ต้นตาลโตนด

ตอนเราเป็นเด็ก พอจำความได้ ก็เห็นต้นตาลโตนด ที่ปลายสวน
คุณแม่เคยบอกเล่าว่า ที่ดินของเรามองจากบ้านนี่ไป
สุดมุมที่ดิน จะปลูกต้นตาลโตนด ไว้ดูว่าอยู่ตรงไหน
สวนที่บ้าน มีสี่สิบกว่าไร่ ก็ปลูกต้นตาลไว้ ที่ 4มุมสวน
เป็นการชี้กรรมสิทธิ์เขตแดน


(ภาพประกอบ จากสวน คุณลูกบาศก์)

คนสมัยก่อนโน้น
จะเอาเมล็ดตาลมาฝังดิน ปลูก เมื่อได้บุตรชายหรือหลานชาย
เมื่อต้นตาลออกลูกเป็นทลายตาล ก็จะทราบว่านี่ใกล้แล้ว
ที่บุตร,หลานจะถึงเวลาครบกำหนดบวช ตามประเพณี

การปลูกตาลสมัยก่อนเมื่อปลูกแล้ว ก็ไม่มีการดูแลรักษา
ปล่อยให้โตเองแบบฝากเทวาเลี้ยง(ตามยถากรรม)
จะออกผลต้องใช้ เวลา15-20ปี ถึงจะได้เห็นลูกตาล


ปัจจุบัน มีการนำต้นตาลมาเลื่อยทำไม้แผ่นกระดาน ทำฝาบ้าน


นำต้นตาลมาแปรรูป ทำที่เสียบผม ทำตะเกียบ ทำพวงกุญแจ ทำไม้เท้า


ทำกระบอกใส่ปากา แจกัน ถ้วยน้ำ โคมไฟ


ช้อน พับพี ทำจากไม้ต้นตาล


โต๊ะเก้าอี้ จากไม้ตาลโตนด อื่น ฯ ไม้ตาล มีเส้นลายสวยงาม
อบต.คูคต ได้นำต้นตาลโคนดมาแปรรูป
http://www.kukud.go.th/modules/otop/index.php


ใบตาลนำมาสาน เพื่อทำของเล่นฝึกฝีมือได้


ปลาตะเพียน, ตะกร้อ, นก, ดอกไม้, ตั๊กแตน, ม้า, งู, ปี่,
สร้อยข้อมือ ตะขาบ, แหวนและลูกปัด


ผลตาลโตนด
นำมาทำอาหารได้ เช่น แกงหัวตาล กระแช่(น้ำตาลเมา) โตนดทอด

ตาลกรอบ ตาลลอยแก้ว ลูกตาลเชื่อม


สามารถนำเอาน้ำตาลสด มาทำน้ำตาลปึกได้มีรสชาดหวานหอม


มีผลสดอ่อน นำมาปอกรัปทานได้มีรสชาดอร่อย


นำเอาผลสุก ไปทำขนมตาลได้มีรสชาดอร่อย


ต้นตาลโตนด
นำมาจัดสวน ปรับภูมิทัศน์ ได้สวย ไม่แพ้ต้นปาล์มต่างๆ
ที่จังหวัดภูเก็ต นำมาจัดปลูกที่เกาะกลางถนน


ต้นตาลโตนด ที่ถนน ตรัง-ปะเหลียน
_______________________________________________________



ต้นตาลโตนด 2ต้นนี้ ถูกนำมาจัดสวนหน้าโชว์รูมยามาฮ่า


ริมถนนมิตรภาพ ก่อนถึงบิ๊กซี จังหวัดขอนแก่น


ยืนเด่นเป็นสง่า มีเสน่ห์ จากท้องนา-มาอยู่เมือง
_______________________________________________________



ตาล
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้ สำหรับผู้สนใจ ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5#.E0.B8.A5.E0.B8.B9.E0.B8.81.E0.B8.95.E0.B8.B2.E0.B8.A5
______________________________________________________



ตาล ที่มาของตาลปัตร

ตาล เป็นไม้ยืนต้นในตระกูลปาล์ม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Borassus flabellifer Linn. อยู่ในวงศ์ Palamae
มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ตาลโตนด, ตาลใหญ่, ตาลนา เป็นต้น
มีความสูงราว 15-40 เมตร โคนต้นอวบใหญ่ ลำต้นสีน้ำตาลเข้ม
ขณะที่ต้นยังเตี้ยอยู่จะมีทางใบแห้งติดแน่น
และมีกาบขอบใบติดอยู่ประมาณ 5 เมตร ไม่แตกกิ่งก้านสาขา

ใบเป็นใบเดี่ยวอยู่ตรงยอดลำต้นมีรูปร่างคล้ายพัด
มีก้านเป็นทางยาวราว 1-2 เมตร ขอบก้านใบหยักเป็นฟันเลื่อย
ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันอยู่คนละต้น ตาลตัวผู้ออก
ดอกเป็นงวงคล้ายมะพร้าว ไม่มีผล ส่วนตาลตัวเมียออกดอกเป็นช่อเดี่ยวๆ
ดอกสีขาว อมเหลือง และมีผลใหญ่กลมโตสีเขียวอมน้ำตาล
ภายในมีเมล็ดราว 2-4 เมล็ด เมื่อยังอ่อนเรียกว่า ลอนตาล
ถ้าจาวที่เกิดจากเมล็ดแก่ที่งอกแล้วเรียกว่า จาวตาล

ประโยชน์ของต้นตาลนั้นมีมากมาย อาทิเช่น ลำต้น ใช้ในการก่อสร้าง
ทำเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่างๆ และใช้ทำเรือขุด ที่เรียกว่าเรืออีโปง,
ใบอ่อน ใช้ในการจักสาน เช่น ทำหมวก ทำของเล่นเด็ก,
ส่วนใบแก่ ใช้มุงหลังคา ทำพัด, ราก ใช้ต้มกินแก้โรคตานขโมย,
ผล ใช้เปลือกหุ้มผลอ่อน ปรุงเป็นอาหาร และคั้นนำจากผลแก่ใช้
ปรุงแต่งกลิ่นขนม, ใยตาล ใช้ทำเครื่องจักสาน และทำเป็นเชือก,
งวงตาล ให้น้ำหวานที่เรียกว่าน้ำตาลสด นำมากินสดๆ หรือใช้ทำน้ำตาล,
ส่วนเมล็ด ที่มักเรียกกันว่าลูกตาล นำมารับประทานสดหรือกินกับน้ำเชื่อม
และจาวตาล นำมาเชื่อมรับประทานเป็นของหวาน

ในพุทธประวัติได้กล่าวไว้ว่า หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้ว
ในพรรษาที่สองได้เสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ครองเมืองราชคฤห์
แต่เนื่องจากในเวลานั้นพระเจ้าพิมพิสารทรงนับถือ ชฎิลสามพี่น้อ
ง คือ อุรุเวลกัสสป นทีกัสสป และคยากัสสป ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงไป
โปรดชฎิลสามพี่น้องก่อน เมื่อทรงแสดงธรรมจนกระทั่งชฎิลสามพี่น้อง
ละความเชื่อดังเดิมของตน ยอมเป็นสาวกของพระองค์แล้ว
พระองค์ก็ทรงพาชฏิลทั้งสามพร้อมสาวกอีกพันรูป เสด็จไปประทับยัง
ลัฏฐิวัน (สวนตาลหนุ่ม) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองราชคฤห์

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้สดับข่าว จึงเสด็จพร้อมประชาชนจำนวนมาก
ไปยังสวนตาลหนุ่ม และเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์แล้ว
ก็เกิดธรรมจักษุ และประกาศพระองค์เป็นอุบาสก

นอกจากนี้ ตาลปัตร ที่พระสงฆ์ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ นั้น
สมัยโบราณทำมาจากใบตาล ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า ‘ตาลปตฺต’
ซึ่งแปลว่าใบตาลนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันพระสงฆ์บ้านเราไม่นิยมใช้ตาลปัตร
ที่ทำจากใบตาลแล้ว แต่พระสงฆ์ในประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนา
เช่น พม่า, ศรีลังกา, กัมพูชา และลาว ยังนิยมใช้ตาลปัตรที่ทำจากใบตาลอยู่
และถือเป็นพัดสารพัดประโยชน์ใช้พัดวีโบกไล่แมลง รวมทั้งใช้บังแดดด้วย


และด้วยลักษณะของต้นตาลซึ่งเมื่อตัดยอดไปแล้วกลายเป็น “ตาลยอดด้วน”
ไม่สามารถเจริญเติบโตได้อีกต่อไป ดังคำที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้
ในพระสูตรต่างๆ ในพระไตรปิฎก ซึ่งขอยกมาบางตอนดังนี้



“...สมบัติ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง
มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา... ”

“...ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะใด
ราคะ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน
ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา...”

“...ดูกรราธะ เธอจงสละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน
ความทะยานอยากในรูปเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ รูปนั้นจักเป็นของอันเธอละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไป
เป็นธรรมดา เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน
ความทะยานอยาก ในเวทนา...ในสัญญา...ในสังขาร...ในวิญญาณเสีย
ด้วยอาการอย่างนี้ เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณนั้น
จักเป็นของอันเธอละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน
ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา...”


หนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 82 ก.ย. 50 โดย เรณุกา
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 กันยายน 2550 14:29 น.
______________________________________________________

เท่าที่ศึกษาค้นคว้า ได้พบว่าเพชรบุรี เป็นแหล่งตาลอันดับ 1
รองลงมา สงขลา สุโขทัย
นครสวรรค์ โดยส่วนตัวสนใจ ตาลโตนดพันธุ์นครสวรรค์80
วิธีใช้ตาลทำประโยชน์ในชีวิตคน ทำตาล ภูมิปัญญาท้องถิ่น..
http://gotoknow.org/blog/gaisomporn1/168491
______________________________________________________

อนุรักษ์ตาลโตนดให้อยู่กับประเทศไทยตลอดไป
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 51

"ตาลโตนด” จัดเป็นพืชท้องถิ่นของไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีปลูกกระจายอยู่ทั่วประเทศ
โดยเฉพาะที่ จ.เพชรบุรี ในอดีตเกษตรกรจะทำนาและปลูกต้นตาลโตนดบนคันนา
หรือปลูกบนพื้นที่ว่างเปล่า แต่ปัจจุบันต้นตาลโตนดในบ้านเราลดจำนวนลง
อย่างน่าใจหายและจัดเป็นพืชที่ไม่มีการพัฒนาทางด้าน วิชาการ อาจจะเป็นเพราะ
ตาลโตนดปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลรักษามากนัก ขณะนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่กรมวิชาการ
เกษตรได้มอบหมายให้ คุณนรินทร์ พูลเพิ่ม ผู้เชี่ยวชาญประจำ
สถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 จ.พิษณุโลก
ได้รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับตาลโตนด ทั้งด้านสายพันธุ์ การปลูก
และการดูแลรักษา รวมถึงการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของตาลโตนด
เพื่ออนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหายและหาแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีการขยาย
พื้นที่ปลูกกันมากยิ่งขึ้น หลายคนยังไม่ทราบว่า “ตาลโตนด” จัดเป็นพืชสารพัด
ประโยชน์อีกพืชหนึ่ง ทุกส่วนของตาลโตนด ได้แก่ ลำต้น ทางตาล ใบตาล
ช่อดอก ผลตาล เมล็ด รากและน้ำตาลโตนด นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอาหาร
สรรพคุณทางยา ด้านงานหัตถกรรม ฯลฯ

คุณนรินทร์ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตาลโตนดเพิ่มเติมว่า เป็นพืชเขตร้อน
ที่เจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด ตาลโตนดทนได้ทั้งสภาพแห้งแล้ง
และสภาพน้ำท่วมขัง เป็นพืชที่มีรากลึกมาก จึงไม่ค่อยพบว่าต้นตาลโตนด
ถูกพายุพัดจนถอนรากถอนโคน ที่สำคัญรากของตาลโตนดไม่แผ่ออกด้านข้าง
จึงเป็นที่สังเกตได้ว่าตาลโตนดที่ขึ้นอยู่ในนาข้าวหรือคันนาไม่ทำให้ผลผลิต
ของข้าวลดลง ตาลโตนดจัดเป็นพืชวงศ์ปาล์มเช่นเดียวกับมะพร้าวที่มีลำต้น
แข็งแรง ทนทานและมีอายุยืนได้ถึง 80 ปี

ปัจจุบันได้มีความคืบหน้าทางด้านการคัดเลือกสายพันธุ์ต้นตาลโตนดที่มีลักษณะ
ดีเด่นเพื่อการขยายพันธุ์และแพร่พันธุ์ต่อไป คุณนรินทร์ได้คัดเลือก
สายพันธุ์ตาลโตนด ไว้ได้แล้ว 1 สายพันธุ์และตั้งชื่อว่า “นคร สวรรค์ 80”
โดยตั้งชื่อตามจังหวัดที่ค้นพบคือ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ลักษณะดีเด่น
ของตาลโตนดต้นนี้คือ ต้นค่อนข้างเตี้ย เจริญเติบโตช้า ให้ผลดก ผลค่อนข้างใหญ่
ให้ลอนตาลสดที่มีขนาดใหญ่กว่าต้นอื่น รสชาติดี เฉาะลอนตาลสดได้ง่าย
นวดปลีตาลเพื่อผลิตน้ำตาลได้ง่าย ให้ปริมาณน้ำตาลสดมากวันละ 20-25 ลิตร
ต่อต้นต่อวัน คุณนรินทร์จึงได้มีข้อแนะนำไปยังสำนักวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ
กรมวิชาการเกษตร ควรจะนำสายพันธุ์ตาลโตนดต้นนี้ไปขยายพันธุ์
ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อกระจายพันธุ์ให้เกษตรกรได้ปลูก
ต่อไปในอนาคตและหมดปัญหาเรื่องต้นตาลตัวผู้

โดยทั่วไปตาลโตนดมีต้นตัวผู้และ ต้นตัวเมียแยกอยู่คนละต้น
ต้นตัวเมียจะใช้ประโยชน์จากทุก ๆ ส่วนของต้นได้มากกว่า ต้นตัวผู้
ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 10-12 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิต
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 16 มิถุนายน 2551

http://www.phtnet.org/news51/view-news.asp?nID=369
______________________________________________________

พิพิธภัณฑ์วัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ)


ตั้งอยู่ในตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
โดยไปตามเส้นทางหมายเลข ๒๒๕ (นครสวรรค์ - ชุมแสง)
ระยะทางประมาณ ๓๖ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางชุมแสง - เก้าเลี้ยว
ประมาณ ๑ กิโลเมตรข้ามสะพาน ข้ามแม่น้ำนานอยู่ทางขวามือ โดยตัววัดตั้ง
อยู่บริเวณที่แม่น้ำยมและแม่น้ำน่านไหลมาบรรจบกัน (ก่อนจะมารวมกับแม่น้ำปิง
ที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา)
จึงมีภูมิทัศน์ที่สวยงามมาก ในวัดเกยไชยเหนือนอกจากมีศาสนสถาน
ที่งดงามแบบไทย ๆ มีพระบรมธาตุเจดีย์สมัยอยุธยาอันเป็นสถานที่
เคารพสักการะของประชาชนทั่วไปแล้ว ยังมี
"พิพิธภัณฑ์ต้นน้ำ" สร้างด้วยไม้ตาลโตนดทั้งหลัง
ใช้เป็นสถานที่เก็บสะสมวัตถุโบราณต่าง ๆ เช่น แจกันเบญจรงค์ ๕ สี
สมัยอยุธยา เชี่ยนหมากโบราณทองเหลืองสมัยรัชกาลที่...และยังมีโบราณวัตถุ
อีกมากมายที่ขุดพบบริเวณวัดเกยไชยเหนือ
_______________________________________________________

ตาลโตนดเกยไชย แล้วไปบ้านแก่ง
นุ บางบ่อ ... เรื่อง / ภาพ


เกยไชย คือ ชื่อของหมู่บ้านและเป็นชื่อของตำบลหนึ่งในอำเภอชุมแสง
จังหวัดนครสวรรค์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ในตำบลเกยไชยแห่งนี้ประกอบ
อาชีพเกษตรกรรม อันได้แก่ การทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ และทำตาล


โดยเฉพาะอาชีพทำตาลนี้เป็นที่นิยมกันมาก ในปัจจุบันชาวบ้าน
ได้พัฒนามาเป็นสินค้า OTOP หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์กันอีกด้วย


สวนตาลร้อยปี
มีตาล มีน้ำตาล ก็ต้องมีต้นตาล และ สวนตาล แต่ที่บ้านเกยไชยนี้มีเด็ด
กว่าสวนธรรมดา คือ สวนตาลร้อยปี เป็นสวนที่บรรพบุรุษได้ปลูกกันไว้
เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ออกดอกออกผลเป็นต้นตาลรุ่นต่อรุ่น ซึ่งยังคงคุณภาพ
หอมกลมกล่อมหวานลิ้นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากตาลในจังหวัดอื่น

ปัจจุบันชาวตำบลเกยไชยได้สืบทอดอาชีพการทำตาล
หากท่านมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวชมก็จะพบกับสวนตาลที่ร่มรื่น
วิถีชีวิตของคนกับตาล และชิมน้ำตาลสดๆ จากยอดตาล หรือจะเลือกชิม
แบบที่นำมาปั่นรวมกับน้ำแข็งแล้วก็ยิ่งสดชื่นไปกันใหญ่ พร้อมเลือกซื้อหา
ผลิตภัณฑ์จากตาลเป็นของที่ระลึกราคาไม่แพงได้อีก
ทั้งนี้สามารถหาซื้อหาได้ที่ร้านค้าริมทางถนนสายชุมแสง – นครสวรรค์
ในเขตตำบลเกยไชย


และหากเดินทางมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นอกจากจะได้สนุกสนานกับ
บรรยากาศการเล่นน้ำแล้วของชาวชุมแสงแล้ว ยังได้อิ่มอร่อยกับ
เทศกาลกินตาล ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปีอีกด้วย


วัดเกยไชยเหนือ และ เจ้าด่างเกยไชย
บ้านเกยไชย นอกจากมีตาลโตนดเกยไชยที่น่าสนใจแล้ว
ณ ที่แห่งนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอยู่อีกแห่งหนึ่งนั่นก็คือ
วัดเกยไชยเหนือ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม เป็นบริเวณ
ที่แม่น้ำยม กับ แม่น้ำน่าน ไหลมาบรรจบพบกัน


วัดเกยไชยเหนือ เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวบ้านและของผู้สัญจร
ทางน้ำมาตั้งแต่อดีต ภายในวัดมีพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ
มีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวมรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น และพระอุโบสถเก่า
สมัยกรุงศรีอยุธยา อยู่ด้วย


นับสิบปีก่อน ชาวบ้านในละแวกนี้และใกล้เคียง ต่างหวาดกลัวจรเข้ตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
ที่ชื่อเจ้าด่าง ว่ากันว่าเป็นจรเข้ที่มีอุปนิสัยดุร้าย ชอบทำร้ายผู้หญิง ตามตำนานเล่าว่า
เจ้าด่าง จรเข้ตัวนี้ ในอดีตเคยเป็นเด็กวัดเกยไชยเหนือ และได้ชอบพอกับหญิงสาว
คนหนึ่ง จากนั้นได้ตกลงกันว่าจะหนีตามกันไป โดยจะต้องเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำ


ทั้งนี้ด้วยความที่เจ้าด่างเป็นเด็กวัดและมีความรู้เรื่องคาถาอาคม ได้ท่องคาถา
และทำน้ำมนต์รดร่างตนแปลงกายเป็นจรเข้ใหญ่ พาสาวเจ้านั่งบนหลัง
ถือบาตรน้ำมนต์ข้ามฝั่งแม่น้ำไป น้ำมนต์บาตรนั้นวิเศษนักสามารถทำให้เจ้าด่าง
กลับกลายร่างเป็นคนได้เหมือนเดิม

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อสาวเจ้าได้เดินทางถึงฝั่งตรงข้าม
เรียบร้อยแล้ว หันกลับมาเห็นเจ้าด่างจรเข้ใหญ่พลันตกใจทำบาตรน้ำมนต์
หกหมดสิ้น เจ้าด่างเลยหมดสิ้นหนทางกลับมาเป็นคนเฉกเช่นเดิม
ก็น่าสังเกตอยู่ว่าทำม๊ายยยยยย.... สาวเจ้าคนนั้นจึงไม่ตกใจตั้งแต่นั่งอยู่บน
หลังเจ้าด่างช่วงข้ามฟากฝั่งแม่น้ำล่ะ? ผมละงงจริงๆ

ด้วยความคับแค้นใจที่ไม่สามารถกลายร่างมาเป็นคนได้
นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เจ้าด่างเลยเกลียดผู้หญิงทุกคน
เมื่อเจอผู้หญิงและสบโอกาส เจ้าด่างจะเข้าทำร้าย หรือกัดกินเป็นอาหาร
จนชาวบ้านหวาดกลัวกันจนทั่ว และในที่สุดหลังจากเจ้าด่างจบชีวิตลง
จากการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่หลายคนที่ริมฝั่งน้ำหน้าวัด ว่ากันว่าวันนั้น
ได้มีผ่าพิสูจน์ดู ก็พบกับสายสร้อยทอง แหวน กำไรข้อมือ เครื่องประดับ
หลายชิ้น ซึ่งคงเป็นของจากเหยื่อคมเขี้ยวของเจ้าด่างเกยไชย นั่นเอง

ไปทำไม บ้านแก่ง
นั่นน่ะซิ..ที่บ้านแก่ง นั้นมีอะไรดี และอยู่ที่ไหนกันล่ะ ?
บ้านแก่ง คือหมู่บ้านที่มีชาวมอญอาศัยอยู่มานาน และเป็นชุมชนขนาดใหญ่
ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
ห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ประมาณ 16 กิโลเมตร

ตาลโตนดเกยไชย แล้วไปบ้านแก่ง จากคำบอกเล่าถึงชื่อ “บ้านแก่ง” นั้น
มาจากคำว่า “บ้านเก่ง” เนื่องจากผู้คนในหมู่บ้านนี้มีความสามารถในการต่อสู้มาก
เลยได้รับการกล่าวขานว่า “บ้านเก่ง” และได้เปลี่ยนมาเป็น “บ้านแก่ง”
เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา


ชาวมอญที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ ได้อพยพมาจากอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
และใช้ภูมิปัญญาที่ติดตัวมาประกอบอาชีพการทำเครื่องปั้นดินเผาออกจำหน่าย
ปัจจุบันทางหมู่บ้านได้จัดตั้งเป็นศูนย์สาธิตด้านกระบวนการเรียนรู้และ
ถ่ายทอดของชุมชน เพื่อเยาวชนรุ่นหลัง และผู้มาเยี่ยมชม


จุดเด่นของหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาบ้านแก่ง คือ มีหน้าร้านขายผลิตภัณฑ์
ของกลุ่มอยู่ติดทางหลวง ทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาสามารถมองเห็นแวะเยี่ยมชม
ได้โดยสะดวก ภายในร้านมีสินค้าที่หลากหลาย มีการคิดค้นหาลวดลายใหม่ๆ
อยู่เสมอ ซึ่งเหมาะสำหรับซื้อหาเป็นของฝาก หรือนำไปใช้ในครัวเรือนได้

นี่แหละครับ ที่ผมเดินทางมาบ้านแก่ง ก็เพราะมาดูกระบวนการผลิต
และเลือกซื้อเครื่องปั้นดินเผาสวยๆ ราคาถูก อ้อ..ที่หมู่บ้าน เขามีบริการที่พัก
แบบโฮมสเตย์ด้วยนะครับ สนใจเรียนรู้การปั้นดินให้เป็นหม้อเป็นแจกัน
ลองไปพักแบบโฮมสเตย์กับชาวบ้านแก่นที่น่ารักๆ อัธยาศัยไมตรีดี
ผมว่ากลับมา...มีงานเข้าแน่...

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เขต 4
โทร. 0 5551 4341-3

องค์การบริหารส่วนตำบลเกยไชย
โทร.0 5628 2784

องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง
โทร. 0 5636 2407

_______________________________________________________


(ภาพประกอบ จากสวน คุณลูกบาศก์)

ตาลโตนด

“ตาล”มาจากคำว่า “ตาละ” ในภาษาฮินดู หมายถึง “ต้นตาลโตนด”
ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรณไม้ที่ถูกกล่าวถึงในพุทธประวัติขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีใจความว่า

“ในพรรษาที่สองหลังจากที่พระพุทธเจ้าสำเร็จสัมมามัมโพธิญาณ
ได้เสด็จไปประทับ ณ ลัฏฐิวนุทยาน (ลัฏฐตาล) เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
ราชาแห่งแคว้นมคธรวมทั้งบริวารเข้าเฝ้า พระเจ้าพิมพิสารได้ทูลเชิญเสด็จ
ให้เข้าประทับในเมืองพร้อมกับถวายพระกระยาหาร และได้ถวายเวฬุวนาราม
แด่พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวก ทั้งนี้พระเจ้าพิมพิสารคงจะทรงเห็นว่า
ป่าไม้ไผ่นั้นร่มเย็นดีกว่าป่าตาลเป็นแน่”

นอกจากนี้ได้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ลูกตาล” ในพุทธประวัติว่า พระพุทธเจ้า
ไม่ทรงอนุญาตให้นำผลไม้และผลของพืช จำนวน 10 ชนิด
ได้แก่ มะพร้าว ทุเรียน ฟักเขียว แตงโม น้ำเต้า ขนุน แตงไทย ฟักทอง
ข้าวสาลี และลูกตาล หรือ ผลไม้อื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันนี้ใช้ทำน้ำอัฐบาน
เพราะเป็นมหาผล (ผลใหญ่) พระภิกษุสามเณรจะสามารถฉันผลไม้
เหล่านี้ได้เฉพาะช่วงเวลาเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น

ลักษณะของต้นตาลโตนด

ลำต้น

ตาลโตนดเป็นพืชลำต้นเดี่ยว ไม่มีหน่อ ลำต้นมีขนาดใหญ่ และสูงชะลูด
เมื่อต้นตาลเติบโตเต็มที่ จะสูงประมาณ 25-27 เมตร
บางต้นอาจสูงถึง 30 เมตร ลำต้นมีลักษณะตรงหรอโค้งเล็กน้อย
โคนต้นอวบใหญ่วัดขนาดได้รอบประมาณ 50 เซนติเมตร
มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 ฟุต ต้นตาลจะมีลำต้นขนาดใหญ่ไป
จนถึงยอด เปลือกลำต้นขรุขระ และเป็นวงปล้องซ้อนๆ กัน
เพราะใบที่หลุดออกไปแล้ว ลำต้นเป็เสี้ยนสีดำ แข็งมาก เหนียว
ไม่หักง่าย แต่ไส้กลางลำต้นอ่อน

ใบ

ใบตาลเป็นใบประกอบสีเขียวเข้ม มีลักษณะคล้ายฝ่ามือ
ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย หรือรูปพัด (Fan Leaf)
มีรัศมีประมาณ 4 เมตร ความกว้าง ของใบวัดได้ 50-70 เซนติเมตร
แต่ละใบจะมีใบย่อยเรียกว่า เซกเมนท์ (Segment) ซึ่งจะแตกออก
จากจุดๆเดียวกันที่ปลายก้อนใบ ตามทางจะมีหนามทู่สีดำติดอยู่ ยอดตาล
จะมีใบตาลประมาณ 25-40 ใบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของตาลเป็นหลัก
ถ้าตาลต้นใดไม่ได้ใช้ใบเป็นประโยชน์ ปล่อยทิ้งไว้ จนกระทั้งใบแก่
มีสีน้ำตาลอ่อน ใบแก่จะห้อยแบบลำต้นคลุมบริเวณคอตาลเป็นรัศมี
ครึ่งวงกลม แต่ละใบจะมีอายุไม่เกิน 3 ปี ตาลโตนดต้นหนึ่งๆ
สามารถให้ใบตาลได้ 12-15 ใบต่อปี ส่วนที่เป็นก้านใบ หรือ
ทางตาลยาวประมาณ 1-2 เมตร ก้านใบจะมีความแข็งแรง
ทางตาลจะหนาโค้งตามความยาว และมีหนามแหลมรอบ
ทั้งสองด้านลักษณะเป็นฟันเลื่อยขนาดไม่สม่ำเสมอกัน
ตาลโตนดจะผลิตใบได้ 1 ใบ ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

