Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
19 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
... ฉ่ำฝนต้นข้าว...ที่เชียงตุง ...






๏ เสียงเผาะแผะผกกลิ้งทุกทิ้งหยด
หยาดเย็นรดต่อเรียวเขียวไสว
เริงร่ารับระบัดด้วยกวัดไกว
ริ้วไหวไหวคล้ายเช่นลงเล่นชล

๏ รวงระย้าผลิแย้มขึ้นแต้มยอด
ฉะอ้อนออดทอดเอียงเมื่อเคียงฝน
จากผืนฟ้าคืนหล้าธราดล
จากพื้นบนต่อล่วงห้วงธารา

๏ ลำดับขั้นขึ้นแถวไต่แนวเขา
ชโลมเร้า..ไล้สัมผัส..เมื่อวรรษา
ทิวผสานข้าวสลับจนลับตา
ชื่นนาสาหอมอวลเคล้านวลดิน

๏ หลากด้วยฤทธิ์แรงเรี่ยวของเชี่ยวน้ำ
จึงกวาดย่ำยากหยั่งกระทั่งหิน
แลจะคล้ายห้วงคำนึงพึงย้ำยิน
คลื่นถวิลเสน่หาที่ตราตรึง

๏ สุดสายตาคนหนึ่งพึงเห็นนั่น
ดูคร้ามครั่นสองเท้าจะก้าวถึง
คิดต่อช่วงพาดเชื่อมหรือเอื้อมดึง
ก็ยากซึ่งแก่ขนิษฐจะชิดชม

๏ แผ่วแผ่วคลอ..ละออผ่าน..ใยม่านหมอก
เหมือนจะหยอกพัดเกื้อเจือรอยขม
ณ ช่วงหนึ่ง..แว่วหวานผสานพรม
หรือฝากลมผ่านไล้จากใครนั้น..


















”เมืองเชียงตุง” นับเป็นเมืองที่น่ารักมาก อยู่ในหุบเขา
ธรรมชาติยังบริสุทธิ์สวยงาม เนื่องจากเป็นเมืองที่ปิดมานาน
วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวเมือง จึงยังไม่เปลี่ยนแปลงนัก

ในอดีตจัดเป็นเมืองสำคัญในรัฐฉาน
ปัจจุบันจัดอยู่ในเขตปกครองพิเศษของประเทศพม่า

การเดินทางเข้าเมือง จะผ่านเทือกเขาอันสลับซับซ้อน
เต็มไปด้วยนาขั้นบันไดที่ปลูกไต่ไปตามแนวเขา

ถ้าไปในช่วงหน้าฝน...
ไม่ว่ามองไปทางไหน ก็จะพบแต่นาข้าว
ที่กำลังตั้งท้องออกรวง สีเขียวขจีไปทั่วทั้งภูเขา

แต่เมื่อเห็นสายน้ำที่ไหลแรงจากหุบเขาผ่านลงสู่หุบเบื้องล่าง
ได้ชะเอาหน้าดินลงมาพร้อมกันด้วย น้ำจึงมีสีแดงข้นคลั่ก
ทำให้นึกถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
ที่ทรงไม่สนับสนุนให้ชาวเขาทำนาขั้นบันไดกัน
เพราะพื้นที่ป่าจะถูกทำลายหมด
อย่างที่เห็นนี่ ก็แทบไม่เห็นภูเขาที่เป็นพื้นที่ป่าเหลืออยู่เลย

แต่ถ้าไปช่วงหน้าหนาว...
ภูเขาก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจากฟางข้าว
พร้อมร่องรอยการเผา เพื่อรอไถหว่านในหน้าฝนที่จะมาถึงต่อไป

บนยอดดอยสูง...จะบานสะพรั่งไปด้วยสีชมพูของดอกพญาเสือโคร่ง
แต่งแต้มสีสันให้ยอดดอยมีชีวิตชีวาขึ้นได้





ชาวเมืองเชียงตุง ส่วนใหญ่เป็นชาวไทเขิน รองลงมาเป็นชาวไทใหญ่
นอกนั้นก็จะเป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อยู่กระจายไปตามภูเขารอบๆ เมือง
หากอยากเห็นชาวพื้นเมืองชนต่างๆ ก็ต้องไปดูที่ตลาดนัดใหญ่ตอนเช้า
เขาจะมารวมกันซื้อของขายของจนละลานตาไปหมด
บางกลุ่มยังคงแต่งกายแบบดั้งเดิม พอให้เราแยกได้ว่าเป็นชนกลุ่มใด

ชาวเมืองส่วนใหญ่พูดภาษาไทยคำเมืองแบบล้านนาได้
และเป็นมิตรกับเรามาก เมื่อรู้ว่ามาจากเมืองไทย




ในเมืองมีวัดเก่าแก่นับร้อยปีหลายวัดให้เดินเที่ยวชม
มีทั้งศิลปะแบบไทเขิน ไทใหญ่ ที่ฉันยังแยกไม่ถูกนัก
แต่ถ้าเป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ ศิลปะก็จะเป็นแบบพม่า

วัดสำคัญ เช่น ”วัดมหาเมี๊ยะมุนี” เป็นวัดพม่า
มีพระพุทธรูปที่จำลองมาจากเมืองมัณฑเลย์
ช่วงเย็นจะชาวเมืองมานั่งสมาธิกันมากทีเดียว

อีกวัดที่ภายในพระอุโบสถสวยงามมาก คือ ”วัดเชียงยืน”
เป็นวัดที่เจ้าฟ้าพรหมลือซึ่งเป็นต้นสกุล ณ เชียงตุง
ได้สร้างขึ้นในเขตพระราชฐาน จึงจัดเป็นวัดหลวง

ใจกลางเมืองจะมีหนองขนาดใหญ่ ชื่อว่า ”หนองตุง”
อันเป็นที่มาของชื่อเมือง ไม่ใช่แปลว่า ”ธง” อย่างในภาษาล้านนา

ใกล้ๆ หนองตุงจะเห็นโรงแรมขนาดใหญ่
ที่เพิ่งสร้างขึ้นบนความปวดร้าวของชาวเมืองเชียงตุง
เพราะพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของ
“หอเจ้าฟ้า” หรือ “พระราชวังหลวงแห่งเจ้าฟ้าเชียงตุง”
ซึ่งนับเป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจของชาวเมืองที่ยังหลงเหลืออยู่

แต่รัฐบาลพม่าก็สั่งรื้อทิ้งเพื่อสร้างโรงแรม
เป็นการทำลายศูนย์รวมสุดท้ายที่เหลืออยู่ให้หมดสิ้นไป
แต่เท่าที่เห็น โรงแรมดูเงียบเหงาราวกับโรงแรมร้าง
นัยว่า…นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไป ประท้วงรัฐบาลพม่าด้วยการไม่เข้าพัก
เราจึงเห็นนักท่องเที่ยวทั้งฝรั่ง และ ญี่ปุ่น รวมกันอยู่ตามเกสท์เฮ้าส์มากกว่า




สำหรับคนที่ชอบเมืองที่สงบ เรียบง่าย
มีวัฒนธรรมเก่าแก่ให้ดู...ให้ศึกษา
เมืองนี้เป็นอีกเมืองที่น่าสนใจไม่น้อย
ที่นี่จะสงบมากกว่าเมืองหลวงพระบางในลาวอยู่มาก

แต่อีกไม่นาน ฉันคิดว่าหลายๆ อย่างคงเปลี่ยนแปลงไป
เพราะถนนตัดผ่านจากเมืองไทย ยาวไปจนถึงจีน เสร็จเรียบร้อยแล้ว









Create Date : 19 เมษายน 2550
Last Update : 19 เมษายน 2550 5:31:20 น. 49 comments
Counter : Pageviews.

 
ภาพสวยงามมาก
สวัสดี...นาง





๐ เริ่มแล้วพิรุณพิลาปร่ำ
ฟ้าคร่ำไฟครวญลมม้วนสาย
ละอองเย็นชื่นฉ่ำ..ฟุ้งกำจาย
ละลายอภิรมย์เข้าห่มคลุม

๐ ปลาบห้วงอัมพร..ไฟชอนฉาย
เริงเส้นเต้นผกายอวดข่ายขุม
อุ่นอาวรณ์ถ่ายทอดเข้ากอดกุม
ห่อหุ้มหัวใจท่ามไฟเพลิง

๐ หยาดหยดฝนค่ำยังพรำอยู่
หยาดคู่เฟื้อยไฟและใจเหลิง
ชวาลช่วงสรวงระส่ำใจสำเริง
นองเจิ่งยิ่งพิรุณ..ย่อมอุ่นอาย

๐ ปลาบแปลบวกเวียนวิเชียรช่วง
ปลาบทรวงแปลบซ้ำ..ฝนคร่ำสาย
ละอองเย็นแผ่วผ่านสะท้านกาย
เคลื่อนคลาย..อ่อนละมุนเข้าอุ่นออม

๐ ลับดาวล่วงจันทร์จะหันส่อง
ครรลองระหว่างถ้อยก็ร้อยหลอม
คีตาค่ำรับถวิล..ด้วยยินยอม
คืนอ้อมโอบงาม..อย่างย่ามใจ.


โดย: สดายุ... วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:5:48:41 น.  

 
กลอนเพราะจังค่ะ

ภาพก็ดูดดื่มกับธรรมชาติเลยค่ะ

วันนี้ฝนตกแน่เลยค่ะ
ดูแลสุขภาพด้วยนะค่ะ





โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:7:29:41 น.  

 
ภาพสวยมากครับ นางน้อย (อยู่ๆ ก็นึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา)
เห็นแล้วอยากไปถ่ายรูป ไปยากมั้ยครับนี่
ผมแบ็กแพ็คไปเองคนเดียวได้หรือเปล่าครับไกด์จำเป็นของผม



โดย: ชุ้น IP: 124.120.167.119 วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:11:11:19 น.  

 
เคยมีแผนจะเที่ยว 4 เชียงกับเพื่อนคะ

สวยมากกกกเลย น่าไปมั๊กๆ


โดย: todayd วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:20:19:22 น.  

 
รูปสวยจังคะคุณนาง คุณนางกับจีน เหมือนกันหลายอย่างเลยนะคะ ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน ชอบเพลงคล้ายกัน ชอบอ่าน ชอบเที่ยวเหมือนกันด้วย ช่วงงานยุ่งไม่ได้มามากนัก คุณนางสบายดีไหมคะ?




โดย: mameehanako วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:15:04:52 น.  

 
พี่สดายุ.....

นางโชคดีค่ะ ที่ถ่ายภาพทุ่งนาชุดนี้ได้
ระหว่างทางนั่งรถกลับที่พักตอนเย็น
ทั้งฉาก กับ เวลา ดูเหมือนจะเป็นใจไปหมด
แต่ที่เห็นนี่...นางถ่ายจากภาพที่อัดจากฟิล์มอีกที
เพราะตอนที่ไป ยังไม่มีกล้องดิจิตอลใช้ค่ะ



คุณ Catt.....

ช่วงนี้อากาศแปรปรวน
รักษาสุขภาพนะคะ


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:8:05:26 น.  

 
คุณชุ้น....

เดี๋ยวนี้การเดินทางไปเมืองเชียงตุง ไม่ยุ่งยากแล้วค่ะ
ระยะทางจากด่านท่าขี้เหล็กถึงเมือง ประมาณ 200 กม.
ใช้เวลาเดินทางราวๆ 4 ชม.
ไม่ต้องขอวีซ่า ไปทำใบผ่านแดนชั่วคราวที่ด่านท่าขี้เหล็กได้เลย
ทางด่านเขาจะเก็บบัตรประชาชนเราไว้...ขากลับออกมาค่อยมารับคืน

แต่การไปแบบแบ็กแพ็คเองคนเดียว อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงหน่อย
เพราะการเข้าเมืองสำหรับคนต่างชาติ...
จะต้องมีผู้เซ็นรับรองการเข้าเมือง
ซึ่งระหว่างการเดินทาง จะเจอด่านนับสิบๆ ด่าน
ที่จะคอยตรวจคนที่จะเดินทางเข้า และ ออก
ตรงนี้เขาค่อนข้างจะเข้มงวดค่ะ เพราะเส้นทางนี้
เมื่อก่อนมีชนกลุ่มว้าใช้เป็นฐานกำลังสำคัญ

สำหรับคนต่างชาติที่จะเดินทางเข้าเมืองทางนี้
จะเหมารถแท็กซี่เข้าไป ซึ่งคนขับรถจะทำหน้าที่เป็นผู้เซ็นรับรองเข้าเมืองให้
ค่ารถเหมาต่อเที่ยว ถ้านางจำไม่ผิด รู้สึกจะตกเที่ยวละ 1,500
เราจึงไม่ค่อยเห็นฝรั่งแบ็กแพ็คไปกันตามเส้นทางนี้
ส่วนใหญ่จะนั่งเครื่องไปลงที่ย่างกุ้ง แล้วต่อเครื่องมาลงที่เชียงตุงอีกที

ตอนนางไปครั้งแรก...เป็นช่วงหน้าฝน
ไปกับเจ้าของ eco ทัวร์แห่งหนึ่ง
ตอนนั้นเขาจัดเป็นทริปสำรวจ มีสมาชิกไปกันไม่กี่คน
ทริปนั้นถือว่าเที่ยวคุ้มจริงๆ ค่ะ เพราะเป็นการสำรวจเส้นทาง
จนเดี๋ยวนี้เขาจัดเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวบ่อยมากในรอบปี

ส่วนครั้งที่สอง...นางไปช่วงหน้าหนาว
คราวนี้นางโชคดีอีก ได้ไปวิทยากรรับเชิญ
เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร
ท่านไปๆ มาๆ เพื่อทำวิทยานิพนธ์อยู่ 2 ปี จึงมีความรู้ให้อย่างมากมาย
ถ้าคุณชุ้นจะไป แนะนำให้ไปกับอาจารย์ท่านนี้จะดีกว่า
เอาไว้นางจะเช็คให้ว่าท่านจะจัดไปอีกเมื่อไหร่
แล้วจะแจ้งคุณชุ้นอีกทีนะคะ

เชื่อว่าถ้าคุณชุ้นได้ไป...คงชอบเมืองนี้เหมือนนางค่ะ


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:8:29:17 น.  

