Temple Boxing School (สำนักมวยวัด) โดย คลายเครียด

มุมศาลาวัด ริมน้ำ




เป็นตำรา จาก...เฮียคลายเครียด
ที่คัดลอกมาเก็บไว้เป็นทางเลือกในการลงทุน
ก่อนที่วันเวลา จะพัดพาหายไปกับสายลม
เป็นบันทึกชีวิตนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง


Arrow ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า..
มิได้มีเจตนา จะล่วงเกินความคิดผู้อื่น
หรือชี้แนะในทางที่ผิด ทุกบทความเป็นเพียงข้อเขียน
แง่คิด มุมมอง ที่เก็บไว้นี้เพียงไว้อ่านแบบยามว่าง...

--------------------------------------------------

Abstract on Stock Timer according to TBS Conceit oop! Concept

ตั้งภาษาปะกิตแบบพี่แอนดรู บิ๊กส์ส่ายหน้า
เผื่อพี่บั๊กสีดาจะหลงเข้ามาอ่าน
ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า

ส่วนภาษาไทยที่คิดจะตั้งกระทู้คือ

บทคัดยืด เรื่องการตั้งนาฬิกาหุ้นตามแนวคิดของสำนักมวยวัด
(Temple Boxing School)


เขียนโดย คลายเครียด

จากผลการวิจัยพื้นกระทู้ข้างต้นได้ความว่า
ไม่มีใครแม้แต่คนเดียว ที่ตั้งนาฬิกาของตัวเอง
ไว้ช้ากว่าเวลามาตรฐาน

ถ้างั้น ทำไมเวลาเล่นหุ้น
เราจึงไม่สามารถตั้งนาฬิกาหุ้นของเรา
ให้เดินได้เร็ว หรือเดินเท่ากับนาฬิกาหุ้นมาตรฐาน
คำตอบแบบกำปั้นทุบหุ้นอิสเทิร์นไวร์คือ

ไม่เคยมีนาฬิกาหุ้นที่เป็นมาตรฐานในตลาดหุ้น

นาฬิกาหุ้นทุกเรือนในตลาดหุ้น
ตั้งตามมาตรฐานของเจ้ามือ

สำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่ง (Temple Boxing School)
ได้ตั้งหลักเกินไว้สองข้อเกี่ยวกับนาฬิกาหุ้นคือ

๑ ราคาหุ้น

สำนักของเราเชื่อว่า
ราคาหุ้นคือผลลัพธ์จากการปรับสมดุล
ระหว่างอำนาจซื้อของเงิน กับอำนาจขายของหุ้น

๒ เจ้ามือ

สำนักเราเชื่อว่า เจ้ามือคือ
บุคคลหรือคณะบุคคล ที่ครอบครอง
เงินที่มีอำนาจซื้อนำจริง
หรือครอบครอง
หุ้นที่มีอำนาจขายนำจริง
ดังนั้นนาฬิกาหุ้นจึงมีเวลามาตรฐานเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
แล้วแต่ว่าเจ้ามือด้านไหนมีแรงปะทะมากกว่า
แต่นาฬิกาหุ้นที่เดินได้มาตรฐานมากที่สุดก็คือ
นาฬิกาหุ้นที่ตั้งโดย
เจ้ามือที่ครอบครองทั้ง
เงินที่มีอำนาจซื้อนำจริง
และ หุ้นที่มีอำนาจขายนำจริง

นอกจากเงื่อนไขข้างต้นแล้ว
สำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่งเขื่อว่า
ไม่เคยมีนาฬิกาหุ้นเรือนไหนเดินได้ตรงตามมาตรฐาน
แม้แต่นาฬิกาหุ้นของเจ้ามือ
ที่ครอบครองเพียงอำนาจด้านใดด้านเดียวเท่านั้น ฮาๆๆๆ





มีวิธีใดที่เราจะตั้งนาฬิกาหุ้นของเรา
ให้เดินได้เร็วกว่า
หรือเดินได้เที่ยงตรงเท่ากับนาฬิกาหุ้นของเจ้ามือ

คำตอบก็คือ
ไม่มีวิธีไหนที่ได้ผลแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์
เราต้องกำหนดนาฬิกาหุ้นประจำชีวิตของเราขึ้นมาเอง

ตั้งขึ้นมาเอง แล้วลองใช้วัดดู
ถ้ามันเดินเร็วหรือเดินเท่านาฬิกาหุ้นของเจ้ามือ

"ได้บ่อยๆ"

ก็แสดงว่า เรามีวิธีตั้งเวลานาฬิกาหุ้นที่มีประสิทธิภาพมาก
สามารถแปลงร่างจากแมลงเม่าหุ้นกลายเป็นมนุษย์หุ้นได้แล้ว
วิธีการตั้งนาฬิกาหุ้นประจำตัว
ให้เดินเร็วกว่า เดินเร็วเท่านาฬิกาหุ้นของเจ้ามือ

ตามหลักเกินของสำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่ง
เชื่อว่า
"คนเรามันเชี่ยวผิดกันเว้ยไอ้ศร
ทางใครก็ทางมันซิวะ"

สำนักของเราจัดให้ท่านเป็นนักลงทุนแนวต่างๆ
ตามวิธีการตั้งเวลานาฬิกาจริงในชีวิตประจำวันดังนี้

๑ นักลงทุนแนว vi (value investor)
ในชีวิตจริงชอบใส่นาฬิกาอนาล็อก
เพื่อดูทั่วทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

มักจะมองราคาหุ้นผ่านแรงกรรม
จากผลประกอบการบริษัทและเศรษฐกิจ

นักลงทุนแนววีไอ
มักจะเป็นนักลงทุนที่ชอบตั้งนาฬิกาหุ้นให้เดินเร็วกว่า
นาฬิกาหุ้นของเจ้ามือ ด้วยการมองไปที่ผลประกอบการในอนาคต
หรือมองผลประกอบการในปัจจุบัน
แล้วเดา เอ๊ยวิเคราะห์อนาคต
บ่อยครั้งที่นักตั้งนาฬิกาหุ้นแนวทางนี้จะเจ๊ง
เพราะว่าแทนที่จะตั้งตามแนวคิดตัวเอง
ดันไปตั้งตามนาฬิกาหุ้นของน้องมะนาว
ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า





๒ นักลงทุนแนว vs (Value Speculator)
จำได้ว่า คุณอยากเชือกเป็นคนบัญญัติคำนี้ขึ้นมา

นักลงทุนแนวทางนี้
จะมองราคาหุ้นผ่านผลลัพธ์โดยตรงของแรงปะทะ
ระหว่างอำนาจซื้อของเงินและอำนาจขายของหุ้น
ผ่านวิชาสถิติ ว่าด้วยความน่าจะเป็น

สำนักเราจัดให้นักเล่นหุ้นแนวทางนี้
เป็นคนที่ตั้งนาฬิกาประจำชีวิตไว้ตรงตามเวลามาตรฐาน
และชอบใส่นาฬิกาดิจิตอล ที่ให้ความสำคัญเฉพาะปัจจุบัน

เวลาเล่นหุ้นก็จะเป็น
นักเล่นหุ้นที่ตั้งนาฬิกาหุ้นตรงตามนาฬิกาหุ้นของเจ้ามือ
นักเล่นหุ้นแนววีเอส
จะไวต่อการเปลี่ยนแปลงนาฬิกาหุ้นของเจ้ามือมากๆ
คนที่จับการเปลี่ยนแปลงของนาฬิกาหุ้นเจ้ามือได้แล้ว
เท่าที่ผมเล่นพวก เอ๊ยจำได้ก็คือ

พระอาจารย์เผ่น วัดพันลี้
พี่เสี่ยกาเบรียล
พี่แอนดี
พี่เด่นศรี
นักเล่นหุ้นแนวทางนี้มักจะเจ๊งก็เพราะว่า
ตั้งตรงตามเวลาก็จริง
แต่นาฬิกาตัวเองมันเจ๊งไปตั้งนานแล้ว
ไม่ยอมเปลี่ยนซะที
ดันทุรังใช้แต่เรือนเดิมอยู่ได้
ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า





