส่หมวกกันน็อค เข้ามาในธนาคาร ก็ให้เตรียมพร้อมว่า อาจจะมาปล้น เป็นต้น

1) Overconfidence Bias

ทำไมเราถึง Overconfidence 
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ มองตัวเองดี มองตัวเองด้านบวก เช่น ในชั้นเรียนเราเรียนเก่งกว่าเพื่อน, มาอบรมหุ้นแล้วจะไม่เจ๊งหุ้น
ได้ผลลัพธ์ดีๆ ติดต่อกัน เช่น มือใหม่ช่วงตลาดขึ้น ก็นึกว่าตนเองเก่งแล้ว
Illusion of control คือ ถ้ามีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ก็จะเพิ่มความเชื่อมั่น เช่น ถ้าเลือกลอตเตอรี่เอง จะมีความรู้สึกว่าจะมีโอกาสถูกมากกว่าให้คนอื่นเลือกให้ ทั้งที่จริงๆ ความน่าจะเป็นที่จะถูกรางวัลเท่ากัน
ทำในสิ่งที่ตนเองยังมีประสบการณ์ น้อย และประสบความสำเร็จในช่วงสั้น เช่น ปีแรกได้ผลตอบแทนได้ 100% ก็มั่นใจว่าปีต่อไปจะทำได้ 100% ต่อเนื่อง

ผลที่ตามมา
ซื้อขายบ่อยเกินไป
กล้าเสี่ยงมากเกินไป 
กระจายความเสี่ยงน้อยเกินไป 
มั่นใจกับการตัดสินใจของตนเองมากไป
คิดถึงความเสี่ยงน้อยเกินไป

นัก ลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะมีความถ่อมตัว และไม่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองมากจนเกินไป เพราะพวกเขารู้ว่า ไม่ว่าจะทุ่มเทหรือระมัดระวังแค่ไหน พวกเขาก็อาจคิดผิดได้ : Seth Klarman

Skill = Observed Outcome – Luck

กิจกรรมที่ใช้ Pure Skill >> Pure Luck เรียงจากมากไปน้อย หมากรุก บาส บอล รักบี้ เล่นหุ้นระยะสั้น การพนัน

Cost of your mistakes แปรผันตาม Level of Overconfidence เช่น พอมั่นใจมาก ก็เพิ่มเงินลงทุน กู้เงินมาลงทุน เวลาเสียหายจะเสียหายมาก (รูปแมวเดินผ่านฝูงหมา)

Poisonous Triangle 1. Herd Behavior เชื่อตามฝูงชน 2. Overconfidence มั่นใจมากไป 3. Excess Leverage เพิ่มขนาดลงทุน >>> ถ้าทำทั้ง 3 ปัจจัยพร้อมกัน ความ Ship-หาย ก็จะตามมา

คุณต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะคุณสามารถคิดผิดได้ ซึ่งถ้าคนยอมรับในประเด็นนี้ คุรจะเน้นความระมัดระวัง ด้วยการซื้อหุ้นที่ราคามี Margin of Safety และไม่ยอมจ่ายแพงเกินไป : Jean marie Eveillard

ดึงสติกลับมาก่อน นึกถึง System 1 & System 2 Thinking
เรามีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์ว่าตัวเองเก่ง ? รู้จริงหรือไม่
ถ้าคนที่มีความสามารถอย่างเรา พยายามเท่าเรา ถือว่า เก่งหรือประสบความสำเร็จ คนทั้งโลกคงเก่งกันหมดทุกคนแล้วหรือเปล่า?
ประวัติความสำเร็จของเรามีความต่อเนื่อง ยาวนาน มากน้อยแค่ไหน

ลองคิดดูว่าเรามีโอกาสคิดผิด เพราะสาเหตุอะไรบ้าง พยายามคิดทางลบ คิดผิดเพราะอะไร ?
ปรับระดับความมั่นใจลงให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น มั่นใจ 90% แต่จริงๆ แค่ 70% ก็ควรจะมั่นใจ 70% อย่ามโนเอาเอง