 
คุณ todayd.....

4 เชียง มีเชียงไหนบ้างหรือคะ
ข้ามไปถึง 12 พันนาในจีนหรือเปล่า
น่าสนใจมากนะคะ



คุณจีน.....

นางฟังเพลงที่คุณจีนเปิดในบล็อก
ก็รู้ว่ารสนิยมการฟังเพลงเราคล้ายๆ กัน
ดีจังค่ะ ที่ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่เราชอบเหมือนกัน

นางสบายดีตามอัตภาพค่ะ
คุณจีนล่ะคะ...เป็นอย่างไรบ้าง
งานหายยุ่งหรือยังคะ


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:8:31:40 น.  

 
สวัสดีครับพี่เพรง.พเยีย
มาเยี่ยมบล็อกงามๆ อ่านบทประพันธ์เพราะๆครับ


โดย: ศารทูล IP: 125.24.150.10 วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:13:18:28 น.  

 


คิดถึงความสงบงามของ "เมืองเชียงตุง" เหมือนกันครับ

เมืองสงบในอ้อมกอดของแมกไม้ สายธาร และขุนเขาใหญ่น้อย



กาสะลอง...ของลานนา เป็นเพลงหนึ่งที่น้องร้องได้ดีครับ

ฟังแล้วคิดถึงแม่ (แฮะๆ ทั้งๆ ที่ตอนนี้แม่นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงหน้า)

คิดถึงเผื่อไว้ก่อนนะครับ เผื่อไว้ตอนหนีแม่ไปเที่ยวไหนไกลๆ

ผมว่ากาสะลองเป็นดอกที่มีเสน่ห์ครับ...ไม่สวยมาก แต่งามตามวิถีของตน

โดยเฉพาะกาสะลองสีทอง เค้าถ่ายรูปขึ้นนะครับ



โดย: ธรรม IP: 202.28.27.3 วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:15:27:06 น.  

 
ขอบคุณมากครับ นางน้อย
ผมกะว่าจะไปช่วงหน้าฝนนี้เลย ผมชอบสีเขียวๆ สบายตาดี
คงต้องรบกวนนางน้อยเช็คให้หน่อยนะครับ



โดย: ชุ้น IP: 125.25.135.98 วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:17:01:14 น.  

 
น้องศารทูร.....

พี่ก็ชื่นใจนะ ที่เห็นน้องมาเยี่ยมน่ะ



คุณธรรม.....

คุณธรรมเคยไปเมืองเชียงตุงมาแล้วเหรอคะ
ดูๆ ไป คุณธรรมจะชอบเที่ยวเหมือนกัน

กาสะลอง...เพลงนี้เพราะมากๆ ค่ะ
คนที่อยู่ไกลจากบ้าน ฟังเพลงนี้แล้วคงคิดถึงบ้านจับใจ
นางโชคดี...ที่ได้อยู่กับพ่อแม่มาตลอด
ทุกวันนี้ยังเป็นลูกแหง่อยู่เลยค่ะ



คุณชุ้น.....

ด้วยความยินดีค่ะ แล้วนางจะส่งข่าวให้นะคะ


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 22 เมษายน 2550 เวลา:7:33:08 น.  

 
สวัสดีครับ คุณเพรง.เพยีย

คุณเพรง.เพยียถ่ายภาพได้อารมณ์ และสวยงามมาก แม้นว่าจะไม่ใช่กล้องดิจิตอลก็ตาม คาดเดาเอาว่า คุณเป็นคนที่ถ่ายภาพเป็น มีมุมมองในการถ่ายภาพ สังเกตจากหลาย ๆ ภาพที่คุณถ่าย ภาพจะสวยงามมาก อันนี้ขอชมจากใจจริง

วันนี้เอาเพลง กาสะลอง มาประกอบด้วย เพราะมากเลยครับ ผมมีแต่ซีดีไว้ฟัง แต่ค่อนข้างจะมีปัญหามากกับการหาเพลงในเน็ต ไม่เคยได้เพลงที่พึงใจ เนื่องจากหาไม่เป็น ผมไม่อายหรอกครับที่จะบอก หลายต่อหลายครั้ง ไม่เคยพอใจกับเพลงที่วางเลย

อย่างเช่นอยากใช้เพลงของ Bee Gees ผมก็เอามาลงไม่เป็น แต่พยายามจะคิดว่ามันไม่สำคัญนัก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ตัวเองสื่อออกไป


ระยะทางที่ไปเชียงตุงผ่านทางแม่สาย เดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องยากเหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ และที่ดีอย่างหนึ่งนั่นคือ ทางพม่าเข้มงวดกับคนของเขาเองที่จะไม่ให้ใครเข้ามายุ่งกับนักท่องเที่ยว

พม่าเองก็มีชนกลุ่มน้อยเป็นจำนวนมาก เข้าไปเชียงตุงก็คงจะเห็นพระพุทธรูปยืนชี้นิ้วองค์โต ๆ นั่นแหละครับ มีวัดเยอะ คุณคงไปวัดมหาเมียตมุนีแล้วนะครับ เป็นวัดที่มีศิลปะไทยผสมพม่า คือจะให้สวยเหมือนที่สุโขทัยก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ เพราะศิลปะต่างกัน

เมื่อสมัยผมทำงาน ผมไปชายแดนกับเจ้านายบ่อย ๆ แต่ก่อนไปแหล่งที่เราต้องการซื้อหยกพม่าน่ะครับ พม่ามีแหล่งวัตถุดิบด้านอัญมณีมากมาย โดยเฉพาะหยกพม่า ขึ้นชื่อมาก ที่เรียกว่า หยก เจดไดท์ ( jadeite ) เป็นหยกที่มีความแข็ง และนิยมนำมาทำเป็นหัวแหวน หยกพม่ามีหลายหลากสีมาก แต่ที่ดีที่สุดเห็นจะเป็น สีหยกจักรพรรดิ์ สีเขียวใสมาก แต่ชาวเอเชียเองนิยมหยกสีเขียวแอพเพิ่ลกรีน เพราะเชื่อว่าเวลาหยกทำปฏิกิริยากับอุณหภูมิของร่างกายเรา จะเปลี่ยนสีเขียวเข้มขึ้น เขาเชื่อว่านำโชค ทำนองนั้น

ส่วนเนื้อหยกที่เนื้อหยกตัน ๆ ก็นำมาแกะสลักเป็นส่วนใหญ่

แต่พระแก้วมรกต ของไทยเรานี้ ไม่ใช่หยกพม่านะครับ เป็นหยก เนฟไฟร้ท์ ไม่นำมาทำเป็นอัญมณี ไว้ผมจะเขียนเรื่องนี้ให้ละเอียดอีกครั้ง เกรงว่าคุณจะไม่สนใจ

เพียงอยากบอกว่า ช่วงที่ไปประมูล เปิดหน้าต่างหยกกับพ่อค้าชาวพม่านี่ สนุกมาก เคยพานักท่องเที่ยว หรือเพื่อนไปเที่ยวกัน เพื่อนหญิงก็อยากให้ไปเลือกหยกให้ แล้วเอามาประกอบเรือนเอง ทับทิม สีเลือดนก หรือทับทิมพม่านี่ก็ขึ้นชื่อครับ สวยงามมาก

คุณเพรง.เพยีย เที่ยวหลายที่มากเลยนะครับ และยังสามารถมาถ่ายทอดให้ใครต่อใครได้รำลึก และอยากไปซะด้วย ถ้าคุณไปอีกครั้ง คงถ่ายภาพได้สวยงามมากกว่านี้เป็นแน่ ผมเชื่อแบบนั้น

ประทับใจทุกครั้งครับที่ได้เข้ามาอ่านงาน และสัมผัสบรรยากาศ รวมถึงเพลงที่คุณสรรหามาประกอบไว้อย่างเหมาะสม

ผมถือโอกาสขอบคุณสำหรับ เพลง เจ้าจันท์ผมหอม ที่คุณกรุณาหามาให้ เพราะผมเองก็จนใจจริง ๆ อยากเขียนอะไร แต่ก็หาเพลงมาไม่ค่อยได้

อีกเรื่องที่ผมอยากขอความช่วยเหลือ คือผมต้องการจะให้สีอักษรที่คอมเม้นท์เป็นสีเดียวกับสีอักษรที่ผมเขียนในกระทู้ เพราะบางครั้งผมอยากใช้พื้นสีดำ แต่ผมเปลี่ยนสีที่คอมเม้นท์ไม่เป็น และไม่ทราบว่า จัวางโค้ดสีเหล่านั้นยังไง

ขอความกรุณาด้วยครับ
ผมจะกลับมารอคำตอบที่กระทู้นี้อีกครั้ง
ขอบคุณล่วงหน้านะครับ





โดย: ภาคิม วันที่: 22 เมษายน 2550 เวลา:11:20:14 น.  

 
ช่วงนี้จีนงานเยอะคะ คุณนาง แต่การเขียน คือการพักของจีน

ฟังเพลงนี้ครั้งแรก ที่นี่เลยคะ คิดถึงแม่เนอะ


โดย: mameehanako วันที่: 22 เมษายน 2550 เวลา:15:55:43 น.  

 
ดีจังได้ฟังเพรงนี


โดย: ขอเป็นคนสุดท้ายของเธอ IP: 58.147.84.28 วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:0:15:16 น.  

 
สวัสดีค่ะ...คุณภาคิม

ขอบคุณนะคะ...สำหรับคำชม ทำเอาปลื้มเหมือนกัน
ภาพทุ่งนาชุดนี้ เป็นภาพที่นางประทับใจมากค่ะ
แต่คงไม่ได้ครึ่งของสถานที่จริงที่ได้เห็นมา

ตอนที่ยังไม่มีกล้องดิจิตอลใช้ ไปเที่ยวแต่ละที
หมดค่าฟิล์ม ค่าอัด ไปหลายเลยค่ะ ที่ถ่ายมาไม่ได้เรื่องก็มีอยู่มาก
เพราะนางถ่ายแบบตามความรู้สึก ไม่ได้เรียนเรื่องถ่ายภาพมาเลย

เรื่องเมืองเชียงตุง ที่นางเขียนเล่าในบล็อก แค่ส่วนนิดเดียวเองค่ะ
เมื่อเทียบกับบันทึกสองครั้งที่เขียนไว้ รวมแล้วคงได้เป็นเล่ม
โดยเฉพาะครั้งหลังได้อาจารย์จาก ม.ศิลปากรมาให้ความรู้
แถมยังขอวิทยานิพนธ์ท่านมาศึกษาเพิ่มเติมอีกด้วย
คิดว่าจะกลับไปอีกครั้ง คงช่วงสงกรานต์หน้าค่ะ
แต่ช่วงเวลางานสงกรานต์ของชาวเมืองเชียงตุงจะไม่ตรงกับเรา
เห็นอาจารย์บอกว่าจะก่อนบ้านเราเล็กน้อยค่ะ

คุณภาคิมเอง...คงไปพม่าบ่อยนะคะ
และที่เล่าเรื่องหยกพม่า นางสนใจมากนะคะ
เคยเจอเพื่อนคนหนึ่ง เขากำลังเรียนเรื่องการดูพลอย
เขาว่า...หยกนี่จะดูยากที่สุด ไม่รู้จริงหรือเปล่า
คุณภาคิมสามารถแยกออกหรือเปล่าคะ ว่าหยกไหนแท้ หรือ ปลอม
ทำไมหยกเนฟไฟร้ท์ ถึงไม่ทำเป็นอัญมณีล่ะคะ
แล้วเป็นยังไงเหรอคะ "เปิดหน้าต่างหยกกับพ่อค้าชาวพม่า"
อย่าลืมกลับมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ

เรื่องเพลงที่เปิด นางเห็นด้วยเป็นที่สุดค่ะว่าไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ตัวเองสื่อออกมา
เมื่อก่อนที่นางยังไม่รู้วิธี ก็จะไปทำลิงก์เอาจากเว็บเพลงต่างๆ
ซึ่งก็จะพบข้อจำกัดอยู่มาก คล้ายๆ กับคุณภาคิมเจอค่ะ
แต่ตอนหลังเริ่มรู้วิธีที่จะ upload ทำเป็นลิงค์เพลงส่วนตัวของเราได้เอง
ก็จะใช้วิธีนี้ตลอด ทำให้เรานำเพลงจาก cd หรือ mp3 ที่มีอยู่ มาเปิดในเว็บได้เอง
ชอบเพลงไหน พอหาไฟล์มาได้ ก็ทยอย upload ไปเก็บไว้
พอเขียนกลอนขึ้นมาสักบท ก็มาดูว่าเพลงไหนพอจะนำมาลงประกอบได้

อยากจะอธิบายให้คุณภาคิมอยู่นะคะ แต่ค่อนข้างจะหลายขั้นตอน
เพราะจะต้องใช้โปรแกรมแปลงไฟล์ เพื่อให้เหมาะที่จะลงในเว็บ
ไม่สะดวกที่จะอธิบายผ่านหน้าบล็อกนัก
คุณภาคิมมีโปรแกรม nero อยู่หรือเปล่าคะ
เป็นอีกโปรแกรมที่คนใช้แปลงไฟล์เพลงกัน
ถ้ามี นางจะได้เขียนวิธีแปลงไฟล์ส่งไปให้
จะสะดวก และ เข้าใจมากกว่าตอบผ่านทางหน้าบล็อกค่ะ

หรือถ้าคุณภาคิมอยากได้เพลงไหน ลองบอกนางมาก็ได้นะคะ
เผื่อนางมีอยู่ ก็จะส่ง code ให้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหา
ไม่ต้องเกรงใจนะคะ...นางยินดีจริงๆ
อย่างเพลงเจ้าจันทร์ผมหอม...นางก็เก็บ code เพลงนี้ไว้นานแล้ว
เพราะชอบเพลงของคุณสุนทรี เวชานนท์ แทบทุกเพลง
พอไปอ่านเรื่องหมะเมี๊ยะและเจ้าจันทร์ผมหอมเข้า ก็เลยส่งให้ค่ะ

ส่วนเรื่องการกำหนดสีอักษรของความเห็น ให้ใช้คำสั่งนี้นะคะ
ตรง #ffffff คือรหัสสี สามารถเปลี่ยนเองได้ตามความต้องการ
ถ้าติดขัดตรงไหน เขียนถามมาได้นะคะ

<style>body, ul, li, p{font: normal;color:"#ffffff";}</style>



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:5:29:41 น.  