๓ นักลงทุนแนว vsop
(Value Surfing by Openminded Pragmatic)
พวกนี้จะไม่แก่ตำรา เหมือนพวก dogmatic

ในชีวิตจริง นักลงทุนแนวทางนี้
มักจะตั้งเวลาแบบผสมผสานคือ
เร็วก็ได้ ตรงเวลาก็ดี
และเลือกใส่ได้ทั้งนาฬิกาอนาล็อกและดิจิตอล
พวกวีเอสโอพีจะไม่เคยตั้งเวลานาฬิกา
ช้าแม้แต่ครั้งเดียว
โดยเฉพาะเวลาที่มีนัดกับกิ๊ก ฮาๆๆๆ

หลักเกินที่สำคัญของสำนักนี้คือ
แมว จะดำจะขาวไม่สำคัญ
สำคัญที่ว่า น้องแมวเธอสวย หมวยและอึ๋มหรือเปล่า ฮาๆๆๆ

ดังนั้นหลักการอะไรที่เห็นว่าใช้แล้วได้ผลบ่อยๆ
พี่แกเอาหมดทุกอย่าง แม้แต่โยนหัวโยนก้อยก็เอา ฮาๆๆ

ตัวแทนของสำนักวีเอสโอพีที่เห็นเด่นชัดในตอนนี้คือ
คุณ.......
ผู้พันซิกกี้
พี่เสี่ยคัดท้าย
ผู้กองเตวี่
พี่เสียฟิชชี่ ???
ฯลฯ

สรุปแล้ว ไม่ว่าท่านจะเป็นนักเล่นหุ้นแนวทางไหน
ตั้งเวลาให้ดีแค่ไหน ได้มาตรฐานตามเจ้ามือเพียงไร
ลงท้าย ก็เจ๊งได้ทั้งนั้นแหละ
นึกว่า ตั้งเร็วกับตั้งตรงกับเวลามาตรฐานของเจ้ามือแล้ว

ที่ไหนได้


เจ้ามือท่านเล่นตั้งเวลาตามมาตรฐานของ


ฮ่องกงและญี่ปุ่น





ภาพประกอบในกระทู้
ตัวเลขชุดที่สอง
ผมตัดแปะตัวเลขผิดครับ
hahahahahaha

ที่ถูกต้องคือภาพนี้ครับ

สำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่งถือว่า

ราคาหุ้นคือ
ผลลัพธ์จากการปรับสมดุล
ระหว่างแรงปะทะของอำนาจซื้อของเงิน และ อำนาจขายของหุ้นครับ
ซึ่งจะต้องลงตัวที่ 1 เสมอๆ







คุณตั้งนาฬิกาไว้ตามเวลามาตรฐานหรือไม่.......


เอาเป็นว่า ถ้าเทียบกับเวลามาตรฐาน
เคารพธงชาติของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
คุณตั้งนาฬิกาไว้อย่างไร

๑ ช้ากว่าเวลามาตรฐาน
ค่อนข้างมั่นใจว่า ไม่มีใครตั้งช้ากว่าแน่นอน

๒ เท่ากับเวลามาตรฐาน

๓. เร็วกว่าเวลามาตรฐาน
คิดว่า มีคนเป็นจำนวนมาก
ตั้งเวลานาฬิกาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ไว้เร็วกว่าเวลามาตรฐาน เพื่อบริหารความเสี่ยงเรื่องเวลา
ของผมมักจะตั้งให้เร็วกว่าเวลามาตรฐาน
ประมาณ สิบนาที
อยากอ่านความเห็นของท่านอื่นๆๆ ครับ

นาฬิกาในภาพหยุดเดินมาสิบปีได้แล้ว
จำไม่ได้แล้วว่า มันหยุดเดินตอนกลางวันหรือกลางคืน
ตอนนั้น พ่อจะตั้งไว้เร็วกว่าเวลามาตรฐานถึง สิบห้านาที





ในความเห็นของท่าน คิดว่า"ราคาหุ้น"คืออะไร


สำหรับ สำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่ง

ราคาหุ้นคือ
ผลลัพธ์หรือสมดุลที่เกิดจาก
แรงปะทะระหว่าง
อำนาจซื้อของเงิน
และ
อำนาจขายของหุ้น
ราคาหุ้นคือตัวปรับสมดุลของอำนาจทั้งสองฝ่ายให้เข้าที่

ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น
จะลดอำนาจซื้อของเงิน
และเพิ่มอำนาจขายของหุ้น

ราคาหุ้นที่ลดลง
จะเพิ่มอำนาจซื้อของเงิน
และลดอำนาจขายของหุ้น

และตัวชี้ขาดราคาหุ้นที่แท้จริงก็คือ
ปริมาณเงินที่จะเข้าไปหมุนเวียนอยู่ในหุ้นตัวนั้นๆ
ส่วนปริมาณหุ้นที่หมุนเวียนมีอำนาจจำกัดแค่
จำนวนหุ้นจดทะเบียนของบริษัทเท่านั้น

ขอมั่ว เอ๊ยโพสแค่นี้ก่อน
มีคนมายืนท้าวสะเอวรอแล้ว ฮาๆๆๆ





ตัดมาแปะ จาก....ข้อเขียน ของ เฮียคลายเครียด


แมลงเม่าหุ้น มนุษย์หุ้น เซียนหุ้น ในทัศนะของสำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่ง
สำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่งแบ่งคนเล่นหุ้น
แบบไม่เป็นทางการออกเป็น ๓ สปีชี่คือ

๑ แมลงเม่าหุ้น ๒ มนุษย์หุ้น ๓ เซียนหุ้น

ใครจะฉีกไปเป็นซับสปีชี่ไหน ก็ลองต่อยอดกันเอาเอง ฮาๆๆๆ

ถ้าตีความนักเล่นหุ้นสปีชี่ต่างๆ
ไปตามความโลภ และความรู้
จะได้หลักเกินดังนี้

๑ แมลงเม่าหุ้น

นักเล่นหุ้นสปีชี่นี้ไม่ค่อยและไม่ยอม
จำกัดโลภให้สมดุลกับความรู้ที่ไม่ค่อยมี
แต่มักจะเข้าข้างตัวเองว่า
"มี....... หรือถึงไม่มี ก็เล่นหุ้นได้"
เพราะหุ้นเป็นการพนัน

ความจริงก็คือ ต่อให้หุ้นเป็นการพนัน
และตลาดหลักทรัพย์เป็นบ่อนถูกกฏหมาย
ไพ่ที่บ่อนนี้เอามาเล่นกัน
ก็มักจะแพ้ชนะกันด้วยการวัดใจ
ไม่ใช่วัดดวง

ลองนึกดูดีๆ
" ถ้าบ่อนนี้ไม่มีการโกง" (ซึ่งมันไม่จริง ฮาๆๆ)
แทงกอง ต่างจากเก้าเก โป๊กเกอร์อย่างไร?