2) Loss Aversion Bias

Daniel Kahneman และ Amos Tversky พบว่า คนเราจะพยายามหลีกเลี่ยงการขาดทุน มากกว่าการหากำไร
ความเสียใจที่เกิดจากการขาดทุน มีความรุนแรงเป็นสองเท่าของความดีใจที่ได้กำไร

ผลที่ตามมา
ถือหุ้นไม่ดี หุ้นที่ขาดทุนนานเกินไป คิดว่าวันนึงจะกลับมา ไม่ขายไม่ขาดทุน (Sunk Cost Effect)
ขายหุ้นที่ได้กำไรเร็วเกินไป ขอล็อคกำไรก่อน (Pride Seeking)
ถือเงินสดเพราะกลัวขาดทุน (Snake bite Effect ถ้าถูกงูกัดจะกลัว) คนที่ลงทุนช่วงต้มยำกุ้งแล้วเจ๊ง จะกลัว ไม่กล้าเข้าตลาดหุ้นอีกเลย

ถ้าคุณพบว่าอยู่ในเรือที่รั่วแบบไม่หยุดหย่อน การใช้ความพยายามในการเปลี่ยนเรือจะดีกว่าการใช้ความพยายามในการปะรูรั่ว Warren Buffett
ทุก การตัดสินใจ มีต้นทุนค่าเสียโอกาสมาเกี่ยวข้อง เราต้องเปรียบเทียบโอกาสทางการลงทุนที่เราดูอยู่กับโอกาสทางการลงทุนอื่นๆ Warren Buffett
อย่ามัวไปนั่งคิดถึงราคาหุ้นของวันก่อนๆ ให้ถามว่าที่ราคาหุ้นปัจจุบัน เราควรซื้อ ซื้อเพิ่ม หรือขาย Andrew A. Lanyi

ตัวอย่าง หนังเรื่อง 127 ชั่วโมง พระเอกไปเดินป่า ตกซอกหินผา แล้วแขนไปติดอยู่กับหินไม่สามารถดึงออก ต้องทนติดอยู่ 127 ชั่วโมง อาหาร น้ำ เริ่มหมด สุดท้ายจึงตัดสินใจตัดแขน เพื่อรักษาชีวิตรอด

ถ้าวันนี้เราถือแต่เงินสด เราจะซื้อหุ้นตัวนี้หรือเปล่า ?
หุ้นตัวนี้มีระดับผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่น่าสนใจกว่าหุ้นตัวอื่นๆ ใช่หรือไม่ ?
ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น ให้คิดล่วงหน้าว่า มีสถานการณ์อะไรบ้างที่ทำให้เราขายหุ้นตัวนี้ ?

3) Confirmation Bias

คนเรามักให้น้ำหนักกับข้อมูล หรือความคิดเห็นที่ยืนยันความคิดของตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ก็มักจะมองข้ามหรือให้น้ำหนักน้อยกับข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับความคิดของตนเอง
Confirmation Bias = การเห็นในสิ่งที่ตนเองอยากเห็น
เช่น ซื้อหุ้นเพราะชอบ พอมีข้อมูลด้านดี เราจะให้น้ำหนักเยอะ พอมีข้อมุลด้านไม่ดีเราจะให้น้ำหนักน้อย (คือ ถ้าไม่ดีทำไม่เราถือล่ะ)

ผลที่ตามมา
มองข้ามข้อเสียหรือแง่ลบของหุ้นและบริษัท 
ถือหุ้นในสัดส่วนที่เยอะเกินไป
ถือหุ้นที่ไม่ได้ดีอย่างที่คิดนานเกินไป