ดอก

ตาลโตนดจะออกดอดเป็นช่อ โดยดอกตัวผู้และดอกตัวเมียจะแยกกัน
อยู่คนละต้น ช่อดอกตัวผู้เรียกว่า “งวงตาล” ยาวประมาณ 1.5-2 เมตร
ต้นตัวผู้จะไม่ติดผล แต่สามารถผลิตน้ำตาลจากช่อดอกได้ในขณะที่ช่อดอก
ยังอ่อนอยู่ ความแตกต่งระหว่างต้นตัวผู้และต้นตัวเมียยากที่จะแยกได้
โดยอาศัยลักษณะทางสัณฐาน เนื่องจากไม่พบลักษณะเฉพาะเจาะจง
ยกเว้นเมื่อต้นออกดอกและติดผลแล้วเท่านั้น ช่อดอกของตัวผู้แตก
แขนงออกเป็น 2-4 งวงต่อก้านข้อ ยาว งวงละประมาณ 30-40
เซนติเมตร ในแต่ละงวงจะมีดอกเล็กๆ จำนวนมาก
ต้นตัวผู้ต้นหนึ่งๆ จะมีช่อดอกประมาณ 3-9 ช่อ

ส่วนช่อดอกของต้นตัวเมียเรียก “ปลีตาล” จะมีดอกน้อยกว่า
ดอกตัวผู้ ประมาณ 10 ดอก ในช่อกลุ่ม มีงวง 3 งวง
ต้นตัวเมียจะออกช่อหลังต้นตัวผู้เล็กน้อย แต่ละช่อจะมีดอก
ที่มีขนาดใหญ่ และชุ่มน้ำหวานมากกว่า ในแต่ละช่อของต้นตัวผู้
และตัวเมียจะทยอยออกช่อดอกเรื่อยๆ แม้นจะมีจำนวนน้อย
แต่ก็สามารถเก็บรองน้ำตาลได้ตลอดทั้งปี
ตาลโตนดที่มีอายุ 12 – 15 ปี สามารถเริ่มรองน้ำหวานมา
ทำน้ำตาลได้ โดยอาจเริ่มปาดตาลเมื่อมีดอกเป็นปีแรก
แต่จะได้น้ำหวานในปริมาณน้อย และมีปริมาณความหวาน
อยู่ระหว่าง 9 – 16.5เปอร์เซ็นต์ ตาลหนึ่งต้น สามารถรองน้ำหวาน
ติดต่อกันได้นาน 22 เดือน เป็นอย่างน้อย และรองน้ำหวานได้ทุกปี
ติดต่อกัน 3-4 ช่วงอายุคน หรือประมาณ 80 ปี

ผล

ผลตาลมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ

(Exocarp) เป็นเปลือกชั้นนอก มีผิวเรียบเป็นมัน
(Mesocarp) เป็นเส้นใยละเอียด
(Emdocarp) เป็นเปลือกหรือกะลาแข็งหุ้มเมล็ด
ผลตาลโตนดจะให้ดอกให้ผลหลายครั้งจนกว่าจะแก่ตายไป
ผลอ่อนมีสีเขียวติดอยู่บนทะลายคล้ายมะพร้าว ผลแก่จัด
มีสีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำเป็นมัน ผลโตขนาดเท่าผลส้มโอ
ภายใน เป็นเส้นละเอียด เมื่อสุกจะมีสีเหลืองแก่และมีกลิ่นหอม
เนื้อผลประกอบไปด้วยแป้งและน้ำตาล ทะลายหนึ่งมี
ประมาณ 10 – 15 ผล ตาลลูกหนึ่งมักมีเต้าตาลอ่อนอยู่ 2- 3 เต้า
เมื่อปาดเปลือกตาลออกเพื่อแคะเต้าตาล ที่เรียกกันว่า “ลูกตาลอ่อน”
“ลูกตาลสด” หรือ “ลอนตาล” จะมีเนื้อสีขาวใส นิ่ม รสหวานเย็น
และเปลือกบางกว่าลองกอง มีลักษณะแบบนๆ ยาวประมาณ 3 นิ้ว
กว้าง 2 นิ้ว และหนาประมาณ 0.5 นิ้ว
ผลตาลจะออกเฉพาะต้นตัวเมียเท่านั่น ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึง

เก็บผลอ่อนจะใช้เวลาประมาณ 75 – 80 วัน โดยผลจะออกเวียน
รอบต้นตามก้านใบ ซึ่ง 1 ก้านใบ จะออก 1 ปลี ใน1 ปลีจะให้ช่อ
ดอกประมาณ 3ช่อซึ่งแต่ละช่อก็จะให้ผลผลิตจำนวน 1 ทะลาย
และทุกๆ 1 ทะลาย จะมีผลตาลประมาณ 10 – 20 ผล
ส่วนเมล็ดลูกตาลสามารถนำไปเพาะได้ พอเริ่มงอก ต้นในเมล็ด
จะเปลี่ยนเป็นจาวตาล มีสีเหลืองอ่อน มีเนื้อแข็งคล้ายจาวมะพร้าว
แต่แน่นกว่า และมีรสชาติที่อร่อย

ราก

รากมีลักษณะเป็นเสี้ยนกลมยาวเป็นกระจุกคล้ายมะพร้าว
แต่จะไม่แผ่ไปตามผิวดินเหมือนรากมะพร้าว จึงไม่รบกวนต้นข้าว
เมื่อปลูกลงบนคันนา เนื่องจากรากของต้นตาลจะหยั่งลึกลงไปในดิน
ได้ลึกมาก จึงยึดติดดินได้ดี โอกาสที่ต้นตาลจะโค่นล้มหรือถอนราก
จึงเป็นไปได้ยาก ที่ผ่านมา คนไทยนิยมปลูกต้นตาลเพื่อเป็นเส้นหลัก
ในการแบ่งเขตของคัน หรือเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับดิน
ในบริเวณที่ทำการทดน้ำเข้าพื้นที่นา


การขยายพันธุ์ตาลโตนดในประเทศไทย

ตาลโตนดขึ้นได้บนดินทุกชนิด ทนทั้งความแห้งแล้ง และน้ำท่วม
แต่ไม่ชอบดินที่มีสภาพเป็นกรด โดยเฉพาะในที่ชุ่มชื้น
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

วิธีการเพาะเมล็ดทำได้โดยนำเมล็ดแก่ที่ตกอยู่ตามโคนต้นมาฝังดิน
ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร หลังจากนั้น 2 - 3 เดือน
กล้าอ่อนก็จะเริ่มงอก ในระยะปีแรกๆห การเจริญเติบโตของตาลโตนด
จะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยเฉลี่ยแล้วปีหนึ่งจะมีใบใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 1 ใบ
เท่านั้น เมื่อตาลโตนดอายุประมาณ 5 – 6 ปี
ลำต้นจะสูงเพียง 1 เมตร จากนั้นจะเป็นระยะที่ลำต้นยืดตัว
สูงขึ้นปีละ 1 เมตร หลังจากระยะนี้ไปลำต้น
จะยืดตัวสูงขึ้นอีกปีละ 30 เซนติเมตร ดังนั้น ตาลโตนด
อายุ 10 – 15 ปี จะสูงเพียง 4 -5 เมตร ถือว่าเป็นระยะ
เริ่มให้ดอกผล นักวิจัยเชื่อว่า ตาลโตนดให้ผลครั้งแรก
ประมาณ 15 – 20 ปี แต่ชาวบ้านเชื่อว่า ตาลโตนดจะให้ผลครั้งแรก
เมื่ออายุ 15 ปี บางทีลดลงมาเหลือ 12 ปี
ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ของดิน

พันธุ์ตาลโตนด

พันธุ์ตาลโตนด ที่ปลูกทั่วไป มีอยู่ 3 พันธุ์คือ

โตนดหม้อ ลำต้นตรงใหญ่แข็งแรง ผลใหญ่ สีค่อนข้างดำ
เปลือกหนา ใน 1 ผล มี 2 – 4 เมล็ดให้ผลประมาณ 15 – 30 ผล
ต่อทะลาย จะให้ผลเมื่ออายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ทั้งนี้แล้วแต่
ความอุดมสมบูรณ์ของลำต้นและการดูแลรักษา

โตนดไข่ ลำต้นใหญ่แข็งแรง ผลค่อนข้างใหญ่ เปลือกสีเหลืองอมดำ
ใน 1 ผล มี 2-3 เมล็ด ให้ผลประมาณ 15 – 30 ผลต่อทะลาย
จะให้ผลเมื่ออายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป
ส่วนพันธุ์ตาลโตนดไย่ ตาลโตนดหม้อ จะ สามารถสังเกตความแตกต่าง
ของทั้งสองสายพันธุ์ได้อย่างชัดเจน เพราผลตาลโตนดไข่นั้นลูกเล็ก
มีสีเหลืองตลอดผิวผล และมีประเป็นจุดๆ สีดำทั่วไป เนื้อเยื้อจะมี
ความชื้นมาก ให้แป้งน้อง ส่วนตาลโตนดหม้อลูกใหญ่ บางผลยาว
ถึง 30 เซนติเมตร และวัดผ่านกลางได้ ถึง 23 เซนติเมตร
ผิวผลดำสนิท มีสีเหลืองเล็กน้อยบริเวณก้นผลเท่านั้น
เยื่อมีความชื้นน้อยและให้แป้งมาก

ประเภทของตาลโตนด

ตาลโตนดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตาลตัวผู้ และตาลตัวเมีย

ตาลตัวผู้ จะมีงวง

ตาลตัวเมีย จะมีลูกเป็นยวง เรียกว่า ทะลาย เมื่อตาลเจริญเติบโตได้
ประมาณ 18 ปี ก็จะให้ผลผลิต