ที่ต่างกันเห็นๆก็คือ
แทงกองไม่สามารถเปลี่ยนผลแพ้ชนะ
ด้วยพลังใจและพลังเงิน
แต่เก้าเกกับโป๊กเกอร์สามารถเปลี่ยนผลแพ้ชนะ
ด้วยการวัดพลังใจและพลังเงิน

ดังนั้น ต่อให้เราฟลุ๊กได้ไพ่สูงสุดของเก้าเก หรือโป๊กเกอร์
ก็ไม่ได้หมายความว่า
เราจะรวยได้ในพริบตาจากไพ่ฟลุ๊กชุดนั้น
เพราะถึงไพ่ดีที่สุดอยู่ในมือเรา
แต่คู่ต่อสู้ดันอ่านใจออก จากสีหน้าหรือการเก
เขาก็หมอบ รอเล่นตาใหม่ต่อไป ฮาๆๆๆๆ

ความคิดแบบที่ว่า หุ้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้
ไม่จำเป็นต้องมีวิธีการเล่นหรือที่เขาเรียกว่าเทรดโมเดล?
จะแพร่กระจายอย่างแพร่หลาย
ในตลาดหุ้นที่เริ่มเป็นขาขึ้นแบบยาวๆ
และรายย่อยแบบแมลงเม่าหุ้น
จะพาเชื่อกันความคิดนี้มากที่สุด

"ในช่วงตลาดหุ้นฯขึ้นถึงจุดสูงสุดพอดี"

ผลจากการไม่ยอมจำกัดปริมาณความโลภ
ให้สมดุลกับปริมาณความรู้
แมลงเม่าหุ้นจึงมักจะเป็น
"เซียนหุ้นในตลาดขาขึ้น"
ประเภทแทงตัวไหน ก็ถูกทุกตัว
เพราะว่าในตลาดหุ้นขาขึ้น
เงินหมุนเวียนที่ถูกใส่เข้าไปในตลาดหุ้น
ทั้งจากต่างชาติ กองทุน และรายย่อย
จะเป็นตัวชี้ขาดราคาหุ้นทุกตัวที่มีสภาพคล่องคอ
โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงปัจจับพื้นฐานแม้แต่นิดเดียว

ความจริงที่เซียนหุ้นและมนุษย์หุ้นรู้
แต่แมลงเม่าหุ้นไม่ค่อยอยากรับรู้ก็คือ
หุ้นทุกตัวในตลาดฯ
สามารถขึ้นได้อย่างไร้เหตุผลด้วยประการทั้งปวง
ถ้าปริมาณเงินมากๆถูกอัดเข้าไปในหุ้นตัวนั้น

๒ มนุษย์หุ้น

นักเล่นหุ้นสปีชี่นี้ จะต้องพยายาม
จำกัดปริมาณความโลภให้สมดุลกับความรู้ที่มีอยู่จริงๆให้ได้
มนุษย์หุ้นก็จะเริ่มจำจัดปริมาณความโลภอย่างระมัดระวัง
เมื่อคิดว่าหุ้นขึ้นอย่างไร้เหตุผลในสามัญสำนึกของตัวเอง

และเริ่มปลดล็อกปริมาณความโลภเข้าตลาดหุ้นฯ
เมื่อคิดว่าหุ้นลงอย่างไร้เหตุผล

ของผมมีวิธีจำกัดปริมาณความโลภให้สมดุลกับความรู้ที่มีอยู่
ด้วยการทำคลายเครียดเรโช
ที่สำคัญที่สุดคือ คลายเครียดเรโชระดับมหภาค
มันสำคัญกว่าระดับจุลภาคอีก
เพราะมันทำให้ผมสามารถอยู่ในตลาด
ในฐานะมนุษย์หุ้นได้ไปจนตายแน่ๆ



"topicstock ... คลิ๊กตรงนี้ครับ"


มนุษย์หุ้นจะต้องรู้ตัวเองให้ได้ว่า
มีความสามารถเพียงแค่ไหน
แล้วก็เล่นเท่าที่ความสามารถมีอยู่จริงๆ
ไม่ทึกทักเอาว่า ไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไร
ก็สามารถเล่นหุ้นให้ได้เงิน
ซึ่งในตลาดขาขึ้นแบบสมบูรณ์แบบ มันเป็นเช่นนี้นจริงๆ

ถ้าใครอ่านที่ผมโพสมาเรื่อยๆ
จะรู้ดีว่า ผมมีความรู้เรื่องหุ้นน้อยมากๆ
โดยเฉพาะความรู้เรื่องหุ้นแบบเป็นวิชาการ
ไม่ว่าปัจจัยเท็คนิคหรือว่าปัจจัยพื้นฐาน
ใครถามหุ้นที่ผมไม่ได้ถืออยู่
หรือต่อให้เป็นหุ้นที่ผมถืออยู่
ถ้าทำคลายเครียดเรโชไปแล้ว
ผมก็ยังรู้น้อยอีกเช่นกัน

ยิ่งใครมาถามหุ้นที่ผมไม่เคยเล่น
ผมมักจะตอบไม่ได้เลย
เพราะไม่ได้มีความรู้อย่างแท้จริงในหุ้นตัวนั้น ฮาๆๆๆ

๓ เซียนหุ้น

นักเล่นหุ้นสปีชี่นี้
"ไม่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณความโลภ"

คนที่รู้ซึ้งตลาดฯอย่างทะลุปรุโปร่ง
และฝึกปรือพลังจิตจนรับได้กับทุกสภาพของตลาด
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนๆ
คนนั่นแหละคือเซียนหุ้นตัวจริงเสียงจริง

ผมเชื่อมั่นที่สุดว่า
ไม่มีเซียนหุ้นตัวจริงเสียงจริงแม้แต่คนเดียว
ที่คิดว่าตลาดหุ้นเป็นบ่อนการพนัน

"ที่แพ้ชนะกันด้วยการเล่นไพ่กันแบบวัดดวง"

ทีนี้ ถ้าแบ่งสปีชี่นักเล่นหุ้น
ไปตามเครื่องมือที่ใช้เล่นหุ้น
และวัดผลลัพธ์ของเครื่องมือที่ใช้
จะได้ดังนี้

๑ แมลงเม่าหุ้น

นักเล่นหุ้นสปีชี่นี้
ใน ๑๐ คน จะมีเครื่องมือมาตรฐาน
ในการเล่นหุ้น ไม่ถึง ๒ คน

และอีก ๘ คนที่เหลือจะใช้เครื่องมือ
แบบไม่มีมาตรฐาน และง่ายที่สุดคือ
เล่นตามมาร์เก็ตติ้ง ตามเพื่อน
เล่นตามนักวิเคราะห์ตามสื่อแบบไม่มีการคิดเอาเอง
เล่นตามข่าววงในตามห้องค้า มือถือ และเวปบอร์ดหุ้น

และลักษณะเด่นของแมลงเม่าหุ้น
มักจะชอบเล่น "เล่นหุ้นแบบเสี่ยงดวง"

สำหรับแมลงเม่าหุ้นอีก ๒ คน
พร้อมจะอัพเกรดขึ้นไปเป็นมนุษย์หุ้นได้สบายมาก
เพราะมีเครื่องมือมาตรฐานอยู่แล้ว
เพียงแต่ไม่ยอมเปลี่ยนเครื่องมือนั้น
ทั้งๆที่มันผิดพลาดซ้ำซาก

นักลงทุนในสปีชี่แมลงเม่าหุ้น
ไม่ว่าจะมีเครื่องมือมาตรฐานหรือไม่ก็ตาม

ลงทุน ๑๐ ครั้ง
จะได้ ๑ - ๔ ครั้ง เสีย ๙ - ๖ ครั้ง
ถ้าเสียทั้ง ๑๐ ครั้ง ไปขายเต้าฮวยดีกว่า

๒ มนุษย์หุ้น

มนุษย์หุ้นทุกคนจะต้องมีเครื่องมือมาตรฐานประจำตัว
ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง
เป็นเครื่องมือแบบง่ายๆ
เป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลายทั่วไป
แม้แต่ข่าววงใน มนุษย์หุ้นก็จะเอามาเล่นแบบรู้เท่าทันว่า
ตลาดหุ้นไม่ใช่องค์การกุศล จะได้มีคนเอาเงินมาแจก
มนุษย์หุ้นจะใช้ข่าววงใน

"เป็นเครื่องมือในการเล่นหุ้น"

ในขณะที่ แมลงเม่าหุ้น

"จะตกเป็นเครื่องมือของข่าววงใน จนโดนหุ้นเล่น"

