Bloggang.com : weblog for you and your gang

tar@psycho

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]


 
Group Blog

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add tar@psycho's blog to your weblog]
Links
 

 

พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ


lozocatlozocatlozocat
พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
lozocatlozocat



สาเหตุของการเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศนั้นยังไม่ปรากฏชัดเจนแน่นอน แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างอาทิเช่น
-ทางร่างกายซึ่งเกิดจากพันธุกรรม ความผิดปกติจากสารเคมีในร่างกายซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม
-ทางสังคม ในบางยุคบางสมัยเราส่งเสริมให้คนมีค่านิยมในด้านพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศมากเกินไป บางยุคบางสมัยเราก็ไม่สงเสริมค่านิยมนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการส่งเสริมการมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศแล้วจำนวนคนที่อยากจะเป็นและจำนวนคนที่พยายามจะเป็นจึงเพิ่มจำนวนมากขึ้น
-ทางจิตใจซึ่งมักเป็นปัจจัยที่มาคู่กับปัจจัยทางสังคม การที่มนุษย์เราเกิดมาเราก็เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจากบุคคลที่ใกล้ชิดหรือมีความสำคัญกับเรา เราเรียนรู้จากแม่เป็นอันดับหนึ่งในเหตุการณ์ปกติ ต่อมาก็จากพ่อ ต่อมาก็จากคนใกล้ชิดต่อๆไป ถ้าแม่เป็นตัวอย่างที่ดีพอและทุกอย่างเอื้ออำนวยในทางบวกเด็กก็จะชื่นชมและเรียนรู้ความเป็นผู้หญิงจากแม่ ขณะเดียวกันถ้าพ่อเป็นบุคคลที่ดีและรับผิดชอบตามสมควรเด็กก็จะเรียนรู้ความเป็นผู้ชายจากพ่อ ถ้าหากว่าเด็กที่เกิดว่าแล้วเผอิญพ่อหรือแม่ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างที่กล่าวไว้ เช่นแม่เป็นคนที่เด่นมาก เป็นผู้นำครอบครัว แต่พ่อไม่เอาไหนเลย เด็กก็จะรู้สึกว่าแม่นี่ดีน่าปรารถนาและเอาเยี่ยงอย่าง ในทางตรงกันข้ามแม่ไม่เอาไหนเลยแต่พ่อเป็นผู้นำทุกอย่างเด็กก็จะหันเหความสนใจไปหาพ่อ นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมด้วยบางคนเกิดมาเป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้านนอกนั้นเป็นผู้ชายทั้งหมด หรือบางคนเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านนอกนั้นเป็นผู้หญิงทั้งหมด ปัจจัยนี้ก็มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเพศเช่นกัน นอกจากนั้นพ่อแม่บางคนยังพยายามทำให้ลูกเป็นไปอย่างที่ตัวเองคาดหวังและตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงด้วย เช่น พ่อแม่หวังอยากได้ลูกสาวแต่เมื่อลูกเกิดมาเป็นผู้ชายก็พยายามแต่งตัวให้เป็นเด็กผู้หญิง หรือถ้าหวังลูกชายก็จับแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายทั้งๆที่เกิดมาเป็นเด็กผู้หญิง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะรบกวนบทบาทความเป็นหญิงและชาย เพราะฉะนั้นเด็กที่เกิดมาจากครอบครัวเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีความรู้สึกที่สับสนทางเพศได้ จริงอยู่ที่ธรรมชาติสร้างความรู้สึกทางเพศกับเพศตรงกันข้ามในขณะเดียวกันถ้าดูวิวัฒนาการทางธรรมชาติมันมีพัฒนาการย้อนกลับหมายถึงว่า พัฒนาไปจนสุดโต่งแล้วเกิดการย้อนกลับมา เช่น สัตว์ที่อยู่ในทะเลต่อมาขึ้นมาอยู่บนบกแล้วกลับไปอยู่ในทะเลใหม่ ในคนก็เหมือนกันพัฒนามาเป็นผู้ชายแล้วอาจย้อนกลับเบี่ยงเบนไปเป็นผู้หญิงได้

จากประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ของผมพบว่า ถ้ามองในแง่ทางจิตใจผู้ป่วยที่รักเพศเดียวกันมักจะได้รับการกระทบกระเทือนใจหรือถูกทารุณกรรมหรือมีความรู้สึกที่ไม่ดีมากในเรื่องเพศมาก่อน เช่น คนไข้หญิงคนหนึ่งมีแฟนซึ่งไม่ดีมากแล้วก็ทำร้ายเธออย่างรุนแรงเธอจึงคิดว่าในโลกนี้ผู้ชายนี่ใช้ไม่ได้จึงเปลี่ยนมารักผู้หญิงซึ่งเป็นเพศเดียวกันแทน คนไข้ผู้ชายอีกรายหนึ่งเป็นนายธนาคารใหญ่แต่ก็รักเพศเดียวกันพอซักประวัติดูพบว่าผู้ชายคนนี้ถูกลวนลามทางเพศจากญาติใกล้ชิดตั้งแต่ในวัยเด็กมาหรือใช้คำไม่สุภาพว่า “ตุ๋ย” มาตั้งแต่เด็กจึงทำให้เขามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ นอกจากนั้นยังพบอีกหลายรายที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นแบบนี้ ยิ่งรายที่เห็นชัดเจนและที่ผมจำได้พบว่าคนไข้รายนี้เป็นคนเดียวในบ้านซึ่งเต็มไปด้วยผู้หญิงไม่มีผู้ชายเลยเขาจึงไม่รู้วิธีการเรียนรู้บทบาทของผู้ชายจากไหนเขาจึงมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้การที่เราจะเรียนแบบเอาอย่างทำตัวให้เหมือนใครเราจะต้องมีความผูกพันในด้านบวกกับบุคคลผู้นั้นพอสมควร และเป็นผู้ที่เราชื่นชม เราจึงอยากจะเอาเป็นแบบอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าบุคคลที่เราชื่นชมเหล่านั้นเป็นคนชนิดไหนเราก็มีแนวโน้มเป็นคนชนิดนั้น ถ้าเราเป็นผู้ชายแต่บุคคลที่เราชื่นชมเป็นผู้หญิงแล้วขณะเดียวกันนั้นผู้ชายรอบข้างเราเป็นบุคคลที่ทำตัวไม่ดีเราจึงอยากจะเอาค่านิยมหรือความเป็นผู้หญิงเข้ามาใส่ในตัวเราอันนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเรา
สามารถทำได้ก็คือ เมื่อเด็กเกิดมาตั้งแต่เล็กจนโตอย่าพยายามทำให้เด็กผู้ชายเป็นเด็กผู้หญิงและอย่าพยายามทำเด็กผู้หญิงให้เป็นเด็กผู้ชายตามความพอใจของพ่อแม่ และนอกจากนั้นถ้าเราปฏิบัติตัวกับเด็กในลักษณะที่ถูกต้อง ไม่สร้างปัญหา ไม่สร้างความโหดร้ายทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เด็กแล้ว ส่วนใหญ่เด็กมักจะพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ตามเพศที่ควรจะเป็น





 

Create Date : 03 ธันวาคม 2551
Last Update : 6 ธันวาคม 2551 14:49:55 น.  