ข้อสังเกตว่าเป็นตาลตัวผู้ตัวเมีย

ดูได้จากสัดส่วนของลำต้น ถ้าลำต้นโค้งเว้าเป็นตาลตัวเมีย
และถ้าลำต้นสูงตรงเป็นตาลตัวผู้
ดูจากการเวียนของใบ ถ้าเวียนจากขวาเป็นตาลตัวผู้ ถ้าเวียนจากซ้ายเป็นตัวเมีย


(ภาพประกอบ จากสวน คุณลูกบาศก์)

การปลูกตาลโตนด

วิธีปลูกตาลโตนด สามารถทำได้ดังนี้

1. การปลูกจาเมล็ดที่ได้จากการเพาะ โดยนำเมล็ดตาลที่มีรากงอกแล้ว
ไปปลูกในหลุม ขนาดลึกประมาณ 25 *25 เซนติเมตร ระวังอย่าให้
ปลายรากตาลหัก เพราะถ้าส่วนรากหักจะปลูกต้นตาลไม่ขึ้น หลังจากนั้น
ให้รดน้ำบนหลุมให้ชุ่ม แต่ถ้าช่วงไหนมีฝนก็ไม่ต้องรดน้ำอีก
หลังจากปลูกตาลได้ 30 วัน ต้นตาลก็จะงอกพ้นดินขึ้นมาเรื่อยๆ
ระยะที่ปลูกที่เหมาะสม คือ ระยะ 6*6 เมตร ถึง 8*8 เมตร
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดินด้วย และต้นตาลที่เกิดจากการเพาะ
เมล็ดจะมีรากยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร
และจะหยุดการเจริญเติบโตพร้อมกับการพัฒนาต้นอ่อนในราก

2. การปลูกแบบนำผลตาลสุกทั้งผลไปวางไว้ในที่เตรียมเอาไว้
จะต้องขุดหลุมฝังตาลให้ดีเพื่อป้องกันสัตว์กิน หรือกัดแทะ
ซึ่งการปลูกวิธีนี้อาจจะทำให้ต้นตาลงอกพร้อมกันหลายต้น
ให้ถอนต้นที่ไม่ต้องการออก และทำรั้วป้องกันไม่ให้สัตว์ไปเหยียบ
ต้นตาล และควรปลูกตาลในระยะที่กำหนด คือ
ตั้งแต่ 6*6 หรือ 8*8 เมตร เป็นอันว่าเรียบร้อย

การปลูกต้นตาลโตนดในกระถาง

จากการลงไปศึกษาข้อมูลการปลูกตลโตนดในกระถาง
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2540 ของนายณรงค์ พงศ์อนันต์ อายุ 42 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 516 /8 ตลาดระโนด ตำบลระโนด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
ซึ่งประกอบอาชีพส่วนตัว สนใจและชอบปลูกไม้กระถาง
ไม้แคระมานาน 10 กว่าปีแล้ว จนเป็นที่ยอมรับของสมาชิกปลูก
ไม้แคระ ปัจจุบันเป็นประธานชมรมไม้แคระ อำเภอระโนด

จากการสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวการปลูกต้นตาลโตนดในกระถาง
นายณรงค์ เล่าว่า ตนเริ่มสนใจปลูกตาลโตนดในกระถางเมื่อราวๆ ปี
พ.ศ. 2536 โดยเก็บเมล็ดตาลสุกมาเพาะ ในกระป๋องนมผง
ใช้ดินผสมขี้เถ้า เพื่อความร่วนซุย ดูแลรดน้ำเหมือนไม้ดอก
ไม้ประดับทั่วไป นานประมาณ 7-8 เดือน หน่อตาลโตนด
ที่เพาะยังไม่โผล่ให้เห็น กระป๋องนมเริ่มผุเปื่อย จึงรื้อดูพบ
หน่อตาลงอกอยู่บริเวณส่วนก้นกระป๋องจึงย้ายหน่อตาลมา
ปลูกในกระถางดินเผา และได้ดูแลต่อมาต้นตาลโตนดจึงเริ่มแตก
หน่อแตกใบในปีต่อมา ปัจจุบัน ต้นตาลดังกล่าวอายุ 8 ปี และ
ได้มอบให้โครงการฯ เป็นตัวอย่างเพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของ
การปลูกต้นตาลโตนด ในกระถาง เป็นไม้ประดับหรือไม้แคระตาลโตนดต่อไป

วิธีการปลูกและดูแลรักษาต้นตาลโตนดในกระถาง

เมื่อต้นกล้าตาลโตขึ้น รากงอกมากขึ้นจึงทำการเปลี่ยนกระถาง
ให้ใหญ่ขึ้นได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนดินแต่ให้เพิ่มดินใหม่ได้
ห้ามตัดรากออกเป็นจะทำให้ต้นตาลตายได้
แต่ให้ตัดทางออกได้เพื่อให้ต้นตาลแตกยอดเร็วขึ้น
รดน้ำทุกวันเหมือนไม่กระถางทั่วไป
ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี แต่ให้ใส่ปุ๋ยคอกบ้างก็น่าจะดี

วิธีขุดต้นตาลจากแหล่งธรรมชาติมาปลูกในกระถาง

รดน้ำบริเวณรอบโคนให้ชุ่มก่อนขุด ใช้เสียมค่อยๆขุดดินรอบๆโคน
ระมัดระวังอย่าให้ดินหุ้มรากร่วง ขดจนถึงส่วนล่างของรากตาล
ระมัดระวังอย่าให้รากขาด โดยเฉพาะรากเส้นยาวที่งอกจากส่วนกลาง
ของโคนพุ่งตรงลงสู่ดิน เป็นเดี่ยวเรียกว่า “รากสะดือ” หากรากสะดือขาด ให้ใช้ถุงพลาสติกหุ้มรากมัดให้แน่น
ป้องกันน้ำจากลำต้นไหลออกเพราะหากน้ำไหลออกมาทำให้ต้นตาล
สูญเสียน้ำและตายได้ เมื่อขุดต้นตาลใส่กระถางแล้ว ใช้ถุงพลาสติกใส
ขนาดใหญ่คลุมอบทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน คอยสังเกตการณ์เจริญเติบโต
ของต้นตาล หากต้นตาลแข็งแรงดีแล้ว จึงเปิดถุงที่หุ้มออก
และดูแลได้ตามปรกติเช่นเดียวกับไม้กระถางทั่วไป


ตาลโตนดที่ปลูกในประเทศไทย

ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ต้นตาลที่ปลูกในประเทศไทย
เป็นสายพันธุ์ต้นตาลที่มาจากอินเดีย ทั้งในหนังสือ “แนวสังเขปโบราณคดี
รอบอ่าวบ้านดอน” ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็เชื่อในข้อสันนิษฐานดังกล่าวโดย
แสดงความคิดเห็นว่า “ต้นตาลจะมีทุกแห่งที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดีย
มีผู้เชื่อว่า ชาวอินเดียที่เข้ามานั้นเอง ได้นำเอาพันธุ์ต้นตาลติดมาด้วย
และปลูกเป็นไม้สำคัญทั่วประเทศไทย” ดังนั้นข้อสันนิษฐานดังกล่าว
จึงน่าจะเป็นไปได้สูง เนื่องจากแหล่งปลูกต้นตาลโตนดจำนวนมาก
ตั้งแต่อดีตส่วนใหญ่เป็นเมืองท่าสำคัญที่มีการติดต่อกับอินเดียมาก่อนทั้งสิ้น
เช่น เมืองเพชรบุรี สุพรรณบุรี(อำเภออู่ทอง) ชัยนาท(อำเภอสรรคบุรี)
นครปฐม(อำเภอนครชัยศรี) นครศรีธรรมราช สุราษฏ์ธานี (อำเภอไชยา)
สงขลา ฯลฯ ต้นตาลจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องที่
เช่น ตะนอด ตาลโตนด ตาลใหญ่ ตาล ทอถู ทะเนา ห้าง โหนด เป็นต้น

ในอดีตที่ผ่านมา จังหวัดเพชรบุรี และสุพรรณบุรี ถือเป็นแหล่ง
ที่มีการปลูกต้นตาลจำนวนมาก จากการสำรวจพื้นที่การปลูกตาลโตนด
โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา ปี พ.ศ. 2542 ได้ระบุว่า
จังหวัดสงขลามีปริมาณต้นตาลโตนดมากที่สุดในประเทศไทย
คือมากกว่า 3 ล้านต้น ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ
ได้แก่ อำเภอสิงหนคร อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด
อำเภอควนเนียง และอำเภอรัตภูมิ

สำหรับการปลูกตาลโตนดในพื้นที่ภาคใต้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดี ที่มีการกล่าวถึงการปลูก
ตาลโตนดในการสร้างสวนเกษตรหรือสวนสาธารณะของ
พระราชาศรีชัยนาศ หรือศรีชยนาถ เมื่อ พ.ศ. 1227
โดยจดบันทึกในจารึกตาลังตูโวที่เมืองปาเล็มบังว่า “สิ่งที่พระองค์
ปลูกลงที่นี่ คือ มะพร้าว หมาก ตาล สาคู และต้นไม้อื่นๆอีก
หลายชนิดที่ผลรับประทานได้รวมทั้งต้นไผ่ เพื่อเป็นหนทางอันดี
ที่สุดแก่พวกเขาในอันที่จะได้ความสมบูรณ์พูนสุขหากเมื่อใด
เขาหิวในขณะหยุดหรือระหว่างทางก็สามารถจะหาอาหารและ
น้ำดื่มได้” (ตามรอยศรีชัย.นงคราญ ศรีชาย . 2544:23)