มนุษย์หุ้นจะยอมประเมินตัวเองว่า
เครื่องมือที่ใช้อยู่ ยังได้ผลหรือไม่
ถ้าเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้มานานๆแล้ว
ยังได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
และไม่สามารถต่อยอดหาเครื่องมือแบบใหม่ๆได้
ก็จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเดิมไปเรื่อยๆ

"เพราะมันยังทำให้ได้ มากกว่าเสีย"

มนุษย์หุ้นจะไม่ข้ามเส้นไปเล่นหุ้นในแนวทางที่ตัวเองไม่ถนัด
โดยไม่มีเครื่องมือใหม่ๆมาเพิ่มเติมเครื่องมือเดิม

สำหรับตัวผมเอง
เครื่องมือที่ผมใช้เล่นหุ้น
จะอ้างอิงกับผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ
ตอนนี้ต่อยอดเพิ่มด้วยหลักสมเกินตามภาพประกอบ

ผลลัพธ์ของการเล่นหุ้นของมนุษย์หุ้น

เล่นหุ้น ๑๐ ครั้ง
จะได้ ๕ - ๗ ครั้ง
เสีย ๕ - ๓ ครั้ง
ระดับสูงสุดของนักเล่นหุ้นสปีชี่นี้
ผมให้ได้แค่ได้ ๗ ใน ๑๐ ครั้ง
ถ้าเกินกว่านั้นถือว่าเป็นเซียนหุ้น
เอ๊ะ งั้นผมก็จัดอยู่ในสปีชี่มนุษย์หุ้น ฮาๆๆๆๆ

๓ เซียนหุ้น

เซียนหุ้นต้องมือเครื่องมือประจำตัว
ที่ไม่ยอมบอกให้ใครรู้ตามสื่อมวลชน
ไอ้ที่บอกให้รู้ ก็บอกแบบคูณสิบหารด้วยร้อย ฮาๆๆๆ

ผลลัพธ์จากการใช้เครื่องมือของเซียนหุ้น
เล่นหุ้น ๑๐ ครั้ง

ได้ ๘ - ๙ ครั้ง
เสีย ๒ - ๑ ครั้ง
ถ้าลงทุน ๑๐ ครั้งได้ทั้ง ๑๐ ครั้ง
ผมว่าอย่าอยู่เป็นเซียนหุ้นเลย
ไปเล่นหวยรุ่งกว่าเยอะ ฮาๆๆๆๆๆ





ให้ดูภาพประกอบก่อนครับ ท่านผู้ชม


จากภาพประกอบ จะเห็นได้ว่า
ปัญหาสำคัญที่สุดคือ

ไม่มีใครรู้ "อนาคต" ได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น ทางเดียวที่จะสามารถวัดผลได้คือ
การดันเวลาข้ามมิติที่ ๔ ฮาๆๆๆ

ผมขอดันเวลาให้

อดีต ตอนที่ซื้อหุ้นตัวนั้น -- -- -- >>>> เป็นปัจจุบัน
ปัจจุบัน สถานะของหุ้นในพอร์ตตอนนี้ -- -- -- >>>> เป็นอนาคต

เครื่องมือมาตรฐานที่ใช้ประจำคือ

ผลประกอบไตรมาสล่าสุด เมื่อตอนที่ซื้อ
(ถูกดันเวลาให้กลายเป็นปัจจุบัน)
ค่าพีบีวี พีอี และยีลด์
บวกด้วยหลักสมเกินของสำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่ง

พอทำการดันเวลาข้ามมิติ
แล้วย้อนไปสำรวจพอร์ตตัวเอง
ผมตอบได้ทันทีว่า
หุ้นประเภทไหน
ทำให้พอร์ตเสียหายมากที่สุด
หุ้นประเภทไหน
ทำให้พอร์ตได้ผลตอบแทนดีที่สุด

ลองตั้งเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้
มาวัดผลด้วยหุ้น ๔ ประเภท
หุ้นประเภทไหนในพอร์ตของคุณ
ทำกำไร และทำขาดทุน ให้พอร์ตมากที่สุด ????

ผมมีความเห็นว่า
ที่เห็นๆตอนนี้คือ cei จัดเป็นหุ้น "๒ B"





ผลของการดันเวลาไปข้างหน้า
เพื่อพยายามวัดผล
การใช้เครื่องมือมาตรฐาน ที่ใช้ในการเล่นหุ้น
ปรากฏว่า
พอร์ตที่เครื่องมือมาตรฐานของผม
ใช้ได้ผลดีมากที่สุด
กลายเป็นพอร์ตที่สั่งซื้อขายให้คนอื่น
(ตามใบมอบอำนาจ)

ดูตามภาพประกอบ
จะเห็นได้ว่า หุ้นที่ทำกำไรให้พอร์ตมากที่สุด
จุดเริ่มลงมือซื้อ จะอยู่ในประเภท

๓ A ๓ B ทั้งสิ้น

ส่วนหุ้นที่ขาดทุนเละเทะที่สุด
จุดเริ่มลงมือซื้อ มันอยู่ในหุ้นประเภท
๒ B ไปแล้ว
ซื้อโดยไม่ยอมใช้เครื่องมือมาตรฐาน
ว่าด้วยพีอี พีบีวี เข้าไปวัด
กะจะวัดดวงกับแรงกรรมแห่งความโลภและความกลัวของตลาดฯ
เลยเจ๊งเละเทะอยู่เพียงตัวเดียวอันเดียวโดด ฮาๆๆๆ

เมื่อวันศุกร์ผมต้อง ชอร์ตอเกนส์พอร์ด
เพราะเห็นลู่ทางการกินส่วนต่าง ดีกว่าอยู่เฉยๆ
ผมยังไม่ทิ้งหุ้นตัวที่คุณแอนดี้พาดหัวผิด
เพราะว่า ผมยังจัดให้มันเป็นหุ้นประเภท

๑ A ที่อาจจะกลายเป็น ๑ B ได้
เมื่อไหร่ที่เริ่มออกอาการกลายเป็นหุ้น
๒ B ผมคงต้องพิจารณาทิ้งหมดพอร์ต
หาหุ้นตัวอื่นแทนครับ


เพื่อนๆสินธร
ลองกำหนดหุ้นที่ตัวเองถืออยู่
ให้อยู่ในหุ้นประเภทไหนดู
อาจจะได้แนวทางในการเล่นหุ้น

สำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่งขอกำหนดเอาตามใจชอบ ฮาๆๆๆ

แมลงเม่าหุ้น
จะถือครองหุ้นที่เป็น
ขีดเส้นแดงอ่อนและแดงเข้มเป็นส่วนใหญ่
ถือครองหุ้นที่เป็นขีดเส้นเขียวอ่อนบ้างเล็กน้อย

มนุษย์หุ้น
จะถือครองหุ้นที่เป็นขีดเส้นเขียวอ่อน เป็นส่วนใหญ่
มีเขียวเข้มพอประมาณ
และมีแดงอ่อนและแดงเข้มไม่มากไปกว่า
แบบเขียวอ่อนและเขียวเข้มที่มีอยู่ในพอร์ต

ส่วนเซียนหุ้น
จะถือครองหุ้นที่เป็นขีดเส้นเขียวเกือบทั้งพอร์ต
จะถือครองหุ้นที่เป็นสีเขียวเข้ม
เส้นใหญ่ที่สุดเอาไว้เป็นจำนวนมาก
และมีสีแดงอ่อนและเข้ม บ้างเล็กน้อย

ลองนึกย้อนไปถึงหุ้น ทีทีเอดู
กลุ่มไทเก้น เขาเริ่มลงมือซื้อ
หุ้นประเภท ๓ B
จึงทำกำไรให้ตัวเองอย่างมหาศาล
มากเกือบร้อยเท่า(รวมวอร์แรนท์แจกฟรี ๒ รอบ)

สรุปแบบสำนักเท็มเปิ้ลบ๊อกซิ่ง

หุ้นที่ทำให้คนเจ๊งเละเทะมากที่สุดคือ
หุ้น ๒ B
เริ่มลงมือซื้อในตำแหน่ง
ปัจจุบันดี -- -- -- -- -- >>>>>อนาคต แย่มาก