การทำจิตบำบัดกลุ่มของ Yalom ตอนที่ 3

lozocatlozocatlozocat
การทำจิตบำบัดกลุ่มของยาลอม(Yalom) ตอนที่ 3
lozocatlozocat


พัฒนาการจิตบำบัดกลุ่ม
ตามแนวคิดของยาลอม(Yalom,1995) แบ่งพัฒนาการกลุ่มเป็น 3 ระยะดังนี้
1. ระยะเริ่มกลุ่ม (initiating phase) ระยะนี้เป็นการสื่อสารในเชิงสร้างสัมพันธภาพทำให้สมาชิกรู้สึกผ่อนคลายด้วยการแนะนำตัวเอง บอกวัตถุประสงค์ กฎกติกา วิธีการการดำเนินกลุ่มความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้ากลุ่ม หน้าที่ของสมาชิกกลุ่ม เพื่อให้สมาชิกรู้จักและคุ้นเคยกัน มีความไว้วางใจ รู้สึกผูกพัน มีความเข้าใจตรงกันกับผู้นำกลุ่ม ทำให้เกิดความร่วมมือในการนำกลุ่มไปสู่เป้าหมาย ลดการต่อต้านของสมาชิกกลุ่ม และสร้างแรงจูงใจและสมาชิกก็มีความกระตือรือร้นต่อการเข้ากลุ่ม
2. ระยะทำงานกลุ่ม (working phase) ผู้บำบัดกำหนดประเด็นการสนทนาแล้วเปิดโอกาสให้สมาชิกแสดงความรู้สึก ความคิดออกมา กระตุ้นให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อก่อให้เกิดความผูกพันเป็นหนึ่งเดียว มองเห็นคุณค่าของกันและกัน และตั้งใจที่จะทำงานของกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้บำบัดต้องเป็นคนช่างสังเกตและตระหนักถึงพฤติกรรมบางอย่างของสมาชิกที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกลุ่ม ผู้บำบัดต้องเข้าใจและแก้ไขปัญหาเพื่อให้กลุ่มดำเนินต่อไปสามารถควบคุมยึดมั่นในกระแสของกลุ่ม เข้าใจกลไกทางจิตของแต่ละคน หาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มได้ หาทางแก้ไขเพื่อป้องกันความขัดแย้งและมุ่งมั่นที่จะดำเนินกลุ่มให้บรรลุตามวัตถุประสงค์
3. ระยะยุติกลุ่ม (terminal phase) เป็นระยะที่สมาชิกแสดงออกถึงความรู้สึกผูกพันต่อกลุ่ม สังเกตได้จากความรู้สึกร่วมกันของกลุ่ม ความมุ่งมั่นของกลุ่มต่อเป้าหมาย ความร่วมมือและการประสานงานภายในกลุ่ม การช่วยเหลือประคับประคองกันและกัน ความสามัคคีในกลุ่ม สมาชิกมักแสดงออกด้วยการเปิดเผยตนเอง ทั้งนี้เนื่องจากมีความไว้วางใจในกลุ่มและรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ผู้บำบัดจะต้องมีการวางแผนการสิ้นสุดสัมพันธภาพกลุ่มด้วยการแจ้งกำหนดการยุติกลุ่ม แจ้งความก้าวหน้าของกลุ่ม การบรรลุวัตถุประสงค์ ตระหนักถึงความผูกพันที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันความวิตกกังวลต่อการสิ้นสุดสัมพันธภาพ กระตุ้นให้สมาชิกหาแนวทางในการกลับไปดำเนินชีวิตต่อเมื่อกลุ่มสิ้นสุด ให้โอกาสสมาชิกพูดความรู้สึก ความประทับใจต่อกลุ่มเพื่อให้สมาชิกได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการทำกลุ่ม และเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการเข้ากลุ่มในครั้งต่อไป

 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 6 ธันวาคม 2551 14:41:35 น.  

การทำจิตบำบัดกลุ่มของ Yalom ตอนที่ 2

lozocatlozocatlozocat
การทำจิตบำบัดกลุ่มของยาลอม(Yalom) ตอนที่2
lozocatlozocat




คุณสมบัติและงานของผู้บำบัด

คุณสมบัติของผู้บำบัด ผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้บำบัดคือ บุคลากรในทีมสุขภาพ ได้แก่ จิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน พยาบาลจิตเวช นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักอาชีวบำบัด เจ้าหน้าที่เทคนิคจิตเวช โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ทำกลุ่มคนไข้ในมากที่สุดคือ พยาบาลจิตเวช ซึ่งผู้บำบัดจำเป็นต้องมีการเรียนรู้และมีการฝึกปฏิบัติ พร้อมทั้งต้องมีการลงมือเป็นผู้บำบัดภายใต้การนิเทศอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ (Yalom,1995)
ยาลอม(Yalom,1995) ได้กล่าวถึงงานของผู้บำบัดดังนี้
1. การสร้างและดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลุ่ม (creation and maintenance of the group) ในขั้นตอนนี้ผู้บำบัดจะดำเนินการคือ
1.1 คัดเลือกและเตรียมสมาชิกกลุ่ม ผู้บำบัดจะต้องคัดเลือกสมาชิกที่มีความสนใจตั้งใจ และเต็มใจในการบำบัด คัดเลือกสมาชิกกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ในระยะนี้ผู้บำบัดต้องสร้างสัมพันธภาพกับสมาชิกกลุ่มให้เกิดความไว้วางใจ
1.2 รักษาทิศทางตามเป้าหมายกลุ่ม ผู้บำบัดจะต้องกระตุ้นให้สมาชิกได้พูดและมีปฏิสัมพันธ์กันในขอบเขตและเป้าหมายของกลุ่มที่กำหนดไว้ร่วมกัน ในระยะแรกสมาชิกจะไม่รู้จักกัน ผู้บำบัดต้องทำหน้าที่สื่อสารภายใจกลุ่ม แนะนำสมาชิกกลุ่มได้รู้จักกันพร้อมทั้งเข้าใจวัตถุประสงค์ของการเข้ากลุ่ม
1.3 กระตุ้นให้สมาชิกมีส่วนร่วมในกลุ่ม ผู้บำบัดจะมีหน้าที่เชื่อมโยงและกระตุ้นให้สมาชิกได้พูดคุย มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการแสดงความคิดเห็น เสริมสร้างกำลังใจให้แก่กันสมาชิกมีส่วนร่วมในปัญหาของกลุ่มเพื่อให้กลุ่มมีพัฒนาการที่ดี เมื่อสมาชิกได้พูดหรือแสดงความคิดเห็นได้พูดเสนอแนะ จะทำให้สมาชิกเกิดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและมีความเข้าใจตนเองดีขึ้น