 
คุณจีน....

คุณจีนขยันเขียนมากเลยนะคะ
จนเดี๋ยวนี้พัฒนาฝีมือไปมากจริงๆ
นางน่ะ...อยากจะเขียนให้มากกว่านี้
แต่เวลาทำงาน จะไม่ค่อยมีเวลาคิดอะไรอย่างอื่นเลย
มีเวลาเขียนนิดๆ หน่อยๆ ตอนเช้าก่อนไปทำงาน
เลยนานๆ ออกมาสักบทแบบนี้

เพลงนี้ชื่อเพลง "กาสะลอง" เสียงของคุณ "ลานนา คัมมินส์"
เป็นลูกสาวของคุณ "สุนทรี เวชานนท์" นักร้องในดวงใจของนางอีกคนค่ะ



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:5:31:07 น.  

 
สวัสดีครับ คุณเพรง.เพยีย

“เรื่องเมืองเชียงตุง ที่นางเขียนเล่าในบล็อก แค่ส่วนนิดเดียวเองค่ะ
เมื่อเทียบกับบันทึกสองครั้งที่เขียนไว้ รวมแล้วคงได้เป็นเล่ม”
น่าสนใจตรงนี้ครับ เพราะผมยังอยากฟังคุณเล่าเรื่องเมืองเชียงตุงในแบบของคุณมากกว่า เพราะหนังสือน่ะ ผมหาอ่านได้ ก่อนไปทำงานที่ไหน หรือไปเที่ยวไหน ผมจะทำการบ้านไปทุกครั้ง เพราะไม่อยากพลาดโอกาสอันน้อยนิด เกรงว่าจะไม่มีโอกาสกลับไปอีกเป็นครั้งที่สอง

ถ้าเคยบันทึกไว้อย่างไร จะทยอยลงบล็อกไว้ให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน ผมก็เห็นดีด้วย ผมจะได้แอบไปอ่านบ้างนะครับ หวังใจไว้อย่างนั้น

เมื่อคุณเพรง.เพยีย สนใจจะฟังเรื่องหยกพม่า ผมยินดีจะเล่าให้ฟังนะครับ เอาอย่างคร่าว ๆ อ่านพอเข้าใจ เพราะในเรื่องรายละเอียด ผมคงต้องเอาตัวอย่างมา และนำมาเปรียบเทียบให้เห็นได้เลย

เรื่องจริงครับ ที่ผมสามารถแยกแยะ หยกจริง กับหยกปลอมได้ เหตุผลแรก จากประสบการณ์ และการคลุกคลี เหตุผลที่สองซึ่งคนมักจะเอาสมทบให้เกิดความน่าเชื่อถือ นั่นคือประกาศนียบัตร Gemmologist จากสถาบันหนึ่ง ซึ่งเจ้านายส่งไปเรียน อย่าเพิ่งขำนะครับ เรียนเพื่อรู้ อย่างน้อยจับลูป ( loupe ) เป็น ทะมัดทะแมง อยากบอกว่า ต่อให้เรียนด้านอัญมณีศาสตร์ให้ตาย แต่ไม่เห็นของจริง ไม่ได้จับของจริง จ้างให้ก็ไม่มีวันรู้หรอกครับ

การเปิดหน้าต่างหยก เป็นเสน่ห์ของพ่อค้าพม่าทีเดียว เขาไม่ได้ขายหยกเฉพาะที่เป็นแบบหลังเบี้ยเท่านั้น เพราะหยกพม่าซึ่งมีความแข็งประมาณ 6.5 เมื่อเทียบมาตรฐานเป็น โมห์เสกล ปกติการทำอัญมณี ความแข็งมาตรฐานความแข็งจะอยู่ที่ 7 ขึ้นไป นั่นคือ ไพลิน ทับทิม มรกต และเพชร เป็นต้น

แต่หยกพม่านั้น มีความโปร่งแสง ไม่ใช่โปร่งใส ฉะนั้นจึงไม่สามารถเจียระไนเป็นเหลี่ยมได้ นอกจากเป็นโอวอลหรือรูปไข่ และต้องเลือกอย่างมาก และเวลาขึ้นเรือน ยังต้องใช้เรือนทอง 14 k หรือ 18 k ซึ่งมีส่วนผสมที่ทำให้ทองแข็งขึ้น จะใช้ทองจีนแบบที่คนไทยซื้อสะสมไม่ได้ เพราะมันอ่อน และจะทำให้หัวพลอยหลุด ใส่ไปนาน ๆ ทองก็เปลี่ยนรูปทรง ซึ่งราคาทองเทียบราคาของหัวพลอยต่าง ๆ ไม่ได้ ยิ่งถ้าขึ้นเรือนแบบหนามเตย ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะอาจทำให้หนามเตยหลุด หักได้ อันนี้ต้องแจงรายละเอียดอีกที เพราะ ผมออกแบบการขึ้นเรือน และการใส่ พลอยสี กับ เพชรได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลุกเพชร ไม่ใช่เพชรกะรัตโต ๆ แบบคุณมังคุดใส่นะครับ แบบนั้นไม่เคยเห็นเป็นบุญตาสักที

มาเข้าเรื่องต่อ เรื่องการเปิดหน้าต่างหยก การซื้อขายน่ะ ไม่ได้ซื้อกันเป็นก้อน ๆ นะครับ เขาจะเปิดหน้าต่างหยก เพื่อดูสีก่อน และหลังจากนั้นจะเริ่มการประมูล มีผ้าดำ ๆ ผู้ซื้อกับผู้ขาย ซ่อนมือใต้ผ้าดำ แล้วเราก็ใช้โค้ดมือ ต่อรองราคากันครับ จะหลักหมื่น หรือ แสน ก็มีวิธีอีกครับ

หลังจากที่เราพอใจราคา ซื้อก้อนนั้นนั้นมา ผ่าที่โรงงาน บางครั้งหน้าต่างหยกดูสวยงาม คาดว่า จะพบหยกสีเขียวสด และเนื้อใส ที่เรียกว่าหยกจักรพรรดิ์ ถือว่าเป็นโชคที่สุด อาจเป็นเศรษฐีข้ามคืนก็ได้ ถ้าผ่าก้อนนั้นมาแล้วได้สีหยกที่มีคุณภาพ
แต่บางครั้ง ประมูลมาจากหน้าต่าง ที่เราคาดเดาว่า จะได้ของดี บางทีไม่เจอหยกเนื้อดีเลยก็เป็นได้ มันเป็นเรื่องที่พ่อค้าหยกนิยมทำกันมานาน ไม่เหมือนกับการซื้อพลอยอย่างอื่นครับ

และเรื่อง หยกเลียนแบบ ที่สร้างปัญหามาก สำหรับการทำงาน ตอนเป็นไกด์นั่นคือ ชาวต่างชาติจะเป็นชาติที่ถามมากที่สุดในโลก เป็นคนขี้สงสัย อย่าเผลอเรื่องข้อมูล ผมก็ไม่เข้าใจ บางทีไม่ใช่ภาษาพ่อภาษแม่ของเรา ต้องอธิบายซะละเอียด และต้องพาเลือกซื้อ ที่สำคัญคือการไว้วางใจ ข้อนี้แหละที่แสนจะอึดอัด

เนื่องจากว่า บริษัททัวร์จะดีล กับร้านบางร้าน ซึ่งจะได้คอมมิสชั่น คุณเพรง.เพยีย คงเข้าใจเรื่องธุรกิจตรงนี้พอสมควรนะครับ

เมื่อเรารู้จักสินค้าดี จากร้านดี ๆ แต่เราไม่ได้พาลูกค้าของเราไปลง แต่ลุกค้าอาจได้หยกปลอม โดยเฉพาะสินค้าที่แกะสลัก มีหยกเลียนแบบเยอะ หยกปลอม กับเลียนแบบ นี่ต่างกันนะครับ เพราะหยกปลอม นี่คือหิน นำมาฉีดสีข้างใน ให้ดูสวยงาม หลอกตานักท่องเที่ยว

แต่หยกเลียนแบบ จะมีหินหลายชนิด เช่นพวก aventurine , serpentine เซอร์เพนไทน์ คุณอาจเคยเห็น สีเหมือนงูเขียวน่ะครับ เขียวอ่อน ๆ เนื้อใส ๆ , quartz สีเขียว แต่มีลายเส้น ๆ ข้างใน หรือแม้แต่หินสบู่ เป็นต้น เพราะมันมีมากจริง ๆ ครับ หินสีเขียวที่คนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหยกน่ะ

แล้วผมก็ต้องทนฟัง นักขายจากร้านที่บริษัทดีลนั้น อธิบาย ขายหยก ซึ่งไม่ใช่หยก เฮ้อออออออ.. ผมเหนื่อยใจตรงนี้แหละ ผมไม่อยากได้ค่าน้ำเลย ทนไม่ไหว บางทีก็บอกว่า หยกจริง ราคาไม่อย่างนี้หรอก แต่ผมไม่สามารถซิกแซกพาเขาไปซื้อที่อื่นได้ อันนี้ผมไม่ได้เอ่ยชื่อร้านค้านะ เพราะเดี๋ยวใตรจะมาฟ้องร้องผมทีหลัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า

สิ่งที่ผมทำได้ตอนนั้น คือ อธิบาย รายละเอียด ในเรื่องราวของการแกะสลักนั้น เพราะชาวต่างชาติชอบรายละเอียดในการซื้อสินค้า ชอบความหมายที่ชาวเอเชียซ่อนอยู่ในการแกะสลักของงานแต่ละชิ้น เช่น ท้อ หมายถึงอะไร ตัวสลาเมนเดอร์ คืออะไร เต่า นก ลิงสามตัว อะไรทำนองนี้น่ะครับ แม้แต่ความหมายของสีหยก ก็ต้องอธิบาย
เพราะหยกพม่ามีหลายสี ไม่เฉพาะแต่สีเขียว สีที่หายาก อย่างเช่น ลาเวนเดอร์ นี่ก็สวยมาก กำไลหยกสามสีก็หายาก ราคาแพงมาก

และทางเอเชียเองก็ไม่นิยมผ่ากำไลหยกเพื่อใส่ทองทำรือนเปิดปิด ให้สวมง่าย เพราะกำไล มันเหมือน everlasting life แต่ทว่า นักท่องเที่ยว มือใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่จำเป็นต้องผ่าหยก และทำเรือนปิดเปิด

เคยมีครับ ที่ผมต้องพยายาม ช่วยคุณป้าใส่กำไลหยก ถูสบู่ก็แล้ว น้ำมัน โลชั่นให้ลื่น ๆ และสวมลองเข้าไปได้ ทรมานมากครับกับการอยากสวย และอยากได้ เอเวอร์แลสติ้ง ไลฟ์ เนี่ย อันนี้ ขอให้เป็นความเชื่อ และความสุขส่วนตัวของเขาเถอะครับ

เบื่อหรือยังนี่
เกรงใจจัง แต่ผมเขียนได้ไม่รู้จบหรอก เพราะประสบการณ์ตรงนี้ หลายปี เล่าได้หลาย ๆ เรื่อง แต่ไม่เคยเขียนออกมา เพราะก่อนมาอยู่บ้านนอกนี่ ผมทำงานมาสารพัด จริง ๆ

ลองแค่นี้ก่อนนะครับ กลัวคุณ เพรง.เพยีย เหวอ ไม่คิดว่าผมจะเขียนจริง


ส่วนหยก เนฟไฟร้ท์ที่พบมากที่เมืองจีนนั้น เนื้อตัน เนื้อขุ่น และความแข็งมีเพียง4.5-5 เท่านั้นเอง ไม่นิยมขึ้นเรือนหรือทำเป็นหัวแหวน บางทีคุณอาจเห็นเขาขึ้นเรือนเงิน ซึ่ง เงินจริงหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะเครื่องเงิน นี่ ผมอธิบายได้อีกครับ ว่าไหนเงินจริง เงินปลอม แหะ แหะ เกรงจะยาว

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเมืองไทย ลูกค้าส่วนใหญ่ของผม ชอบพระพุทธรูปแกะสลักครับ ไม่เอาหยกเนฟไฟร้ท์ด้วย ผมพาไปร้านหยกเอง และเลือกก้อนหยก มีช่างเฉพาะที่แกะสลักพระพุทธรูปฝีมือดี เป็นช่างเชียงราย แต่ทำงานที่เชียงใหม่นี่แหละครับ ราคาไม่ต้องพูดถึง แพงมาก คุ้มค่า เพราะแกะสวยงามมาก จะเอาขนาดไหน ก็สั่ง และชิปปิ้งไปทีหลัง เพราะต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ

สนุกครับ ตอนทำงาน แต่เหนื่อย
กลัวคุณว่า ผมขี้โม้จัง แต่เรื่องจริงนะครับ ถ้าเขียนเองในบล็อก คงต้องวางแผนเขียน แต่คงไม่คิดอยากเขียนเท่าไรตอนนี้ ชอบอ่านงานคนอื่นเหมือนเดิม

เรื่องเพลง ไว้จะมาขอความช่วยเหลือนะครับ ถ้าหาเองไม่ได้จริง ๆ ใจจริงก็อยากให้สอน แต่คงเป็นไปไม่ได้
เรื่องโค้ดสีอักษร ผมจะลองทำดูครับ ขอบคุณมากครับ
คงได้คุยกันในโอกาสต่อ ๆ ไปครับ

คุณสบายดีนะครับ






โดย: ภาคิม IP: 203.150.100.232 วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:8:34:27 น.  

