 |
|
|
|
พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
สาเหตุของการเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศนั้นยังไม่ปรากฏชัดเจนแน่นอน แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างอาทิเช่น -ทางร่างกายซึ่งเกิดจากพันธุกรรม ความผิดปกติจากสารเคมีในร่างกายซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม -ทางสังคม ในบางยุคบางสมัยเราส่งเสริมให้คนมีค่านิยมในด้านพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศมากเกินไป บางยุคบางสมัยเราก็ไม่สงเสริมค่านิยมนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการส่งเสริมการมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศแล้วจำนวนคนที่อยากจะเป็นและจำนวนคนที่พยายามจะเป็นจึงเพิ่มจำนวนมากขึ้น -ทางจิตใจซึ่งมักเป็นปัจจัยที่มาคู่กับปัจจัยทางสังคม การที่มนุษย์เราเกิดมาเราก็เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจากบุคคลที่ใกล้ชิดหรือมีความสำคัญกับเรา เราเรียนรู้จากแม่เป็นอันดับหนึ่งในเหตุการณ์ปกติ ต่อมาก็จากพ่อ ต่อมาก็จากคนใกล้ชิดต่อๆไป ถ้าแม่เป็นตัวอย่างที่ดีพอและทุกอย่างเอื้ออำนวยในทางบวกเด็กก็จะชื่นชมและเรียนรู้ความเป็นผู้หญิงจากแม่ ขณะเดียวกันถ้าพ่อเป็นบุคคลที่ดีและรับผิดชอบตามสมควรเด็กก็จะเรียนรู้ความเป็นผู้ชายจากพ่อ ถ้าหากว่าเด็กที่เกิดว่าแล้วเผอิญพ่อหรือแม่ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างที่กล่าวไว้ เช่นแม่เป็นคนที่เด่นมาก เป็นผู้นำครอบครัว แต่พ่อไม่เอาไหนเลย เด็กก็จะรู้สึกว่าแม่นี่ดีน่าปรารถนาและเอาเยี่ยงอย่าง ในทางตรงกันข้ามแม่ไม่เอาไหนเลยแต่พ่อเป็นผู้นำทุกอย่างเด็กก็จะหันเหความสนใจไปหาพ่อ นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมด้วยบางคนเกิดมาเป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้านนอกนั้นเป็นผู้ชายทั้งหมด หรือบางคนเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านนอกนั้นเป็นผู้หญิงทั้งหมด ปัจจัยนี้ก็มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเพศเช่นกัน นอกจากนั้นพ่อแม่บางคนยังพยายามทำให้ลูกเป็นไปอย่างที่ตัวเองคาดหวังและตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงด้วย เช่น พ่อแม่หวังอยากได้ลูกสาวแต่เมื่อลูกเกิดมาเป็นผู้ชายก็พยายามแต่งตัวให้เป็นเด็กผู้หญิง หรือถ้าหวังลูกชายก็จับแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายทั้งๆที่เกิดมาเป็นเด็กผู้หญิง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะรบกวนบทบาทความเป็นหญิงและชาย เพราะฉะนั้นเด็กที่เกิดมาจากครอบครัวเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีความรู้สึกที่สับสนทางเพศได้ จริงอยู่ที่ธรรมชาติสร้างความรู้สึกทางเพศกับเพศตรงกันข้ามในขณะเดียวกันถ้าดูวิวัฒนาการทางธรรมชาติมันมีพัฒนาการย้อนกลับหมายถึงว่า พัฒนาไปจนสุดโต่งแล้วเกิดการย้อนกลับมา เช่น สัตว์ที่อยู่ในทะเลต่อมาขึ้นมาอยู่บนบกแล้วกลับไปอยู่ในทะเลใหม่ ในคนก็เหมือนกันพัฒนามาเป็นผู้ชายแล้วอาจย้อนกลับเบี่ยงเบนไปเป็นผู้หญิงได้
จากประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ของผมพบว่า ถ้ามองในแง่ทางจิตใจผู้ป่วยที่รักเพศเดียวกันมักจะได้รับการกระทบกระเทือนใจหรือถูกทารุณกรรมหรือมีความรู้สึกที่ไม่ดีมากในเรื่องเพศมาก่อน เช่น คนไข้หญิงคนหนึ่งมีแฟนซึ่งไม่ดีมากแล้วก็ทำร้ายเธออย่างรุนแรงเธอจึงคิดว่าในโลกนี้ผู้ชายนี่ใช้ไม่ได้จึงเปลี่ยนมารักผู้หญิงซึ่งเป็นเพศเดียวกันแทน คนไข้ผู้ชายอีกรายหนึ่งเป็นนายธนาคารใหญ่แต่ก็รักเพศเดียวกันพอซักประวัติดูพบว่าผู้ชายคนนี้ถูกลวนลามทางเพศจากญาติใกล้ชิดตั้งแต่ในวัยเด็กมาหรือใช้คำไม่สุภาพว่า ตุ๋ย มาตั้งแต่เด็กจึงทำให้เขามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ นอกจากนั้นยังพบอีกหลายรายที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นแบบนี้ ยิ่งรายที่เห็นชัดเจนและที่ผมจำได้พบว่าคนไข้รายนี้เป็นคนเดียวในบ้านซึ่งเต็มไปด้วยผู้หญิงไม่มีผู้ชายเลยเขาจึงไม่รู้วิธีการเรียนรู้บทบาทของผู้ชายจากไหนเขาจึงมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้การที่เราจะเรียนแบบเอาอย่างทำตัวให้เหมือนใครเราจะต้องมีความผูกพันในด้านบวกกับบุคคลผู้นั้นพอสมควร และเป็นผู้ที่เราชื่นชม เราจึงอยากจะเอาเป็นแบบอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าบุคคลที่เราชื่นชมเหล่านั้นเป็นคนชนิดไหนเราก็มีแนวโน้มเป็นคนชนิดนั้น ถ้าเราเป็นผู้ชายแต่บุคคลที่เราชื่นชมเป็นผู้หญิงแล้วขณะเดียวกันนั้นผู้ชายรอบข้างเราเป็นบุคคลที่ทำตัวไม่ดีเราจึงอยากจะเอาค่านิยมหรือความเป็นผู้หญิงเข้ามาใส่ในตัวเราอันนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเรา สามารถทำได้ก็คือ เมื่อเด็กเกิดมาตั้งแต่เล็กจนโตอย่าพยายามทำให้เด็กผู้ชายเป็นเด็กผู้หญิงและอย่าพยายามทำเด็กผู้หญิงให้เป็นเด็กผู้ชายตามความพอใจของพ่อแม่ และนอกจากนั้นถ้าเราปฏิบัติตัวกับเด็กในลักษณะที่ถูกต้อง ไม่สร้างปัญหา ไม่สร้างความโหดร้ายทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เด็กแล้ว ส่วนใหญ่เด็กมักจะพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ตามเพศที่ควรจะเป็น
| Create Date : 03 ธันวาคม 2551 |
| Last Update : 6 ธันวาคม 2551 14:49:55 น. |
| |
|
|
|
|
การทำจิตบำบัดกลุ่มของyalom ตอนที่1
 |  |  | | การทำจิตบำบัดกลุ่มของยาลอม(Yalom) ตอนที่1 | |  | |  |

ในการทำจิตบำบัดกลุ่มของยาลอม(Yalom,1995) ได้ใช้ทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของซิลลิแวนมาจากแนวคิดที่ว่า บุคลิกภาพของคนพัฒนามาจากอิทธิพลของประสบการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความวิตกกังวลของบุคคลเกิดจากการเรียนรู้ที่บิดเบือนไปเนื่องจากใช้ประสบการณ์ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงมาปรุงแต่ง ส่งผลทำให้เกิดปัญหาแก่ตัวเองและบุคคลที่เกี่ยวข้อง จิตบำบัดกลุ่มของยาลอมเน้นให้สมาชิกได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ช่วยให้สมาชิกแยกแยะและเข้าใจสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ช่วยให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้ใน 3 ประเด็น ได้แก่ การเรียนรู้สัมพันธภาพระหว่างบุคคล เกิดการแก้ไขประสบการณ์ทางอารมณ์ และการเข้ากลุ่มเปรียบเสมือนสังคมจำลอง โดยสมาชิกจะแสดงพฤติกรรมในกลุ่มเหมือนกับสังคมที่เขาอยู่ กลไกของกลุ่มทำให้เกิดปัจจัยบำบัด ทำให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้และนำไปสู่การปรับพฤติกรรมของตนไปในทางที่ดีขึ้น
จิตบำบัดกลุ่มของยาลอม(Yalom,1995) ใช้ได้กับประชากรหลายๆกลุ่มทั้งผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยฝ่ายกายที่มีอาการเฉียบพลันและผู้ป่วยเรื้อรัง ในผู้ป่วยเรื้อรังจะต้องเผชิญกับความตาย โดดเดี่ยว หมดหวัง มักถูกรบกวนจากความตระหนักในสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ผู้ป่วยมักหลีกหนีจากการได้รับกำลังใจ กลัวที่จะจากครอบครัว เก็บกด แยกตัวจากสังคม การเข้ากลุ่มมีเป้าหมายเพื่อคลายทุกข์ ลดความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า ทำให้ผู้ป่วยเรียนรู้การสื่อสารที่ดีกับบุคคลอื่น รู้จักไว้วางใจ เรียนรู้ที่จะรัก เข้าใจในอดีตและความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม ช่วยให้สมาชิกมีความสัมพันธ์กับคนอื่น เปิดเผยตัวเอง คิดว่าตัวเองมีส่วนร่วม ไม่แยกตัวออกจากผู้อื่นเกิดการยอมรับและปรับตัวได้
ดังนั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นผู้ป่วยเรื้อรังและเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม มีปัญหาเกี่ยวกับความหวังจึงเหมาะสมที่จะใช้จิตบำบัดกลุ่มตามแนวคิดของยาลอม(Yalom,1995) ในการส่งเสริมความหวังให้มากขึ้นได้