2. การสร้างวัฒนธรรมกลุ่ม (culture building)
2.1 บทบาทในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค ผู้บำบัดควรเป็นผู้ที่รอบรู้ และเข้าใจเทคนิคการประสานความคิดโดยวิธีการโน้มน้าวจิตใจและนำกลุ่มในช่วงแรกๆ ให้ร่วมกำหนดกฎระเบียบต่างๆ ในการเข้ากลุ่มและใช้ประสบการณ์ที่ตนมีอยู่กระตุ้นให้สมาชิกร่วมทำความตกลงกัน และชี้ให้เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำข้อตกลงร่วมกันโดยผู้บำบัดจะนำกลุ่มไปในทิศทางที่เหมาะสม
2.2 บทบาทในฐานะตัวแบบในการมีปฏิสัมพันธ์ ผู้บำบัดจะเป็นตัวแบบในการสร้างบรรทัดฐานของกลุ่ม เพื่อให้สมาชิกกลุ่มเลียนแบบ จากความใกล้ชิดและเชื่อถือไว้วางใจ ผู้บำบัดอาจแสดงบทบาทของการเปิดเผยตัวเองภายใจกลุ่ม ยอมรับฟังสมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ โดยไม่วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของบุคคลอื่น ให้การยอมรับในพฤติกรรม มีส่วนแสดงความคิดเห็นและให้ความช่วยเหลือในกลุ่มเพื่อแสดงเป็นตัวแบบให้สมาชิกกลุ่มได้เลียนแบบ

3. การทำให้สมาชิกกลุ่มตระหนักถึงกระแสของกลุ่มขณะนั้น (activation and process illumination) ในการทำกลุ่ม ผู้บำบัดควรเน้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เกิดขึ้นขณะนั้นโดยใช้แนวคิด “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” (here and now) โดยไม่คำนึงถึงเรื่องราวในอดีต เน้นให้สมาชิกได้แก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่มีต่อตนเองและบุคคลอื่นขณะร่วมกลุ่มมากกว่า เพื่อให้สมาชิกนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงของตนเองได้

 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2551 15:02:06 น.  

การทำจิตบำบัดกลุ่มของyalom ตอนที่1

lozocatlozocatlozocat
การทำจิตบำบัดกลุ่มของยาลอม(Yalom) ตอนที่1
lozocatlozocat




ในการทำจิตบำบัดกลุ่มของยาลอม(Yalom,1995) ได้ใช้ทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของซิลลิแวนมาจากแนวคิดที่ว่า บุคลิกภาพของคนพัฒนามาจากอิทธิพลของประสบการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความวิตกกังวลของบุคคลเกิดจากการเรียนรู้ที่บิดเบือนไปเนื่องจากใช้ประสบการณ์ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงมาปรุงแต่ง ส่งผลทำให้เกิดปัญหาแก่ตัวเองและบุคคลที่เกี่ยวข้อง จิตบำบัดกลุ่มของยาลอมเน้นให้สมาชิกได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ช่วยให้สมาชิกแยกแยะและเข้าใจสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ช่วยให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้ใน 3 ประเด็น ได้แก่ การเรียนรู้สัมพันธภาพระหว่างบุคคล เกิดการแก้ไขประสบการณ์ทางอารมณ์ และการเข้ากลุ่มเปรียบเสมือนสังคมจำลอง โดยสมาชิกจะแสดงพฤติกรรมในกลุ่มเหมือนกับสังคมที่เขาอยู่ กลไกของกลุ่มทำให้เกิดปัจจัยบำบัด ทำให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้และนำไปสู่การปรับพฤติกรรมของตนไปในทางที่ดีขึ้น