แรเงา 
ตา : ผอ.ต้องการเพียงเท่านี้ใช่มั้ย (ข้อมูลจริง)
ผอ. : ตา ผมรักตานะ ผมรักตาคนเดียวจริงๆ (ข้อมูลที่ตาเลือกที่จะรับ)

Club Friday
ใน รายการ มีหัวข้อเรื่อง เมียน้อย มีเมียน้อย 4-5 ราย โทรมา พอฟังแล้ว เหมือนทุกๆคนจะมีจุดที่ผิดพลาดคล้ายๆ กัน คือประมาณว่า เลือกที่จะเชื่อในคำพูดผู้ชาย มากไป เพราะสิ่งที่เลือกที่จะเชื่อ คือสิ่งที่ทำให้มีความสุข ทั้งๆ ที่ความจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เราสามารถที่จะฆ่าหุ้นตัวนี้ได้อย่างไรบ้าง ? พยายามหาสาเหตุที่จะทำให้บริษัทเจ๊ง เช่น ขยายต่างประเทศแล้วเจ๊ง พยายามหาข้อเสีย
คนที่ไม่ชอบหุ้นตัวนี้ เขามีเหตุผลอะไร ?
ถ้า หุ้นดีจริง ทำไมราคายังถูก ? ทำไมเราเห็นคนเดียว คนอื่นไม่เห็น (เช่นดูกำไรบรรทัดเดียว แต่ไม่ดูว่า เป็นกำไรพิเศษครั้งเดียวหรือไม่)
Confirmation bias สามารถ confirm ได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ

4) Cognitive Dissonance Bias

รู้สึก ไม่สบายใจ เมื่อสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่อยากทำไม่เหมือนกัน เช่น อยากสูบบุหรี่ ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี ก็จำเป็นต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนว่า ไม่สูบเพราะอันตรายต่อสุขภาพ สูบเพราะขอแค่วันนี้วันสุดท้าย พรุ่งนี้เลิก พยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง
รู้สึกไม่สบายใจ เมื่อสิ่งที่ควรเชื่อกับสิ่งที่อยากเชื่อไม่เหมือนกัน ต้องพยายามหาเหตุผลหลอกตัวเองให้ได้เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ หรือหาเหตุผลหักล้างเพื่อไม่ต้องเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ

ผลที่ตามมา
ถือหุ้นที่ขาดทุน หรือหุ้นไม่ดีนานไป
ซื้อเฉลี่ยขาลงแบบไม่ได้ใช้เหตุผล
คิดว่าตนเองเก่ง แต่จริงๆ คือ เข้าข้างตัวเอง

เราหาเหตุผลเข้าข้างหรือหลอกตัวเองเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หรือหาเหตุผลหักล้างเพื่อไม่ต้องทำในสิ่งที่ควรทำ ใช่หรือไม่ ?

5) Representativeness Bias

คน เรามีแนวโน้มที่จะจัดหมวดหมู่สิ่งของ และความคิด เช่น หุ้น Value หุ้น IPO หุ้นปันผล โดยจัดหมวดหมู่เพื่อที่จะลงทุนหรือไม่ โดยที่ไม่ดูรายละเอียด ตัวอย่างเช่น หุ้น IPO Jubeli 3 บาท ถ้าไม่ได้ซื้อก็เสียโอกาส, ตลาดหลักทรัพย์ยังเคยพลาด จัดอันดับหุ้นปันผล มีหุ้นตัวนึงเข้า list แต่ปัจจุบันก็ห้ามซื้อขายไปแล้ว

คนมักใช้ข้อมูลน้อยมาเป็นข้อสรุป (Law of small numbers) เช่น net profit margin ดูย้อนแค่ 2 ปี แล้วบอกว่าดี, ทองคำเป็นการลงทุนที่ดี ราคาขึ้นต่อเนื่อง

ผลที่ตามมา
ตัดสินใจผิดจากการแบ่งหุ้นเป็นกลุ่มๆ
ตัดสินใจลงทุนจากข้อมูลที่ผ่านมาไม่นาน
คิดว่าสิ่งที่กำลังเกิด จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ

เราตัดสินหุ้นตัวนี้จากการจัดกลุ่ม เราได้ศึกษาหุ้นตัวนี้อย่างละเอียดหรือยัง ?
ข้อสรุปนี้มีกลุ่มตัวอย่างสนับสนุนมากเพียงพอหรือไม่ เราด่วนสรุปหรือไม่ ?

