CSC-P



เว็บไซด์บริษัท http://www.crownseal.co.th/

ลักษณะธุรกิจ
ผู้ผลิตและจำหน่ายฝาสำหรับปิดผนึกภาชนะประเภทขวด
อาทิ ฝาจีบ ฝาอลูมิเนียมเกลียวกันปลอม ฝาวงแหวนแม็กซี่คราวน์
ฝาวงแหวนแม็กซี่แค้ป ฝาวงแหวนแม็กซี่พี และฝาพลาสติก
สำหรับผนึกขวดบรรจุน้ำอัดลม น้ำดื่ม นม เบียร์ สุรา โซดา
น้ำผลไม้ และเวชภัณฑ์ รวมถึงเครื่องผนึกฝาจีบแบบคันโยก
และเครื่องผนึกฝาแม็กซี่ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีรายได้จากการ
ให้บริการรับจ้างพิมพ์แผ่นตราต่างๆ


ลักษณะของผลิตภัณฑ์

ฝาจีบ (CROWN CAP) เป็นฝาที่ทำจากแผ่นเหล็กเคลือบอัดขึ้นรูป
ภายในบุด้วยวัสดุป้องกันการรั่วซึม เมื่อปิดแน่นจะสามารถเก็บรักษา
คุณภาพเครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์ภายในขวดได้ดี ปัจจุบันใช้ผนึกขวด
บรรจุน้ำอัดลม เบียร์ โซดา นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้

ฝาเกลียวกันปลอม (PILFER-PROOF CAP) เป็นฝาที่พัฒนาขึ้นเพื่อ
ป้องกันการปลอมปนสินค้าทำจากแผ่นอลูมิเนียมอัดขึ้นรูปเป็นลักษณะ
ถ้วยทรงกระบอก มีรอยปรุโดยรอบระหว่างตัวฝากับขอบฝาภายในบุด้วย
วัสดุป้องกันการรั่วซึม ไม่เป็นสนิม ใช้ผนึกขวดบรรจุน้ำอัดลม เครื่องดื่ม
บำรุงกำลัง สุรา ยา เป็นต้น ฝาเกลียวกันปลอมเปิดง่าย ใช้ปิดซ้ำ
ได้อีกเมื่อบริโภคไม่หมดในคราวเดียว โดยยังรักษาคุณภาพเดิมอยู่
แต่สามารถเห็นชัดว่าได้เปิดมาแล้ว

ฝาสุปริมล็อก (SUPRIM-LOC CAP) เป็นฝาที่ผลิตจากพลาสติก
พอลิพรอพิลีน ซึ่งนำมาให้ความร้อนจนอ่อนตัวแล้วขึ้นรูปฝา ภายในบุ
ด้วยวัสดุป้องกันการรั่วซึม ลักษณะของฝามีร่องกันลื่นโดยรอบ และมี
รอยปรุระหว่างตัวฝากับขอบฝาเพื่อให้เปิดได้ง่าย ฝาสุปริมล็อกใช้ผนึก
ขวดบรรจุน้ำอัดลม เครื่องดื่มบรรจุร้อน สามารถปิดซ้ำได้อีกเมื่อบริโภค
ไม่หมดในคราวเดียวโดยยังรักษาคุณภาพเดิมอยู่

ฝาวงแหวนแม็กซี่คราวน์ (MAXI CROWN) เป็นฝาที่ทำจากแผ่นเหล็ก
อัดขึ้นรูปและบากร่องภายในบุด้วยวัสดุป้องกันการรั่วซึม พัฒนาขึ้น
เพื่อให้ดึงวงแหวนเปิดได้ง่าย ป้องกันการนำกลับมาใช้ใหม่ และ
การปลอมปนสินค้าได้สมบูรณ์แบบ ใช้ผนึกขวดบรรจุสุรา

ฝาวงแหวนแม็กซี่แค้ป (MAXI CAP) ขนาด 26 มม. เป็นฝาที่ทำจาก
แผ่นอลูมิเนียมทั้งชิ้นอัดขึ้นรูป และบากร่องภายในบุด้วยวัสดุป้องกัน
การรั่วซึม นอกจากคุณสมบัติทั่วไปที่เหมือนกับฝาวงแหวนแม็กซี่คราวน์
แล้ว ยังมีคุณสมบัติเหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องเก็บไว้ในที่ที่มีความชื้นสูง
หรือเปียกชื้นเป็นเวลายาวนานได้โดยฝาไม่เป็นสนิม
เช่น น้ำดื่ม สุรากลั่น เป็นต้น

ฝาวงแหวนแม็กซี่แค้ป (MAXI CAP) ขนาด 42 มม. เป็นฝาที่ทำจาก
แผ่นอลูมิเนียมทั้งชิ้นอัดขึ้นรูป และบากร่อง ภายในบุด้วยวัสดุป้องกัน
การรั่วซึม ฝานี้มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องฆ่าเชื้อ
ด้วยความร้อนสูง (Retort) เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เป็นต้น

ฝาวงแหวนแม็กซี่พี (MAXI-P) เป็นฝาที่ทำจากแผ่นอลูมิเนียมอัดขึ้นรูป
และบากร่อง ภายในบุด้วยวัสดุป้องกันการรั่วซึม คุณสมบัติโดยทั่วไป
เหมือนกับฝาวงแหวนแม็กซี่แค้ป ยกเว้นวงแหวนที่ใช้ดึงเปิด เปลี่ยนจาก
อลูมิเนียมเป็นพลาสติก สามารถป้องกันการปลอมปนสินค้า และเหมาะ
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเก็บไว้ในที่ที่มีความชื้นสูงโดยฝาไม่เป็นสนิม
เช่น น้ำดื่ม เป็นต้น

อ้างอิงที่มา...http://www.crownseal.co.th/investment.asp?parentid=38&id=43

______________________________________________________

ข้อมูลเก่า ของปี2546

CSC นับว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมกรรมบรรจุภัณฑ์ประเภทฝาปิดผนึก
กล่าวคือ

1.) ฝาจุกจีบ (Crown Cap) มีคู่แข่งอีก 2 ราย
บริษัทฯมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 60-70%

2.) ฝาอลูมิเนียมเกลียว (Pilfer-Proof Cap) มีคู่แข่งอีก 2 ราย
บริษัทฯมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 40-50%,

3.) ฝาแม็กซี่ (Maxi -series caps)
บริษัทฯมีส่วนแบ่งตลาด เกือบ 100%

4.) ฝาพลาสติก (Suprim-Loc Cap) มีคู่แข่งมากราย
บริษัทฯมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 28% สำหรับลูกค้าหลัก
ของบริษัทฯได้แก่ บมจ.เสริมสุข, กลุ่มบุญรอด, บ.ไทยน้ำทิพย์,
กลุ่มช้าง รวมถึงเครื่องดื่มประเภทชูกำลัง

สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์หลักๆที่ใช้ฝาปิดผนึกของบริษัทฯแบ่งแยกได้ดังนี้

น้ำอัดลม และ โซดา เช่น
สิงห์, บ.เสริมสุข, บ.ไทยน้ำทิพย์, บ.กรีนสปอต

เบียร์ เช่น
สิงห์, ช้าง, ไท, ลีโอ, Mittweida, Heineken, Amstel, Spy


สุรา เช่น
แม่โขง, Regengy, แบล็คแคท

เครื่องดื่มชูกำลัง เช่น
กระทิงแดง, แรงเยอร์, ลิโพวิตัน-ดี, เอ็ม, ลูกทุ่ง, คาราบาวแดง

น้ำดื่ม เช่น
สิงห์, ช้าง , คริสตัน

กำลังการผลิตในปัจจุบันของบริษัทฯประกอบด้วย


1.) ฝาจุกจีบ (Crown Cap)
มีกำลังการผลิต 6,000 ล้านชิ้นต่อปี


2.) ฝาอลูมิเนียมเกลียวกันปลอม (Pilfer-Proof Cap)
มีกำลังการผลิต 2,600 ล้านชิ้นต่อปี


3.) ฝาแม็กซี่ (Maxiseriescaps)
มีกำลังการผลิต 1,500 ล้านชิ้นต่อปี


4.) ฝาพลาสติก (Suprim-Loc Cap)
มีกำลังการผลิต 300 ล้านชิ้นต่อปี

______________________________________________________

ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการที่สำคัญ

การจัดตั้งบริษัทฯ
บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)
(Crown Seal Public Company Limited)
ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2511
โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 100,000,000 บาท
แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 10,000,000 หุ้น
มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท

บริษัทฯ จัดตั้งขึ้นโดยการร่วมทุนของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม
ภายในประเทศกับบริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด
และบริษัท โตโยไซกัน ไกชา จำกัด
ซึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการและเทคนิคในการผลิต
ฝาจุกจีบ ฝาอลูมิเนียมเกลียวกันปลอม ฝาแม็กซี่ และฝาพลาสติก

บริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้เป็นบริษัทจดทะเบียน
ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2521


ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537
บริษัทฯ ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด
ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535
ทะเบียนเลขที่บมจ.288
ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นทะเบียนเลขที่ 0107537000416


การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญ

ปี 2541
เดิมบริษัทฯ ถือหุ้นในบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ร้อยละ 99.91 ต่อมาที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2541
วันที่ 16 มีนาคม 2541
อนุมัติให้บริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 483 ล้านบาทเป็น 1,450 ล้านบาท
โดยออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 9.67 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท
จัดสรรให้บริษัทฯ 9.66 ล้านหุ้น และที่เหลือสำหรับผู้ถือหุ้นเดิมรายอื่น
บริษัทฯ เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในจำนวน 2.555 ล้านหุ้น และให้บริษัท
โตโยไซกัน ไกชา จำกัด เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในส่วนที่บริษัทฯ
สละสิทธิ์ ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ในบริษัท บางกอกแคน
แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ลดลงจากร้อยละ 99.91
เหลือร้อยละ 50.91 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว

ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ครั้งที่ 5/2541
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2541
ได้มีมติแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของบริษัทฯ โดยเพิ่มจำนวน
คณะกรรมการบริษัทฯ จากเดิม 11 ท่าน เป็น 15 ท่าน และ
ได้อนุมัติให้บริษัทฯ โดยผู้ประเมินอิสระทำการ
ประเมินราคาทรัพย์สินของบริษัทฯ เพื่อให้ราคายุติธรรม
และเป็นราคาตลาด มีผลทำให้ราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น
ที่ดิน 464.2 ล้านบาท เครื่องจักร 1,319.1 ล้านบาท

ปี 2542
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 10/2542
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542
ได้มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ
อีกจำนวน 520 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญ
จำนวน52,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ หุ้นละ 10 บาท
จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 260 ล้านบาท
เป็นทุนจดทะเบียนจำนวน 780 ล้านบาท

ปี 2543
จากการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 10/2542
ที่มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ
อีกจำนวน 520 ล้านบาท ในปี 2543
ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2543
ได้มีมติให้เแบ่งการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 2 ครั้ง ดังนี้ี้
ครั้งที่ 1 จำนวน 26,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท
เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม และบริษัทฯ ได้เรียกชำระค่าหุ้นแล้ว
จำนวน 260 ล้านบาท ในเดือนมีนาคม 2543

ครั้งที่ 2 จำนวน 26,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท
เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม จากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น
ครั้งที่ 1/2543 ได้ขอเลื่อนการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ออกไป
แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีจึงได้ขอเลื่อนวันปิดสมุดออกไปอีก


ปี 2544
บริษัทฯ ได้ย้ายสำนักงานและสายการผลิตที่โรงงานแจ้งวัฒนะ
มาปฏิบัติงานรวมกันที่โรงงานรังสิต

บริษัทฯ ได้ขายเงินลงทุนของบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง
จำกัด จำนวน 7,091,000 หุ้น ให้แก่บริษัท โตโยไซกัน ไกชา จำกัด
ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนของเงินลงทุนของ
บริษัทฯ ในบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ลดลงจากร้อยละ 50.91 เหลือร้อยละ 2 ของทุนจดทะเบียน

บริษัทฯ ได้ขายอาคารและเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลิต
ฝากระป๋องและกระป๋อง 3 ชิ้น ให้แก่ บริษัท โตโยไซกัน ไกชา จำกัด


ปี 2545 - ปี 2546
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในปี 2545 -2546
นอกจากการปรับปรุงการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับการขายเงิน
ลงทุนและทรัพย์สินบางส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินในปี 2544

ปี 2547 - ปี 2548
บริษัทฯ รับโอนที่ดินและโครงการจัดสรรบ้านปัณชญา
ตั้งอยู่ที่ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี
จังหวัดปทุมธานี เพื่อชำระหนี้จากบริษัท ฝาจีบสินทรัพย์อุตสาหกรรม
จำกัด และบริษัท ทรัพย์สินฝาจีบ จำกัด
ซึ่งได้ปิดกิจการลงในปี 2547 และปี 2548 ตามลำดับ

ขายที่ดินแจ้งวัฒนะ เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน พร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้าง
ให้กับ บริษัท เอกชนรายหนึ่ง ในราคา 260,000,000 บาท


ปี 2549
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในปี 2549

ปี 2550
ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 ได้มีมติที่สำคัญดังนี้