จิตบำบัดกลุ่มของยาลอม(Yalom,1995) ใช้ได้กับประชากรหลายๆกลุ่มทั้งผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยฝ่ายกายที่มีอาการเฉียบพลันและผู้ป่วยเรื้อรัง ในผู้ป่วยเรื้อรังจะต้องเผชิญกับความตาย โดดเดี่ยว หมดหวัง มักถูกรบกวนจากความตระหนักในสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ผู้ป่วยมักหลีกหนีจากการได้รับกำลังใจ กลัวที่จะจากครอบครัว เก็บกด แยกตัวจากสังคม การเข้ากลุ่มมีเป้าหมายเพื่อคลายทุกข์ ลดความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า ทำให้ผู้ป่วยเรียนรู้การสื่อสารที่ดีกับบุคคลอื่น รู้จักไว้วางใจ เรียนรู้ที่จะรัก เข้าใจในอดีตและความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม ช่วยให้สมาชิกมีความสัมพันธ์กับคนอื่น เปิดเผยตัวเอง คิดว่าตัวเองมีส่วนร่วม ไม่แยกตัวออกจากผู้อื่นเกิดการยอมรับและปรับตัวได้

ดังนั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นผู้ป่วยเรื้อรังและเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม มีปัญหาเกี่ยวกับความหวังจึงเหมาะสมที่จะใช้จิตบำบัดกลุ่มตามแนวคิดของยาลอม(Yalom,1995) ในการส่งเสริมความหวังให้มากขึ้นได้

ลักษณะทางคลินิกของจิตบำบัดกลุ่ม (clinical setting)
การบำบัดด้วยกลุ่มตามแนวคิดของยาลอมมีลักษณะเฉพาะทางคลินิกดังนี้
ลักษณะของกลุ่มจิตบำบัดตามแนวคิดของยาลอม(Yalom,1995) มี 2 ลักษณะ ได้แก่
- กลุ่มแบบปิด คือ กลุ่มที่มีลักษณะที่ประกอบไปด้วยสมาชิกกลุ่มเดิม ไม่มีการรับสมาชิกใหม่เพพิ่มและสมาชิกมีการเข้ากลุ่มตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งปิดกลุ่ม
- กลุ่มแบบเปิด คือ กลุ่มที่มีสมาชิกบางคนออกไปและมีการรับสมาชิกใหม่เข้ามาแทนเป็นระยะๆ กลุ่มแบบเปิดจะรักษาจำนวนสมาชิกให้เท่าเดิม
การจัดกลุ่มแบบปิดหรือแบบเปิดขึ้นอยู่กับลักษณะของสมาชิกว่า สมาชิกกลุ่มลักษณะใดเหมาะสมกับกลุ่มแบบใด เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยในมักใช้ลักษณะกลุ่มแบบเปิด เพราะผู้ป่วยต้องรักษาในโรงพยาบาลในระยะสั้นๆ คือ ประมาณ 1-3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มแบบปิดสามารถทำได้กับสมาชิกที่รวมกลุ่มอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน เช่น กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังเป็นต้น ในการทำจิตบำบัดกลุ่มให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรเป็นกลุ่มลักษณะกลุ่มปิด ทั้งนี้เพราะกลุ่มแบบปิดจะมีการพัฒนาตามลำดับขั้นของกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด และมีช่วงเวลาที่ก้าวสู่การแก้ปัญหาซึ่งจะต้องอาศัยเวลา ความผูกพันและความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันภายในกลุ่ม

ขนาดของกลุ่มจิตบำบัด ในการบำบัดกลุ่ม จำนวนสมาชิกไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป เพราะจะไม่เกิดผลการบำบัดของกลุ่ม จำนวนสมาชิกที่เหมาะสมคือ 5-10 คน หากสมาชิกกลุ่มน้อยจะทำให้เกิดความกังวลต่อการมีปฏิสัมพันธ์บ่อยครั้ง ถ้าสมาชิกมากเกินไปจะทำให้สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง (Yalom,1995)