ลักษณะทางคลินิกของจิตบำบัดกลุ่ม (clinical setting) การบำบัดด้วยกลุ่มตามแนวคิดของยาลอมมีลักษณะเฉพาะทางคลินิกดังนี้ ลักษณะของกลุ่มจิตบำบัดตามแนวคิดของยาลอม(Yalom,1995) มี 2 ลักษณะ ได้แก่ - กลุ่มแบบปิด คือ กลุ่มที่มีลักษณะที่ประกอบไปด้วยสมาชิกกลุ่มเดิม ไม่มีการรับสมาชิกใหม่เพพิ่มและสมาชิกมีการเข้ากลุ่มตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งปิดกลุ่ม - กลุ่มแบบเปิด คือ กลุ่มที่มีสมาชิกบางคนออกไปและมีการรับสมาชิกใหม่เข้ามาแทนเป็นระยะๆ กลุ่มแบบเปิดจะรักษาจำนวนสมาชิกให้เท่าเดิม การจัดกลุ่มแบบปิดหรือแบบเปิดขึ้นอยู่กับลักษณะของสมาชิกว่า สมาชิกกลุ่มลักษณะใดเหมาะสมกับกลุ่มแบบใด เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยในมักใช้ลักษณะกลุ่มแบบเปิด เพราะผู้ป่วยต้องรักษาในโรงพยาบาลในระยะสั้นๆ คือ ประมาณ 1-3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มแบบปิดสามารถทำได้กับสมาชิกที่รวมกลุ่มอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน เช่น กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังเป็นต้น ในการทำจิตบำบัดกลุ่มให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรเป็นกลุ่มลักษณะกลุ่มปิด ทั้งนี้เพราะกลุ่มแบบปิดจะมีการพัฒนาตามลำดับขั้นของกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด และมีช่วงเวลาที่ก้าวสู่การแก้ปัญหาซึ่งจะต้องอาศัยเวลา ความผูกพันและความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันภายในกลุ่ม
ขนาดของกลุ่มจิตบำบัด ในการบำบัดกลุ่ม จำนวนสมาชิกไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป เพราะจะไม่เกิดผลการบำบัดของกลุ่ม จำนวนสมาชิกที่เหมาะสมคือ 5-10 คน หากสมาชิกกลุ่มน้อยจะทำให้เกิดความกังวลต่อการมีปฏิสัมพันธ์บ่อยครั้ง ถ้าสมาชิกมากเกินไปจะทำให้สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง (Yalom,1995)
ระยะเวลาและความถี่ของการทำจิตบำบัดกลุ่ม ระยะเวลาและความถี่ของการเข้ากลุ่มระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำจิตบำบัดกลุ่มแต่ละครั้งควรใช้เวลา 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที ความถี่ในการเข้าร่วมกลุ่มควรจัดกลุ่มให้มากที่สุดเช่น ทำทุกวันถ้าทำได้เพราะผู้ป่วยจะได้เข้ากลุ่มอย่างต่อเนื่องทำให้กลุ่มมั่นคงยิ่งขึ้น ในทางปฏิบัติส่วนมากจะทำกลุ่มประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์(Yalom,1995)
เป้าหมายของจิตบำบัดกลุ่มตามแนวคิดสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ยาลอม(Yalom,1995) ได้เสนอแนวคิดในการตั้งเป้าหมายการทำจิตบำบัดกลุ่มดังนี้ 1. เพื่อให้สมาชิกกลุ่มได้อยู่ร่วมกันตลอดกระบวนการรักษา การรักษาแบบกลุ่มถือเป็นแขนงหนึ่งของการรักษา เมื่อสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มแล้วจะทำให้ได้รับประสบการณ์การรักษาที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและเกิดความรู้สึกสบายใจขึ้น มองเห็นคุณค่าของการบำบัดด้วยกลุ่ม 2. เพื่อให้สมาชิกที่เข้าร่วมจิตบำบัดกลุ่มได้เกิดการเรียนรู้ว่า การได้พูดระบายในกลุ่มเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ช่วยให้สมาชิกเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้เกิดปัจจัยบำบัด การมีความเป็นสากล (universality) คือความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีปัญหา หรือมีเคราะห์ร้ายเพียงคนเดียว ช่วยให้สมาชิกได้เรียนรู้ว่าผู้อื่นก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ตนเองไม่ได้แตกต่างไปจากผู้อื่น 3. เพื่อช่วยให้สมาชิกสำรวจปัญหารู้ว่าอะไรคือปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เกิดการยอมรับตนเองเกี่ยวข้องกับปัญหาอย่างไร ทำให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้พฤติกรรมการมีสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นที่เป็นปัญหาและเกิดประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา 4. เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลของสมาชิก การเข้าร่วมกลุ่มจะทำให้สมาชิกได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน ซึ่งสามารถทำให้ความวิตกกังวลลดลงได้
| Create Date : 11 พฤศจิกายน 2551 |
| Last Update : 14 พฤศจิกายน 2551 15:00:42 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|

|
|
|
|