อนุมัติให้บริษัทฯ โอนทุนสำรองทั่วไปจำนวน 100,000,000 บาท
ทุนสำรองตามกฎหมายจำนวน 26,000.000 บาท และส่วนเกิน
มูลค่าหุ้นจำนวน 340,285,000 บาท มาชดเชยผลขาดทุนสะสม
ที่แสดงในงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549
จำนวน 466,285,000 บาท

อนุมัติการลดทุนจดทะเบียนจากเดิม 780 ล้านบาท
เป็น 520 ล้านบาท โดยการตัดหุ้นสามัญจดทะเบียน
ที่ยังมิได้นำออกจำหน่ายจำนวน 26 ล้านหุ้น
มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท
คิดเป็นจำนวนเงิน 260 ล้านบาท
ซึ่งจัดสรรไว้เพื่อเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม
ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543
อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 8,000,000 บาท
โดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ จำนวน 800,000 หุ้น
มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท

จากทุนจดทะเบียนเดิม 520,000,000 บาท
เป็นทุนจดทะเบียน 528,000,000 บาท
แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 52,000,000 หุ้น
และหุ้นบุริมสิทธิจำนวน 800,000 หุ้น
มูลค่าหุ้นละ 10 บาท โดยหุ้นบุริมสิทธิดังกล่าวเป็นหุ้นบุริมสิทธิ
ชนิดระบุชื่อผู้ถือและมีสิทธิได้รับเงินปันผลร่วมกับหุ้นสามัญ
ในอัตราเดียวกับหุ้นสามัญ และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเพิ่ม
อีกหุ้นละ 1.50 บาท ทั้งนี้หุ้นบุริมสิทธิเป็นชนิดไม่สะสมเงินปันผล
อีกทั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญและมีสิทธิ
แปลงเป็นหุ้นสามัญได้ ในอัตราหุ้นบุริมสิทธิ 1 หุ้นต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น
พร้อมทั้งอนุมัติให้จัดสรรหุ้นดังกล่าวให้กับผู้ถือหุ้นเดิม
ในอัตราส่วน 65 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นบุริมสิทธิใหม่
ในราคาเสนอขายหุ้นละ 76 บาท
ในกรณีที่มีหุ้นเหลือจากการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม
บริษัทฯ อาจเสนอขายหุ้น ส่วนที่เหลือดังกล่าวให้กับบริษัท
เจแปนคราวน์คอร์ค จำกัดซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกันในราคา
หุ้นละ 76 บาท ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว
คิดเป็นเงินจำนวน 60.8 ล้านบาทและทางตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทยได้อนุมัติให้รับหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทฯ
เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2550


บริษัทฯ ได้จำหน่ายอาคารคลังสินค้าอัตโนมัติและอุปกรณ์
ให้กับบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ในราคา 62 ล้านบาท และได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทดังกล่าว
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2550


ปี 2551
ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2551
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551
ได้มีมติอนุมัตินโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ
เป็นไม่เกินร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิประจำปี
และอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการ ประจำปี 2550
โดยจ่ายให้หุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท
และจ่ายให้หุ้นบุริมสิทธิในอัตราหุ้นละ 2.17 บาท
รวมจำนวนที่จ่ายคิดเป็นร้อยละ 25.76 ของกำไร



ปี 2552
ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552
ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการประจำปี 2551
โดยจ่ายให้หุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 0.77 บาท
และจ่ายให้หุ้นบุริมสิทธิในอัตราหุ้นละ 2.27 บาท
รวมจำนวนที่จ่ายคิดเป็นร้อยละ 25.71 ของกำไรสุทธิ
ผู้ถือหุ้นได้ขอแปลงสภาพหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญจำนวน 12 หุ้น
ทำให้จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มขึ้นเป็น 52,000,012 หุ้น
และหุ้นบุริมสิทธิลดลงเหลือ 799,988 หุ้น


ปี 2553
แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ.4 ของบริษัทฯ เพื่อให้สอดคล้อง
กับจำนวนหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิที่มีการเปลี่ยนแปลง เป็น


ข้อ 4. ทุนจดทะเบียนจำนวน 528,000,000 บาท (ห้าร้อยยี่สิบแปดล้านบาท)

แบ่งออกเป็น 52,800,000 หุ้น (ห้าสิบสองล้านแปดแสนหุ้น)
มูลค่าหุ้นละ 10 บาท (สิบบาท)

โดยแยกออกเป็น หุ้นสามัญ 52,000,012 หุ้น (ห้าสิบสองล้านสิบสองหุ้น)

หุ้นบุริมสิทธิ 799,988 หุ้น (เจ็ดแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้า ร้อยแปดสิบแปดหุ้น)

ปี 2554
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในปี 2554
นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ซื้ออาคารคลังสินค้าอัตโนมัติและอุปกรณ์
จากบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ในราคา 45,422,145 บาท และได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากบริษัทดังกล่าว
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554

______________________________________________________


ข้อความจาก 56-1 ของบริษัทฯ
บริษัทที่เกี่ยวข้อง
โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทฯ

(1) บริษัท เพชรแพค จำกัด ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย
บรรจุภัณฑ์พลาสติก ประเภทขวด มีทุนจดทะเบียน 80 ล้านบาท
โดยบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน

(2) บริษัท เฮอริเทจ สโตนแวร์ จำกัด ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและ
จำหน่าย ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนเซรามิค มีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท
โดยบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน

(3) บริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ประกอบธุรกิจ
เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ฝากระป๋อง กระป๋อง 2 ชิ้น และกระป๋อง 3 ชิ้น
มีทุนจดทะเบียน 1,800 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 1.6
ของทุนจดทะเบียน






______________________________________________________

ชมการสัมภาษณ์
คุณสิทธิชัย วงศ์ถาวรกิจ กรรมการและผู้จัดการใหญ่
บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)(CSC)
ในรายการ “มันนี่ ทอล์ค วีคลี่”




ขอเชิญชมการสัมภาษณ์
คุณสิทธิชัย วงศ์ถาวรกิจ กรรมการและผู้จัดการใหญ่
บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)(CSC)
ในรายการ “มันนี่ ทอล์ค วีคลี่” ทางมันนี่ ชาแนล ทรูช่อง 178
และเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ

ในวันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553 เวลา 22.00 น.