ส่วนหุ้นที่สามารถทำกำไรให้อย่างมหาศาลที่สุดคือ
หุ้น ๓ B
เริ่มลงมือซื้อในตำแหน่ง
ปัจจุบันแย่ -- -- -- -- >>>>>อนาคต ดีกว่าเดิมมาก





ขืนมีแต่หุ้น ๔ B
ไม่มีทางมานั่งเล่นเวปบอร์ดหุ้น แบบสบายอารมณ์หรอก


โพสผิดกระทู้หรือเปล่า คุณ hs9jls
คุยโขมงฯ อยู่ถัดลงไปหนึ่งคลิ๊กครับ ฮาๆๆๆๆ

เอาภาพประกอบให้ดูอีกภาพ
ใครคือแมลงเม่าหุ้น มนุษย์หุ้นและเซียนหุ้น
ลองถามตัวเองตามตรง

ผมขอยืนยันว่า
ถึงจะถือหุ้นตัวไหนไว้เต็มพอร์ต
ผมก็จะ "พยายาม" รับฟัง
ข้อมูลด้านร้ายๆของหุ้นตัวนั้นให้ได้
เพื่อจะได้ไม่ฟังความข้างที่พอร์ตต้องการได้ยินเท่านั้น
การฟังความที่พอร์ตต้องการได้ยินเท่านั้น

ผมเคยมีประสบการณ์มาแล้ว
มันจะทำให้หุ้นเปลี่ยนประเภทได้ในพริบตา
ลองนึกถึงหุ้นปั่นๆ ตอนนี้ดู





ลองดันเวลากลับลงไปครับ
จะสามารถวัดเครื่องมือมาตรฐานที่เราใช้อยู่ได้

ตั้งค่าให้ ตอนที่ซื้อ คือปัจจุบัน
ราคาหุ้น ตอนนี้ คืออนาคต
จะสามารถแยกแยะประเภทของหุ้นได้ครับ

ถ้าแยกแล้ว มีเส้นเขียวน้อยมากกว่าเส้นแดง
น่าจะต้องหาทางเปลี่ยนเครื่องมือที่ใช้อยู่
ถ้ายังมีเส้นเขียวมากกว่าเส้นแดง
ต่อยอดหาเครื่องมือใหม่ๆไม่ได้
ก็ต้องยอมใช้ต่อไป

"ไม่ใช่เพราะว่ามันดี
แต่เป็นเพราะว่า
มันเข้ากับความรู้ ความสามารถที่เรามีอยู่จริงๆ"

สำหรับพวกที่เล่นหุ้นด้วยกราฟ
ลองแยกประเภทหุ้น
ด้วยการตั้งค่าไปที่จุดซื้อตามกราฟให้เป็นปัจจุบัน
จะสามารถแยกได้เช่นกันว่า
เครืองมือของเราใช้ได้ผลหรือไม่เพียงไร






_______________________________________________________



ป้ายประจำสำนัก Temple Boxing School (สำนักมวยวัด)


Create Date : 18 กรกฎาคม 2548
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2552 19:18:07 น. 11 comments
Counter : Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณครับพี่ปรัชญา

blogพี่นี่ทำเอาผมต้องเข้ามาค่อยๆตอดค่อยๆอ่านอยู่เรื่อยๆ
 
 

โดย: พ่อหอยโข่ง IP: 61.91.142.189 วันที่: 19 กรกฎาคม 2548 เวลา:8:14:20 น.  

 
 
 
เป็นเรื่องที่ไกลตัวป้ามดมากเลยค่ะคุณปรัชญา
 
 

โดย: ป้ามด วันที่: 19 กรกฎาคม 2548 เวลา:15:54:11 น.  

 
 
 
ขอขอบคุณครับ คุณป้าแต๋น(โสมรัศมี)
ที่กรุณาให้คำแนะนำ
(สงสัยสงสารคนทำแต่งบล็อกไม่เป็น ก็ผมยังโลเทคครับ)
ยังงมๆ อยู่ครับ
ยังไม่ทราบจะเสร็จวันไหนเลย

สวัสดีครับป้ามด
เรื่องไกลตัวไม่เป็นไรครับ
ขอให้ใกล้ใจไว้ก่อน

กราบขอบคุณ เฮียคลายเครียด
ที่ให้ความกรุณาคัดลอกบทความ
การลงทุนมาประดับเวปนี้ครับ
 
 

โดย: ปรัชญา IP: 61.7.129.61 วันที่: 21 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:29:10 น.  

 
 
 
ขอเข้ามานั่งเรียนด้วยคนครับพี่ปรัชญา
 
 

โดย: ba_2l IP: 61.91.125.18 วันที่: 27 กรกฎาคม 2548 เวลา:8:21:16 น.  

 
 
 
***ขอขอบคุณ คุณโสมรัศมี***
ที่ให้ความกรุณาเอื้อเฟื้อ
ไอเดียเลิศหรูอลังการ์
เลือกสรรบรรจงตบแต่งบ้านนี้
ให้สวยงาม จัดสรรสิ่งสวยงามให้ที่แห่งนี้
เป็นศูนย์รวมแลกเปลี่ยนความคิด
ในสิ่งที่ชอบ ของทุกท่านครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาเยี่ยมชม
 
 

โดย: ปรัชญา IP: 61.7.140.49 วันที่: 28 กรกฎาคม 2548 เวลา:20:51:35 น.  

 
 
 
ยินดีจ๊าดนักเจ้า
 
 

โดย: โสมรัศมี วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:04:35 น.  

 
 
 
Stockmania ตัวจริงเสียงจริงอยู่นี่เอง

ป้าแจ๋วมีเล่นบลูชิพตัวสองตัวเองค่ะ และก็ทยอยขายมาซื้อต้นไม้ลงสวนนี้ล่ะ 5555
 
 

โดย: ป้าแจ๋วแหวว วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:34:37 น.  

 
 
 
ตามมาอ่านด้วยคน
 
 

โดย: Rockriverarms IP: 61.7.139.240 วันที่: 1 สิงหาคม 2548 เวลา:4:39:50 น.  

 
 
 
จากกระทู้เก่าของห้องพันทิบ
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I2398005/I2398005.html

เขียนโดย...คลายเครียด

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ววววววววววววว

๑. กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

พอขึ้นต้นแบบนี้ปั๊บ ใครๆก็ต้องรู้ว่าเป็นเรื่องนิทานแน่ๆเลย
ก็นิทานนั่นแหละ ใครอ่านแล้วคิดว่าเป็นเรื่องจริง
ก็แสดงว่ามันเป็นเรื่องจริง
เออ พิมพ์เองอ่านเองก็ยังงงเลยแฮะ ฮาๆๆๆ
การกินข้าวแดงนอกบ้าน
ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ
เสี่ยชูวิทย์เขารู้ดี ข้าวแดงบ้าอะไรกันจานละตั้งห้าพันบาท

พอมันเป็นนิทาน และเป็นกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ตัวเลขข้อมูลอะไรก็ไม่มีให้อ้างอิง
มั่วได้ เอ๊ยฟื้นความจำได้เองตามใจชอบ
ผมลองเจาะเวลาหาอดีตจากกองเอกสารที่มีอยู่ถึงปี ๒๕๓๐
ก็ไม่พบหลักฐานว่าได้ซื้อขายหุ้นตัวนี้แต่อย่างใด
ก็เลยสันนิษฐานว่านิทานเรื่องนี้น่าจะต้องเกิดในปี ๒๕๒๘
เรื่องมันก็เริ่มขึ้นตรงที่ว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ยังมีแมลงเม่าหุ้น เอ๊ยมนุษย์หุ้นสองคน
เป็นเพื่อนนักเรียนที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาเป็นสิบกว่าปี
แต่ดันมีใจตรงกันโดยไม่เจตนาคือ
ตามแห่เข้าไปซื้อหุ้นตัวหนึ่งในหมวดสิ่งทอ
มีชื่อว่า"โทเอไล่" สมน้ำหน้าแล้วที่โดนตลาดไล่ออกไป
ตัวเลขอะไรผมจำไม่ได้แน่นอนแล้ว
แต่มีตัวเลขหนึ่งที่จำมาได้จนทุกวันนี้ไม่มีวันลืมคือ
๓๒ บาทต่อหุ้น

