ไปกราบพระนอนองค์ใหญ่ แล้วหรือยัง?





วัดแหลมพ้อ



วันหนึ่ง ไปกราบหลวงตาที่วัดชลประทานฯ ท่านทักว่า ไงเจ้าหาดใหญ่ สบายดีไหม การค้าเป็นอย่างไร และถามกึ่งแนะว่า ที่สงขลามีพระนอนองค์ใหญ่นะ เราเกิดวันอังคารไปกราบแล้วหรือยัง จึงแสดงความเป็นชาวสงขลาแท้ถามกลับว่า วัดอะไรคะ!! ท่านก็ว่า ไปทางนั้นๆท่านไม่แน่ใจชื่อวัด



ไม่เป็นไรหรอก วัดอะไรก็ช่าง เดี๋ยวใช้ปากถามทางไปหาเอง วันหยุดหนึ่งจึงชวนกันสามพี่น้อง น้าน้องเป็นพลขับ ป้าต่ายพลสเบียง ป้าแอนเนวิเกเตอร์ ซื้อพวงมาลัยเล็กๆเยอะแยะจากตลาดสด ขับรถไปทางเกาะยอสงขลา ข้ามสะพานติณสูลานนท์ เห็นพระนอนสีทองอร่ามองค์ใหญ่ จากที่หลวงตาบรรยายน่าจะไม่ใช่วัดนี้ จึงเลยไปก่อน แต่สักเดี๋ยวก็วนกลับมาที่เก่าอีก สองสามรอบ ท่าจะหลงทางแล้วเรา งั้นไหว้องค์นี้ละกัน ท่านคงว่าพวกเราผ่านไปมาหลายรอบไม่คิดจะเข้าไปกราบ ท่านจะเขกหัวเอา จึงหาทางเข้า นี่ค่ะ วัดแหลมพ้อ







พระพุทธรูปปางปรินิพพานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย







พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระสมเด็จเจ้าเกาะยอ







วัดนี้สร้างสมัยรัชการที่สาม พ.ศ. 2330







สมัยก่อนวัดนี้เป็นที่พระมหากษัตริย์เสด็จมาโปรยทาน







โบสถ์อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร






"""






"""






เกจิอาจารย์



























วัดเสื้อเมือง



ออกจากแหลมพ้อไปทางสทิงพระ เพื่อไหว้พระนอนองค์ถัดไป











ทางเข้าเล็กๆ เกือบจะเลย ถามชาวบ้านไปเรื่อย







หรือเขาจะบอกทางให้เราลัดสวนชาวบ้านเข้ามาหนอ







สมัยสงครามทหารพม่าเคยมาตั้งกองพักเดินทัพที่ลานวัดนี้












วันนี้โบสถ์ปิด







ส่งน้าน้องไปขอหลวงพ่อเจ้าอาวาสเข้าชม







ถ้าพูดถึงหลวงพ่อทวด มักจะเกี่ยวข้องกับสามจังหวัด คือสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช
วัดในระแวกนี้ สร้างประมาณพ.ศ. 2000-2300 ศิลปคล้ายๆกัน







สามจังหวัดนี้มีประวัติที่เกี่ยวเนื่องกัน ด้วยเป็นสถานที่เกิด บวช จาริกแสวงบุญ ของท่าน







วัดที่มีชื่อเสียงที่สุดเพราะเป็นที่บวชและจำพรรษา คือวัดพะโคะ เดี๋ยวเราจะไปกัน



สมัยก่อนคนไทยสร้างพระทองคำ เวลามีสงครามทีโดนเผาเมืองเผาพระลอกเอาทองคำไป







อาจารย์เจ้าอาวาสเล่าว่า พระนอนของที่นี่ก็กรณีย์เดียวกัน เป็นองค์ที่ย้ายมาจากวัดพะโคะ







โบกปูนหุ้มปิดองค์ทองคำไว้ แหมถ้าจริงนะ เย้ยกันน่าดู ก็ทัพพม่าน่ะตั้งกองอยู่ข้างนอกตรงลานวัดนี้เอง ส่วนพระทองคำที่ย้ายมาก็อยู่ในโบสถ์ปลายจมูกพี่หม่อง







ภายในโบสถ์ค่อนข้างแคบค่ะ ไม่มีที่จะถอยเพื่อเก็บมุมภาพ






ดูทีละมุม







ฝ่าเท้า








ประวัติย่อๆ







ด้านเหนือเศียรท่านมีพระพุทธรูปอีกบางส่วน















เล่ากันว่า พ่อแม่ของหลวงพ่อทวดชื่อนายหูและนางจัน เป็นทาสในเรือนเบี้ยของเศรษฐีชื่อปาน เศรษฐีเกณฑ์ให้ไปทำนา แม่ของท่านโดนด้วย