โดยทั่วไปต้นตาลโตนดมี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ที่มีผลดำ
เรียกว่า “ตาลกา” และพันธุ์ที่มีผลสีแดง เรียกว่า”ตาลข้าว” ทั้งสองพันธุ์
มีลักษณะสรีรวิทยาที่ใกล้เคียงกัน แต่พบว่า พันธุ์ที่มีผลสีแดง
จะให้ผลผลิตที่สูงกว่าพันธุ์สีดำเล็กน้อย แต่บนคาบสมุทรสทิงพระ
อาณาเขตพื้นที่จังหวัดสงขลา พบว่า มีตาลโตนดที่แตกต่างไป
จากที่ระบุไว้ซึ่งอาจเกิดจากการกลายพันธุ์จาก 2 พันธุ์ที่รู้จัก
กันโดยทั่วไป ชาวบ้านเรียกว่า “ตาลขี้หมิ้น”

ในพ.ศ. 5484 สมัยที่ จอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี
กรมป่าไม้ได้ริเริ่มให้มีการปลูกต้นไม้ประจำปีขึ้น ทำนองเดียว
กับ Arbor Day (วันฟื้นฟูป่าที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากระยะเวลานั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่ได้แผ่มากระทบถึงเมืองไทย ในรูปสงครามมหาเอเชียบูรพา
ป่าไม้ในเมืองไทยได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วยหลายประการ
กรมป่าไม้ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตามส่วนภูมิภาคร่วมกับคณะ
กรรมการจังหวัดและคณะกรรมการอำเภอ จัดปลูกตามสถานที่ราชการ และโรง
เรียนต่างๆ (วารสารบางกอก.คอลัมน์: ณบางกอก .ศรีชัยพฤกษ์ . 2545 )
ชาวบ้านในพื้นที่ อำเภอสทิงพระจำนวน 6 คนบอกว่า ทางอำเภอได้มี
คำสั่งให้ครู นักเรียน และชาวบ้าน อำเภอสทิงพระ ปลูกตาลโตนด
คนละ 5 ต้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 สมัยนายบัญญัติ จันเสนะ
ผู้ว่าราชการจังหวัด มีนโยบายของจังหวัดสงขลาให้ส่วนราชการต่างๆ
รณรงค์ปลูกต้นตาลโตนดเพิ่มในพื้นที่ทั้งจังหวัด ปีละ 10,000ต้น
อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ถือเป็นแหล่งปลูกตาลโตนดที่ดีที่สุด
แห่งหนึ่งของประเทศ และชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ ก็ได้ปลูก
ต้นตาลโตนดเป็นพืชเศรษฐกิจมานาน จึงมีจำนวนต้นตาลโตนด
ในอำเภอสทิงพระ มากถึง3,000,000 ต้น เนื่องจากตาลเป็นไม้ยืนต้น
ที่ให้ประโยชน์สารพัด แต่ขณะนี้จำนวนต้นตาลกำลังลดลง
เนื่องจากการทำลายจากการทำนากุ้ง และนำไปใช้ทำเครื่องเรือน
หากไม่มีการปลูกเพิ่มโอกาสที่ต้นตาลโตนดซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ
ของอำเภอสทิงพระจะสูญหายไปจึงมีสูง

ในช่วงที่ผ่านมาทางอำเภอสทิงพระ จึงพยายามเพิ่มมูลค่าจากตาลโตนด
โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ อบต. ละ 100,000บาท
และเทศบาลตำบลสทิงพระ 200,000บาท ให้อบต. 11 แห่ง
รับซื้อลูกตาลโตนดจากชาวบ้านในราคายุติธรรมมาเพาะเป็นกล้าไม้
ปลูกในกระถามเพื่อจำหน่ายเป็นไม้ประดับ
โดยวิทยาลัยการอาชีพสมเด็จเจ้าพะโค๊ะได้มาช่วยออกแบบ

__________________________________________________


ราคาสวยทันใจ ต้นตาลโตนดขุดล้อม พร้อมปลูก
เมตรแรก 2500 B.
สองเมตร 4500 B.
สี่เมตร 7500 B.
หลังจากสี่เมตรๆละ 1000 B


_____________________________________________________

28 กย 52


วันนี้ไปเก็บลูกตาลโตนด ที่หล่นอยู่ข้างคันนา
นำมาปลูกเพิ่มที่สวน อนาคตต้องเรียก...บ้านสวนตาล


ได้เมล็ดตาลที่งอก แล้วมา มีสายสะดือของต้นตาลโตนดด้วย
______________________________________________________


น้ำตาล ต้นโตนด กับคนขึ้นตาล
http://www.thumhome.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%94.htm

______________________________________________________


ความเป็นมาของตาลโตนด
จากตำนานของจังหวัดเพชรบุรี
http://phetchaburi.doae.go.th/tan_phet/menu_tan.htm

ตำนาน ตาลโตนด จังหวัดเพชรบุรี
______________________________________________________

การสำรวจภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำตาลโตนด

ของเกษตรกร อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

กลุ่มวิชาการพัทลุง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8


http://www.samrancom.com/palmt.htm
_____________________________________________________



http://www.thailaemthong.com/readarticle.php?article_id=550

ตำนานวิถีชีวิตแบบโหนด นา เล คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา





http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=37443
_______________________________________________________


_______________________________________________________




____________________________________________________

มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับ ดาลโตนด
มาแนะนำให้อ่านศึกษาค้นคว้าสำหรับผู้ที่สนใจ






_______________________________________________________


หมวกใบตาล



หมวกใบตาล ที่นำดอกไม้ผ้ามาติด เป็นสินค้าโอทอป




งอบ ทำจากใบของต้นตาล เวลาเราไปเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวก
จะเห็นแม่ค้าพายเรือใส่งอบขายของทุกวัน



หมวกเจ็ก ที่คนจีนชอบใส่ให้เห็นสมัยโบราณ
หมวกกุยเล้ย หรือที่ชาวบ้านออกเสียงเพี้ยนเป็น
“หมวกกุยเละ” เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อหมวกแบบจีน มีลักษณะทรงกลมหัวแหลม
แพร่เข้าสู่ประเทศพร้อมกับการอพยพเข้ามาของชาวจีนที่นิยมใส่เวลา
ออกจากบ้าน เนื่องจากหมวกชนิดนี้มีปีกกว้างกันแดดกันฝนได้ดี

หมวกกุยเล้ย สานด้วยไม้ไผ่เป็นโครง ใช้ใบตาลสอดตามโครง
ถ้าเป็นหมวกกุยเล้ยชั้นดีจะมีกระดาษชุบน้ำมันปิดทับใบตาลอีกชั้นหนึ่ง
ทำให้กันฝนได้ดีขึ้น แต่ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เขตตำบลปากน้ำ
อำเภอบางคล้า ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ยังคงอนุรักษ์
การสานหมวกกุยเล้ย เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านชิ้นนี้ไว้ ประกอบกับมีความ
พร้อมทางด้านวัตถุดิบ ในท้องถิ่น จึงยังคงมีการสานหมวกกุยเล้ย
จนถึงปัจจุบัน ผลงานฝีมือการสานหมวกกุยเล้ยของอำเภอบางคล้า
ได้รับรางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านของ
กระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๐


หมวกเมืองตาก
หมวกสีดำ(เจ้าตาก)และสีขาวทำจาก ใบตาลมีให้เลือกหลายรูปแบบ
หลากสีสันตกแต่งด้วยฝีมือของกลุ่มแม่บ้านในเมืองตาก


หมวกจีนหัวแหลม ทำด้วยใบตาล

___________________________________________________

เวป บ้านต้นตาล

http://bantontan.com/







Create Date : 26 กันยายน 2552
Last Update : 28 ตุลาคม 2556 23:09:15 น. 2 comments
Counter : Pageviews.  
 
 
 
 
ตาลโตนด

ผู้แต่ง หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์
ประวัติผู้แต่ง
ประสูติ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒
การศึกษา ทรงสำเร็จมัธยมจากโรงเรียนแพ็คดี้
มลรัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา
และทรงได้รับ ปริญญาตรี ทางสาขาวิชาเกษตรศาสตร์
จากมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ประเทศฟิลิปปินส์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ และปริญญาโท (M.S.)
จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๓

หน้าที่การงาน ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการค้นคว้าและวิจัย
เกี่ยวกับการเกษตร เคยเป็นอธิบดีกรมการข้าว
อธิบดีกรมกสิกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ปัจุบันทรงดำรงตำแหน่งองคมนตรี

งานนิพนธ์ เนื้อร้องเพลงพระราชนิพนธ์
สายฝน,ยามเย็น,แสงเทียน,เทวาพาคู่ฝัน,
กลอน เรื่อง ตาลโตนด
ลักษณะคำประพันธ์ เป็นกลอนสุภาพหรือกลอนแปด
(ศึกษาได้จากเรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน)
จุดประสงค์ในการแต่ง เพื่อให้ความคิดเห็นเกี่ยวกั
บประโยชน์ของการปลูกตาลโตนดและชักชวน
ให้คนปลูกต้นตาลโตนด

ที่มาของเรื่อง คัดมาจากหนังสือ “ช่วยกันเขียน”
ซึ่งพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ
คุณหญิงชั้น มหินทรเดชานุวัฒน์ จ.ม.
เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓

เนื้อเรื่องย่อ เนื้อหาแบ่งออกเป็น ๑๑ ช่วง คือ

ช่วงที่ ๑ เป็นคำนำชักชวนให้ปลูกต้นตาลโตนด
เพราะตาลโตนดมีประโยชน์มากมาย แต่จะมีผล
ก็ต้องใช้เวลานานในการเจริญเติบโต จึงควรปลูก
ทยอยกันไป เพื่อลูหลานจะได้เก็บกินในวันข้างหน้า
แทนต้นที่บรรพบุรุษได้ปลูกไว้ให้เรา