๒. sun rise industry

ผมไม่รู้ว่ามันมีศัพท์นี้หรือเปล่า
มั่วเอาก็แล้วกัน
ก็พวกกูรู้บอกว่าตอนนี้มันเป็น sun set industry แล้ว
ดังนั้นก่อนที่พระอาทิตย์จะตก มันก็ขึ้นมาก่อนซิ
ในตอนนั้น ตลาดหุ้นไทยถูกพวกตาน้ำข้าวตั้งชื่อซะโก้เก๋ว่า
emerging market ผมแปลแบบสเนกๆฟิชๆได้ว่า
ตลาดที่กำลังจะโผล่
ก็ใช่นะซิ
โผล่ขึ้นมา ให้พวกยูตัดเอาส่วนเกินทุนไปกินซะให้เข็ด
หุ้นกลุ่มสิ่งทอเกือบทุกตัวกลายเป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานชั้นดี
ด้วยวิชามารผนวกวิชาเทพของตาน้ำข้าว
วิชามารก็คือซื้อไว้แล้วเชียร์ขึ้น
ส่วนวิชาเทพก็คือวิเคราะห์อนาคตไว้ซะหรูเลิศประเสริฐศรี
อุตสาหกรรมห้าอะไรก็ไม่รู้ ดีอิ๋บอ๋ายเลยว่ะ
ค่าแรงก็ถูกๆ ก็เลยผลิตสินค้าได้ราคาถูกๆ กำไรมากๆ
ค่าเงินบาทก็อ่อนดีจากฝีมือลดค่าเงินบาทของท่านป๋าเปรม
รัฐบุรุษผู้มีดอกพิกุลเป็นอาวุธ
ชอบพูดที่สุดคือ "ก็แล้วแต่"
สินค้าที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นก็ย่อมไม่พ้น สิ่งทอ
หุ้นสิ่งทอก็เลยการเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในตอนนั้น
อย่างคนเล่นหุ้นจะซวยช่วยไม่ได้
สิ่งทอเจ้าไหนที่ส่งออกได้
ท่านกูรู้ทั้งตาน้ำข้าว กับตาดำๆจะต้องบอกว่าเยี่ยมที่สุด
ประเทศไทยได้เปรียบ ค่าแรงถูก
ข้าพเจ้าฟังทีไรขัดหูทุกที
เพราะมันหมายความว่า
ก็ไอ้พวกเพื่อนร่วมชาติของยูมันค่าตัวถูกดีวะ
เอ พวก"มืงไม่รู้" อย่างข้าพเจ้าและเพื่อน
ฟังแล้วก็เคลิ้มซิครับ
แล้วไปขุดหุ้นกันอีท่าไหนก็ม่ายรู้
ไปเจอ โทเอไล่ เข้าโดยมิได้นัดหมายกันไว้
โอ้โฮ ยอดเยี่ยมจริงๆ
ส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปสหรัฐแบบเสือนอนกินในระบบโควต้า
จะมีหุ้นตัวไหนบนโลกใบนี้
ยอดเยี่ยมกว่าหุ้นตัวนี้อีกไหมเนี่ย
สรุปแล้วไม่มีเลย(หวะ)
กูรู้ชี้ทาง stairway to heaven ให้แล้ว
ลุยยยย

๓. คนเล่นหุ้นคำนวณ หรือจะสู้เจ้าของบริษัทลิขิต

ต่างคนต่างลุย โดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน
ผมลุยแค่หลักพันหุ้น เพราะใจไม่ถึงพอจะทุ่มเป็นล้าน
ด้วยมีประสพการณ์มาจากครั้นราชาเงินทุน
ต่อให้ดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางทุ่มหุ้นตัวเดียวจนหมด
ตอนนั้นพาร์ร้อย ซื้อแค่พันหุ้นก็ต้องสามแสนบาทขึ้นแล้ว
ส่วนเพื่อนก็ลุยเต็มสูบ ใส่เข้าไปเป็นหมื่นหุ้น
ก็เลยเป็นเงินสามล้านกว่าบาท
ตอนนั้นเขาพึ่งจะ emerging เข้ามาในตลาดหุ้น
เลยเหมือนแมลงเม่า เอ๊ยพยัคฆ์ลำพองติดปีก
มั่นใจตัวไหน โดดใส่แบบไม่มีเบรคเอบีเอส
จากราคาสามร้อยกว่าต่อหุ้น
ด้วยปัจจัยพื้นฐาน อันยอดเยี่ยม หุ้นก็ขึ้นไปเกือบสี่ร้อยอย่างสบายมาก
โอ้ ฝันที่เป็นจริงกำลังจะเกิด
เอ้า ผมขอแค่โตโยต้าโคโรน่าก็แล้วกัน
ส่วนเพื่อนคงฝันให้ไกลไปให้ถึงรถเบนซ์
ยิ่งใกล้วันจะประกาศงบ
ก็ยิ่งใกล้ฝันที่เป็นจริง
สองไตรมาสกำไรมาตั้งสิบกว่าบาท
ไตรมาสที่สามนี้ต้องสุดยอดแน่ ๆ
ใกล้คริสต์มาสออเดอร์ฝรั่งดุเดือดเลือดพล่านที่สุด
ไม่หนีกำไรยี่สิบบาทต่อหุ้นแน่นอน
รวยแล้ว ทั้ง ku และก็มืง ซึ่งผมก็ยังไม่ได้เจอตัวเลยในตอนนั้น
คุณพระช่วยด้วยเถิด
เจ้าของเขาใจป้ำเป็นบ้าเลย
เขาใส่ตัวเลขมาให้เกินกว่าที่คิดไว้มากกก
ตั้ง ๓๒ บาทต่อหุ้นเลย
ก็อย่างที่ท่านผู้อ่านเดาออกแล้วนั่นแหละ

ขาดทุนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
๓๒ บาทต่อหุ้น!!!