ระยะเวลาและความถี่ของการทำจิตบำบัดกลุ่ม ระยะเวลาและความถี่ของการเข้ากลุ่มระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำจิตบำบัดกลุ่มแต่ละครั้งควรใช้เวลา 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที ความถี่ในการเข้าร่วมกลุ่มควรจัดกลุ่มให้มากที่สุดเช่น ทำทุกวันถ้าทำได้เพราะผู้ป่วยจะได้เข้ากลุ่มอย่างต่อเนื่องทำให้กลุ่มมั่นคงยิ่งขึ้น ในทางปฏิบัติส่วนมากจะทำกลุ่มประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์(Yalom,1995)

เป้าหมายของจิตบำบัดกลุ่มตามแนวคิดสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
ยาลอม(Yalom,1995) ได้เสนอแนวคิดในการตั้งเป้าหมายการทำจิตบำบัดกลุ่มดังนี้
1. เพื่อให้สมาชิกกลุ่มได้อยู่ร่วมกันตลอดกระบวนการรักษา การรักษาแบบกลุ่มถือเป็นแขนงหนึ่งของการรักษา เมื่อสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มแล้วจะทำให้ได้รับประสบการณ์การรักษาที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและเกิดความรู้สึกสบายใจขึ้น มองเห็นคุณค่าของการบำบัดด้วยกลุ่ม
2. เพื่อให้สมาชิกที่เข้าร่วมจิตบำบัดกลุ่มได้เกิดการเรียนรู้ว่า การได้พูดระบายในกลุ่มเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ช่วยให้สมาชิกเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้เกิดปัจจัยบำบัด การมีความเป็นสากล (universality) คือความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีปัญหา หรือมีเคราะห์ร้ายเพียงคนเดียว ช่วยให้สมาชิกได้เรียนรู้ว่าผู้อื่นก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ตนเองไม่ได้แตกต่างไปจากผู้อื่น
3. เพื่อช่วยให้สมาชิกสำรวจปัญหารู้ว่าอะไรคือปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เกิดการยอมรับตนเองเกี่ยวข้องกับปัญหาอย่างไร ทำให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้พฤติกรรมการมีสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นที่เป็นปัญหาและเกิดประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา
4. เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลของสมาชิก การเข้าร่วมกลุ่มจะทำให้สมาชิกได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน ซึ่งสามารถทำให้ความวิตกกังวลลดลงได้


 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2551 15:00:42 น.  

Narcissistic and Borderline Personality Disorders


lozocatlozocatlozocat



Narcissistic Personality Disorder หมายถึง บุคคลที่หยิ่งทะนง อวดดี ชอบการแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจและความชื่นชมจากผู้อื่น ต้องการอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น เป็นคนแล้งน้ำใจ และชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเสมอ ไม่มีความจริงใจกับผู้ใด นายแพทย์ Chessick ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยเป็นบุคคลที่ไม่มีผู้ใดพึงปรารถนา มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ยาก และในที่สุดก็จะสร้างปัญหาให้แก่ตนเองและผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ที่เกี่ยวข้องตกอยู่ในสภาวะระกำลำบากอย่างยิ่ง

ผู้ป่วยชนิดนี้ถ้าดูอย่างผิวเผิน อาจจะไม่แสดงความผิดปกติใดๆให้เห็นได้ง่าย และบางคนก็สามารถประสบผลสำเร็จในชีวิตการงานและสังคมได้ดีสามารถควบคุมความรู้สึกของตนเองได้ ถ้าได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดลออแล้ว อาจจะพบลักษณะบางประการที่ผิดไปจากบุคคลทั่วไปดังต่อไปนี้ ผู้ป่วยต้องการความรักและความชื่นชมจากบุคคลที่เกี่ยวข้องมากเกินควร อาจจะพบว่าเป็นคนขี้คุย มีอารมณ์หวั่นไหวง่าย แล้งน้ำใจหรือใจดำเกินไป ผู้ป่วยบางคนอาจจะประสบความสำเร็จในชีวิต หรือแม้กระทั่งได้รับเลือกเป็นผู้นำประเทศก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ถ้าศึกษาบุคคล Narcissistic Personality Disorder ให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก จะพบว่าบุคคลเหล่านี้จะเป็นคน “เจ้าทุกข์” ไม่สามารถหาความสุขจากการดำรงชีวิตเช่นบุคคลทั่วไปได้ เราจะเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนดังต่อไปนี้คือ เมื่อเขาไม่ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากผู้อื่น (ซึ่งเขากระหายในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา) หรือเมื่อเขาหมกมุ่นอยู่กับ Gradiose Fantasies หรือในขณะที่เขาพยายามติดตามเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เขาปรารถนา ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องจินตนาการอันยิ่งใหญ่ของเขาเอง เมื่อเขามีความทุกข์ใจเป็นประจำเช่นนี้ ทำให้เขาเองรู้สึกเบื่อหน่าย “เซ็ง” และอยู่ไม่เป็นสุข เขาจะต้องแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าเดิมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