6) Familiarity Bias

คนเรามักจะชอบสิ่งที่ตนเองคุ้นเคย ถ้าไม่คุ้นเคยไม่ลงทุน

ผลที่ตามมา
ซื้อหุ้นที่ขายสินค้าที่ตัวเองชอบใช้และคุ้นเคย เช่น ชอบโอปองแปง ซื้อ SST โดยไม่ดูรายละเอียด
ซื้อหุ้นเพราะคนแนะนำเยอะ พูดถึงเยอะ
ซื้อหุ้นบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่
ซื้อหุ้นในประเทศ
ไม่ซื้อหุ้นที่ไม่เคยใช้สินค้า เช่น Robins ไม่เคยไปเลย ไม่ซื้อ, Singer เราไม่เคยใช้สินค้า ไม่ซื้อ

ความผิดพลาด แปรผันตาม อารมณ์

เราซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะเราใช้สินค้าและบริการบ่อยใช่หรือไม่ ?
หลังซื้อหุ้นแล้ว เราใช้บริการบ่อยมากขึ้นใช่หรือไม่ ?
เราไม่ชอบหุ้นตัวนี้ เพราะไม่เคยเห็น หรือไม่เคยใช้สินค้าเลยใช่หรือไม่ ?

7) Hindsight Bias

พอเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่า ตัวเองรู้ก่อนแล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้น
ทำให้คนประเมินความสามารถในการคาดการณ์ของตัวเองสูงเกินไป

ผลที่ตามมา
คิดว่าตนเองรู้ล่วงหน้า คาดการณ์ได้
กล้าเสี่ยงมากขึ้น
แยกแยะไม่ได้ว่า ความสำเร็จหรือล้มเหลวเกิดจากโชค หรือความสามารถ
ขาดโอกาสในการเรียนรู้

เรามีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์ว่า เรารู้ล่วงหน้าว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น? ได้จดบันทึกไว้ก่อนหรือไม่
มีเหตุการณ์อื่นๆ อะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้นได้

8) Availability Bias

คน เรามักจะพิจารณาแนวโน้มหรือความน่าจะเป็นของสิ่งต่างๆ จากข้อมูลที่ตนเองนึก หรือคุ้นเคย ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์หรือตรงความเป็นจริง

ผลที่ตามมา
ซื้อหุ้นที่มีคนพูดถึงเยอะ
ซื้อหุ้นที่ตนเองคุ้นเคย รู้จัก หรือทำงานอยู่
ตัดสินใจลงทุนจากเรื่องราวหรือผลตอบแทนล่าสุด
ตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าสุดมากเกินไป

มีกระบวนการคัดเลือกหุ้นอย่างมีวินัยและเป็นระบบ
มองข้อมูลย้อนหลังไปยาวๆ

9) Anchoring Bias

เวลาคนเราคิดเกี่ยวกับตัวเลข หรือมูลค่า ตัวเลขบางตัวจะมีผลต่อการตัดสินใจของเรา

มี การทดลอง ให้คนเขียนเลขท้าย 4 ตัวของเบอร์โทรศัพท์ และจำนวนแพทย์ในเมือง Manhattan ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่มีเลขท้าย 4 ตัวน้อย ก็จะแจ้งจำนวนแพทย์น้อย คนที่เลขท้ายมาก ก็แจ้งจำนวนแพทย์มาก ซึ่งไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลต่อกันเลย แต่กลับมีอิทธิพล