ขอต่อกระทู้ตอนบ่ายนะครับ พิมพ์มากๆตาชักลาย
ข้อมูลชักมั่ว จากที่มันมั่วอยู่แล้ว

ตอนที่ ๔ คือ
เจ้าของลิขิต ไหนเลยจะสู้ปากกาสื่อ
๔. เจ้าของลิขิต ไหนจะสู้ปากกาสื่อ

ใครที่เคยดูภาพ starry night ของแวนโกะ
ก็คงนึกออกว่าผมจะเห็นดาวระยิบระยับกี่ดวง
สมัยนั้นไม่มีสื่อออนไลน์ คนที่อยู่ในห้องค้าหุ้นใหญ่ของตลาด
จะเป็นพวกแรกที่รู้ข่าวทุกข่าวที่บริษัทต่างๆจะแจ้งตลาด
เขาประกาศออกทางลำโพงในห้องค้าใหญ่นั่นแหละ
จากนั้นโบรกเกอร์ต้องไปประกาศต่อกันเอาเอง
ใครต้องการข่าวอย่างเป็นทางการ
ก็ต้องรอรายงานประจำวันหัวม่วงของตลาด
ซึ่งส่งทางไปรษณีย์ในอีกสองสามวันต่อมา
ดังนั้นอินไซด์พวกแรกสุดคือเจ้าของบริษัท
พวกต่อมาคือเจ้าหน้าที่ตลาดที่รับเอกสารแจ้งข่าว
ตามมาด้วยพวกเทรดเดอร์ในห้องค้าใหญ่ที่รับฟังข่าวทางลำโพง
ส่วนพวกสุดท้ายที่จะรู้ข่าวก็คือ
พวกที่เล่นหุ้นอยู่นอกห้องค้า
ไอ้ผมก็ดันจัดอยู่ในพวกสุดท้ายที่รู้ข่าวซะด้วย
ก็เลยหน้ามืดตาลายวิงเวียนศีรษะ เพราะยังไม่รู้สาเหตุว่า
ทำไมหุ้นมันวิ่งอยู่ดีๆ กลับหล่นติดพื้นสามสี่วันติดต่อกัน
ตอนนั้นได้รับข่าวร้ายมาทางไหน จำไม่ได้แล้ว
รู้แต่ว่าพอได้ข่าวที่แท้จริง
ผมช็อคสุดๆ ส่วนเพื่อนก็คงจำบ้านเลขที่บ้านไม่ถูก
กูรู้บอกว่าดีมาตลอด อยู่ๆมันโผล่มาขาดทุนได้ไงตั้ง ๓๒ บาท
ช่วงนั้นบริษัทแจ้งงบรายไตรมาสแค่บรรทัดสองบรรทัด
ก็พอแล้ว ไม่ต้องหมายเหตุ หมายผลอะไรให้เปลืองหมึกพิมพ์
ตลาดก็ไม่ต้องไปจี้เอาเป็นเอาตายว่า
ทำไมขาดทุน ทำไมกำไร

คนเล่นหุ้นคำนวณหรือจะสู้เจ้าของลิขิต ก็ด้วยประการฉนี้

และแล้วต่อมาไม่นานวัน
ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนนักเรียน
ที่ไม่เคยเจอกันมาตั้งแต่จบชั้นมัธยมต้น
เขาชวนคุยเรื่องหุ้น
คุยไปคุยมา พอผมบอกว่าซื้อโทเอไล่ไว้
ก็เป็นเรื่อง(ที่ดีมากๆ)เลยซิครับ

ดีมากๆก็เพราะว่า
ได้ผมเป็นแนวร่วมที่ไม่ย่นระย่อมรสุมอีกหนึ่งคนอย่างแน่นอน
เอาไหนเอาด้วย ช่วยกันพิทักษ์ผลประโยชน์ของku และมืง ฮาๆๆ
มันเป็นเช่นนั้นเองแหละท่านทั้งหลาย
ผลประโยชน์ของใคร ใครก็รัก
คนเจ๊งรอยเนท ก็ต้องตามกระทืบเจ้าของรอยเนท
ส่วนคนที่ไม่เจ๊งก็ได้แต่ออกความเห็นปลอบบ้าง กระทืบซ้ำบ้าง

หลังจากชมรมชาวโทเอไล่บรรลัยจักร
ที่มีเพื่อนผมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน
ได้ก่อตัวขึ้นด้วยความโหดร้ายและเกรี้ยวกราด
ก็ได้ยกพลบุกลุยร้องเรียนไปทุกที่
ตั้งแต่โทรไปถามเหตุผลที่บริษัท
ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ตลาด
อภิปรายในชมรมนักลงทุนรายย่อยที่มีบ้างแล้วในตอนนั้น
คำตอบที่ได้เหมือนกัน ราวกับทำโคลนนิ่ง
เออ คือว่า แบบว่า ก็มันเป็นอย่างนั้นแหละ
ถูกหลักการ(อิ๋บอ๋าย)ทุกประการ ฮาๆๆๆ
ไม่มีใครสนใจหรอก เจ้าแมลงเม่าหน้าโง่ไม่กี่ตัว
สุดท้ายเรื่องก็มาจบแบบแฮบปี้เอนดิ้ง
ด้วยการปรากฏโฉมของอัศวินม้าข่าวที่ชื่อ
ดอนซันท์หนุ
ผู้มีปากกาเป็นอาวุธร้ายที่ แปะเฮียวเซ็งของท่านโกวเล้งลืมจัดอันดับให้
ดอนซันท์หนุเป็นนักข่าวรายสัปดาห์ของหนังสือพิมพ์พระจันทร์
เพื่อนผมไปรู้จักได้อย่างไรก็ไม่รู้
ไม่เคยสอบถามรายละเอียด
วิญญาณของนกน้อยในไร่ส้มมีอยู่ในหัวใจแกเต็มพิกัด
ได้กลิ่นข่าว ก็เหมือนเหาฉลาม เอ๊ยฉลามได้กลิ่นคาวเลือด
สกู๊ปข่าวเด็ดๆ แบบนี้หาไม่ค่อยได้หรอก
บริษัทส่งออกเสื้อผ้าชั้นนำ อยู่ดีก็ขาดทุนเอาดื้อๆ
อย่างนี้มีที่ไหนในโลก นอกจากในประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้
แกจี้ติดข่าว ตามพาดหัวข่าวหน้าในให้ตลอด
จากที่ผู้บริหารบริษัท มองไม่เห็นหัวผู้ถือหุ้นรายย่อย
ก็กลายเป็นผู้มีบรรษัทภิบาลขึ้นมาในหัวใจอย่างทันตาเห็น
อธิบายเป็นคุ้งเป็นแควผ่านหนังสือพิมพ์ว่า
บริษัทเจ๊งเละเทะเพราะอะไร และจะแก้ไขอย่างไร
เขาแต่งนิยาย เอ๊ยอธิบายได้ดีมาก
ดอนซันท์หนุ จี้ติดข่าวโทเอไรอยู่ประมาณหนึ่งเดือน?
ในที่สุดแกก็บอกสกู๊ปเด็ดที่ไม่มีการตีพิมพ์ว่า
ผู้บริหารบริษัทส่งซิกให้แล้วว่า
ไตรมาสต่อไปจะกำไรดีกว่าที่ขาดทุนมา
ฟังแล้วหัวใจก็พองโตซิครับ ท่านผู้ชม
แค่หัวใจพองโตเท่านั้นนะ มือไม่ได้คันตามไปด้วย
ใครจะเชื่อคำพูดคนที่เราไม่เคยเห็นหน้าค่าตาได้สนิทก็เชื่อไปเถอะ
แต่ผมชอบดูเรื่อง"ราโชมอน" ก็เลยฟังหูไว้หู
กัดฟันเก็บไว้ แต่ไม่ยอมซื้อเพิ่ม
ในที่สุดฝันก็เป็นจริงโดยคุณไตรภพไม่ต้องแจกรถเข็น
ไตรมาสต่อมา
บริษัทกลับมามีกำไรอย่าง
สุดยอดโคตรอภิมหาพลิกล็อคอมตะนิรันดร์กาล
โอ้โฮ แมลงเม่า เอ๊ยนักลงทุนแห่กันเข้ามาช้อนซื้อกันอุตลุดหลังข่าวออก
แล้วเล่นกันต่อไปจนถึงหลักพันในที่สุด
ส่วนผมก็ตัดช่องน้อยแต่พอเอาแบงค์ร้อยให้กระเป๋าเจมส์บอนด์
ขายทิ้งตอนเจ้ามือปั่นขึ้นมาที่แค่ ห้าร้อยกว่าเท่านั้นเอง
เพื่อนก็คงได้ไปไม่ต่ำกว่าสองล้านบาท
สรุปแล้ว เจ้าของลิขิตก็ยังไม่อาจหาญสู้ปากกาสื่อ
เดี๋ยวขอตัวไปรับลูก จะกลับมาเล่านิทานต่อในตอน

๕. และแล้วทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข หลังจากนั้นเป็นต้นมา
๕. และแล้วทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข หลังจากนั้นเป็นต้นมา

คุณเหาฉลาม ถ้ามันจบแบบในนิทานก็ดีซิครับ
แต่ชีวิตจริงของคนเรา สัตว์โลกย่อมเป็นตามกรรมแห่งความโลภ
เดี๋ยวอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เราก็จะได้เห็นกันว่า จะมีบริษัทไหนบ้างที่เข้าข่าย

กูรู้คำนวณ หรือจะสู้เจ้าของลิขิต

เดี๋ยวนี้คนเล่นหุ้นไม่ต้องคำนวณแล้ว กูรู้เขาทำให้เอง
แต่ที่ผมสงสัยมากคือ กูรู้อนาคตจริงหรือเปล่า
ขนาดเมื่อก่อน เวลาบริษัทไหนจะเพิ่มทุน
ตลาดจะสั่งให้บริษัทต้องทำงบประมาณการสามปีข้างหน้า
ผลนะหรือ ผิดจากประมาณกันเป็นคนละเรื่อง
จนต้องให้ยกเลิกในที่สุด
ขนาดเจ้าของยังประมาณการไม่ถูก
แล้วนี่พวกกูรู้เก่งกว่าเจ้าของบริษัท ?