บุคคลเหล่านี้อาจจะชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น และเป็น “กาฝาก” ของสังคมทั้งโดยเปิดเผยหรือซ่อนเร้น เป็นคนขี้อิจฉาริษยาผู้อื่นอย่างรุนแรงและเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นคนอื่นมีความสุขและประสบความสำเร็จ ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดนั้น บุคคลเหล่านี้จะแสดงความหยิ่ง ยะโส จองหอง คิดว่าตนเองดีวิเศษกว่าผู้อื่นโดยประการทั้งปวง วางอำนาจครอบงำผู้อื่น เราจะเห็นได้ในความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยงข้อง หรือ “ถ้าโชคร้าย” ก็จะแสดงอาการเหล่านี้เมื่อเขามีโอกาสได้เป็นผู้บังคับบัญชา หรือขึ้นครองอำนาจ (คือหลงตัวเองและเหลิงอำนาจ)

Narcissistic Individuals นั้น จะไม่ยอมรับว่าตนเองนั้นแก่แล้ว(เมื่อถึงเวลา) ไม่ยอมรับว่าทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงแท้หรือถาวร เขาจะมองดูคนรุ่นหลังที่หน้าตาสวยกว่าและเข้มแข็งกว่าอดทนกว่า ด้วยความโกรธแค้นและอิจฉาริษยา เพราะฉะนั้น เราจึงพบว่าบุคคลประเภทนี้ เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน หรือเริ่มเข้าสู่วัยชรา มักจะเกิดภาวะวิกฤตขึ้น ที่พบบ่อยก็คือ โกรธจัด ฉุนเฉียว ซึมเศร้า มีพฤติกรรมแปลกๆซึ่งควบคุมตนเองไม่ได้ บุคคลเหล่านี้มักจะเลือกบุคคลเพื่อเป็นที่พึ่ง หรือวีรบุรุษของตนตามจินตนาการของตนเอง หรือถือว่าเป็นไปตามอุดมคติของตน แต่มีลักษณะที่ประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือสามารถเปลี่ยนบุคคลที่เป็นที่พึ่ง หรือวีรบุรุษง่ายดายมากจนแทบไม่น่าเชื่อ ผู้เขียนได้รักษาผู้ป่วยชนิดนี้รายหนึ่งซึ่งเปลี่ยนศาสนาถึงสามครั้ง ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว
Narcissistic Individuals นั้นมักจะเป็นคนเฉลียวฉลาด เมื่อยังเป็นเด็กอยู่ บิดามารดาจะรักใคร่โปรดปรานและเป็นความหวังของครอบครัว เด็กเหล่านี้บางคนเป็นจุดเด่นของครอบครัวเช่น เป็นลูกคนเดียว มีความเฉลียวฉลาดถึงขั้นอัจฉริยะ เพราะฉะนั้น บิดามารดาจึงตั้งความหวังไว้สูงและบางรายก็เกินความสามารถของเด็ก เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ส่วนมากจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ดีเนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีสติปัญญาสูงและถ้าบังเอิญโชคดีก็จะสามารถทำได้ตามที่ตนต้องการ แต่จะเกิดปัญหาติดตามมา เพราะว่าต้องการสิ่งที่สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกเรื่อยๆโดยไม่มีสิ้นสุด (ไม่เคยพอใจผลงานของตนเองเลย หรืออาจจะเรียกว่าไม่รู้จักพอ)