ตัวเลขในตลาดหุ้นมีมากมาย ทำให้มีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย และบ่อย
ราคาทุน จดไว้อย่างดี จริงๆ ไม่เกี่ยวเลย
ราคาสูงสุด
ราคาต่ำสุด
ราคาล่าสุด เคส Buffett ตกรถ Walmart เพราะเกี่ยงราคาไม่กี่ช่อง
ราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ (มักจะปรับราคาเป้าหมายไปเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ)
ราคา IPO
ราคาทุนของคนอื่น เปรียบเทียบกับเพื่อน ถ้าเราซื้อแพงกว่า เหมือนว่าเราโง่กว่าเพื่อน

ผลที่ตามมา
คาดการณ์ดัชนี หรือราคาเป้าหมายเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน
ตัดสินใจซื้อหรือขายแบบไม่มีเหตุผลหรือไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของมูลค่า

จริงๆ VI สนใจเพียงแค่ ราคาตลาด ณ ปัจจุบัน เปรียบเทียบกับ มูลค่า เท่านั้น

10) Status Quo Bias

คน เรามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเลือกทางเลือกแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เช่น นั่งกระดิกเท้าตามอาจารย์(อาจารย์ท่านมีเหตุผลของท่าน) แต่จริงๆ เราอาจจะกำลังกลัว เลยไม่ได้ทำอะไร
ความผิดพลาดจากการที่เราลงมือทำ เจ็บใจกว่า ความผิดพลาดจากการที่เราอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร

ผลที่ตามมา
ไม่ซื้อหรือขายเมื่อถึงเวลาที่ควร
ถือหุ้นขาดทุนนานเกินไป (ร่วมกับ Loss Aversion Bias)
ทำให้ยังถือหุ้นพื้นฐานแย่ลงต่อไป

ถ้าเรายังไม่มีหุ้น ณ ระดับราคานี้ เราจะซื้อหรือไม่ ?

11) Endowment Bias

ให้ ค่ากับสิ่งที่ตนเองเป็นเจ้าของมากเกินไป เช่น อาจารย์ถามนักเรียนว่า กระบอกน้ำนี้ราคาเท่าไร นักเรียนตอน 6 เหรียญ แล้วให้นักเรียนออกจากห้องไป ซักพักกลับมา อาจารย์ถามว่า กระบอกน้ำนี้ราคาเท่าไร นักเรียนตอบ 9 เหรียญ คนเรามักจะให้มูลค่าเพิ่มสิ่งที่เรามี

ผลที่ตามมา
มองหุ้นทีตัวเองถืออยู่ดีเกินจริง
ถือหุ้นที่มีอยู่นานเกินไป

ถ้าเรายังไม่มีหุ้นตัวนี้ ณ ราคานี้ เราจะซื้อหรือไม่ ?

12) Regret Aversion Bias

คนเรามักไม่กล้าตัดสินใจลงมือทำแบบเด็ดเดี่ยว เพราะกลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด

ผลที่ตามมา
ไม่กล้าเข้าลงทุน เพราะกลัวขาดทุน
ไม่กล้าขายหุ้นไม่ดี เพราะกลัวขายแล้วขึ้น
ซื้อตอนแพง เพราะไม่อยากเสียใจที่คนอื่นกำไรแต่เราไม่ได้
ไม่กล้าขายหุ้นที่แพงแล้ว เพราะกลัวจะขึ้นต่อ
ไม่กล้าซื้อหุ้นที่ถูกแล้ว เพราะกลัวซื้อแล้วลงต่อ

ตัวอย่าง
ตอน Powerpoint ขายให้ Microsoft, Microsoft เสนอว่าจะเอาเงินสด 14 ล้าน หรือจะเอาหุ้น แต่เจ้าของ Powerpoint เลือกเงินสด เอาชัวร์ไว้ก่อน ซึ่งก็เสียโอกาสมากมาย 
บัฟเฟตต์เวลาซื้อกิจการ ก็เสนอซื้อโดยจ่ายเงินสด หรือหุ้น ก็จะมีบริษัทที่จะเลือกเงินสด เพราะเลือกที่จะไม่เสียใจซึ่งหน้า
คนไทยนิยมฝากเงินธนาคาร มากกว่าลงทุนหุ้น

ในระหว่างที่เราตัดสินใจ เรารู้สึกถึงความกลัว ความไม่กล้า หรือไม่ ?