โดยมี ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
และ อ.ถาวร โชติชื่น เป็นผู้ดำเนินรายการ


______________________________________________________
ฝาจีบชูวิสัยทัศน์ผู้นำโรงงานรักษ์โลก-ประหยัดพลังงาน
หมวด : ข่าวอุตสาหกรรม
โพสต์โดย : ไทยแลนด์อินดัสตรี้ดอทคอม
วันเวลา : 2009-04-29 16:07:33





นายสิทธิชัย วงศ์ถาวรกิจ ผู้จัดการใหญ่
บริษัท ฝาจีบ จำกัด(มหาชน)
เปิดเผยภายหลังการส่งมอบเครื่อง HITACHI ABSORPTION CHILLERS
ระบบทำน้ำเย็นจากพลังงานความร้อนเหลือของบริษัท สยามเทมป์ จำกัด
ว่า บริษัทฝาจีบได้ทำการติดตั้งระบบทำน้ำเย็นเพื่อใช้ในการหล่อเย็น
เครื่องจักร และปรับอากาศในอาคารโรงงาน

.
จากการนำพลังงานความร้อนเหลือทิ้งกลับมาหมุนเวียนใช้งานใหม่
โดยระบบนี้ทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2539
ด้วยงบประมาณการติดตั้งในช่วงเวลานั้นกว่า 150 ล้านบาท

.
การติดตั้ง HITACHI ABSORPTION CHILLERS ครั้งนี้เป็นการติดตั้ง
เพื่อทดแทนเครื่องเดิมซึ่งไม่สามารถทำงานต่อได้ หลังใช้งานมานาน
12 ปี โดยเครื่อง HITACHI ABSORPTION CHILLERS ที่ติดตั้งใหม่
เป็นเครื่องแบบ STEAM TYPE มีขนาดความเย็น 360 USRT
มีศักยภาพในการทำงานร่วมกับระบบการทำงานเดิมได้เป็นอย่างดี

.
การติดตั้งระบบปรับอากาศนี้เป็นไปตามนโยบายด้านการประหยัดพลังงาน
และการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งบริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
โดยบริษัทมีแผนที่จะดำเนินการด้านการประหยัดพลังงานและ
การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมอีกหลายประการ

.
"บริษัทฝาจีบฯก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2513 เพื่อดำเนินธุรกิจ
ผลิตและจัดจำหน่ายฝาสำหรับปิดผนึกภาชนะประเภทขวด
อาทิ ฝาจีบ ฝาอลูมิเนียมเกลียวกันปลอม ฝาวงแหวนแม็กซี่คราวน์
ฝาวงแหวนแม็กซี่แค้ป ฝาวงแหวนแม็กซี่พี และฝาพลาสติก
สำหรับผนึกขวดบรรจุน้ำอัดลม น้ำดื่ม นม โซดา สุราและเวชภัณฑ์ ฯลฯ
โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 528 ล้านบาท ปัจจุบันมีพนักงาน
ประมาณ 800 คนและมีกำลังการผลิตประมาณ 10,000 ล้านฝาต่อปี

.
ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนอกจากจะผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้า
ในประเทศแล้ว ยังจัดส่งไปจำหน่ายต่างประเทศด้วย
อาทิเช่น อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ลาว พม่า ไต้หวัน
ฟิลิปินส์ จีนและเวียดนาม โดยมีสัดส่วนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์
ในประเทศประมาณ 83 % ต่างประเทศประมาณ 17% มีมูลค่า
การจำหน่ายในปีที่ผ่านมาประมาณ 2350 ล้านบาทเศษ

.
และด้วยการวางรากฐานเพื่อการก้าวสู่บริษัทที่มีมาตรฐานการบริหาร
ตามแบบสากล ซึ่งให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพคน คุณภาพผลิตภัณฑ์
เรื่องสิ่งแวดล้อม ร่วมถึงการคืนกำไรสู่สังคมในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
บริษัทจึงได้จัดทำระบบมาตรฐาน ISO 9001 มาตรฐาน ISO 14001 และ
มาตรฐาน GMP" นายสิทธิชัยกล่าวและว่า

.
"การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของบริษัท
แม้ว่าในอดีตจะไม่มีกระแสเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมมาก
นัก บริษัทฝาจีบฯก็ตัดสินใจลงทุนโครงการนี้ และยังดำเนินการอย่างต่อ
เนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 12 ปี การลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท

.
นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะนอกจากจะสามารถบรรลุเป้าหมายหลัก
ในการเพิ่มเสถียรภาพในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่กระบวนการผลิต
อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้
4 - 7% อีกทั้ง สามารถลดปริมาณพลังงานความร้อนของไอเสีย
จากการผลิตไฟฟ้าที่จะต้องถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ

.
โดยนำพลังงานความร้อนดังกล่าว กลับมาใช้ใหม่ผ่านระบบ
Heat Recovery สร้าง ไอน้ำ โดย Waste Heat Boiler ป้อนเข้าสู่ระบบ
Absorbtion Chiller ให้ผลผลิตเป็นน้ำเย็นเพื่อหล่อเย็นเครื่องจักร
และระบบปรับอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการอนุรักษ์พลังงาน
และการแก้ปัญหาโลกร้อน ที่กำลังเป็นที่ตระหนักกันอย่างกว้างขวาง
ในปัจจุบัน"

.



นายสิทธิชัย วงศ์ถาวรกิจ ผู้จัดการใหญ่
บริษัท ฝาจีบ จำกัด(มหาชน)
.
นายอรุณ เอี่ยมสุรีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเทมป์ จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศสำหรับอุตสาหกรรมและพานิชย์
กล่าวว่า สยามเทมป์ต้องขอขอบคุณบริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)
ที่ไว้วางใจให้สยามเทมป์เป็นผู้ติดตั้ง HITACHI ABSORPTION CHILLERS
เพื่อทดแทนเครื่องเดิมซึ่งไม่สามารถทำงานต่อได้หลังจากใช้งานมา
นานกว่า 12 ปี

.
และต้องขอชื่นชมต่อผู้บริหารของบริษัทถึงวิสัยทัศน์ผู้นำการใช้พลังงาน
อย่างมีคุณภาพและตระหนักถึงการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกวางไว้
เป็นรากฐานสำคัญของบริษัทเนื่องจากในอดีตการลงทุนด้านพลังงาน
คุณภาพจะต้องใช้งบประมาณสูงมาก ค่าเทคโนโลยีมีราคาแพง
การดำเนินการต่างๆ ยุ่งยาก แตกต่างจากในยุคปัจจุบันซึ่งมีความยุ่งยาก
และสลับซับซ้อนน้อยกว่า

.
นอกจากนี้เมื่อเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพ
และคุณภาพต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้น ระบบ ABSORPTION CHILLERS
ที่ HITACHI นำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นแนวทางสำคัญของการรีไซเคิล
พลังงานจากการดำเนินธุรกรรมตามปกติมาใช้ทดแทนพลังงานไฟฟ้า

