Group Blog
All Blog
<<< จะมีสมาธิได้ต้องมีสติก่อน >>>









“จะมีสมาธิได้ก็ต้องมีสติก่อน”

สติเป็นตัวที่จะดึงใจให้เข้าสู่สมาธิ

สมาธิคือความนิ่งความสงบของใจ

 ใจไม่นิ่งเพราะว่าใจไม่มีเบรก

หยุดความคิด เราเลยต้องใช้สติหยุด

พอเราพุทโธพุทโธนี่

แสดงว่าเรากำลังเจริญสติ

 พอเราพุทโธพุทโธ

เราก็จะไม่ไปคิดเรื่องอื่น

พอเราไม่ไปคิดเรื่องอื่น

เดี๋ยวเวลานั่งเฉยๆ ใจก็จะสงบ

 แต่ถ้าเรานั่งแล้วคิดอยู่เรื่อยๆ

 นั่งไปเท่าไหร่ก็ไม่สงบ

จะทำใจให้สงบเป็นสมาธิได้นี้ต้องนั่ง

 ถ้าเดินจงกลมนี้มันยังไม่สงบเต็มที่

มันสงบครึ่งหนึ่ง ทุกอย่างต้องนิ่งหมด

กายนี้ต้องนิ่ง นั่งหลับตา

แล้วก็พุทโธพุทโธไป

 แล้วเดี๋ยวพอมันตกหลุมสู่ความสงบปั๊บ

ทุกอย่างก็หยุดหมด

 พุทโธนี่มันเป็นเหมือนตัว

ที่คอยต้อนใจนี้เข้าไปในหลุม

เหมือนเวลาเราตีกอล์ฟเราตีมัน

เพื่อที่จะให้มันเข้าไปในหลุมใช่ไหม

ใจเราก็เหมือนกันเหมือนลูกกอล์ฟ

มันชอบกลิ้งไปกลิ้งมา เราก็ต้องใช้สตินี้

ต้อนมันเข้าไปให้มันลงหลุม

พอมันเข้าไปในหลุมปั๊บ

มันก็นิ่งสงบเป็นสมาธิขึ้นมา

 เป็นขณิกะ เป็นอัปปนาสมาธิ

 “ขณิกะ” ก็สงบชั่วคราว

เข้าไปปุ๊บแล้วเดี๋ยวก็ดึงออกมา

 เพราะว่ากำลังของสติยังมีไม่มากพอ

 กิเลสมันยังดันออกมา

กิเลสมันจะดึงให้ใจเรา

ออกมาทางตาหูจมูกลิ้นกาย

เวลาเรานั่งสมาธิด้วยพุทโธ

 พุทโธจะดึงใจ

ให้ออกจากตาหูจมูกลิ้นกาย

 ถ้ากำลังมีมากมันก็สามารถ

ดึงให้เข้าไปในหลุมของสมาธิได้

ถ้ามีกำลังมากมันก็จะอยู่ได้นาน

ถ้ามีกำลังน้อยก็อาจจะเข้าไปปุ๊บ

แล้วก็ออกมา ถ้าเข้าไปปุ๊บแล้วออกมา

ก็เรียกว่าขณิกะสมาธิ

ถ้าเข้าไปแล้วนิ่งแช่อยู่ได้นาน

ก็เรียกว่าอัปปนาสมาธิ

อันนี้ก็เป็นขั้นแรกของการปฎิบัติ

ขั้นที่สองก็คือขั้นวิปัสสนา ขั้นปัญญา

หลังจากที่เราได้สมาธิแล้ว

เราก็ต้องใช้สมาธินี้มาสนับสนุนปัญญา

เป้าหมายของการมีปัญญาเพื่ออะไร

 เพื่อทำลายความหลง

ความหลงที่หลอกให้เรา

ไปเห็นผิดเป็นชอบ

 เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เหมือนกับสมัยก่อนคนที่ไม่มีการศึกษา

เขาจะคิดว่าโลกนี้แบนใช่ไหม

แต่พอเขาได้ไปศึกษามาเขาจะรู้ว่า

โลกนี้ไม่แบน โลกนี้กลม ฉันใด

อย่างตอนนี้เราก็ไปคิดว่าของต่างๆ

ที่เรามีอยู่ในโลกนี้เป็นความสุขกัน

รูป เสียง กลิ่น รส ลาภ ยศ สรรเสริญ

 เราจะไปเห็นว่ามันเป็นความสุข

คืออยากได้กันอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 อยากได้ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 แต่เราไม่เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งเหล่านี้

 เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มีเกิดก็ต้องมีดับ

มีเจริญก็มีเสื่อม เวลาเสื่อมรู้สึกยังไง

 เวลาเงินหมดนี้ เวลาแฟนจากเราไปนี้

ทิ้งเรานี้ เรียกว่า

เป็นความเสื่อมของสิ่งต่างๆ

ที่เรามองไม่เห็นกัน

เพราะสิ่งที่เราคิดว่าให้ความสุขกับเรา

พอเสื่อมจากเราไปความสุขนั้น

ก็เลยกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา

เราเลยต้องใช้ปัญญามาสอนใจ

ว่าของต่างๆ ที่เราคิดว่าเป็นความสุขนี้

มันเป็นความสุขปลอมนะ

เป็นความสุขชั่วคราว

เพราะว่าในอนาคตเขาจะต้อง

มีการพลัดพรากจากกันไป

พอเรารู้อย่างนี้

เราก็จะได้ไม่ไปอยากได้อะไร

 เราก็จะหยุดความอยากได้

ความอยากนี้เป็นต้นเหตุ

ที่ทำให้เราจะต้องดิ้นรนกัน

 เวียนว่ายตายเกิดกัน

ก็เพราะความอยากนี้

 พอเราใช้ปัญญามาแก้ความหลง

ที่ไปคิดว่ารูป เสียงกลิ่นรส

ลาภยศสรรเสริญนี้เป็นความสุข

 มาแก้บอกว่าเป็นความทุกข์

ต่อไปเราก็ไม่อยากได้รูปเสียงกลิ่นรส

 ไม่อยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 เราอยู่เฉยๆ เราก็มีความสุขได้

 อยู่กับความสงบอยู่กับสมาธิดีกว่า

 แล้วเราก็จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิด

มามีร่างกายใหม่

ไม่ต้องมาแก่มาเจ็บมาตายใหม่

นี่คือปัญญาขั้นที่สอง

ขั้นแรกต้องฝึกทำสมาธิให้ได้ก่อน

เมื่อเราชำนาญแล้ว

เราค่อยไปทางปัญญา

 ตอนต้นอย่าไปทางปัญญา

ถ้าเรายังไม่ชำนาญ

 เพราะว่าเดี๋ยวจะเข้าสมาธิไม่ได้

 เพราะเวลาใช้ปัญญาต้องใช้ความคิด

 เพราะบางทีเราใช้ปัญญาไปแล้ว

มันจะฟุ้งได้ ฟุ้งแล้วเวลาจะให้มันสงบ

มันจะสงบไม่ได้ แต่ถ้าเรามีสติ

เราชำนาญทางเข้าสมาธิ

 เราต้องการจะเข้าสมาธิเมื่อไหร่

เราก็เข้าได้ อย่างนี้พอเราเห็นว่า

จิตเราเริ่มฟุ้งแล้วเราก็หยุดมัน

เข้าสมาธิไปได้ ฉะนั้นเบื้องต้น

ต้องฝึกสมาธิให้ชำนาญก่อน

ปัญญายังไม่ต้องกังวล

เหมือนหัดขับรถ
 ตอนต้นก็หัดขับรถ

อยู่แถวบ้านก่อนใช่ไหม

 แถวที่มันไม่มีรถวิ่งให้เราชำนาญก่อน

 ขับตามถนนที่ไม่มีรถวิ่งกัน

 แล้วพอเราชำนาญเรามั่นใจ

แล้วทีนี้เราค่อยไปออกถนนใหญ่

อันนี้ก็เหมือนกันตอนต้น

เราต้องรู้จักทำใจให้สงบ

สามารถหยุดใจได้ทุกเวลาที่เราต้องการ

 พอเราหยุดได้ตามที่เราต้องการแล้ว

เวลาเราออกไปแล้วเราไปเจอเหตุการณ์

ที่จะต้องทำให้เราหยุด

เช่นไปทุกข์กับเรื่องนั้นทุกข์กับเรื่องนี้

เราอย่างน้อยก็ยังหยุดมันไว้ก่อนได้

ถ้าเรายังไม่สามารถใช้ปัญญา

มาสอนให้เราปล่อยวางสิ่งที่เราทุกข์อยู่

เพราะเรายังหลงคิดว่ามันเป็นสุขอยู่

 บางทีทุกข์กับคุณนั้นแต่ก็ยังไปคิดว่า

เขาเป็นคนให้ความสุขกับเรา

 ก็เลยปล่อยเขาไม่ได้ตัดเขาไม่ได้

 ก็ยังต้องทนทุกข์อยู่กับเขาต่อไป

 แต่ถ้ามีปัญญาก็จะเห็นว่า

เนี่ยเราไปทุกข์กับเขา

เพราะเราไปหลงคิดว่า

เขาให้ความสุขกับเรา แล้วสุขที่ไหน

ตอนนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ

ก็เพราะเขานี่ เรายังจะไปหลงอีกเหรอ

ถ้ามีปัญญามันก็จะบอกตัดไปเลย

อยู่คนเดียวดีกว่า มาอยู่กับสมาธิ

อยู่กับความสงบดีกว่า

ถ้าถึงขั้นปัญญาแล้ว

เราก็จะตัดความทุกข์ได้อย่างถาวร

ตัดความอยากได้อย่างถาวร

 แต่ถ้าขั้นสมาธินี้จะหยุดได้ชั่วคราว

เวลาเข้าไปในสมาธิ

 เวลาออกจากสมาธิมา

เดี๋ยวก็ไปทุกข์กับ

เรื่องนั้นเรื่องนี้คนนั้นคนนี้ต่อ

 แต่ถ้ามีปัญญา มันก็จะตัดการผูกพัน

ความหลงกับสิ่งต่างๆ เพราะจะเห็นว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 มีนาคม 2560
Last Update : 10 มีนาคม 2560 19:51:48 น.
Counter : 192 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....