ช่วงท ี่๒ ทำเลที่จะปลูกต้นตาลโตนด ต้นตาลโตนด
ปลูกง่ายในที่ที่เป็นดินเหนียว ในที่ลุ่มแต่มีทางระบายน้ำ
เช่น ตามคันนา เป็นต้น ในที่ที่เป็นดินปนทราย
ชายฝั่งทะเล น้ำกร่อย หรือที่ที่ดินดอนร่วนซุย
ก็ปลูกได้ทั้งนั้น

ช่วงที่ ๓ ให้ตัวอย่างของคนที่ปลูกต้นตาลโตนด
จนได้ผลดีมาแล้ว ได้แก่ชาวจังหวัดเพชรบุรีที่ผ้ผลิต
น้ำตาลจนเป็นที่เลื่องลือ โดยนิยมปลูกต้นตาลโดนด
ไว้ตามคันนา ทำให้ไม่ต้องใช้ทุนมาก

ช่วงท ี่๔ การเก็บอากรสวนในสมัยก่อน การปลูกต้นไม้
สมัยก่อนมีการเสียภาษี ดังนั้นต้นตาลโตนดเป็นพืช
ที่โตช้า กว่าจะได้ผลผลิตก็ต้องใช้เวลานาน จึงไม่คุ้ม
กับค่าภาษีที่จะต้องเสีย ชาวบ้านจึงไม่นิยมที่จะปลูก
ต้นตาลโตนด หันไปปลูกพิชชนิดอื่นที่ให้ผลผลิตที่คุ้มกว่า
(แต่การเก็บอากรสวนนั้นได้ยกเลิกไปแล้ว
ตั้งแต่สมัยรัชการที่๘)

ช่วงที่ ๕ ประโยชน์ของใบตาลในสมัยก่อนใบตาล
ใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง ได้แก่ ใช้แทนกระดาษ
เขียนหนังสือ ซึ่งปัจจุบันใช้พิมพ์นามบัตร
ใบแก่ใช้เย็บหมวก ทำพัด มุงหลังคา ทำเครื่องจักสาน
เช่น เสื่อ หมวก ตะกร้าทำลิ้นของปี่ ทำกระดาษ
และทำปุ๋ย เป็นต้น

ช่วงที่ ๖ ส่วนของต้นตาลที่ให้ป่าน ป่านได้จากหลาย
ส่วนของต้นตาลดตนด ได้แก่ ใบ ก้านใบ
เปลือกของผล ลำต้น และก้านต้น

ช่วงที่ ๗ ประโยชน์ของต้นตาล ได้แก่ ทำเสาต่างๆเช่น
เสาไฟฟ้า เสารั้ว เสาบ้าน เป็นต้น เนื้อในของลำต้น
ยังใช้ทำแป้งได้อีกด้วย

ช่วงที่ ๘ ประโยชน์ของดอกตาล ใช้ทำยาเบื่อเพื่อกำจัด
สัตว์ที่รบกวนมนุษย์ เช่น หนอน เป็นต้น
ดอกตัวผู้ใช้ทำยาขับปัสสาวะ

ช่วงที่ ๙ ประโยชน์งวงตาล ให้น้ำหวาน ใช้ทำน้ำตาลปึก
น้ำตาลสด น้ำตาลลวก น้ำตาลหม้อ และน้ำตาลเมา

ช่วงที่ ๑๐ ประโยชน์ของลูกและจาวตาล ผลตาลอ่อน
ใช้รับประทานเป็นของหวาน หัวตาล
(ส่วนขั้วของลูกตาลอ่อน)แกง จาวตาล
ใช้เชื่อมเป็นของหวานได้ด้วย

ช่วงที่ ๑๑ เป็นบทสรุป ให้ปลูกตาลโตนดชดเชย
รุ่นก่อนๆ เพื่อเป็นมรดกแก่อนุชนรุ่นต่อๆไป
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง

๑.ข้อคิดเกี่ยวกับต้นตาลโตนดได้ แก่

๑.๑ อุตสาหกรรมที่ทำจากต้นตาลโตนด
ประชาชนควรให้ความสนใจและสนับสนุน

๑.๒ คนรุ่นปัจจบันควรจะปลูกต้นตาลดตนด
เพื่อประโยชน์แก่อนุชนรุ่นต่อๆไป

๑.๓ ต้นตาลโตนดเป็นพืชที่ให้ประโยชน์มากมาย
และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจต่อประเทศชาติ

๒.คนรุ่นก่อนๆได้สร้างสิ่งที่มีประโยชน์ต่างๆ ไว้
เป็นมรดกให้แก่อนุชนรุ่นเรามากมาย เราจึงควร
สร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ให้แก่อนุชนรุ่นต่อๆไปบ้าง

ความรู้ประกอบ ๑.“ตาลมีภาษี” แต่เดิมไทยมีการ
เก็บอากรสวน โดยนับจำนวนต้นไม้ที่ปลูกมาคิดเงิน
อากรชาวสวนจึงต้องปลูกไม้ที่ขายได้ราคาดี มีผลมาก
เพื่อให้คุ้มกับทุนที่ลงไปและอากรที่ต้องเสีย

ตาลโตนดมีประโยชน์มากก็จริง แต่มีผลน้อยและ
ขายได้ราคาไม่ดี ชาวสานจึงไม่นิยมทำสวนตาลโตนด
คงมีชาวนาเท่านั้นที่ปล่อยให้ตาลโตนดขึ้นตามหัวไร่
ท้ายนา เพื่อใช้ร่วมเงาและประโยชน์จากส่วนต่างๆ
ของต้นตาลการเก็บอากรสวนนี้ยกเลิกในปี พ.ศ.๒๔๘๒
ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหา
อานันทมหิดล

๒.ตาลโตนด เป็นพืชในตระกูลปาล์ม เทียบได้กับ
มะพร้าวและหมาก สังเกตเพิ่มเติมได้จาก
ก. ลำดับต้นตาล กลม สูงตรงขึ้นไปโดยไม่แตกกิ่ง
ข. ใบตาล แตกออกจากลำต้นโดยตรง ก้านเหนียว
แข็งแรงเรียกว่า “ทาง” ต้นสูงขึ้นลำต้นเก่าจะร่วงหล่น
ใบใหม่จะออกมาแทนที่ จะเห็นว่า ใบตาลรวมอยู่
เป็นกลุ่มที่ยอดของลำดับ
ค. ดอกตาล ออกเป็นช่อยาว ระหว่างที่ยังอ่อน
จะซ่อนอยู่ในกาบซึ่งหนา เมื่อดอกปรากฏกาบก็จะ
เผยออกเห็นช่อ ก้านช่อดอก ดอกผู้
ต้นตาลโตนดแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ
ต้นตาลตัวผู้และต้นตาลตัวเมีย โดยสังเกตจากดอก
ดอกของต้นตาลตัวผู้เรียกว่า “พวยตาล”
มีเฉพาะเกสรเท่านั้น ต้นตาลตัวผู้จะไม่มีผลส่วนดอกของต้นตาลตัวเมีย เรียกว่า”งวงตาล”มีลักษณะเป็น
ช่อยาวซ่อนอยู่ในกาบ เมื่อดอกแก่กาบจะแยกออก
เผยให้เห็นช่อดอก แล้วช่อดอกจะกลายเป็นผล
ผลศาลมีลักษณนามเป็นทะลายเช่นเดียวกับมะพร้าว
และหมาก
 
 

โดย: P_ปรัชญา วันที่: 2 ตุลาคม 2552 เวลา:22:54:25 น.  

 
 
 
ตาลโตนด
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

ช่วงที่ ๑.

ตาลเอ๋ย ตาลโตนด
มีประโยชน์แก่มนุษย์นั้นสุดแสน
ปลูกไว้มากไม่ต้องหวาดจะขาดแคลน
ได้ทดแทนทุนที่ปลูกผูกกำไร

รุ่นบิดามารดาเอามาปลูก
ชั้นลูกลูกไม่คิดพาะเหมาะตรงไหน
นั่งแต่เก็บใช้กันทุกวันไป
ไม่เท่าไรตาลจะหมดก็อดกัน

เมื่อต้นตาลแก่อายุจะลุล่วง
จึงคิดห่วงปลูกเพิ่มเริ่มขยัน
แต่ต้นตาลโตไม่ได้ในสามวัน
แก่ไม่ทันขาดประโยชน์จะโทษใคร

ถ้าใช้พลางปลูกพลางระหว่างนี้
จะได้มีตาลชุกทุกสมัย
ท่านผู้ใหญ่มีจิตช่างคิดไกล
ปลูกตาลให้มรดกตกถึงเรา

เราจึงควรหวนคิดมีจิตบ้าง
มีที่ว่างควรจะปลูกให้ลูกเขา
ให้รุ่นหลังไว้เป็นทุนเห็นคุณเรา
จงควรเฝ้าปลูกทยอยค่อยทำไป

ช่วงที่ ๒

การเลือกที่นั้นไม่ยากลำบากนัก
ดินเหนียวหนักลุ่มฝนก็ทนไหว
ขอให้น้ำเดินได้ระบายไป
ควรปลูกในนากระหน่ำไปตามกัน

ตามที่ดอนดินร่วนก็ควรปลูก
หากจะผูกใจผลิตคิดขยัน
ปีแรกแรกรีบมุ่งบำรุงกัน
ปีหลังนั้นต้นจะงามไปตามกาล