 
ขออนุญาตนางน้อย อ่านเรื่องหยกคุณภาคิมเล่า ด้วยความสนใจจริงๆ ครับ


โดย: ชุ้น IP: 124.120.170.210 วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:9:16:09 น.  

 
คุณภาคิม.....

ไม่เหวอค่ะ...ไม่เหวอ
นางน่ะนั่งอ่านตาแป๋วเชียวล่ะ

แต่ยังนึกภาพไม่ค่อยออกนัก ที่คุณภาคิมเล่าว่า
เอามือซ่อนใต้ผ้าดำ แล้วส่งสัญลักษณ์มือเพื่อตกลงราคากัน
ก็เมื่อมือซ่อนอยู่ใต้ผ้าดำ เขาจะรู้กันได้อย่างไรคะ
บรรยากาศการประมูลคงน่าสนุก แถมยังต้องลุ้นหลังจากประมูลมาแล้วด้วย
แล้วแหล่งที่มีหยกที่สำคัญของเมืองพม่า อยู่ที่เมืองอะไรเหรอคะ
พ่อค้าไทย-พม่า ต้องเข้าไปตกลงถึงในแหล่งเลยหรือเปล่า
หรือ มีที่เป็นแหล่งรวมการซื้อขายแยกออกมา

หยกพม่านี่แข็งพอๆ กับพลอยเลยนะคะ มิน่าถึงได้ราคาแพง
แล้วบ้านเรานี่...ไม่มีแหล่งหยกเลยบ้างหรือคะ
นางเคยได้ยินว่า...เมืองจันทร์ และ เมืองกาญจนบุรี
เป็นแหล่งพลอยที่สำคัญของบ้านเรา ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังเหลืออยู่อีกหรือเปล่านะคะ
ถ้าเทียบแล้ว พลอยพม่า กับ พลอยเมืองจันทร์ หรือ เมืองกาญจน์
ที่ไหนมีคุณภาพดีกว่ากันคะ

เอ...แล้วการแกะสลักหยกที่มีความแข็งอย่างหยกพม่า
กับหยกที่เนื้อนิ่มกว่าอย่างจีน อย่างไหนจะแกะยากกว่ากันคะ
นางเดาเอานะคะ คิดว่าแบบนิ่มน่าจะแกะได้ง่ายกว่า
นี่นางคิดแบบหลักการของ หินศิลาแลงที่ใช้แกะลายตามปราสาทเขมรนะคะ
เพราะทราบมาว่า เขาจะต้องแต่หินพวกนี้ให้นิ่มอ่อนลงเสียก่อน
จึงจะนำมาแกะได้

นางมีกำไลหยก 2 ชิ้น อาม่า (คุณยาย) ให้แม่ไว้ ก่อนตกมาถึงนางอีกที
เป็นของสะสมของอาม่ามาตั้งแต่ท่านสาวๆ
กำไล 2 ชิ้น จะมีสีต่างกันกัน วงหนึ่งสีเขียวอ่อน อีกวงสีเขียวเข้มหน่อย
นางเคยคิดว่า เอ...สมัยอาม่าสาวๆ เขาทำหินฉีดสีกันได้หรือยังนะ
แต่ก็ไม่เคยเอาไปให้ใครดูว่าเป็นหยกจริงหรือเปล่าหรอกนะคะ
เพราะคิดว่า คุณค่าอยู่ที่จิตใจ ที่ไม่ต้องรอพิสูจน์จากที่ไหน
ท่านเก็บรักษามาอย่างดี กว่าจะตกมาถึงมือนาง
เคยเอามาใส่อยู่พักหนึ่ง แต่ทำงานไม่ค่อยสะดวกนัก
อีกอย่างกลัวไปชนโดนอะไรแตกหักเข้า คงเสียดายแย่ เลยถอดเก็บไว้

จะว่าไป นางชอบพลอยหลังเบี้ยแบบเรียบๆ มากกว่าการเจียขึ้นเหลี่ยมแบบเพชร
(คงใช้ศัพท์คำว่า "ลุกเพชร" ใช่หรือเปล่าคะ)
ถ้าออกแบบขึ้นเรือนเก๋ๆ หน่อย นางว่าดูคลาสิก แต่เพื่อนนางที่ทำพลอย
เคยเล่าให้ฟังว่า พลอยที่น้ำดีๆ จะเจียเป็นเหลี่ยมแบบเพชร
เพราะจะสะท้อนแสงแสดงความงามของน้ำพลอยได้ดีกว่า

เพิ่งทราบว่าคุณภาคิมเคยทำทัวร์ด้วย
นางเคยได้ยินบ่อยๆ ค่ะ เรื่องทัวร์ที่พานักท่องเที่ยวไปลงตามแหล่งอัญมณี
โดยเฉพาะที่เป็นข่าวกันอยู่พักใหญ่ ที่เรียกกันว่า "ทัวร์ศูนย์เหรียญ"
ไม่ดีเลยนะคะ...เสียชื่อหมด
เรื่องค่าน้ำค่าขนมของไกด์ นางก็ว่าเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับกันทั่วไป
แต่ขอให้สินค้าที่ลูกค้าซื้อมีคุณภาพตามที่เขาต้องการ
ก็เป็นการซื้อขายที่ตรงไปตรงมา

เรื่องบันทึกที่นางเขียน ส่วนใหญ่เป็นมุมมองของนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ คนหนึ่ง
อาจแทรกความรู้ที่ตัวเองศึกษาก่อนเดินทางลงไปบ้าง
นาง กับ คุณภาคิม เหมือนกันอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ
ก่อนเดินทางจะต้องศึกษาข้อมูลสถานที่ที่จะไปเสียก่อน
เพราะจะทำให้เรารู้ที่มาที่ไปของสถานที่นั้นๆ
คงต้องขอคิดดูก่อนค่ะ ว่าจะมาลงดีหรือเปล่า
มันเป็นบันทึกส่วนตัว...ที่คิดเพียงว่า จะเก็บไว้อ่านตอนที่เราแก่ตัวลง
ไปไหนมาไหนไม่ไหวแล้วน่ะค่ะ

ปลายปีนางวางแผนจะไปเที่ยวเมืองพุกาม
ตั้งใจไปมาหลายปีแล้วค่ะ แต่ไปไม่ถึงเสียที
คุณภาคิมเคยไปหรือยังคะ



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:5:27:43 น.  

 
คุณชุ้น....

คุณภาคิมเล่าเพลินดีนะคะ
ความรู้จากประสบการณ์...
บางทีก็หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:5:30:57 น.  

 
สวัสดีครับ คุณเพรง.เพยีย

อธิบายทีละเรื่องละกันนะครับ

การส่งสัญญาณใต้ผ้าสีดำนั้น สองฝ่ายเห็นก่อนแล้วว่าราคาน่ะหลักหมื่นหรือหลักแสน การใช้นิ้วมือทั้งสิบใต้ผ้าดำน่ะ เป็นการบอกอยู่แล้วว่า สองแสน สามแสน ก็ชูตามที่นิ้ว ต่อรอง ต่างก็ยื่นราคาโดยใช้ซายน์ที่นิ้ว ถ้าตกลงราคา ก็รู้กันสองคน เขาจะกำมือกันว่า ราคานี้แหละ

แต่เหตุการณ์แบบนี้ อาจจะยังมีอยู่นะครับ เพราะผมเล่าเหตุการณ์นี้น่ะ นานมากแล้ว สมัยเรียนจบใหม่ ๆ ขออนุญาตไม่เอ่ยแหล่งนะครับ เพราะพม่ามีชนกลุ่มน้อย ที่เราลักซื้อ ลักขาย พวกนี้อาจไม่ต้องใช้ซายน์มือ ที่พม่ามีลำเหมือง ทั้งของรัฐบาล และที่ขโมยขุด คงปราบกันไม่หมดหรอกครับ

เจ้านายผมเขาซื้อขายตรงกับพ่อค้าที่คุ้นเคยกันมานาน ส่วนใหญ่ หยกสีชั้นเลิศนี่ เขาซื้อมาเลย ประมูลเหมา เห็นแล้วตื่นตะลึง เพราะสีเขียว สวย สด ใส ขึ้นเรือนทอง เราต้องมีแผ่นทองปิดก้นนะครับ แต่เปิดรูทองไว้ให้แสงผ่าน ไม่เหมือนกับการขึ้นเรือนของทับทิม ไพลิน มรกต เพราะพลอยเหล่านั้น เราไม่ค่อยซื้อเป็นก้อนมาผ่า หรือมาเผาเอง ส่วนใหญ่ซื้อที่เจียระไนมาแล้ว แต่ก่อนจะมีบ้างที่เจียระไนโดยมือ แต่ในความคิดของผมน่ะ เจียรจากเครื่องซะมากกว่า เพราะเจียรพลอยที่ดี เหลี่ยมต้องเล่นแสง มองไปถึงคิวเลท คือโคนสุดของพลอย มองลึก ก็ยังเห็นความงาม พลอยแทบทุกชนิดจะมีตำหนิ การฮีท หรือการเผาพลอยน่ะ จำเป็นครับ ที่ว่าจำเป็นเนื่องจากว่า การเผาพลอยโดยใช้ความร้อนที่พอเหมาะ เพื่อลดตำหนิ และในบางกรณีก็ยังทำให้ได้พลอยสีดีขึ้นมาด้วย แต่ก็อีกนั่นแหละ บางครั้งก็เจ๊งเหมือนกัน เพราะเผานานจนพลอยดำ ตำหนิหาย แต่พลอยก็เสียด้วย หมดราคา

อย่างทับทิม( ruby) ความนิยมก็ยังเป็นทับทิมที่เจียระไนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นround cut, oval cut , square cut ,heart shape ซึ่งการเจียระไน ต้องขึ้นอยู่กับรูปพลอยแต่แรก เพื่อไม่ให้เสียเนื้อพลอยมากนัก ขึ้นเรือน ก็ต้องเปิดก้น เพื่อให้แสงผ่านทะลุ ที่เรียกว่า transparent ( โปร่งใส ) เนื่องจาก หยก ที่ผมชอบกล่าวว่า translucent ( โปร่งแสง ) นะครับ ถึงทำเป็นหลังเบี้ย

แต่ตามที่คุณเพรง.เพยีย บอกว่า ชอบพลอยหลังเบี้ย ทับทิมก็มีครับ แต่ควรจะมีสาแหรก สัก 6 ขา หรือ stars นั่นแหละครับ สาแหรก จะกลิ้งไปกลิ้งมา ของจริงจะเป็นแบบนั้น แต่ที่ขายตามดอยปุย มีไมนอริตี้ นั่งขายน่ะ ส่วนใหญ่ของปลอม ขอไม่เอ่ยชื่อไมนอริตี้นะ เดี๋ยวยุ่ง เพราะของปลอมเยอะมาก ทับทิมหลังเบี้ยขึ้นเรือนก็สวยครับ ออกแบบให้เหมือนของเก่า ก็ออกได้ เล่นฉลุลายทอง ช่างทองทำได้หมดครับ

ส่วนใหญ่แล้ว ต่างชาตินี่อยากเห็น แหวนเจ้าหญิงกันนะ ที่เรียกว่า Princess ring น่ะครับ เรียกกันว่าแหวนนพเก้า มีพลอยเก้าชนิด เรือนเหมือนมงกุฎน่ะครับ ไม่แน่ใจว่า อาม่าคุณจะเคยเห็นหรือเปล่า แต่น่าจะเคยได้ยินนะ ร้านเกือบทุกร้านจะมีแหวนเจ้าหญิง มันก็หน้าที่ที่ผมต้องอธิบายอีกแหละครับ ท่องจำไว้เลยนะ
เพชรดี มณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์

เชื่อว่าคุณคุ้นเคยแน่ ผมท่องจำไว้เลย เพราะต้องพูดปะกิตอธิบายเขา บุษราคัมนี่ ถึงจะสีเหลือง ก็ยังอาจจะเป็นไพลิน หรือควอซส์อีกนะครับ มันไม่เหมือนกัน โกเมน ก็พวกgarnet เป็นหินพวก semi-precious stone

ลืมบอกไปว่า เขาแบ่ง เป็น พรีเชียสสโตน หรืออัญมณี ก็ได้แก่ เพชร มรกต ทับทิม ไพลิน และก็หยอกพม่า
ส่วนเซไมพรีเชียส ก็เยอะมาก ครับ quartz , amethyst ,moonstone ,sandstone ,malachite โห เยอะมาก ผมลืม ๆ เลือน ๆ เหมือนกัน เรื่องชื่อ เพราะนานมากเหมือนกันนะ