ระหว่างทำนานำลูกอ่อนใส่ผ้าผูกเป็นเปลไว้ตรงลาน น่าจะเป็นแถวๆนี้ละค่ะ ลานใกล้เจดีย์ข้างโบสถ์ไม่มีไกด์ชี้แนะ สถานที่บริเวณที่ผูกเปลนี้เรียกว่า ลานนาเปล มาจนถึงปัจจุบันนี้

ถ้าใช่นะ ลานนี้กับวัดพะโคะออกจะไกลกันเอาการอยู่ ที่นาของท่านปานมากมายจริงเชียว






ถึงเวลาพักกลับมาดูลูก อ๊าย! งูมาขดอยู่รอบ ร้องหาใครช่วยไม่ได้จึงอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าแล้วงูก็หนีไป มีดวงแก้วอยู่ในมือทารก เศรษฐีใจร้ายยึดสิคะ แต่ที่สุดต้องนำมาคืน เพราะมีแต่เรื่องร้ายๆ คืนแล้วยังไม่พอยกทรัพย์สมบัติให้ด้วย ลุงหูป้าจันจึงร่ำรวยกลายเป็นท่านหูท่านจันนับแต่นั้นมา











วัดพะโคะ


ต่อไปเป็นวัดพะโคะ ซี่งป้ายบอกทางเยอะมาก ด้วยเป็นวัดมีชื่อเสียง








ลูกของลุงจันชื่อ น้องปู พออายุ 7 ขวบลุงจับบวชที่วัดดีหลวง อายุ 20 บวชเป็นพระได้ฉายาว่า สามีราโม จำพรรษาที่วัดสีมาเมือง จ.นครศรีธรรมราช







ต่อมาท่านโดยสารไปกับเรือสำเภาของนายอิน ว่าจะเข้ากรุง แต่เจอคลื่นลมต้องจอดทอดสมอถึง 7 วัน เล่นเอาสเบียงหมด จึงเกิดตำนานตอนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดนั่นละค่ะ







ยุคของท่านนั้น กษัตริย์คือสมเด็จพระเอกาทศรถ ตอนนั้นรับท้าชิงเมืองกับชาวลังกาแปลคำภีร์ ท่านระลึกว่า หนังสือขอมแพร่ไปลังกาจากพะโคะ พระพุทธสิหิงค์ก็จากพระโคะ จึงให้นำภิกษุจากพะโคะมาแปล เจ้าสามีราโมท่านแปลได้หมดช่วยประเทศไว้ได้ ได้รับยศเป็น สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์







อยู่เมืองกรุงไม่นานท่านก็ลากลับภาคใต้ "กีกานอ กะเลละรูเมาะฮ์กีตอ" -- กลับใต้บ้านเรา



หลังจากนั้นก็มาบูรณะวัดพะโคะ สมัยนั้นวัดนี้อยู่ในเขตเมืองพัทลุง แล้วท่านก็จำพรรษาอยู่ที่นี่
ตกลงท่านเกิดที่สงขลา บวชนครศรีฯ จำพรรษาพัทลุง








นี่ตกลงจะให้ดูแต่ป้ายใช่ไหม

ฮ่า จะบอกว่าป้ายเยอะจริงๆ ไปเที่ยวเถอะรับรองไม่หลง

สมัยที่ท่านมาบูรณะวัดนั้น พระเจ้าเอกาทศรถพระราชทานขนาดนี้แน่ะ
"ให้คนหนึ่งร้อยคนเป็นข้าพระในวัด ถ้าหากคนเหล่านี้ตายนะ ให้ลูก หลาน เหลน เป็นแทนต่อๆไป ตลอด 5 พันปีของพระพุทธศาสนา"







ให้ที่ทิศเหนือ จด หัวตลุมพุก ทิศใต้ จด หัวเขาแดง ทิศตะวันออก จด อ่าวไทย และทิศตะวันตก จด ทะเลสาบ รวม 1247 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา






ให้ราชการเก็บเงินภาษีจากที่กัลปนาบำรุงวัด







และยังให้วัดข้างเคียงเป็นบริวารด้วยค่ะ
"..คือวัดญวน วัดทุเรียน วัดคูหาสวรรค์ วัดพระนอก วัดคูหาขม วัดท่าเรือ วัดคูกแค วัดตรัส ให้สงฆ์ในวัดนั้นๆ เอาธุระช่วยเหลือวัดพระโคะตลอดไป..."