ผู้ป่วย Narcissistic Personality Disorder อาจจะมีลักษณะอย่างอื่นนอกเหนือไปจากที่ได้อธิบายมาแล้ว ซึ่งมีลักษณะเศร้าสร้อย เบื่อชีวิต ไม่มีแก่ใจทำงาน หมดหวัง และไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “Suburban Neurosis”

Borderline Personality Disorder ลักษณะของคนไข้ Borderline มีอาการของโรคประสาท หรือกึ่งโรคจิต มีพฤติกรรมคล้ายอันธพาล ผู้ป่วยมักจะมีอาการเปลี่ยนแปลงไปมา ไม่คงที่ บางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือเกือบไม่มีอาการอะไรเลย บางคนก็สามารถประกอบอาชีพและอยู่ในสังคมได้ดีพอสมควร แต่ถ้าศึกษาผู้ป่วยให้ละเอียดถี่ถ้วน จะพบว่าผู้ป่วยไม่เคยมีความรู้สึกที่ “จริงใจและจริงจัง” กับผู้ใดเลย ถึงแม้ว่ามองดูผิวเผินจะรู้สึกว่าเป็นคนที่น่าเลื่อมใส มีเสน่ห์และสง่างามก็ตาม ผู้ป่วยประเภทนี้ บางคนจะมีปัญหาในการเข้ากับผู้อื่น บางคนก็มีปัญหามากมายและสลับซับซ้อน แต่บางคนก็พอจะเข้ากับผู้อื่นได้บ้างตามสมควร แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยประเภทนี้จะไม่สามารถรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับใครอย่างจริงจัง ซึ่งผู้ป่วยอาจจะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็เป็นได้ และบางรายก็ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน

ความสามารถในการเรียนรู้และความสามารถในการทำงานประกอบอาชีพในผู้ป่วยชนิดนี้ ดีกว่าผู้ป่วยจิตเภทมาก แต่ในบางครั้งบางเวลาก็อาจจะเสียไปได้เหมือนกัน แต่ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ซึ่งผิดกับผู้ป่วยโรคจิตเภท ที่มักจะป่วยเป็นเวลานานกว่า และบางคนก็อาจจะเป็นเวลานานจนตลอดชีวิตก็ได้ ผู้ป่วย Borderline เป็นจำนวนมาก สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ บางรายก็มีครอบครัวและมีความรับผิดชอบได้ตามสมควร และหลายรายอยู่ในสังคมได้ โดยไม่สร้างปัญหามากมายนัก ผู้ป่วยชนิดนี้จะไม่แยกตนเองเป็นเวลานานๆ ถ้าต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ก็จะใช้ระยะเวลาสั้น บางรายอาจมีพฤติกรรมแบบอันธพาลและใช้ยาเสพติด แต่เป็นเพียงครั้งคราว และเป็นเวลาสั้นๆ บางรายอาจจะแสดงพฤติกรรมทางเพศที่เบี่ยงเบนไป แต่ก็เป็นเวลาไม่นานเหมือนพวก sexual Deviation แท้ๆ ผู้ป่วย Borderline มักจะทนความเครียดนานๆไม่ได้ (ทั้งๆที่ความเครียดไม่ได้มากเกินไปสำหรับคนปกติ) ผู้ป่วยบางคนมีอาการ Transient Psychotic Episodes โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรืออาจเนื่องมาจากความเครียด ดื่มสุรามาก ใช้ยาเสพติด หรือจากการทำจิตบำบัดที่ไม่ถูกต้องได้ แต่ว่าผู้ป่วยจะมีอาการของโรคจิตเป็นระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ผู้ป่วยมักจะรู้วิธี “ทำใจ” ได้เอง และบางคนก็ซื้อยากินเองได้ด้วย

นักจิตบำบัดมักจะพบว่าเดี๋ยวนี้เราพบผู้ป่วยประเภทนี้มากขึ้น และการรักษาก็ทำได้ยากมาก เพราะผู้ป่วยหวั่นไหวง่าย ไม่มั่นคง มีอารมณ์ไม่คงที่ คาดคะเนไม่ได้ และพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น นักจิตบำบัดเป็นจำนวนมากจึงหลีกเลี่ยงไม่ยอมรักษาคนไข้ประเภทนี้



lozocatlozocat







 

Create Date : 15 ตุลาคม 2551
Last Update : 15 ตุลาคม 2551 14:05:43 น.  

1  2  3  4  5  6  7