13) Affinity Bias

คนเรามักเลือกสิ่งที่สะท้อนคุณค่า ภาพลักษณ์ หรือตัวตนของตนเอง

ตัวอย่าง เช่น CPF ไม่ลงทุน เพราะเป็นธุรกิจบาป, CPALL ไม่ลงทุนเพราะขายสุรา, ชอบอ่านหนังสือ เลือกลงทุน มติชน อัมรินทร์ โดยที่ไม่ได้ศึกษากิจการอย่างละเอียด

ผลที่ตามมา
ซื้อหุ้นของบริษัทที่ตนเองชอบ แต่อาจจะไม่ใช่หุ้นที่น่าลงทุน
ไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่ตนเองไม่ชอบ แต่อาจเป็นหุ้นที่น่าลงทุน

เราตัดสินใจซื้อหุ้นหรือไม่ซื้อหุ้น ด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากการที่หุ้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าใช่หรือไม่ ?

14) Mental Accounting Bias

เวลา คนเราคิดถึงเรื่องเงินหรือสินทรัพย์ มักจะแยกเงินเป็นกลุ่มๆ เช่น เงินจากการทำงาน เงินมรดก เงินลาภลอย เงินใช้จ่าย เงินท่องเที่ยว

ผลที่ตามมา
พิจารณาหุ้นแยกเป็นตัวๆ โดยไม่ได้ดูความสัมพันธ์ของพวกมัน
ไม่ได้คิดผลตอบแทนรวม คิดแยกปันผล และ ส่วนต่างราคา
กล้าเสี่ยงมากขึ้นกับเงินที่ได้กำไรมา House money effect

เงินทุกบาท มีค่าเท่ากันหมดไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร
มองผลตอบแทนรวม
พิจารณาความสัมพันธ์ของหุ้นแต่ละตัว

15) Self - Attribution Bias

เวลาประสบความสำเร็จ ชอบคิดว่าเกิดจากความสามารถหรือทักษะของตัวเอง
เวลา ประสบความล้มเหลว จะโทษปัจจัยภายนอกหรือโชคร้าย เช่น หุ้นตก โทษน้ำท่วม โทษการเมือง โทษนายตลาด, จะพบที่ผู้บริหารบ่อยกว่าผู้ถือหุ้น

ผลที่ตามมา
มั่นใจตัวเองมากเกินไป
ซื้อขายบ่อยเกินไป
กล้าเสี่ยงเกินไป
กระจายความเสี่ยงน้อยเกินไป
ขาดโอกาสเรียนรู้

เราได้กำไรเพราะเหตุผลที่เราคิดตั้งแต่ตอนซื้อมันถูกต้องใช่หรือไม่ ?

16) Outcome Bias

คนเราชอบใช้ผลลัพธ์ในการตัดสินสิ่งต่างๆ ทั้งที่หลายครั้งผลลัพธ์เกิดจากเหตุบังเอิญ

ตัวอย่างเช่น ลงทุนปีแรก กำไร 200% เทพมาก จริงๆ อาจจะเสี่ยงมาก กู้มาเล่น ถ้าทำบ่อยๆ จะเสี่ยง

บาง ครั้งเราทำดี แต่ผลลัพธ์ไม่ดี แต่สุดท้าย ให้ยึดที่กระบวนการไว้ก่อน ถ้ากระบวนการถูกต้องก็ถือว่าดีแล้ว (อย่าดูที่ผลลัพธ์อย่างเดียว)