แช่งด้วยนะคะ ท่านตีคนฑีกระเบื้องแตก แล้วว่า

"ผู้ใดละเมิดพระบัณฑูรเบียดเบียน ข้าพระ คนทาน ไร่นา อากร ที่กัลปนา ถือเป็นประโยชน์ของตน ให้ผู้นั้นไปตกนรกหมกไหม้นิรันดร อย่าให้ทันพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระอาทิตย์สักชาติ ต้องด้วยสัจจาธิษฐานตลอด 5 พันปี"







ชาวพุทธบางสายเชื่อว่า หลวงพ่อทวดน่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป คือพระศรีอาริย์
เนื่องจากสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันกินเวลา 5 พันปี แช่งกันทีดุเดือด ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ตั้งหนึ่งยุคพระพุทธเจ้า








ถึง พ.ศ. 2483 กฎหมายภาษีโรงเรือนออกมา กฎการเก็บเงินเพื่อบำรุงวัดจึงเลิกราไป แต่ไม่รู้คำสาปแช่งเลิกด้วยหรือเปล่าน่อ







เมื่อกี้พอขับรถเลี้ยวข้ามาจอดหน้าโบสถ์ เดินมาทางขวานิดจะเห็นลานและทางลง แต่เราจะขึ้นทางบันไดนี้ก่อนค่ะ







สุดบันไดซ้ายมือมีอาคารหลังเล็ก ที่ประทับพระนอนอีกองค์ พระพุทธไสยาสน์ องค์นี้มีอีกนามว่า พระพุทธโคตมะ สร้างระหว่าง พ.ศ. 2057-2111
ขนาดตั้งแต่ฝ่าพระบาทถึงพระเศียร ยาว 18 เมตร กว้าง 2.5 เมตร สร้างพร้อมกับองค์พระเจดีย์


























เช่นเดิม ฝ่าเท้าแบนราบ นิ้วยาวเท่ากันหมด ((กระซิบๆ ว่าจะพาเข้ามาดูเงียบๆ อดไม่ได้ซะนี่))



















เราขึ้นบันไดเล็กแล้วเลี้ยวซ้าย คราวนี้เดินย้อนกลับลงบันไดไปทางด้านขวา ไปที่เจดีย์ ดวงแก้วที่พญางูคายไว้ให้หลวงพ่อทวดสมัยเมื่อท่านเป็นทารกนั้น เก็บไว้ที่เจดีย์นี้ค่ะ สุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ

เจ้าเมืองพัทลุงในสมัยนั้น (สมัยที่อ.สทิงพระยังขึ้นอยู่กับพัทลุง) ชื่อว่าพระยาธำรงกษัตริย์ (พ.ศ.2057-2111) นำพระมหาธาตุมาจากลังกา สร้างเจดีย์ขนาดสูง 1 เส้น 10 วา ยอดทำด้วยโลหะทองแดง






ระเบียงและผนังทั้งสี่ด้าน ของชั้นล่างเจดีย์ บรรจุพระพุทธรูป ปางต่างๆมากมาย







เดินดูแล้วรู้สึกว่าพระงาม ไม่ใช่ว่ามีความร้งความรู้หรอกค่ะ แต่ว่าสององค์ก่อนหน้านี้ ท่านทรงแป้นๆ และทาสีด้วย เหมือนพระทางพม่ามากกว่าบ้านเรา























แน่นอน ต้องเล็งหาปางประจำวันเกิดด้วย















เดินชมรอบแล้ว จึงขึ้นบันไดไปชั้นบน เห็นอะไรบางอย่างไกลๆ นู้น







เหมือนพระนาคปรก จึงชักชวนกันว่า ถ้าไม่ไกลเกินไปเดี๋ยวจะไปเที่ยวที่นั่นด้วย







ชวนกันลงมาเดินเวียนเทียน รอบฐานเจดีย์ แล้วลงบันไดไปอีกหน่อย ซึ่งเป็นกุฎิของหลวงพ่อทวด ไปกราบท่านก่อน เดี๋ยวค่อยไปเที่ยววัดนั้นนะ







ผนังด้านหนึ่งมีประวัติคร่าวๆ ให้อ่าน



















ปรับปรุงตกแต่งเพดานใหม่ สวยงาม







ภาพเล่าเรื่องราวในอดีต







มีรูปหล่อเหมือนองค์ท่านให้กราบบูชา อยู่หลายมุม











ตรงนี้เป็นที่ที่ท่านจำวัด เล็กมากเลยนะ






เชื่อว่ารอยฝ่าพระพุทธบาทนี้ มีมาก่อนสร้างวัด เนื่องจากเดิมเรียกเขาพะโคะนี้ว่า เขาพระพุทธบาท ต่อมาด้วยความศรัทธาในบุญญาภินิหารของท่าน จึงเปลี่ยนเป็นเรียกว่า รอยบาทของพะโคะ

ขนาด ส้นถึงปลายยาว 16 นิ้ว ปลายบาทกว้าง 9 นิ้วครึ่ง กลางกว้าง 7 นิ้ว ส้น กว้าง 4นิ้วครึ่ง