ฉะนั้น ในแหวนเจ้าหญิง ก็รวมหลาย ๆ พลอยน่ะครับสวยดี โบราณดี ว่าไปแล้ว อเมริกันนี่แหละที่ชอบงานแฮนด็เมดที่สุด ชอบความประหลาดของแหวน unusual design นี่ก็ของโปรดเธอเลย ซึ่งต่างกับชาติอื่น ๆ นะ ชาติเยอรมันนี่ไม่ค่อยเรื่องมาก แต่คุณป้าฝรั่งเศศนี่ สุดยอด คุยดังที่สุด ถ้าผมเปรียบเทียบล่ะก็ คุณเพรง.เพยียจะตกใจ เพราะคุยโขมงโฉงเฉงจริง ๆ และอายุ จะ 80 ขึ้นไปด้วยซ้ำ พาขึ้นดอยสุเทพนี่ ขาขึ้น พานั่งรถราง ขาลง คุณป้า คุณลุงขอลงบันไดนาค ผมล่ะหวาดหวั่นว่า จะมีใครหัวใจวายหรือเปล่า แต่ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนั้น นอกจาก ขาสั่นพั่บ ๆ กว่าจะจูงกันลงไปร้านขายหยก บนดอย ก่อนถึงลานจอดรถ ก็แทบแย่ ลุ้นกลัวป้าไปไม่ถึง


บนดอย มีร้านขายหยกชื่อดังครับ ร้านนี้รับรองและออกใบรับรองโดย ทีเอที องค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนี่แหละครับ ที่นี่มีโรงงานหยก มีเครื่องตัดหยก แกะสลักหยก ที่นี่แหละครับ มีการแกะสลักพระพุทธรูป ที่ผมพูดถึง

เขาเลือกก้อนหยก เลือกก้อนเสร็จ ตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม และใช้เข็มเพชร ขนาดต่าง ๆ ตั้งแต่ขนาดใหญ่ จนถึงรายละเอียด
ขั้นตอนการแกะสลัก ก็ต้องใช้น้ำ ลดการเสียดสี
สุดท้ายก็ลงแป้ง ขัดให้มันวาว ขั้นตอนสุดท้ายนี้ จะเก็บรายละเอียด ขัดมันโดยใช้ไม้ไผ่ครับ

ดูก็เพลินดี แต่เขามักโชว์แต่แกะสลักที่เป็นของที่ระลึก อย่างเช่นแกะสลัก ช้าง หรือสัตว์นานาชนิดน่ะครับ ชิ้นใหญ่ ๆ เขาทำที่โรงงานข้างล่าง ไม่ค่อยให้ใครได้ไปดูเท่าไหร่

เหมือนกับ แคนตันบอล ที่แกะสลักงา ที่เป็นเหมือนลุกบอล แต่แกะสลักลงไปหลาย ๆ ชั้น มากกว่า สิบชั้นในลูกเดียว สวยมากครับ แต่คาดว่าระยะหลัง ไม่น่าจะมีงาช้างมาขาย เนื่องจากการอนุรักษ์ช้างนี่แหละ

เรื่องการแกะสลัก หยกเนื้ออ่อน เนื้อแข็ง ยาก ง่าย ก็ไม่น่าต่างกัน แต่ถ้าคุณเห็นแล้ว คุณจะไม่ค่อยอยากได้หยกเขียนเนฟไฟร้ท์เท่าไร มันเขียว ๆ ตัน ๆ ผมว่าไม่ค่อยสวยนะ แต่อันนี้ ขึ้นอยู่กับสายตาและความชอบอีกนั่นแหละ

การที่หยกพม่ามีหลายสี เวลาขัดแล้วมันวาว ดูสวยครับ อยากให้เห็นจัง อธิบายแบบจินตนาการนี่ยากจัง

เรื่องการแกะหินศิลาแลงที่เขมรนี่ ผมว่า ไม่น่าจะแกะยาก ถ้าใช้เครื่องมือสมัยนี้ทำ แต่ยุคนั้นสิ เขาใช้เครื่องมืออะไรบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ได้ใช้เครื่องแน่ การแกะสลักภาพนางอัปสรา ที่บันทายเสรีนี่ มันน่าทึ่ง น่าอัศจรรย์ใจเป็นทุน แต่ด้วยความรู้สึกขลัง และเหมือนมีวิญญาณโบราณรอบ ๆ ตัวเรา บรรยากาศแบบนั้นสิ ที่น่าขนลุก มันบรรยายความขลัง อลังการออกมาไม่ค่อยได้อย่างใจ


เรื่องกำไลหยก ถ้าใส่มือซ้าย ก็ไม่ค่อยกะเทาะ กระทบ แต่ถ้ามือขวา เราทำงาน ก็อาจร้าว คนจีนมักถือ ไม่สิ ! ต้องว่า คนเอเชียส่วนที่เชื่อเรื่องโชคลางต่างหากนะ ที่ถือเรื่องเหล่านี้

แต่เครื่องประดับน่ะครับ เป็นปัจจัยที่หกละกัน เป็นความสุขส่วนตัว เพราะบางคนก็พูดว่า มันก็แค่หินธรรมดา ที่คนให้คุณค่ามันขึ้นมา ผมทำงาน บางทีก็เจอฝรั่งปากเสียเหมือนกัน หลายต่อหลายเหตุการณ์ แต่ผมไม่ไว้หรอกครับ ผมก็จัดการตามวิธีการของผม ไม่ถึงขนาดต้องตำหนิโหด ๆ หรอกครับ จัดการไปตามที่เหมาะที่ควร

พิมพ์ไปเรื่อยแล้วนั่น ไว้สนใจอะไร อย่าเผลอถามผมนะ เดี๋ยวผมมาตอบจริง ๆ อ่านตาแฉะแน่
ไว้ว่าง ๆ จะมาเล่าให้ฟังครับ ถ้ายังอยากฟัง

ผมไม่มีโปรแกรมไปไหน ปลายปี แต่อาจหายสักพัก เร็ว ๆ นี้ เพราะเพื่อน ๆ จะมา ไม่ทราบว่าจะถูกลากไปไหน

ขอพักแค่นี้ วันนี้ก่อนครับ ผมพิมพ์ไม่ค่อยปะติดปะต่อแล้ว เพราะทำงานไปด้วย ว่างก็มาพิมพ์ งง ๆ ตรงไหนก็ถามมานะครับ

ไว้รออ่านกลอน หรือ ฉันท์ที่คุณชอบเขียนดีกว่า ปลายปีก็รออ่าน เรื่องเล่า หรือกลอนจากพุกาม ท่าทางจะน่าสนุก และคงได้เห็นภาพสวย ๆ อีกเป็นแน่








ถือโอกาสสวัสดีคุณชุ้นนะครับ



โดย: ภาคิม วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:13:37:13 น.  

 
มาแอบอ่านคุณภาคิมด้วยคะคุณนาง อิอิ


โดย: mameehanako วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:2:43:52 น.  

 
สวัสดีอีกครั้งค่ะ...คุณภาคิม

โอ้โห...ได้ความรู้เรื่องอัญมณีมาอีกมากทีเดียวค่ะ
ที่คุณภาคิมพูดถึงแหวนเจ้าหญิง หรือ "แหวนนพเก้า"
ทำให้นางคิดถึงเครื่องประดับของนางในวังสมัยก่อน
นางเคยเห็นในพิพิธภัณฑ์ ทั้งที่วังหลัง และ ที่อยุธยา
มีเครื่องทรงหลายชิ้นที่ประดับไปด้วยพลอยหลายชนิด
นางก็ไม่ได้นับเสียด้วยสิคะว่ามีกี่ชนิด
แต่ถึงจะนับ...ก็คงแยกไม่ออกอยู่ดี
ถ้ามีครบ 9 ชนิด ก็น่าจะเรียกว่า "นพเก้า" ได้เหมือนกัน
อ้อ...มีดาบประจำองค์พระมหากษัตริย์ด้วยค่ะ
ที่เห็นว่ามีพลอยประดับอยู่หลายชนิด สวยมากจริงๆ ค่ะ

นางประเภทแพ้ของแกะสลักค่ะ เห็นเป็นไม่ได้ ต้องขอเข้าไปดูใกล้ๆ
ไม่ว่าจะแกะหิน แกะไม้ งาช้าง แม้แต่ผักผลไม้
โดยเฉพาะยิ่งงานชิ้นเล็กๆ ละเอียดๆ อย่างงาช้างลุกบอล
ที่คุณภาคิมเล่านั่นล่ะค่ะ ไม่รู้แกะได้ยังไง
เป็นชั้นซ้อนกันอยู่ข้างในแบบนั้น เห็นแล้วทึ่งจริงๆ ค่ะ

แล้วจริงหรือเปล่าคะ ร้านที่ได้รับใบรับรองจากการท่องเที่ยวแล้ว
เป็นร้านที่สามารถไว้ใจได้ ว่าจะไม่เอาของปลอม
หรือ ของคุณภาพต่ำมาขาย
ช่วงที่นางได้ข่าวเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ
ร้านค้าที่มีปัญหา...ก็เป็นร้านที่ได้รับใบรับรองเหมือนกัน
อันนี้นางอ่านจากข่าวที่เขาทำเป็นสกู๊ปพิเศษนะคะ
จริงเท็จอย่างไรก็ไม่แน่ใจค่ะ

เครื่องประดับพวกเพชร พลอย ก็คงเป็นกลุ่มๆ ที่ชื่นชอบกลุ่มหนึ่ง
แต่หลายคนเขาก็ชอบสะสมเป็นทองมากกว่า
เพราะจะเก็บนานอย่างไร ราคาก็เป็นไปตามราคาตลาด
สำหรับตัวนางเอง...เฉยๆ กับวัตถุพวกนี้ค่ะ
แต่ชอบดูในความในแง่ของลวดลาย และ การออกแบบมากกว่า
มันเป็นทั้งศาสตร์ และ ศิลป์ ที่เป็นความสามารถเฉพาะ
ของทั้งผู้ออกแบบ และ ผู้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา
ที่ช่วยส่งเสริมให้หินสีเหล่านี้ดูมีคุณค่า จนกลายเป็นอัญมณีขึ้นมา

ขอบคุณมากนะคะ ที่เอาชื่ออัญมณีมาให้ท่อง ถูกใจมากๆ
ภาษาไทยนี่มีเสน่ห์ตรงนี้แหล่ะนะคะ
มีเทคนิคหาคำสัมสัมมาใช้ ทำให้จำได้ง่าย

คุณภาคิมมีเรื่องอะไรมาเล่าสู่กันฟัง นางก็ยินดีนะคะ
เรื่อง เพลง หรือ เทคนิค แต่งบล็อก ไม่ต้องเกรงใจที่จะถามนะคะ
ถ้านางทราบ ก็ยินดีเต็มที่ค่ะ



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:5:37:48 น.  

 
คุณจีน.....

ได้ความรู้เยอะเลยนะคะคุณจีน ดีเนอะ



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:5:42:31 น.  

 
ถึงคุณเพรง.พเยีย (นางน้อย) และ คุณภาคิม

ได้ความรู้เพิ่มขี้นมากเลยค่ะ เป็นคนนึงที่นิยมนวรันต์มากค่ะ มีความรู้สึกว่า หากมีอยู่ติดกายแล้วสบายใจ

อยากขอความรู้นางน้อย และคุณภาคิมนะคะ ว่า อย่างเราคนธรรมดาเนี่ยะ ควรสวมใส่แหวนนวรัตน์ทรงพุ่มข้าวพิณฑ์ (ทรงมงกุฎ) หรือเปล่า ? (อ่านจากตำรา เค้าบอกว่าเป็นของเจ้านายน่ะค่ะ)

ดีใจนะคะ ที่ได้แวะเข้ามาเยี่ยม และได้มีโอกาสรู้จักกับทุกท่าน

รักษาสุขภาพนะคะ


โดย: แพรนวล IP: 203.170.252.2 วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:10:37:27 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณแพรนวล

ต้องขอบอกว่านางไม่ได้มีความรู้เรื่องอัญมณีเลยค่ะ
แต่คุณภาคิมเคยทำงานด้านนี้โดยตรง จึงมีความรู้มาเล่าสู่กันฟัง
เอาไว้จะลองฝากถามคุณภาคิมให้นะคะ

แต่ตามความเห็นส่วนตัวของนางเอง
ไม่น่าจะเป็นอะไรที่จะใส่
ในสมัยก่อน...ระบบวรรณะกษัตริย์
อาจจะมีข้อห้ามสำหรับคนธรรมดาสามัญมากมาย
แต่สมัยนี้ คงไม่ถือ ไม่ห้ามกันแล้ว
เราใส่ เพราะชอบในรูปแบบความสวยงาม
และนางว่าดีเสียอีก เป็นการเผยแพร่ศิลปะลวดลายเก่าๆ ให้อยู่สืบไป
เพราะสมัยนี้ คงมีน้อยไทยคนที่จะนิยมสวมแหวนลายโบราณ
มีแต่ฝรั่งที่เขาเห็นแล้วชอบ เลยกลายเป็นให้เขาอนุรักษ์แทนเราเสียนี่

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ มีเวลาก็แวะมาคุยกันได้
ยินดีต้อนรับเสมอค่ะ


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 12 มิถุนายน 2550 เวลา:5:01:27 น.  

 
นางน้อย

ดีใจค่ะ ที่ได้รู้จักกัน และต้องขอบคุณนางน้อยมากที่ยินดีเป็นธุระถามผู้รู้ให้ หวังว่าคงได้ความรู้แจ้งค่ะ (คงต้องขอรบกวนคุณภาคิมด้วย)

อ่าน ไดอารี่ แล้วเพลินดีค่ะ อยากมีโอกาสได้ไปร่วมก๊วนด้วยเหมือนกัน (แต่คงยากกกกกกก)

ฝากนางน้อยเรียงถ้อยร้อยความบรรยากาศ เมืองพุกาม ดีกว่าค่ะ

ถนอมสุขภาพนะคะ


โดย: แพรนวล IP: 203.170.252.2 วันที่: 13 มิถุนายน 2550 เวลา:16:45:10 น.  