เอ้ากลับมาเข้าเรื่องตัวละครในนิทาน
ทุกคนไม่ได้มีความสุขจากนั้นเป็นต้นมาหรอก
แรงกรรมแห่งความโลภก็พลัดพาให้ไปติดหุ้นตัวโน้น กำไรหุ้นตัวนี้
วนเวียนไปมาไม่มีที่สิ้นสุด
จนกว่าจะตายจากไปหรือเจ๊งหมดกระเป๋า
แต่ผมคงจะโชคดีอยู่หน่อย ที่อย่างไงก็ไม่เจ๊งหมดกระเป๋า
เพราะเงินที่เล่นหุ้นตอนนี้อาจจะแค่ครึ่งเดียวของที่เคยกำไรมา
เรียกว่าควบคุมความโลภระดับมหภาคไว้ได้แล้ว ฮาๆๆๆ

คนที่น่าจะมีความสุขที่สุดในนิทาน
น่าจะเป็นดอนซันท์หนุ เหยี่ยวข่าวผู้อหังการ
แต่แรงกรรมแห่งความโลภก็ไม่เคยปราณีใคร
หลังจากสกู๊ปเด็ด โทเอไร่
ดอนซันท์หนุก็เริ่มรับรู้ถึงอำนาจของสื่อในตลาดหุ้น
แกเริ่มหลงกลิ่นกระดานและปากกาไวท์บอร์ด
ที่พวกเทรดเดอร์ใช้เคาะกระดานหุ้นโป๊กๆซะแล้วซิ
ในที่สุดก็จัดตั้งหนังสือพิมพ์รายวัน "ไทยสต๊อก" ได้สำเร็จ
โดยแกทำหน้าที่ GM (General Bae เจนรัลเบ๊)
แรกๆก็มีเป้าหมายให้ท่านนักเลงโบราณเป็นนายทุนใหญ่
แต่ไปๆมาๆก็ลุยเอง โดยมีคุณที่ขึ้นปกจุดประกายวรรณกรรม
ของกรุงเทพธุรกิจเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วเป็นแบ็คให้
หนังสือพิมพ์ก็ขายดีบ้างไม่ดีบ้างตามราคาหุ้น
แจ็คพอตมาแตกตรงที่ ผู้จัดกวนรายวัน
เข้ามาเทคโอเวอร์ในราคาสิบล้าน
แกน่าจะอยู่อย่างมีความสุขนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แต่อนิจจา เกิดชอบคิดใหญ่ไม่คิดเล็ก
ได้เงินก้อนสิบล้านมาก็ทุ่มทำหนังสือพิมพ์แนวเศรษฐกิจรายวัน
ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกฟ้องล้มละลาย
ข่าวคราวจะเป็นอย่างไรต่อไม่มีใครรับรู้
นอกจากเจ้าหนี้และเจ้าตัว
เออ แต่ผมยังตามอ่านความคิดดีๆของแกทางกรุงเทพธุรกิจรายวัน
ป่านนี้แกจำหน้าผมไม่ได้แล้วหละ
มนุษย์หุ้นที่เลื่อนขั้นเป็นเซียนหุ้นไม่เคยสำเร็จมายี่สิบกว่าปีแล้ว
ใครอยากจะรู้จักจดจำ
เอาเถอะ เป็นเซียนหุ้นไม่สำเร็จ
รับรองได้ว่า
ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่แมลงเม่าหุ้นที่จะให้ใครเชือดง่ายๆหรอก
ซิบอกไห้
http://www.toursong.com/song/0412.htm
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมด้วยช่วยอ่าน
ขอย้ำว่าผมเป็นเพียงผู้เล่านิทานและเป็นกองเชียร์เท่านั้น
พระเอกตัวจริงเสียงจริงคือ
เพื่อนนักเรียนสมัยมัธยมต้น
และคุณซันท์หนุ แมวเก้าชีวิตอย่างที่คุณเก้าปลาถามไว้
นี่ผมยังเก็บนสพ."ไทยสต็อก" ฉบับแรกเอาไว้เลยครับ
เพราะผมได้ร่วมด้วยช่วยแปลบทความชื่อ
"หุ้นโพไซดอน บทเรียนจากออสเตรเลีย"
แบบกากีนั่ง เลยได้หนังสือพิมพ์หุ้นมาดูเล่นหนึ่งฉบับ ฮาๆๆ
ไว้ถ้ามีเจ้ามือคนไหนปั่นทุ่งคา และผาแดง
จะลองเอาโพสให้อ่านครับ

คุณวีคเกสท์ และหลายๆท่านในห้องสินธร
ยังหนุ่มยังสาวกว่าผมอย่างน้อยสิบยี่สิบปีขึ้นไป?
ด้วยวินัยส่วนตัวของพวกคุณๆ
คงจะเป็นได้มากกว่ามนุษย์หุ้น
ถ้าเพิ่มความรู้ด้านปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเข้าไปให้เข้มข้น
ไว้มีโอกาสผมจะลองโพสเรื่อง
"เซียนหุ้น มนุษย์หุ้น แมลงเม่าหุ้น" ให้อ่านกันเล่นๆ
เพื่อพยายามแก้ตัว เอ๊ยเพื่อบอกเหตุผลว่า
ทำไมผมถึงเป็นได้แค่มนุษย์หุ้น
ไม่ใช่เซียนหุ้น แต่ก็ไม่ใช่แมลงเม่า
ผมยอมรับประโยคอมตะอันนี่ครับ
"to err is human"
ดันเป็นมนุษย์ที่เป็นไม้แก่ดัดยากซ้ำเข้าไปอีก
อย่าว่าแต่วิชาเผ่นพันลี้ของคุณเอี๋ยวเลย
แค่สองเชียะ ก็ยังไม่ค่อยยอมเผ่นแล้ว ฮาๆๆ
แต่ผมไม่รับปากนะครับว่าเมื่อไร
เพราะยังรวบรวมความคิดและข้อมูลได้ไม่มากพอครับ



จากคุณ : คลาย เครียด
 
 

โดย: ผู้คัดลอก (P_ปรัชญา ) วันที่: 21 สิงหาคม 2548 เวลา:20:54:31 น.  

 
 
 
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย
หากต้องการนำไปใช้ กรุณาติดต่อ
เฮียคลายเครียดเจ้าของบทความครับ
 
 

โดย: P_ปรัชญา วันที่: 21 สิงหาคม 2548 เวลา:23:34:01 น.  

 
 
 
ได้ความรู้ดีครับพี่ ชอบๆ เมื่อไหร่เลิกเป็นแมงเม่า ผมจะยินดีมาก...
 
 

โดย: 9hk (9hk ) วันที่: 20 เมษายน 2549 เวลา:18:08:13 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
P_ปรัชญา
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




หยิ่ง
กับตัวเองบ้าง
ในบางครั้ง

เบื่อ
ชีวิตความผิดหวัง
ในบางหน

เกลียด
ความไม่จริงใจ
ในบางคน

ยอมทน
คนหยามเหยียดได้
ในบางที


[Add P_ปรัชญา's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com