อันที่ดินปนทรายตามชายฝั่ง
น้ำกร่อยยังปรากฏว่ารสหวาน
ยิ่งโตเร็วใช้สอยไม่คอยนาน
ทำน้ำตาลเลิศล้วนควรจะลอง

ช่วงที่ ๓

“น้ำตาลเพชร” เลื่องลือมีชื่อเลิศ
ผลกำเนิดปลูกเป็นทุนคุณสนอง
เขาคิดถูกปลูกไว้เป้นก่ายกอง
ต่างเจ้าของปลูกไว้หลามตามคันนา

อันที่นาอื่นอื่นหมื่นแสนไร่
ปลูกตาลได้เป็นสมบัติควรจัดหา
ทำคันนาได้ไร่ละหลายวา
ควรจะหาตาลปลูกให้ลูกเรา

จงดูชาวเพชรบุรีที่ดีบ้าง
เป็นตัวอย่างอันงามควรตามเขา
ถ้าต้องใช้ทุนกระหน่ำก็ทำเนา
นี่งานเบาทุนไม่มากลำบากกาย

ช่วงที่๔

แต่ก่อนกาลตาลมีภาษีบ้าง
จึงอาจอ้างค่าอากรทุนรอนหลาย
หากจะปลูกไว้มากลำบากตาย
กลัววอดวายเพราะภาษีไม่มีทุน

มาบัดนี้รัฐบาลพิจารณ์เรื่อง
เพื่อฟูเฟื่องกสิกิจคิดอุดหนุน
การปลุกตาลช่วยเหลือคิดเจือจุน
เพื่อลดทุนถอนภาษีให้มีใจ

เมื่อแจ้งว่าอากรเลิกถอนแล้ว
จะมีแนวข้ออ้างไปทางไหน
ไม่ปลูกกันนั้นจะว่าสาเหตุใด
ควรคิดไกลริอ่านปลูกตาลกัน

ถ้าหากว่าตาลโตนดประโยชน์น้อย
ก็ควรพลอยนอนใจไม่ขยัน
นี่มีคุณหลายหลากมากมายครัน
สิ่งสำคัญที่จะได้มาใช้การ

ช่วงที่๕

แต่แรกเริ่มเดิมทีมีผู้ใช้
เขาเก็บใบมาสลักอักษรสาร
ตามวิธีที่ใช้เช่นใบลาน
ใช้ในการเขียนจดบทตำรา

สมัยนี้อาจจะนำมาทำการ์ด
แทนกระดาษบอกนามได้งามดี
ส่วนใบแก่เขาเก็บมาเย็บหมวก
โครงไม้รวกกุ๊นขอบประกอบสี
มาทำพัดหุงต้มให้ลมมี
การครัวดีทำได้ด้วยไฟแรง

ทั้งมีคนเลือกใช้ใบหนาหนา
เพื่อนำมาเย็บไว้ใช้เป็นแผง
เอาไว้มุงหลังคาฝากระแชง
เมื่อไม้แพงพอทุ่นคุณใบตาล

บางพวกเขาเอาใบมาใช้ฉีก
เป็นเส้นปลีกทอถักทำจักสาน
เป็นสื่อสาดใช้สะดวกหมวกใบตาล
มราเขาสานเป็นตะกร้าก็น่าดู

บางพวกยิ่งพยายามให้งามพร้อม
เขาก็ย้อมเสียให้ดีสีหรูหรู
ศิลปะนี้ประเสริฐควรเชิดชู
มีตาลอยู่เงินหมดไม่อดตาย

คุณใบตาลที่ดีมีแปลกแปลก
จะแจงแจกหมดยากเพราะมากหลาย
อันปี่แขก “บีบีต เซะรูนาย”
ทำลิ้นได้เป่าเสนาะเพราะใบตาล

เราสามารถอาจจะใช้ใบเป็นปุ๋ย
ให้ดินยุ่ยเพิ่มเชื้อเนื้ออาหาร
ทำกระดาษไว้ใช้ได้ทนทาน
คุณใบตาลตั้งโกฏิประโยชน์ดี

ช่วงที่๖

อนึ่ง ป่านเส้นใยจะได้จาก
ตาลนั้นมากทำกันมาห้าวิถี
อย่างที่หนึ่งรอบก้านต้นตาลมี
ใยโปร่งดีใช้ได้กันหลายทาง

อย่างที่สองป่านทำจากลำต้น
ทุบเนื้อป่นแล้วชำระและสะสาง
อย่างที่สามได้มากทุบจาก “ทาง”
ในใจกลางลำก้านป่านเหนียวทน

อย่างที่สี่เส้นใยจากใบนั้น
เขาฉีกกันใช้การสานได้ผล
อย่างที่ห้าเปลือกลูกตาลมีป่านปม
กาบตาลทนเทียมมะพร้าวราวราวกัน

ช่วงที่๗

อันลำต้นทนทานทำการสร้าง
ได้หลายอย่างยิ่งทุกสิ่งสรรพ์
ทำเรือนโรงโครงร่างก่อสร้างกัน
เป็นหลักมั่นเสาสะพานทานกำลัง

ต่อเก้าอี้ม้านั่งตั่งเตียงตู้
กรุประตูดาดฝ้าฝาผนัง
เนื้อไม้ตาลงามสลวยสวยดีจัง
ทำโต๊ะตั้งชุดรับแขกสวยแปลกดี

นอกจากทำเครื่องใช้ภายในบ้าน
ใช้แต่งร้านสวยเสริมเพิ่มศักดิ์ศรี
ใช้ไม้ไผ่กันมาว่างามดี
ใช้แทนที่ด้วยไม้ตาลทนทานจัง

ในใจกลางลำต้นเมื่อป่นเข้า
จะกรองเอาแป้งได้หลายหลายถัง
ถ้าจะทำแป้งล้วนควรระวัง
ตัดเมื่อยังไม่มีดอกจึงออกดี

ช่วงที่๘

ก้านช่อดอกบอกกันว่าเป็นยาเบื่อ
ใช้ฆ่าเชื้อกำจัดให้สัตว์หนี
พวกเขมรทำเป็นยาฆ่าหนอนดี
ล้างท้องที่มีพยาธิฉกาจเกิน

ส่วนดอกผู้เขาก็ว่าเป็นยาซะ
ปัสสาวะคล่องถนัดไม่ขัดเขิน
ชวาว่ายานี้ดีเหลือเกิน
ไม่ควรเมินเราจะต้องลองทำดู

ช่วงที่๙

คุณใหญ่หลวงงวงตาลหวานไม่น้อย
น้ำตาลอ้อยว่าหวานก็หาญสู้
น้ำตาลสดแสนประเสริฐรสเชิดชู
ลองทำดูขายดีมีกำไร

เวลามีมากมายขายไม่หมด
น้ำตาลสดเหลือทั้งสิ้นกินไม่ไหว
ทำน้ำตาลลวกร้อนร้อนอย่านอนใจ
ยังขายได้รสดีมีคนชม

น้ำตาลปึกหรือจะทำน้ำตาลหม้อ
รสดีพอหวานฉ่ำทำขนม
น้ำตาลนี้ทุกหนคนนิยม
ทั้งแกงต้มใช้ทั่วทุกครัวเรือน

น้ำตาลเมาเขาก็ต้มนิยมยิ่ง
ทั้งแรงจริงรสดีไม่มีเหมือน
ข้อนี้ท้วงทักขอตักเตือน
ต้มเหล้าเถื่อนผิดธรรมอย่านำพา

ชาวอินเดียและพม่าทำส่าเหล้า
หมักตาลเข้าไม่ลำบากยากหนักหนา
ทำขนมสมใจได้แป้งมา
มีเชื้อส่าเหล้าอยุ่ฟูดีจริง

ถ้าอยากทำน้ำส้มต้มแล้วหมัก
ไม่นานนักได้เป็นกองมาดองขิง
หรือใช้ปรุงต้มแกงรสแรงจริง
ใช้ดองสิ่งสารพัดจะจัดการ

ช่วงที่๑๐

ลูกตาลอ่อนเก็บขายได้ไม่น้อย
รสอร่อยกินเล่นเป็นของหวาน
ต่างครัวรือนซื้อกันทุกวันวาร
ทั้งหัวตาลแกงต้มพอขมดี

ตาลแก่แก่ที่งอมงอมถนอมไว้
ทำกินได้หลายอย่างต่างวิถี
พอสุกหอมเขาก็เลือกเปลือยมายี
นึ่งดีดีคนชมขนมตาล

ผลแก่แก่เพาะไว้ไม่เสียหลาย
เอาจาวขายเชื่อมดีมีรสหวาน
ทั้งจาวสดใหญ่เล็กเด็กชอบทาน
ประโยชน์ตาลนับร้อยไม่น้อยเลย

ช่วงที่๑๑
เมื่อเห็นคุณตาลต่างต่างเป็นอย่างนี้
มิควรที่ท้อจิตคิดเพิกเฉย
ค่อยเพาะลูกปลูกทยอยอย่าคอยเลย
ผลชดเชยการปลูกแก่ลูกเรา

ทำความดีมีจิตอย่าคิดสั้น
ลูกเรานั้นน่าวิตกเห็นอกเขา
รุ่นก่อนให้มรดกเป็นอกเรา
เช่นรุ่นเก่าควรปลูกให้ลูกเอย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
ทรงประพันธ์
 
 

โดย: P_ปรัชญา วันที่: 2 ตุลาคม 2552 เวลา:23:11:44 น.  

P_ปรัชญา
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




หยิ่ง
กับตัวเองบ้าง
ในบางครั้ง

เบื่อ
ชีวิตความผิดหวัง
ในบางหน

เกลียด
ความไม่จริงใจ
ในบางคน

ยอมทน
คนหยามเหยียดได้
ในบางที


[Add P_ปรัชญา's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com