.
ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ และมีแนวโน้มที่ดีสำหรับใน
ประเทศไทย เพราะเป็นมิติใหม่ของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยลดภาวะโลกร้อน ประหยัดค่าไฟฟ้าและสร้างผลดีต่อธุรกิจ

.
โดยระบบปรับอากาศ HITACHI ABSORPTION CHILLERS เหมาะ
สำหรับธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจผลิตกระแส
ไฟฟ้า ธุรกิจ โรงพยาบาล โรงแรม โรงงานต่างๆ โดยมีราคาเริ่มต้น
ต่อการติดตั้งระบบประมาณ 3 ล้านบาท

.
สำหรับเครื่องที่ส่งมอบให้กับทางบริษัทฝาจีบฯ เป็นเครื่องที่ติดตั้งทดแทน
เครื่องเดิมซึ่งมีใช้ทั้งหมด 3 เครื่อง โดยเครื่องที่ติดตั้งใหม่ 1 เครื่อง เป็น
เครื่อง HITACHI ABSORPTION CHILLERS รุ่น HAU-CW360V ขนาด
360 USRT สามารถทำงานร่วมกับระบบเก่าที่ติดตั้งไว้แล้วได้เป็นอย่างดี

.
"สำหรับหลักการทำงานของ HITACHI ABSORPTION CHILLERS
คือใช้พลังงานความร้อนเหลือที่เกิดจากระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้า
ร่วมกับความร้อน (Co-Generation System) หรือพลังงานความร้อนทิ้ง
น้ำร้อนที่เหลือจากขบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม

.
โดยเบื้องต้นก๊าซธรรมชาติจะถูกนำมาใช้ในการกำเนิดไฟฟ้า โดยความร้อน
ที่เหลือทิ้ง (Waste Heat)จะถูกนำกลับมาใช้ในการผลิตไอน้ำ ผ่านเครื่อง
Heat Recovery Boiler ไอน้ำส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านเข้าเครื่องผลิตน้ำเย็น
(Steam Absorption Chillers) โดยใช้หลักการแลกเปลี่ยนพลังงาน
ความร้อน (Heat Exchanger) เช่นเดียวกับการทำความเย็นในตู้เย็น

.
โดยสามารถผลิตน้ำเย็นที่อุณหภูมิประมาณ 7 องศาเซลเซียส
ซึ่งน้ำเย็นเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการปรับอากาศภายในอาคารหรือ
โรงงานอุตสาหกรรมได้ จึงสามารถลดการใช้พลังงานจากกระแสไฟฟ้า
ที่ใช้รูปแบบเดิมลงได้เป็นอย่างมาก " นายอรุณกล่าวและว่า

.
ระบบปรับอากาศของ HITACHI ABSORPTION CHILLERS จะทำให้หน่วย
งานที่ใช้-ใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่น้อย ( Small Power Consumption )
ใช้ความร้อนเป็นแหล่งพลังงาน (Waste Heat ) โดยไม่เกิดปัญหาเสียงดัง
หรือการสั่นสะเทือนในขณะใช้งาน ( Low Noise and Vibration)
สามารถปรับประสิทธิภาพการทำงานได้ตั้งแต่ 25-100%
ค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องและซ่อมบำรุงรักษาต่ำ

.
นอกจากนี้ยังไม่เกิดอันตรายจากการใช้งาน เพราะอุปกรณ์ทำงาน
ในสภาวะสูญญากาศ (Vacuum) ปราศจากสารทำลายชั้นบรรยากาศ
( ODP: Ozone Depletion Potential, CFCs Free) ระบบและขนาด
เครื่องมีให้เลือกหลากหลายเหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท จึงมีระยะ
เวลาคืนทุนได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากค่าบำรุงรักษาต่ำและค่าใช้จ่าย
ในการใช้พลังงานน้อยมาก


อ้างอิงข้อมูลที่มาจาก...
http://thailandindustry.com/news/view.php?id=6600ion=3&rcount=Y

______________________________________________________




นายสิทธิชัย วงศ์ถาวรกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ฝาจีบ จำกัด(มหาชน)
เปิดเผยภายหลังการส่งมอบเครื่อง HITACHI ABSORPTION CHILLERS
ระบบทำน้ำเย็นจากพลังงานความร้อนเหลือของบริษัท สยามเทมป์ จำกัด
ว่า บริษัทฝาจีบได้ทำการติดตั้งระบบทำน้ำเย็นเพื่อใช้ในการหล่อเย็นเครื่อง
จักร และปรับอากาศในอาคารโรงงาน จากการนำพลังงานความร้อนเหลือทิ้ง
กลับมาหมุนเวียนใช้งานใหม่ โดยระบบนี้ทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าของ
บริษัทมาตั้งแต่ปี 2539 ด้วยงบประมาณการติดตั้งในช่วงเวลานั้นกว่า
150 ล้านบาท การติดตั้ง HITACHI ABSORPTION CHILLERS
ครั้งนี้เป็นการติดตั้งเพื่อทดแทนเครื่องเดิมซึ่งไม่สามารถทำงานต่อได้
หลังใช้งานมานาน 12 ปี โดยเครื่อง HITACHI ABSORPTION CHILLERS
ที่ติดตั้งใหม่ เป็นเครื่องแบบ STEAM TYPE มีขนาดความเย็น 360 USRT
มีศักยภาพในการทำงานร่วมกับระบบการทำงานเดิมได้เป็นอย่างดี
การติดตั้งระบบปรับอากาศนี้เป็นไปตามนโยบายด้านการประหยัดพลังงาน
และการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งบริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
โดยบริษัทมีแผนที่จะดำเนินการด้านการประหยัดพลังงานและการพิทักษ์
สิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมอีกหลายประการ



“ บริษัทฝาจีบฯก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2513
เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายฝาสำหรับปิดผนึกภาชนะประเภทขวด
อาทิ ฝาจีบ ฝาอลูมิเนียมเกลียวกันปลอม ฝาวงแหวนแม็กซี่คราวน์
ฝาวงแหวนแม็กซี่แค้ป ฝาวงแหวนแม็กซี่พี และฝาพลาสติก
สำหรับผนึกขวดบรรจุน้ำอัดลม น้ำดื่ม นม โซดา สุราและเวชภัณฑ์ ฯลฯ
โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 528 ล้านบาท ปัจจุบันมีพนักงาน
ประมาณ 800 คนและมีกำลังการผลิตประมาณ 10,000 ล้านฝาต่อปี
ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนอกจากจะผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าใน
ประเทศแล้ว ยังจัดส่งไปจำหน่ายต่างประเทศด้วย
อาทิเช่น อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ลาว พม่า ไต้หวัน
ฟิลิปินส์ จีนและเวียดนาม โดยมีสัดส่วนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใน
ประเทศประมาณ 83 % ต่างประเทศประมาณ 17% มีมูลค่าการจำหน่าย
ในปีที่ผ่านมาประมาณ 2350 ล้านบาทเศษ และด้วยการวางรากฐาน
เพื่อการก้าวสู่บริษัทที่มีมาตรฐานการบริหารตามแบบสากล ซึ่งให้ความ
สำคัญทั้งด้านคุณภาพคน คุณภาพผลิตภัณฑ์ เรื่องสิ่งแวดล้อม ร่วมถึง
การคืนกำไรสู่สังคมในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงได้จัดทำ
ระบบมาตรฐาน ISO 9001 มาตรฐาน ISO 14001 และมาตรฐาน GMP“
นายสิทธิชัยกล่าวและว่า การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหนึ่งใน
นโยบายสำคัญของบริษัท แม้ว่าในอดีตจะไม่มีกระแสเรื่องการอนุรักษ์
พลังงานและสิ่งแวดล้อมมากนัก บริษัทฝาจีบฯก็ตัดสินใจลงทุนโครงการนี้
และยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 12 ปี
การลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะนอกจาก
จะสามารถบรรลุเป้าหมายหลักในการเพิ่มเสถียรภาพในการจ่ายพลังงาน
ไฟฟ้าให้แก่กระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถประหยัด
ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ 4 - 7% อีกทั้ง สามารถลดปริมาณพลังงานความ
ร้อนของไอเสียจากการผลิตไฟฟ้าที่จะต้องถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศโดย
นำพลังงานความร้อนดังกล่าว กลับมาใช้ใหม่ผ่านระบบ Heat Recovery
สร้าง ไอน้ำ โดย Waste Heat Boiler ป้อนเข้าสู่ระบบ Absorbtion Chiller
ให้ผลผลิตเป็นน้ำเย็นเพื่อหล่อเย็นเครื่องจักร และระบบปรับอากาศ
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ปัญหาโลกร้อน
ที่กำลังเป็นที่ตระหนักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน



นายอรุณ เอี่ยมสุรีย์ กรรมการผู้จัดการ
บริษัท สยามเทมป์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศสำหรับ
อุตสาหกรรมและพานิชย์ กล่าวว่า สยามเทมป์ต้องขอขอบคุณ
บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน) ที่ไว้วางใจให้สยามเทมป์เป็นผู้ติดตั้ง
HITACHI ABSORPTION CHILLERS เพื่อทดแทนเครื่องเดิมซึ่งไม่
สามารถทำงานต่อได้หลังจากใช้งานมานานกว่า 12 ปี และต้องขอชื่นชม
ต่อผู้บริหารของบริษัทถึงวิสัยทัศน์ผู้นำการใช้พลังงานอย่างมีคุณภาพและ
ตระหนักถึงการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกวางไว้เป็นรากฐานสำคัญ
ของบริษัทเนื่องจากในอดีตการลงทุนด้านพลังงานคุณภาพจะต้องใช้งบ
ประมาณสูงมาก ค่าเทคโนโลยีมีราคาแพง การดำเนินการต่างๆ ยุ่งยาก
แตกต่างจากในยุคปัจจุบันซึ่งมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนน้อยกว่า
นอกจากนี้เมื่อเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพ
และคุณภาพต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้น ระบบ ABSORPTION CHILLERS
ที่ HITACHI นำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นแนวทางสำคัญของการรีไซเคิล
พลังงานจากการดำเนินธุรกรรมตามปกติมาใช้ทดแทนพลังงานไฟฟ้า
ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ และมีแนวโน้มที่ดีสำหรับใน
ประเทศไทย เพราะเป็นมิติใหม่ของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยลดภาวะโลกร้อน ประหยัดค่าไฟฟ้าและสร้างผลดีต่อธุรกิจ
โดยระบบปรับอากาศ HITACHI ABSORPTION CHILLERS เหมาะสำหรับ
ธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจ
โรงพยาบาล โรงแรม โรงงานต่างๆ โดยมีราคาเริ่มต้นต่อการติดตั้งระบบ
ประมาณ 3 ล้านบาท สำหรับเครื่องที่ส่งมอบให้กับทางบริษัทฝาจีบฯ
เป็นเครื่องที่ติดตั้งทดแทนเครื่องเดิมซึ่งมีใช้ทั้งหมด 3 เครื่อง โดยเครื่อง
ที่ติดตั้งใหม่ 1 เครื่อง เป็นเครื่อง HITACHI ABSORPTION CHILLERS
รุ่น HAU-CW360V ขนาด 360 USRT สามารถทำงานร่วมกับระบบเก่า
ที่ติดตั้งไว้แล้วได้เป็นอย่างดี

“ สำหรับหลักการทำงานของ HITACHI ABSORPTION CHILLERS
คือใช้พลังงานความร้อนเหลือที่เกิดจากระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าร่วม
กับความร้อน (Co-Generation System) หรือพลังงานความร้อนทิ้ง
น้ำร้อนที่เหลือจากขบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเบื้องต้น
ก๊าซธรรมชาติจะถูกนำมาใช้ในการกำเนิดไฟฟ้า โดยความร้อนที่เหลือทิ้ง
(Waste Heat)จะถูกนำกลับมาใช้ในการผลิตไอน้ำ ผ่านเครื่อง Heat
Recovery Boiler ไอน้ำส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านเข้าเครื่องผลิตน้ำเย็น
(Steam Absorption Chillers) โดยใช้หลักการแลกเปลี่ยนพลังงาน
ความร้อน (Heat Exchanger) เช่นเดียวกับการทำความเย็นในตู้เย็น
โดยสามารถผลิตน้ำเย็นที่อุณหภูมิประมาณ 7 องศาเซลเซียส
ซึ่งน้ำเย็นเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการปรับอากาศภายในอาคาร
หรือโรงงานอุตสาหกรรมได้ จึงสามารถลดการใช้พลังงานจากกระแส
ไฟฟ้าที่ใช้รูปแบบเดิมลงได้เป็นอย่างมาก “ นายอรุณกล่าวและว่า
ระบบปรับอากาศของ HITACHI ABSORPTION CHILLERS
จะทำให้หน่วยงานที่ใช้-ใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่น้อย
( Small PowerConsumption )
ใช้ความร้อนเป็นแหล่งพลังงาน (Waste Heat )
โดยไม่เกิดปัญหาเสียงดังหรือการสั่นสะเทือนในขณะใช้งาน
( Low Noise and Vibration)สามารถปรับประสิทธิภาพ
การทำงานได้ตั้งแต่ 25-100% ค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องและ
ซ่อมบำรุงรักษาต่ำ นอกจากนี้ยังไม่เกิดอันตรายจากการใช้งาน
เพราะอุปกรณ์ทำงานในสภาวะสูญญากาศ (Vacuum)
ปราศจากสารทำลายชั้นบรรยากาศ
( ODP: Ozone Depletion Potential, CFCs Free)
ระบบและขนาดเครื่องมีให้เลือกหลากหลายเหมาะสมกับธุรกิจ
แต่ละประเภท จึงมีระยะเวลาคืนทุนได้อย่างรวดเร็วเนื่องจาก
ค่าบำรุงรักษาต่ำและค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงานน้อยมาก