เรื่อง ที่น่ายั่วยวนใจในแวดวงการลงทุน คือ บางครั้งคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงมาก มันทำให้คนหลงคิดว่าการได้ผลตอบแทนที่ดี ไม่ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพ และนั่นคือ กับดัก คำแนะนำ คือ ให้จำไว้ว่า การลงทุนเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมาก ไม่ว่าคุณจะซื้อหรือขายหุ้น คุณต้องสู้กับคนที่ทุ่มเทความพยายามให้กับเรื่องนี้หลายต่อหลายคน ซึ่งหลายๆ ครั้ง คนพวกนี้ขายหุ้นที่คุณกำลังซื้อ หรือซื้อหุ้นที่คุณกำลังขาย : Michael Steinhardt

ผลที่ตามมา
ซื้อหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่ผ่านมา (หมดรอบ)
ขายหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่ในช่วงที่ผ่านมา
ใช้กลยุทธ์การลงทุนที่ให้ผลลัพธ์ดีในช่วงที่ผ่านมา
ตัดสินใจลงทุนโดยดูจากผลลัพธ์ ไม่ได้ดูกระบวนการ

เราประเมินการตัดสินใจต่างๆ จากผลลัพธ์หรือกระบวนการ ?

17) Herding and Social Interaction

คน เรามีแนวโน้มชอบทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำ เช่น ไปทานข้าว มี 2 ร้าน ร้านคนเยอะกับร้านคนน้อย ถ้าไปกินร้านคนเยอะแล้วไม่อร่อย จะรู้สึกว่าอย่างน้อยยังมีเพื่อน แต่ถ้ากินร้านคนน้อยแล้วไม่อร่อย แบบนี้จะรู้สึกแย่ยิ่งกว่า
การทำเหมือนคนอื่นทำให้รู้สึกสบายใจ
สิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำจะมีอิทธิพลทำให้เราอยากทำสิ่งนั้น

ผลที่ตามมา
ซื้อแพง
ขายถูก
โทษคนอื่น ไม่โทษตนเอง

ถ้า หมอ 10 คนสั่งยาเหมือนกัน ยาตัวนั้นคงเป็นยาที่ควรกิน แต่ถ้านักวิเคราะห์ 10 คนแนะนำหุ้นตัวเดียวกัน การซื้อหุ้นนั้นอาจเป็นข้อผิดพลาดได้ เพราะถ้าทุกคนต่างซื้อหุ้นนี้ ราคาคงใกล้ดอยแล้ว เหตุผลเดียวที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปได้คือ มีคนจำนวนมากขึ้นๆ มาซื้อ ดังนั้นเมื่อไรที่เจอหุ้นที่ใครๆ บอกให้ซื้อ อยู่ห่างมันซะ : Sir John Templeton

คุณต้องกล้าใส่กางเกงขาบาน ขณะที่คนส่วนใหญ่ใส่ทรงกระบอก : Ross Southam

You are neiter right nor wrong because the crowd disagrees with you. You are right because your data and reasoning are right. : Benjamin Graham

เราอยากทำเพราะใครๆ ก็กำลังทำกันแบบนี้ใช่หรือเปล่า ?

18) Expert & Authority

คนเรามีแนวโน้มที่จะเชื่อคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ เซียนหุ้น
ยิ่งเราไม่มีความรู้ เราจะยิ่งเชื่อ
ถ้าเรากำลังกดดัน ทำอะไรไม่ถูก เราจะยิ่งเชื่อ

เด็กดีไม่ดื้อ เด็กดื้อไม่ดี เด็กดื้อครูตี เด็กดีครูชม (ถูกปลูกฝัง)