 
คุณแพรนวล...

นางแวะไปที่บล็อกคุณภาคิม
ไม่ทราบปิดบ้านหนีไปเที่ยวไหน
เดี๋ยวรอคุณภาคิมกลับมา จะแวะไปถามให้
อดใจรอสักนิดนะคะ

ส่วนเมืองพุกาม เป็นแผนที่วางไว้ปลายปีค่ะ
แต่ยังไม่ลงตัวเลย



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 14 มิถุนายน 2550 เวลา:4:50:15 น.  

 
นางน้อยคะ

ขอบคุณมาก ที่อุตส่าห์เป็นธุระให้นะคะ


โดย: แพรนวว IP: 203.170.252.2 วันที่: 15 มิถุนายน 2550 เวลา:8:00:30 น.  

 
ด้วยความยินดีค่ะ คุณแพรนวล



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 18 มิถุนายน 2550 เวลา:5:44:28 น.  

 
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมblogค่ะ มีกลอนเพราะๆเยอะเลยค่ะ อ่านเพลินเลย
ขออนุญาติadd เป็นfriend blogนะคะ เผื่อจะแว้บเข้ามานั่งอ่านกลอนบ่อยๆ


โดย: ฟ้ากระจ่าง วันที่: 18 มิถุนายน 2550 เวลา:12:32:13 น.  

 
สวัสดีครับ คุณเพรง.พเยีย คุณแพรนวล

ผมจำได้แค่ว่าผมเข้ามาคุยกับคุณเพรง.พเยียกระทู้ไหนสักแห่ง แล้วก็ลืมว่า กระทู้อะไร จำได้แต่เชียงตุง แล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะเข้าตรงหัวข้อไหน แล้วก็มีคำถามที่คุณเพรง.พเยียถาม และผมก็ค้างคำตอบไว้หลายคำตอบ อย่าถือสาเลยนะครับ

เรื่องแหวนนพเก้านั้น มีความสำคัญมาตั้งแต่โบราณเพราะส่วนใหญ่แล้วใช่เฉพาะกับเจ้านาย หรือเจ้าแผ่นดิน ธรรมเนียมการใส่แหวนก็มีกฎเกณฑ์ค่อนข้างเยอะ ต้องคิดเสียว่า เรามีระบบกษัตริย์ เจ้าขุนมูลนายมาแต่ดึกดำบรรพ์ เป็นการแยกชนชั้นของเจ้านายกับคนธรรมดาสามัญด้วย แหวนนพเก้าเอง ถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตน์ราชวราภรณ์ในรัชกาลที่ ๔ สำหรับประทานฝ่ายหน้า มีชื่อต่างกันไป ผมจำชื่อไม่ค่อยได้ชัด แต่จะมีอัญมณีหรือรัตนชาติต่าง ๆ ประดับ และแหวนต่าง ๆ ที่เจ้านายใส่กันก็จะมีหัวพลอยที่ทำด้วยอัญมณีมีค่าต่าง ๆ กันออกไป และชาวบ้านก็ใส่เฉพาะแหวนเกลี้ยงน่ะครับ หรือถ้าจะใช้ได้ ก็จะมีกฎให้ใช้พลอยได้ 2 สีคือ เขียว หรือ แดง เท่านั้น มันเป็นข้อจำกัดให้แตกต่างน่ะครับ

และบวกกับความเชื่อของไทย ก็จะให้คุณค่าของหินว่าเป็นพลังธรรมชาติต่าง ๆ นานา หรือเป็นจุดรวมจักรวาล อันนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อ และความชอบ
การให้คุณค่าของหินสี แร่รัตนชาติ หรืออัญมณี ก็มีมาโดยตลอด นอกจากนี้ก็จะเป็นการใส่พลอยตามราศีเกิด ช่วยให้ตัวเองสบายใจอย่างที่คุณแพรนวลพูดถึง ก็จะมีพลอยประจำเดือนเกิด ผมเลือนรางมากเหมือนกันครับ กำลังคิดจะไล่เรียงดูนะ

มกราคม ก็จะเป็น การ์เน็ต โกเมน สีออกน้ำตาล เป็นกึ่งอัญมณี

กุมภาพันธ์ เป็น อาร์เมทิส พลอยสีม่วงดอกตะแบก กึ่งอัญมณี

มีนาคม aquamarine พวกนี้สีฟ้า แต่ก็กึ่งอัญมณีอีก

เมษายน เป็นไดม่อน แน่นอน จำแม่นเพราะเป็นเดือนเกิดของผม

พฤษภาคม emerald หรือ บางทีเราก็ใช้ jadeite หรือหยกพม่าเลยครับ ที่เป็นสีจักรพรรดิน่ะ สีเขียวใส สวย มรกตมีความแข็งมาก แต่เปราะ ไม่ค่อยนำมาทำเป็นพิ้งค์กี้ริง หรือแหวนก้อย เพราะกะเทาะง่าย และแตกง่าย คนไทยไม่ค่อยนิยมหลอยร้าว ยิ่งถ้าถือโชคลางล่ะก็ อาจจะไม่กล้าใส่อีกเลยเช่นกัน

มิถุนายน มุกครับ จะเซ้าซีเพิร์ล หรือ แบล็คเพิร์ล ก็แล้วแต่กำลังทรัพย์

กรกฎาคม ก็ แซฟไฟร์ ไพลินครับ สีที่ดีสุดก็จะเป็น Cornflower Blue นะ ตอนเรียนเป็นแบบนั้น คือไม่เข้ม ไม่อ่อนเกินไป พลอยเมืองจันท์จะเข้มแบบ อิงกี้บลู แต่พลอยจากเหมืองพม่าจะสวยมาก สีเหมือนกำมะหยี่ ไพลินนี่เป็นอัญมณีครับ

สิงหาคม เป็นเพริดอต เขียวใส ๆ สะอาดตา เหมือนเขียวใบไม้ บอกไม่ถูก เขียวเย็น ๆ เป็นกึ่งอัญมณีครับ เชื่อว่าคุณต้องเคยเห็นบ่อย ๆ เพราะเค้าชอบมาร้อยเป็นสร้อยคอ เหมือนเศษหิน ตามร้าน Gems เขาชอบร้อยรวมสีสร้อยคอพวกกึ่งอัญมณีก็มี เพริดอต อาร์เมทิส การ์เน็ต และสีตระกูลควอทซ์ทั้งหลาย สวยดีครับ ไม่แพงมาก

กันยายน ก็ แซฟไฟร์ ไพลินครับ สีที่ดีสุดก็จะเป็น Cornflower Blue นะ ตอนเรียนเป็นแบบนั้น คือไม่เข้ม ไม่อ่อนเกินไป พลอยเมืองจันท์จะเข้มแบบ อิงกี้บลู แต่พลอยจากเหมืองพม่าจะสวยมาก สีเหมือนกำมะหยี่ ไพลินนี่เป็นอัญมณีครับ

ตุลาคม ก็โอปอ พวกนี้มีหลายสี แรก ๆ เห็นผมก็ชอบ เค้าจะเอาโอปอมาวางแบบดับเบล็ต คือวางพื้นด้วยนิลดำ หรือแบบทริปเป็ต วางเรียงสามชั้น เพราะโอปอ เปราะ แต่สาว ๆ จะชอบ สีชวนฝันครับ ยิ่งวางพื้นสวย ๆ นี่ จับไม่วางก็แล้วกัน

พฤศจิกายน ก็ โทปาซ ตระกูลควอทซ์ครับ สีฟ้า ๆ สวยดี แต่ก็กึ่งอัญมณี

ธันวาคมนี่ เทอร์คอยซ์ turquoise สวยครับ เนื้อตัน มีลายเส้นสีทองพาด ยิ่งมีราคา บางคนก็ชอบออกฟ้าหน่อย แต่ผมชอบสีน้ำเงินเข้มพาดลายเส้นทองในเนื้อหิน อันนี้เห็นพี่เบิร์ดชอบใส่ เพราะเขาเกิดเดือนนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้ แต่อาจจะเชื่อเรื่องความสิริมงคลของพลอยแต่ละชนิดก็ได้ อันนี้มันคือความสุขส่วนตัว


ส่วนแหวนนพเก้าทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ในปัจจุบันที่เห็นนั้น ไม่ได้ทำแค่แหวนครับ ทำเป็นกำไล จี้ ต่างหูเข้าเซ็ตเลยครับ บางครั้งอาจจะไม่ใช้พลอยทั้งเก้าชนิดตามที่ผมเขียนตอบไว้ข้างต้นโน้นน่ะ แต่จะเป็นพลอยสีเดียวตามวันเกิด ก็ได้ แต่ทรงเป็นมงกุฎนั่นแหละครับ อย่าว่าแต่คนไทยเลย ฝรั่งก็ชอบนักแล อาจจะเป็นเพราะไกด์ชอบเล่านิทานเหมือนผมก็ได้ เล่านั่นเล่านี่ เขาก็อยากเห็น อยากซื้อเป็นที่ระลึก

ถึงแม้เราจะนำมาใส่ตอนนี้ ผมก็ไม่เห็นว่าแปลกนะครับ ยุคสมัยเปลี่ยนไป ไม่จำกัดว่าใครจะใส่ เพราะแต่ก่อนก็เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากว่า มีแต่เจ้านายชั้นสูงเท่านั้นที่จะมี จนกระทั่งมีเรื่องเล่าว่าตามหาผู้สูงศักดิ์โดยการเอาแหวนนพเก้านี่แหละที่เป็นเครื่องยืนยันความสูงศักดิ์

แหวนเดี๋ยวนี้ แกะลายที่ตัวแหวน หรือฉลุลายได้สวยงามากครับ ช่างทองฝีมือดีครับ แต่ก่อนทองเปอร์เซ็นต์สูง สีจะเหลืองมาก แต่จะอ่อน
ช่วงหลังนี้ ถ้าทำขายส่วนใหญ่จะทอง 14 k หรือ 18 k ซึ่งมีเนื้อทอง อยู่ 585 หรือ 750 ตามลำดับ จะแสตมป์ไว้ที่ตัวเรือนน่ะครับ ทอง 585 ก็แข็งหน่อย กันหัวพลอยหลุด โดยเฉพาะยามฝังเพชร

ราคาแหวนเจ้าหญิง ก็แตกต่างกันออกไป เพราะบางที เขาใช้ เพริดอต แทน มรกต หรือใช้ การ์เน็ต แทน รูบี้ ใช้ คิวบิก เซอร์คอเนียม หรือเพชรรัสเซียแทนเพชรน่ะครับ การซื้อไว้เป็นที่ระลึก บางทีก็เพียงให้ครบพลอยเก้าอย่าง และรูปทรงเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ ก็ใช้ได้แล้ว เหมือนได้เห็นอะไรที่เป็นไทย ๆ

ส่วนคุณแพรนวลคิดว่าอยากใส่เพื่อความสบายใจ ผมก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะคนที่ชอบสะสม แหวนหัวพลอยต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เพชรนี่ ผมถือเป็นความสุขส่วนตัวครับ เพราะมันไม่ได้มีค่าในการซื้อมาเพื่อขายต่อ แต่เป็นของเก็บ หรือเป็นมรดกไว้ให้ลูกก็ได้ และถึงขายก็ไม่ได้มีราคาเหมือนเพชร หรือทองจีน ที่ซื้อไว้เก็งกำไร การให้ค่าสิ่งของใด ๆ มันก็ขึ้นอยู่กับคน และรสนิยมส่วนตัวครับผม

มีคำกลอนซึ่งผมไม่ได้แต่งเกี่ยวกับแหวนนพเก้านะครับ เอามาให้อ่านเล่นนะครับ เพราะผมอยากเขียนอะไรเยอะกว่านี้ แต่ตอนนี้เหมือนไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนก่อนเท่านั้นเอง


เพชรยิ่งใหญ่ ไพรี ไม่มีกล้ำ
ทับทิมนำ อายุยืน เพิ่มพูนผล
อุดมลาภ ยศศักดิ์ ประจักษ์ดล
มรกต กันภัยพ้น ผองเล็บงา

บุษราคัม ฉาบเสน่ห์ ไม่เสแสร้ง
โกเมนแจ้ง แคล้วพาลภัย ใจสุขา
ไพลินย้ำ ความร่ำรวย ช่วยนำพา
มุกดาหาร เสน่หา น่าเมียงมอง

อันเพทาย ช่วยกันโทษ ที่โฉดเขลา
ไพฑูรย์เล่า กันฟอนไฟ ภัยทั้งผอง
ดลบันดาล ให้เทวา มาคุ้มครอง
สบสนองคุณค่าแจ้ง แห่งนพรัตน์


ไว้คุยกันในโอกาสต่อ ๆ ไปนะครับ





โดย: ภาคิม วันที่: 20 มิถุนายน 2550 เวลา:10:28:20 น.  

 
ขออภัยครับ กรกฎาคม เป็นทับทิม ผมวางผิด ลืมลบออก กรกฎาคมเป็นรูบี้ สีแดง สีที่นิยมคือแดงเลือดนกพิราบ หรือ พีเจี้ยน บลัด คัลเลอร์น่ะครับ ความแข็งก็ 9 โมห์เสกล รองจากเพชรนั่นแหละครับ


กลัวคุณเพรง.พเยีย กับคุณแพรนวล สับสน ผมพิมพ์ในเวิร์ด ก็อปออกมา ลืมลบตรงแซฟไฟร์ออก

ขออภัยครับ



โดย: ภาคิม วันที่: 20 มิถุนายน 2550 เวลา:10:34:22 น.  