หมายเหตุ
1.เครื่อง HITACHI ABSORPTION CHILLERS ระบบทำน้ำเย็นจาก
พลังงานความร้อน มีความหมายเดียวกันกับ ระบบปรับอากาศ
HITACHI ABSORPTION CHILLERS

2.หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ จินตนา ตรีพิชิต
บจก. อินคริสซ์ เน็ทเวิร์ค เอเจนซี แอนด์ คอนซัลแทนส์

โทร. 02 922 2473 ,02 922 2873 แฟกซ์ 02 922 1847


ขอขอบคุณ ข้อมูลอ้างอิงที่มา จาก...
http://www.marketplus.in.th/data_detail.php?d_id=167&td_id=1
______________________________________________________


หนังสือรายงานประจำ ของบริษัทฯ




















ฝาจีบ คือฝาปิดขวดแก้วที่ คิดค้นฝาจีบเมื่อปี ค.ศ. 1891
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝาจีบนับได้ว่าเป็นฝาปิดขวดที่มีประวัติยาวนาน
ที่สุดและยังมีราคาถูกที่สุด นอกจากนี้ยังมีความเร็วในการปิดฝาได้เร็วมาก
โดยมีเครื่องปิดฝาที่สามรถปิด ได้เร็วถึง 1 แสนขวดต่อชั่วโมงต่อเครื่อง

ส่วนประกอบของฝามีด้วยกัน 2 ส่วนคือ

1. โครงฝา (Shell) คือ วัสดุที่ใช้ผลิตเป็นตัวฝาส่วนใหญ่
จะใช้โลหะสเตนเลส หรือสังกะสีเคลือบหรือสังกะสีปลอดดีบุก
(TFS_Tin Free Steel) โลหะสเตนเลสสามารถทนการกัดกร่อน
และการขึ้นสนิมได้ดีที่สุด รองลงมาคือสังกะสีปลอดดีบุก ส่วนสังกะสี
เคลือบมีโอกาสขึ้นสนิมง่ายที่สุด แต่มีผิวแวววับทำให้ดูมีราคา บริเวณ
โดยรอบของฝาจะมีจำนวนจีบมาตรฐานอยู่ 21 จีบ ก่อนปิดฝาจีบ
ตัวจีบแต่ละจีบจะเอียงออกมาจากตัวฝาประมาณ 21 องศาจากแนวดิ่ง

2. สารเคลือบด้านในของฝาหรือไลนเนอร์ (Liner) สารเคลือบ
ชั้นภายในฝาแบบดั้งเดิมจะใช้แผ่นคอร์ก (Cork) แล้วบุด้านที่สัมผัสกับ
สินค้าเป็นกระดาษหรือแผ่นอะลูมิเนียมบางๆ (Facing) ในปัจจุบันสารเคลือบ
ด้านในของฝาส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติที่ดี กว่า เพราะมีความ
บางกว่าแผ่นคอร์กทำให้ความหนาของโครงฝาลง อีกทั้งยังช่วยลดเวลา
การผลิตฝาเนื่องจากทำงานได้ง่ายกว่าด้วยการลดขั้นตอน ปิดแผ่นบุหน้า(Facing)

การปิดฝาจีบลงบนขวดประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ


ขั้นตอนแรก เครื่องปิดฝาจะกดให้ชั้นของสารเคลือบด้านในของฝา
ให้แนบสนิทกับขอบปากของขวด แก้ว นี่คือขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้
การปิดผนึกเป็นไปอย่างสมบูรณ์

ขั้นตอนที่สอง เป็นการยึดฝาให้แน่นกับปากขวดด้วยการกดจีบ (Crimp)
บริเวณรอบฝาให้ตัวจีบครอบลงไปตามขอบบนสุดของปากขวดแก้ว

การปิดฝาจีบทั้ง 2 ขั้นตอนจะสมบูรณ์แบบขึ้นอยู่กับการกดใน
ขั้นตอนแรกและการปรับแรงกดจีบให้เท่า กันทุกจีบ ในขั้นตอนที่สอง
ถ้ากดเบาไปการยึดเกาะจะไม่แน่นทำให้มีโอกาสรั่ว ถ้ากดหนักไป
อาจทำให้ตัวจีบเสียหายและเป็นสาเหตุให้เกิดสนิมบริเวณจีบได้ง่าย
นอกจากนั้น ยังต้องหมั่นตรวจสอบเส้นผ่าศูนย์กลางของอุปกรณ์กดจีบ
(Crowning Head) ถ้าอุปกรณ์ใช้มาเป็นเวลานานพอสมควร
เส้นผ่าศูนย์กลางจะใหญ่เกินไปหรือหลวมเกินไปทำให้กดจีบได้ไม่แน่น
เส้นผ่าศูนย์กลางที่เหมาะสมของอุปกรณ์กดจีบควรมีค่า 28.7 ± 0.3 มม.

อ้างอิงจาก... http://www.foodnetworksolution.com/vocab/word/2019

______________________________________________________


ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากเว็บบริษัทฝาจีบ
เวลาเราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ตามตู้แช่เราจะเห็นผลงานของบริษัทฝาจีบ
น่าจะครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ไม่น้อยเลย

















..

ภาพจากเว็บไซด์ บริษัทฝาจีบ















http://www.jobthai.com/special_img/crownseal.gif





______________________________________________________

ภาพจากเว็บไซด์ บริษัท...

http://www.crownseal.co.th/service.asp




______________________________________________________





Create Date : 17 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 25 กรกฎาคม 2557 8:35:18 น. 2 comments
Counter : Pageviews.  
 