ผลที่ตามมา : ลงทุนผิดพลาด
คนที่เราเชื่ออาจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง
ผู้เชี่ยวชาญอาจคิดผิด
ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถแนะนำได้ตลอดเวลา เราลงทุน 10 – 30 ปี ลงทุนตลอดชีวิต จะพึ่งพาคนอื่นตลอดคงไม่ได้
เราจะลงทุนแบบไม่มีหลักยึด
เราจะไม่มีโอกาสเรียนรู้

กูรู หลายๆคนไม่ใช่ตัวจริง : Anthony Bolton

เปลี่ยนจากคำว่า รับแซ่บ ชิส์ เป็น อ่าน วิเคราะห์เอง

ความอยากซื้อหรือขายของเรา เกิดจากการฟังคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญใช่หรือไม่ ?
ที่ผ่านมา คำแนะนำเหล่านั้นมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ?

19) Hot – Seat

เวลา เราถูกกระตุ้นหรือกดดัน เราจะใช้เหตุผลน้อยลง ใช้อารมณ์ตัดสินใจมากขึ้น และลงมือทำผิดจากแผนที่คิดไว้ หรือเลือกทำในสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่เราจะเลือกทำในสภาวะปกติ ตัวอย่าง เช่น ปกติ ผู้หญิงคงไม่อยากท้องก่อนแต่ง แต่เมื่อมีสิ่งเร้า ก็อาจตัดสินใจผิดได้

หุ้นในสภาวะวิกฤต ทำอะไรไม่ถูก วิธีแก้คือ คิดล่วงหน้าในสภาวะปกติ เขียนไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอะไรในช่วงวิกฤต

ผลที่ตามมา : ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ เชื่อคนอื่นง่ายขึ้น
ไม่ซื้อหุ้นที่คิดว่าราคาถูกแล้ว
ไม่ขายหุ้นที่คิดว่าแพงมากแล้ว
ขายหุ้นออกไป เพราะทนดูมันตกติดต่อกันไม่ได้
ซื้อหุ้น เพราะทนเห็นคนอื่นได้กำไรไม่ได้

ลองทิ้งช่วงให้ใจสงบ และดูว่า เราจะตัดสินใจเหมือนเดิมหรือไม่ ?
ถ้าเป็นบัฟเฟตต์ จะเลือกตัดสินใจอย่างไร ?
มีแผนการลงทุนล่วงหน้า

20) The Power of Story

คน เรามักจะได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าที่ได้ฟังจากเพื่อน หรือเรื่องเล่าตามสื่อหรือตาม internet มากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาตร์หรือสถิติ

ผลที่ตามมา
ซื้อหุ้นเพราะผู้บริหารเล่าโครงการมากมาย
ซื้อหุ้นเพราะหลงลมปากผู้บริหาร
ไม่ขายหุ้นเพราะผู้บริหารหาเหตุผลมาสนับสนุนผลประกอบการที่แย่
ใช้กลยุทธ์การลงทุนที่มีคนทำแล้วได้ผลดี แต่จริงๆ เป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยง

สิ่งที่เราเชื่อมีหลักฐานจำนวนมากพอยืนยันหรือเปล่า ?

21) Recency Bias & Extrapolation

คนเรามักจะจดจำและให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ล่าสุดมากกว่าเหตุการณ์ในอดีต
คนเราชอบลากเส้นต่อจากปัจจุบันไปยังอนาคต และชอบคิดว่าอนาคตจะเหมือนปัจจุบัน

ผลที่ตามมา
ซื้อหุ้นที่ขึ้นเยอะ หรือมีข่าวดีในช่วงที่ผ่านมา
ซื้อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่ผ่าน (Barn-Door Closing)
ขายหุ้นที่ลงเยอะ หรือมีข่าวร้ายในช่วงที่ผ่านมา

ที่มา : 7meditation.blogpost.com
Crภาพ : bloggang.com




Create Date : 14 กันยายน 2559
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2559 10:49:01 น. 0 comments
Counter : 298 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
Querist
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add Querist's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.