 
นางน้อย และ คุณภาคิมคะ

ขอบคุณ ขอขอบคุณ ขอขอบพระคุณ มากๆๆๆๆๆ ค่ะ ได้ความรู้มากมายนะคะ เป็นวิทยาทานเลยล่ะค่ะ

ขอเล่าซักนิดนะคะ แต่เดิมก้อเป็นคนที่หลงไหลไปตามกระแส ใครเค้าชอบอะไร ก้อคลั่งไคล้ไปตามนั้น...

ราวสองสามปีที่ผ่านมา ได้ผ่านตาไปอ่านงานเขียนของท่านนึง (จำชื่อไม่ได้แล้วค่ะ แย่จริง) ทำให้สนใจเรื่องราวของหินสี รัตนชาติ จนไปถึง นวรัตน์ (Naratna) ประกอบกับเริ่มเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับ นวรัตน์ เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกชอบมาก ยิ่งได้หัดอ่านไตรภูมิพระร่วง (อ่านยากจริงๆๆๆ) ก้อเริ่มทราบความเกี่ยวโยงระหว่างดวงดาว กับ อัญมณีทั้งเก้า ยิ่งเรานำมาศึกษาร่วมกับ "มหาทักษา" ก้อยิ่งน่าสนใจ

ตั้งแต่นั้นมาก็ชอบค่ะ แต่ขาดความรู้แจ้ง และไม่สามารถพินิจพิเคราะห์ได้ด้วยตัวเอง ว่าสิ่งที่ได้มานั้นเป็นของจริงหรือไม่ ? พลอยธรรมชาติหรือไม่ ? เหมาะควรหรือไม่ ? ก้อเลยยิ่งต้องหาความรู้ใส่ตัวค่ะ

แต่ก้อนั้นล่ะค่ะ อย่างที่คุณภาคิมพูดนะคะ ถ้ามันเป็นความสุขแล้ว ก้ออย่าไปเครียดมาก พอดีพอร้าย กลายเป็นทุกข์ซะอีก

หากมีอะไรแนะนำ ยินดีมากๆๆ นะคะ







โดย: แพรนวล IP: 203.170.252.2 วันที่: 20 มิถุนายน 2550 เวลา:16:48:45 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณภาคิม, คุณแพรนวล

ขอเป็นพรุ่งนี้ค่อยมาคุยต่อนะคะ
มีบางเรื่องอยากถามเพิ่มเติมเหมือนกัน
วันนี้สายมากแล้ว ขอรีบออกไปทำงานก่อนค่ะ



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 21 มิถุนายน 2550 เวลา:5:49:17 น.  

 
คุณภาคิม, คุณแพรนวล

ที่คุณภาคิมเล่าว่า ทอง 14 k หรือ 18 k นี่ได้ยินอยู่เป็นประจำ
แต่ตัวเลขที่บอกว่า มีเนื้อทอง อยู่ 585 หรือ 750 ตามลำดับ
หมายถึงอะไรเหรอคะ จะหมายถึงอัตราส่วน
ระหว่างโลหะที่นำมาหลอมรวมกันหรือเปล่า
ถามแบบคนไม่รู้จริงๆ นะคะ อย่าหัวเราะกันนา

นางชอบ ก็พวกทองสุโขทัยค่ะ ทำลวดลายโบราณสวยมาก
เคยเห็นลักษณะเป็นทรงมงกุฎเหมือนกัน พวกกำไรข้อมือนี่ก็สวย
ส่วนใหญ่ได้แต่มองความปราณีตสวยงามที่ช่างทำขึ้นได้ค่ะ
หาโอกาสใส่ยาก ขืนใส่ไปเดิน มีหวังแขนขาดแน่ๆ

เรื่องพลอยตามราศีเกิด...
นางเกิดเดือนมิถุนายน...เครื่องประดับประจำเดือนเกิด คือ มุก
แต่มุกนี่ เครื่องประดับที่นางเฉยๆ กับมันมากที่สุด
เคยเห็นเขาเอามาทำจี้เป็นรูปหยดน้ำ ใส่กับสร้อยทองคำขาว สวยดีค่ะ
เห็นเขาขายกัน แต่ดูไม่ออกหรอกค่ะ ว่าของจริงหรือเปล่า

นางพอทราบมาว่า บ้านเรามีการเลี้ยงกันเป็นฟาร์มแล้ว
เอมุก เซ้าซีเพิร์ล หรือ แบล็คเพิร์ล เกิดจากหอยชนิดเดียวกันหรือเปล่าคะ
แล้วบ้านเราเลี้ยงได้ทั้งสองชนิดเลยมั้ยคะ
ใครมีฟาร์มไข่มุกนี่ สงสัยต้องมียามเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง
เหมือนตามถ้ำตามเกาะที่มีรังนกเนอะคะ

นางเคยไปดำน้ำที่หมู่เกาะตะรุเตา...ตรงร่องน้ำจาบัง
จะมีกองหินใต้น้ำอยู่ สามารถดำดูจากผิวน้ำได้
โอ้โห…กองหินไม่ใหญ่ แต่อัดแน่นไปด้วยปะการังอ่อน สีแดงสดใส
แถมยอดหินที่อยู่สูงที่สุด มีหอยมุกอ้าปากโชว์มุกเม็ดงามใหญ่มากค่ะ
ดูไป ก็สงสัยไป ว่าอยู่รอดมาได้ยังไง
น่าเสียดายที่ได้ทราบข่าวมาว่า กองหินนี้ถูกคลื่นซึนามิพัดหายไปแล้ว

ขอบคุณคุณภาคิมนะคะ ที่มาช่วยแบ่งปันความรู้
ยินดีทุกครั้งที่ได้คุยกันค่ะ


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 22 มิถุนายน 2550 เวลา:5:19:05 น.  

 
สวัสดีครับ คุณเพรง.พเยีย

โทษทีครับ มาตอบช้า มัวเถลไถลไปที่อื่น ทองคำเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย ตัวแทนค่าเงินตรา บ้างก็ว่าให้คุณผู้หญิงค้อนเล่นนั่นก็คือ ทองเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ทนทานของผู้ชาย เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นคือทองเป็นโลหะที่ไม่หมอง ไม่เป็นสนิม สีสันไม่จาง แหะ แหะ คุณจะเถียงก้ได้นะว่าทำไมต้องเทียบกับผู้ชาย เพราะผู้ชายไม่กร้าว ไม่แข็ง ไม่ทนทานอย่างทองหรอก สำหรับผมเห็นว่า ความดีอย่างทอง ก็พอเข้าท่า

เรื่องแหล่ง เรื่องคุณสมบัติ ผมขอผ่านนะ เขียนอีกอาทิตย์ก็ไม่หมด เพราะผมแปลไว้เยอะเลย แต่ผมจะเอาที่คุณถามนะ

ความจริงแล้ว ราคาของเครื่องประดับอยู่ที่อัญมณี หรือพลอย ประมาณ 70-80 % น่ะครับ แต่ตัวเรือนทองก็ต้องรู้ไว้นะ

k หรือ karat กะรัต คือเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของทอง
ทอง 24 k คือทองคำแท้ หรือทองคำบริสุทธิ์ 100 % ประกอบด้วยทอง 24 ส่วน คุณสมบัติอ่อนเกินไปที่จะนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ต้องผสมโลหะอื่นเพื่อเพิ่มความคงทนในการใช้งาน

ฉะนั้น ทอง 14 k คือ ทอง 14 ส่วน เหลืออีก 10 ส่วนเป็นโลหะอื่น เช่นเดียวกับทอง 18 k นั่นหมายถึงว่า อีก 6 ส่วนเป็นโลหะผสมอื่น ๆ

การดูความบริสุทธิ์ของทองนั้น ดูที่ตราประทับ 22 k / 18 k /14 k ซึ่งบางครั้งแทนด้วย 90 %/ 75%/ 58.5 % แต่ทางแถบยุโรป อาจใช้ตราประทับว่า 750 สำหรับทอง 18 k และ 585 สำหรับทอง 14 k ครับ

คุณภาพของทองเนื้อแท้นั้น ในเมกาถือว่า เครื่องประดับที่มีส่วนผสมทองต่ำกว่า 10 k ไม่ถือว่าเป็นทองคำแท้ และไม่ประทับตราว่า k เป็นอันขาด เครื่องหมายบ่งบอกคุณภาพนี้ ดูจากตัวเรือนของเครื่องประดับแต่ละชิ้น

ส่วนทองปลอม ไว้เล่าวันหลังเนาะ เช้านี้ผมยุ่งน่ะ
และผมจะเล่าเรื่อง มุกด้วยครับ มุกเลี้ยง มุกธรรมชาติ ที่คุณถาม ไว้ว่าง ๆ ผมจะเข้ามาครับ




โดย: ภาคิม วันที่: 25 มิถุนายน 2550 เวลา:9:39:03 น.  

 
คุณภาคิม.....

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่มาเล่าสู่กันฟัง
ถ้ามีเวลา แวะมาคุยเรื่องมุกให้ฟังอีกนะคะ
น่าสนใจมาก โดยเฉพาะมุกธรรมชาติ
นางรอฟังแล้วกันนะคะ


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 27 มิถุนายน 2550 เวลา:5:54:03 น.  

 
นางน้อยจ๋า

มีเรื่องเล่าสู่กันฟังนิดหน่อย สำหรับการอัญมณีประจำตัวนั้น หากเราสามารถเลือกที่เหมาะกับเราได้ จะดีนะจ๊ะ (เป็นความเชื่อของแพรเอง)

การที่เราจะเลือกว่าอะไรจะเหมาะกับเรา ควรพิจารณาจาก ลัคนาราศีเกิดจ้ะ หมายความว่า เราต้องตรวจสอบลัคนาราศีจากตำรา ว่า เราตกอยู่ในลัคนาราศีอะไร โดยจะมี วัน เดือน ปี และเวลาเกิดของเราเข้ามาเกี่ยวข้องจ้ะ

ยกตัวอย่างเช่น ของแพรเอง เนี่ยะ เกิดเดือน พฤศจิกายน น้า หากทั่วๆ แล้ว ก้อน่าจะคู่กับโทพาส หรือ บุษราคัม ประมาณนี้ (ราศีพิจิก)

แต่เชื่อมั้ยคะ ลัคนาราศีเกิดของแพร ตกอยู่ในราศีกุมภ์ อัญมณีที่เหมาะกับแพร จะเป็นพวก อะมาทิสต์ หรือ พลอยสีดอกตะแบก พลอยจำปาศักดิ์

เวลาเกิดจะเป็นตัวกำหนดค่ะ ว่า เราจะอยู่ในลัคนาราศีอะไร

ตอนนี้ แพรกำลังหัดอ่านตำรา "มหาทักษา" ค่ะ เริ่มต้นจากศูนย์เลยย แต่ก้ออยากมีความรู้เรื่องนี้ (เป็นความชอบค่ะ)

ไว้ถ้ามีความรู้มื่อไหร่ จะมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

ฝากสวัสดีคุณภาคิมด้วยค่ะ









โดย: แพรนวล IP: 203.170.252.2 วันที่: 28 มิถุนายน 2550 เวลา:14:20:09 น.  

 
คุณแพรนวล...

ขอโทษทีนะคะ ช้าไปหน่อย เพราะเพิ่งเข้ามาเห็น
ยังไง...ถ้ามีความรู้อะไรเห็นว่าน่าสนใจ
อย่าลืมแวะมาเล่าสู่กันฟังนะคะ



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 3 กรกฎาคม 2550 เวลา:5:42:55 น.  

 
สวัสดีครับ คุณเพรง.พเยีย

ผมไม่ลืมครับ มาช้าไปหน่อย ขอโทษด้วยครับ

ถือโอกาสอวยพรวันเกิดย้อนหลังด้วยครับ
ขอให้คุณมีความสุข และเป็นที่รักของคนในครอบครัวและคนรอบ ๆ ตัวนะครับ

มุกเป็นอัญมณีของเดือนมิถุนายน ได้รับความนิยมและมีค่ามานานแล้ว แต่มุกเป็นอัญมณีที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ไม่เหมือนแร่ที่อยู่ในดิน มุกเกิดจากหอยที่เรียกว่า mollusks คนละพันธุ์กับหอยนางรมที่เรากินนะครับ มุกเป็นอัญมณีที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง ไม่ต้องมาเจียรเหลี่ยมหรือขัดเงา ถึงแม้จะต้องเจาะรูเพื่อนร้อยสร้อย ขึ้นเรือน หรือต้องทำแหวนก็ตาม

ผมเข้าใจว่า คุณคงทราบมาบ้างแล้วแน่นอน อธิบายคร่าว ๆ นะครับ ไม่ลงรายละเอียด ปกติมุกก็จะมี มุกธรรมชาติ เกิดจากมุก มีการระคายเคืองจึงขับแคลเซียมคาร์บอเนตที่เรียกว่าnacre ออกมาหุ้มสิ่งแปลกปลอมหลาย ๆ ชั้น มุกมักจะมีรูปกลมก็ต่อเมื่อสิ่งแปลกปลอมในหอยเป็นรูปทรงกลม ถ้าสิ่งแปลกปลอมมีรูปทรงไม่ปกติ มุกก็จะมีรูปทรงไม่ปกติ ส่วนมุกเลี้ยงหรือcultured pearl จะเกิดจากการใส่เม็ดกลม ๆ ของmother of pearl เข้าไปในหอยmollusk หลังจากนั้นก็นำหอยไปเลี้ยงในทะเล การเกิดก็เหมือนธรรมชาติคือมีการขับน้ำเมือกnacre ออกมาคลุมเพราะเกิดการระคายเคือง ใช้เวลา 3-7 ปีก็จะได้มุกหลายขนาดและหลายสี ถ้าเราใช้เวลานานเท่าไหร่ มุกก็จะใหญ่มากเท่านั้น แต่ถ้าเลี้ยงไม่นานคือ 18 เดือนหรือน้อยกว่านั้น หอยมุกก็จะขับnacre ออกมาเคลือบได้น้อย มุกที่ได้จะไม่สวย ไม่มีความเคลือบแสง เป็นมันวาว