หลักช้าง










บริเวณรอบวัด เป็นชุมชนโบราณสถาน เช่น นาเปล ที่เขียนถึงไปแล้ว พังพระ คือแอ่งน้ำรูปสี่เหลี่ยมลึกประมาณสองเมตร อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาคูหา สมัยก่อนพระสงฆ์ใช้เป็นศาลา ปัจจุบันเป็นแหล่งเก็บน้ำของราษฎร (ไม่ได้ไปดู)

ห่างไปทางตะวันตก 1 กม. เป็นบ้านทำเจดีย์ ปัจจุบันเป็นทุ่งนา (นี่ก็ไม่ได้ไปค่ะ)



ต้นเลียบ


บริเวณนี้เดิมเรียกว่า บ้านสวนจันท์ เดี๋ยวนี้เรียกบ้านเลียบ อยู่ที่ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ







ห่างจากวัดพะโคะไปทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ ราว 2 กม.







เล่าว่า เมื่อนางจันมารดาท่านคลอดแล้ว หายหูบิดาได้นำรกของท่าน ฝังไว้ที่โคนต้นเลียบ







ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นที่อยู่สำนักสงฆ์







สร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ และรูปจำลองของสำเด็จเจ้า ไว้ให้นักท่องเที่ยวสักการบูชาและศึกษา











สำนักสงฆ์แห่งนี้ อยู่ในความดูแลของวัดดีหลวง







ต้นเลียบนี้ วัดโดยรอบประมาณ 13 เมตร ฝังรกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2125 ว๊าว อายุ 428 ปีแล้วแน่ะค่ะ



















ต้นยางไม้เท้า



ตำนานนี้เล่าว่า หลวงพ่อทวดเคยโดนโจรสลัดจับไปเป็นเชลย ท่านแสดงปาฏิหาริย์โจรเกรงกลัว จึงนำท่านมาปล่อยขึ้นฝั่งอ่าวไทย ท่านเดินมาถึงต้นยางแห่งนี้ หยุดพักและพิงไม้เท้าทิ้งไว้กับต้นยาง จึงเกิดเป็นปุ่มปมไปทั้งต้น ชาวบ้านนับถือว่าเป็นต้นยางศักดิ์สิทธิ์


อยู่ห่างจากวัดพะโคะไปทางตะวันออก 1 กม. ใกล้สี่แยกชุมพล ไม่ไกลเท่าไหร่ ขับรถวนไปดู บริเวณโคนต้นรกมองไม่เห็นปุ่มเลยค่ะ ได้ภาพมาแค่นี้เอง






วัดนางเหล้า



วัดสุดท้ายที่เราไปเที่ยววันนี้ เป็นวัดแถมที่บังเอิญเห็นจากบนเจดีย์







วัดนี้ตั้งอยู่ที่ 90 ถ.เขาแดง-ระโนด







หมู่ 3 ต.ชุมพล







อ.สทิงพระ จ.สงขลา







พื้นที่ 18 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา







สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2225







เล่ากันมาว่า ครั้งหนึ่งแม่ชีจากประเทศลาว เดินทางมาแถวนี้







เห็นว่าสงบดี ชอบใจ จึงจัดหาที่ดินบริจาคสร้างเป็นวัด







ชาวบ้านเรียกว่า วัดนางลาว







ภายหลัง สำเนียงเพี้ยน เป็น วัดนางเหล้า







มีพระพุทธรูปปางต่างๆมากมาย แปะภาพให้ชมกันจุใจ
















ทางเข้า/ออก อีกด้าน










เจ้าแม่กวนอิม ที่ชาวจีนจากประเทศเพื่อนบ้าน นิยมมากราบไหว้







พระพุทธรูปปางนาคปรก ซึ่งเห็นได้ไกลหลาย กม.







ต้องหาปางนี้อยู่แล้ว







พระสีวลี -- รีบไปขอพรท่าน

...สีวลีจมหาเถโร เทวตา.... ขอให้ข้าพเจ้าเป็นดังหนึ่งศิษย์เอกของพระสีวลี คำว่าทรัพย์ไม่มี ทรัพย์ไม่พอ ทรัพย์หมด ขออย่าได้บังเกิดแก่ข้าพเจ้าเทอญ... สาธุ






น้าน้องเมื่อยขา นั่งรอ








ก่อนกลับบ้านเย็นนี้ แวะกราบต้นศรีมหาโพธิ์ข้างวัด อีกหน่อย







บายค่ะ









Create Date : 21 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2553 15:44:41 น. 0 comments
Counter : 1887 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

anthurium
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




anthurium



#ชื่อเล่น ป้อมป๋อมเปาะ ผักชีโรยหน้า น้ำปลาเหยาะ กะปิใส่หน่อย อร่อยเหาะ




# ชอบถ่ายภาพ(ซึ่งไม่เก่งซะที) รักสุนัข ท่องเที่ยว ดอกไม้ ชื่นชมธรรมชาติ

Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
21 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add anthurium's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.