 
 
 


ข่าวประจำวันนี้
[InfoQuest] คอลัมน์คุณค่าบริษัท : CSC ทางเลือกใหม่?
28 พฤษภาคม 2555

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่
1. JAPAN CROWN CORK CO., LTD. 19,071,292 หุ้น 36.68%
2. TOYO SEIKAN KAISHA LIMITED 5,280,000 หุ้น 10.15%
3. บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 3,934,488 หุ้น 7.57%
4. บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด 3,768,316 หุ้น 7.25%
5. บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) 1,057,742 หุ้น 2.03%

รายชื่อกรรมการ
1.นายพงส์ สารสิน ประธานกรรมการ
2.นายฮิโรฟูมิ มิกิ กรรมการ
3.นายยาสุโอะ ทสึจิฮิโร กรรมการ
4.นายสุธาบดี สัตตบุศย์ กรรมการ
5.นายอาคิโยชิ โตบะ กรรมการ
ในรอบปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีอัตราการเติบโต
สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากผู้คนเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค
โดยหันมาเน้นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์กับสุขภาพมากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตเครื่อง
ดื่มจำนวนมากให้ความสำคัญในการนำเสนอสินค้าที่มีแพ็กเกจจิ้งสวยงามมาก
เป็นพิเศษ เพราะเป็นแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าของตนเอง
เมื่อภาพรวมตลาดเครื่องดื่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยว
เนื่องเติบโตตามไปด้วย และบริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน) หรือ CSC
เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นผู้ผลิตและ
จำหน่ายฝา สำหรับปิดผนึกภาชนะประเภทขวด

อาทิ ฝาจีบ ฝาอะลูมิเนียมเกลียวกันปลอม ฝาวงแหวนแม็กซี่คราวน์
ฝาวงแหวนแม็กซี่แค้ป ฝาวงแหวนแม็กซี่พี และฝาพลาสติก
โดยฝาดังกล่าวใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ
อาทิ ผนึกขวดบรรจุน้ำอัดลม น้ำดื่ม นม เบียร์ สุรา โซดา น้ำผลไม้ และ
เวชภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการให้บริการรับจ้างพิมพ์แผ่นตราต่างๆ
และการขยายตัวของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทำให้บริษัทเตรียมเพิ่มกำลังการ
ผลิตฝาพลาสติก เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดดังกล่าวต่อไปในอนาคต
และตั้งเป้าหมายขยายการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย
นั่นหมายความว่า หากผู้บริโภคมีความต้องการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพมากเท่าไร
ก็จะส่งผลให้บริษัทเติบโตมากขึ้นเท่านั้น เพื่อเป็นการยืนยันว่า บริษัทมีการ
เติบโตอย่างต่อเนื่องก็ดูได้จากตัวเลขกำไรสุทธินับตั้งแต่ปี 2551 จนถึง
ปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยกำไรของปี 2551 ทำกำไรได้เป็นจำนวน 162.22 ล้านบาท
ต่อมาในปี 2552 ทำกำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 190.10 ล้านบาท
และในปี 2553 กำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 253.68 ล้านบาท

ส่วนปี 2554 กำไรลดลงเหลือ 210.69 ล้านบาท เป็นผลมาจากปัญหา
น้ำท่วมใหญ่

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 25555
แม้จะมีรายได้เพิ่มเป็น 725.74 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน
710.55 ล้านบาท แต่กำไรกลับลดลงเหลือ 63.70 ล้านบาท
หรือ 1.23 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกับปีก่อน 71.46 ล้านบาท
หรือ 1.37 บาทต่อหุ้น ล้วนเกิดจากค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุงรักษา
เครื่องจักรปี 2554 ถูกเลื่อนมาบันทึกไว้ในงวดบัญชีนี้ ตรงนี้เป็นเครื่อง
ยืนยันว่า ถ้าไม่มีอุบัติเหตุอะไรเข้ามากระทบบริษัท ผลกำไรของบริษัท
จะออกมาดีอย่างแน่นอน ผนวกกับก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์กันว่า
ราคาหุ้นต่ำกว่าราคาเหมาะสม จึงเข้ามาไล่ราคากันอย่างคึกคัก และเมื่อ
พิจารณามูลค่าทางบัญชีที่ระดับ 34.82 บาท นำมาคำนวณค่า P/BV
ที่ระดับ 2 เท่า จะได้ราคาหุ้นเหมาะสมที่บริเวณ 68 บาท ด้วยเหตุนี้
กระมังถึงทำให้คนทั่วไปแห่เข้ามาเล่นหุ้นตัวนี้กันอย่างคึกคัก
เพราะหลายคนเชื่อว่า CSC เป็นหุ้นทางเลือก?
 
 

โดย: P_ปรัชญา วันที่: 4 มิถุนายน 2555 เวลา:9:37:16 น.  

 
 
 

CSC ซื้อหุ้นสามัญเพิ่นทุน "เพชรแพค" จำนวน 60,000 หุ้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง/ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน






นายสิทธิชัย วงศ์ถาวรกิจ กรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน) CSCเปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)(บริษัทฯ) ครั้งที่ 3/2555

ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน2555 เวลา 11:00 น.

ได้มีมติอนุมัติให้เพิ่มเงินลงทุนในบริษัท เพชรแพค จำกัด ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 10โดยการเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่นทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น ในจำนวน 60,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 450 บาท เป็นจำนวนเงิน 27,000,000บาท โดยมอบหมายให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้ดำเนินการ พิจารณาเงื่อนไขและรายละเอียดการลงทุน เพื่อเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท เพชรแพค จำกัดต่อไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.1 ชื่อ : บริษัท เพชรแพค จำกัด

1.2 ประเภทธุรกิจ : ผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์ประเภท PET

1.3 ทุนจดทะเบียนก่อนเพิ่มทุน : 80,000,000 บาท (800,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท)

ทุนจดทะเบียนหลังเพิ่มทุน : 140,000,000 บาท (1,400,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท)

1.4 วัตถุประสงค์ในการเพิ่มทุน : เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการ
ดำเนินธุรกิจ

1.5 สัดส่วนการถือหุ้นของ บมจ.ฝาจีบ ก่อนเพิ่มทุน : 80,000 หุ้น คิดเป็น 10% ของหุ้นทั้งหมด
สัดส่วนการถือหุ้นของ บมจ.ฝาจีบ หลังเพิ่มทุน : 140,000 หุ้น คิดเป็น 10% ของหุ้นทั้งหมด
1.6 วิธีการชำระเงิน : แบ่งจ่ายเป็น 2 ครั้งๆ ละ 13,500,000 บาท

ทั้งนี้ รายการดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน และไม่เข้าข่ายเป็นการได้มาและจำหน่ายไปซึ่ง

ทรัพย์สินที่มีนัยสำคัญตามข้อกำหนดของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน



 
 

โดย: P_ปรัชญา วันที่: 13 ตุลาคม 2555 เวลา:22:31:45 น.  

BlogGang Popular Award#10


 
P_ปรัชญา
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




หยิ่ง
กับตัวเองบ้าง
ในบางครั้ง

เบื่อ
ชีวิตความผิดหวัง
ในบางหน

เกลียด
ความไม่จริงใจ
ในบางคน

ยอมทน
คนหยามเหยียดได้
ในบางที


[Add P_ปรัชญา's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com