ผมเพิ่งทราบมาว่า เดือนนี้คือเดือนเกิดคุณเพรง.พเยีย อัญมณีกับหญิงสาว ผมก็ว่าเหมาะกันดี แต่บางทีรู้การเกิดอัญมณี มันก็เหมือนรู้ที่มาที่ไปนะครับ ตอนที่ผมได้เรียนออกแบบเครื่องประดับ การร้อยมุกมักทำหลายขนาด มีชื่อเรียกแตกต่างไป แต่มักจะทำจี้ซึ่งมีพลอยเป็นเครื่องประดับอื่น ๆ และทำclaspเพื่อมาร้อยกับสร้อยมุก สวยมากครับ เพราะมุกเองก็มีหลานสี ปกติเราจะเห็นแต่ขาวกับเหลืองอ่อน แต่เราสามารถเห็นเป็นovertoneต่าง ๆ ได้ และ orient ก็เช่นเดียวกัน คือสีเหลือบของมุกซึ่งเกิดจาการสะท้อนแสงของมุกเอง ส่วนแบล็คเพิร์ล ก็เห็นจากโอเวอร์โทนของมุกซึ่งสีจริงคือสีน้ำตาลไงครับ
อีกอย่างก็จะมีมุกน้ำจืดที่มาจากทะเลสาบbiwaในญี่ปุ่น พวกนี้รูปทรงไม่ค่อยปกติคล้ายกับเม็ดข้าว แหล่งจริง ๆ ก็มีในเมกา ญีปุ่น จีน นี่แหละครับ

พวกมุกปลอมก็เยอะครับ น้ำหนักเบา ไม่วาว เห็นจะรู้ครับเหมือนแก้ว เหมือนพลาสติก แต่ก็นั่นแหละครับมีการเลียนแบบมาก จึงจ้องเข้าร้านที่มีใบรับรองเสมอ ๆ เพราะใครก็ไม่อยากเสียชื่อทั้งนั้น

ผมอาจอธิบายได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่พยายามให้คุณอ่านพอเข้าใจ ถ้าสงสัยก็ถามแล้วกันนะครับ

ฝากสวัสดีคุณแพรนวลด้วยครับ




โดย: ภาคิม IP: 203.150.139.129 วันที่: 11 กรกฎาคม 2550 เวลา:8:00:55 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณภาคิม....

นางเพิ่งมาทราบเมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ
มุกที่เกิดจากหอย เป็นคนละชนิดกับ หอยนางรมที่เรากินกัน
หลงเข้าใจผิดอยู่ตั้งนาน จนได้ไปเที่ยวภูเก็ต
ทางทัวร์เขาพาไปโรงงานทำสร้อยมุก
ก็เลยทราบว่าเป็นคนละชนิดกัน

สองสามวันก่อน...บังเอิญได้ฟังรายการวิทยุรายการหนึ่ง
พูดถึงเรื่องมุกขึ้นพอดี เลยทราบว่า
ผู้ที่ค้นพบวิธีเลี้ยงมุกเป็นคนแรก คือ ชาวญี่ปุ่น
แต่ความรู้สึกนางนะ...สงสารมุกเขาจัง
ก็เมื่อมีของแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในตัว
จนต้องขับสารออกมาไว้ เพื่อเคลือบไม่ให้ระคายเคือง
แต่เมื่อคิดถึงว่า...เราสามารถสร้างอะไรขึ้นมา
เพื่อทดแทนธรรมชาติได้...ก็ยินดีอยู่

แหะๆ นางน่ะ พวกต่อต้านบรรดาเครื่องประดับที่มาจากสัตว์น่ะค่ะ
อย่างสมัยก่อน...ที่มีพวกกำไร ที่ทำจาก... กระดองเต่ากระ
ไม่รู้ใส่กันเข้าไปลงได้ยังไง

อ้อ...นางสงสัยน่ะค่ะ
ว่าเม็ดมุกที่หอยเขาเคลือบ จะอยู่ติดกับตัวเขาเลยหรือเปล่า
เวลาเอาออกจากตัวเขา จะเอาออกมาตรงๆ ได้เลยเหรอคะ
ถ้าเอาออกจากตัวได้ง่ายๆ จะไม่พลัดหลุดไปตามกระแสน้ำ บ้างหรือคะ

ขอบคุณนะคะ สำหรับความรู้ที่มาเล่าสู่กันฟังเสมอๆ
และ ขอบคุณสำหรับพรวันเกิดด้วยค่ะ

ช่วงนี้ทางเชียงใหม่ฝนหนักไหมคะ
รักษาสุขภาพด้วยค่ะ



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 14 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:28:40 น.  

 
สวัสดีครับ คุณเพรง.พเยีย

คุณเที่ยวกับทัวร์บ่อยนะครับ ไม่แปลกใจเลยสักนิดในเรื่องข้อมูลบางเรื่องจากการเล่าเรื่อง คุณเป็นคนสนใจรายละเอียด ยามเล่าเรื่องใดจึงดูน่าสนใจ ผมเคยไปภูเก็ตครับ หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไปเที่ยวครับ ไม่ได้ไปดูโรงงานมุก แต่จากเรียนจึงพอเข้าใจ หลังจากที่เขาเอามุกออกจากหอย หอยก็ตายแหละครับ ทางญี่ปุ่นเองนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสูง เมื่อเขารู้วิธีทำ วิธีเลี้ยง เขาก็เลี้ยงมุกได้มุกสวย ๆ เยอะ ราคาก็ไม่แพงมากนัก แต่อะไรที่หายาก และมาจากธรรมชาติมันมักมีราคาสูงเสมอ และที่สำคัญคนให้ค่ามันด้วย

เหมือนกับหิน ดิน ทราย สามอย่างในความรู้สึกของผม ผมให้ค่าดินสูงหว่าอย่างอื่น เพราะผมเห็นประโยชน์นานาประการ ดินหรือน้ำเทียบสายชีวิตทีเดียว แต่บางใครก็ให้ค่าหินสูง แม้นมองกลับไปว่า เพชร พลอย หรือหยก ก็คือหินที่คนเราให้ค่านั่นเอง

แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมก็มองว่า มนุษย์มีอะไรที่เหนือสิ่งใด คือให้ความรู้สึก และให้ความมีชีวิตกับทุกสรรพสิ่ง เหล่านี้ก็สร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับมนุษย์ได้เช่นกัน อย่างน้อยเราเห็นคุณค่าสิ่งใด เราก็มีความสุขไปกับสิ่งนั้นด้วย

ผมดีใจครับ ที่เพื่อนอย่างคุณเพรง.พเยียช่วยต่อต้านเรื่องประดับจากสัตวบางชนิด บางสิ่งเราก็ไม่ต้องไปเบียดเบียนเขาบ้างก็น่าจะสุขทั้งสองฝ่ายนะ

ไว้จะไปไล่อ่านกลอนที่คุณเขียนนะครับ ผมเองก็ไม่ค่อยเขียนกลอนใหม่นัก มีแต่กลอนเก่า ๆ ไม่ค่อยมีจินตนาการจะเขียน ไว้ไปอ่านบ้านเพื่อนก่อน เผื่อมีแรงบันดาลใจ

ที่บ้านนอกผม ฝนไม่ค่อยตกครับ อากาศร้อนติดต่อมาหลายวันแล้ว ตกก็ตกนิดหน่อย ไม่ทันคลายร้อน

ขอบคุณครับที่กรุณาถามถึง

หวังว่าคุณคงสบายดีนะครับ
ไว้คุยกันในโอกาสต่อ ๆ ไปครับ



โดย: ภาคิม วันที่: 18 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:13:27 น.  

 
คุณภาคิม.....

นางเคยไปภูเก็ต 3 ครั้ง ครั้งแรกไปกับทัวร์
แต่สองครั้งหลังไปเองค่ะ
ส่วนใหญ่ถ้านางไปเที่ยวช่วงเทศกาล ก็จะเลือกไปกับทัวร์
เพราะเขาจัดการให้ทุกอย่าง ไม่ต้องไปลำบากเรื่องหาที่พัก

ตอนหลังเลี่ยงเทศกาลได้ ก็เลี่ยงค่ะ
เวลาไปไหนเจอคนเยอะๆ แล้วเวียนหัว
เที่ยวไม่สนุก เพราะคอยแต่หลบคน
อิอิ บ่นเหมือนคนแก่มั้ยคะ

อาทิตย์หน้า...นางจะไปเที่ยวงานแห่เทียนเข้าพรรษาที่อุบลฯ
และ จะคงได้เที่ยวที่ใกล้ๆ กันในจังหวัดด้วย
ตามแผน จะไปดูเขาพระวิหารด้วย
ถ้ามีเวลา จะเขียนเรื่อง และ นำภาพมาให้ดูนะคะ

กรุงเทพฯ ช่วงนี้ฝนตกแทบทุกตอนเย็น...แต่ก็ไม่หนักนัก
ส่วนกลางวันก็ร้อนเป็นปกติ...

นางสบายดีตามอัตภาพค่ะ
ขอบคุณกันนะคะ ที่แวะมาพูดคุยด้วยเสมอ
ทำให้คนที่คุยไม่เก่งอย่างนาง
มีอะไรโม้ขึ้นเยอะเลยค่ะ



โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 20 กรกฎาคม 2550 เวลา:5:22:52 น.  

 
จะอันตรายไปไหมครับหากไปซื้อพลอยที่หน้าบ่อพลอย


โดย: ต่าย IP: 124.120.50.122 วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:12:01:55 น.  

 
กลอนเพราะd


โดย: อาร์ม IP: 58.8.171.140 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:51:25 น.  

 
very good


โดย: jigj IP: 58.8.171.140 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:56:01 น.  

 
ภาพของคุณสวยมากค่ะ หนูเป็นคนที่ชอบในการถ่ายภาพเอามากๆ ค่ะ ชอบการท่องเทียวและมีความสุขเมื่อได้อยู่ท่ามกลาง


โดย: ข้าวฟ่าง IP: 125.26.182.202 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:17:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
เพรง.พเยีย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




... ฝนปรอย กับรอยยิ้ม ...



1.
๏ ละอองสายฝนชื่นจากคืนค่ำ
คงโปรยร่ำหยาดปรุงจนรุ่งสาง
หอมเอยหอม..กลิ่นไอยังไม่จาง
หอมบางบาง..ชื่นใจของไอดิน

๏ ร่วงจากฟ้าสู่พื้น..เพื่อชื่นฉ่ำ
โปรยหยาดน้ำทอดตัวไปทั่วถิ่น
เสียงเปาะแปะ..ไกล..ใกล้..เมื่อได้ยิน
ราวเพลงพิณร่ายดล..จากคนธรรพ์

2.
๏ ตรงเบื้องหน้า..ริมชาน..ลานลั่นทม
ลานอารมณ์ซ่อนโลก..ยามโศกศัลย์
ร้อนแล้ง..เย็นเยียบ..และเงียบงัน
สะท้อนวันเก่าเก่ากับเฝ้าคอย

๏ เนิ่นนาน..บนทางอันว่างเปล่า
กี่ครั้งเจ้า..บานรอจนร่วงผล็อย
ดอกสีขาวราวช้ำ..ซ้ำซ้ำรอย
เมื่อระทม..ด้วยพลอยแต่น้อยใจ

๏ หากยามนี้กลีบดอกเจ้าออกแย้ม
เมื่อแตะแต้มด้วยร่ำหยาดน้ำใส
เปาะแปะเมื่อพบ..กระทบใบ
เหมือนเจ้าไหว..ตามจังหวะเริงระบำ

3.
๏ สิ้นสุดแล้วสินะ..ความร้อนแล้ง
ที่ทิ่มแทงทุกคราวแห่งก้าวย่ำ
วนเวียนในกรอบกรงแห่งทรงจำ
ที่ตอกย้ำ..กำซาบกับภาพเงา

๏ พร้อมสายฝนชะล้าง..บางความหลัง
ฉันกำลังยิ้มรับให้กับเจ้า
เมื่อนึกถึงยิ้มบางบาง...ที่แบ่งเบา
ยิ้มของเขา..ฝากประทับ..ลงกับใจ

๏ มิต่างเลย..ชื่นปรายแห่งสายฝน
ดับทุกข์ทน..ด้วยหยาดสะอาดใส
จึงรู้ว่าชื่นเย็นเป็นเช่นไร
เมื่อเชื้อไฟมอดพ้น..ทุรนทุราย

๏ มิต้องมีหวานใดมาปรุงแต่ง
หรือเสกแสร้ง..งดงามด้วยความหมาย
มิต้องมีใดสรร..มาบรรยาย
ก็พร่างพรายงดงามด้วยความจริง

๏ ผ่านรอยยิ้ม..แทนคำ..แทนคุณค่า
ก็คล้ายว่า..โลกตรมเคยจมดิ่ง
กลับเต็มตื้นอุ่นแอบ..เมื่อแนบอิง
พร้อมพักพิงบนทาง..เพื่อวางใจ

๏ ละลายสิ้นในอุบัติเคยกัดกร่อน
ลบภาพตอน..เก่าเก่าเคยเผาไหม้
พร้อมสายฝนหล่นปรอย..แต่นี้ไป
จะหลั่งไหลแต่ยิ้ม..แห่งยินดี

๏ ขอบคุณในเจ้าของ..รอยยิ้มนั่น
มาแบ่งปันจนเกิด..รอยยิ้มนี่
ตามหัวใจใสสะอาดขึ้นวาดวี
พร้อมแต่นี้คร่ำครวญ..ไม่หวนคืน..
Friends' blogs
[Add เพรง.พเยีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.