2007 พฤษภาคม, Hawaii








ครั้งนี้เดินทางด้วยสายการบินของประเทศอื่น (อยากลงยี่ห้อแต่กลัวเค๊ามาเบ๊งศีรษะเข้า) ไปลงสนามบินนาริตะ จำไม่ได้ว่าปีที่ไปเที่ยวนั้นมีปัญหาโรคระบาดอะไรหรือไม่ เช่นไข้หวัดนก หรืออะไรอื่น เมื่อเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว พนง.ประจำเครื่องบินเดินพ่นสเปร์ยฆ่าเชื้อโรค ซึ่งมีกลิ่นหอมอ่อนๆของผลไม้รวมๆ เหมือนส้ม กล้วย และเสาวรสปนกัน ที่สะดุดจมูกที่สุดคือเสาวรส เพราะไม่ชอบกลิ่นนี้ค่ะ เหมือนฝรั่งสุกแก่จัดใกล้เน่า วิงเวียนอยากอาเจียน หัวหมุน หูวิ๊งๆ


ถึงสนามบินนาริตะ ระหว่างรอสองชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนเครื่อง หลบเข้าไปอาบน้ำ เปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ หายหัวหมุน หูวิ๊งๆ สดชื่น





สนามบินแห่งนี้มีห้องน้ำสำหรับครอบครัวด้วย ชาวญี่ปุ่นนี้ช่างคิดอะไรรอบคอบน่ารักจริงเชียว






เดินวนๆ ตามร้านรวง เสียสตางค์ซะหน่อย ก่อนถึงเวลาเดินทางต่อ คราวนี้สมองใสปิ๊งเชียว


ภาพนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องเล่า เป็นโฆษณาของไมโครซอฟ เห็นเก๋ดี --คุณเห็นคนแก่ช่วยกันทำงานสองคน เราเห็นเทคโนโลยี มั้งนะ อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เดาจากาพ





ทิวทัศน์บนเกาะ Honolulu ซึ่งเดิมเคยเป็นสนามรบของสงครามท้องถิ่น ตามประวัติข้างล่าง





สวยน่าทะเลาะแย่งกัน

















วัง (ด้านนอก)








กษัตริย์ Kamehameha ที่ 1





นั่งเครื่องบินเล็กของสายการบิน Hawaiian Airlines ไปเกาะ Maui ลำเล็กกระจิ๊ดเดียว กว้างขนาดสี่ที่นั่ง และเป็นเครื่องบินรุ่นเก่า ที่มีใบพัดอยู่เหนือปีกนะ เวลาบินเครื่องงี้สั่นพั่บๆ แต่ใช้เวลาบินแค่ 37 นาทีเอง ศรีทนได้





แล้วก็นั่งรถไปโรงแรม








พนักงานมาต้อนรับด้วยพวงมาลัยดอกกล้วยไม้ และพวงมาลัยหอย มองแล้วเขินๆเดินไปแอบหลบหลังลูก มีภรรยาของท่านผู้ใหญ่ในคณะชี้เป้า "คุณพี่ยังไม่ได้" ซะอีก เดี๋ยวนี้สมัยใหม่แล้ว กล้วยไม้เข้ามาแทนที่ดอกลั่นทมเพราะทนกว่า แต่อารมณ์สุนทรีย์อย่างเดิมพลอยหายไปด้วยนะ

ขึ้นไปห้องพักถ่ายรูปเก็บไว้รำลึกถึง เพราะไงคงเหี่ยวเฉาไปตามเวลา





ห้องพักก็ประมาณนี้ เรียบๆ แต่ชอบนะ รีเจนท์ทุกแห่ง ที่นอนสีสะอาดน่าพักผ่อน





อาบน้ำแต่งตัวใหม่ ใส่ชุดฮาวายเอี้ยน จับพวงมาลัยคล้องคอ ลงไปงานเลี้ยงข้างชายหาด





มีหนุ่มคนนี้ร้องเพลงกล่อมระหว่างมื้ออาหาร








เช้า ลงไปเล่นน้ำที่หาดด้านหลังโรงแรม





มีถนนทางเท้าเล็กๆ คนออกกำลังกายเยอะเหมือนกัน วิ่งบ้าง ขี่จักรยานบ้าง แต่เราจะไปเล่นน้ำ เตรียมรองเท้าเดินหาดมา กลัวเท้าเย็นใส่ถุงเท้าด้วยแน่ะ คิดว่าเปียกน้ำแล้วไม่เย็นหรือไง๊ กลุ้มใจตัวเอง

อย่าเพิ่งค่่อน อยู่ดีๆให้ดูรองเท้าเนี่ยะนะ หรือสงสัย ไปเที่ยวแล้วถ่ายรูปเท้าตัวเองมาทำไม
อันนี้เป็นกลเม็ดเคล็ดส่วนตัว ยินดีให้ลอกเลียนแบบ


นั่นคือเมื่อเราไปทริปยาวๆ ถ่ายรูปไว้เยอะแยะ เตรียมการ์ดไป 23 กิ๊ก 48 เม็กก์ (8+8+4+2+1g+32mb+16mb =23.48 จริงจริ๊ง) ตัวเก็บสำรองอีก 120 กิ๊ก ด้วยความสบายใจในความเหลือเฟือ ความไม่แน่ว่า เราจะมีโอกาส เวลา สตางค์ และสุขภาพดี พอที่จะได้มาเยือนที่นี่อีกหรือไม่ จึงกดแหลก ไม่มียั้ง ตรงไหนสวย มีถ่าย RAW ด้วยแน่ะเผื่อกลับบ้านแล้วอยากทำอะไรกับภาพสวยนั้น

หรือบางครั้งกล้องตัวที่ถืออยู่ ไม่สามารถเก็บภาพได้หมด ต้องถ่ายเหลื่อมมาหลายๆช็อต เผื่อวันไหนอารมณ์ดี ลุกขึ้นมาต่อภาพเป็นพานอรามาเล่น อย่างนี้เป็นต้น


ดังนั้น ทุกครั้งที่จบเรื่อง หรือสิ้นวัน ก่อนจะเริ่มต้นถ่ายภาพเรื่องราวใหม่ จึงถ่ายภาพอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง เช่น ฝาปิดหน้ากล้อง พวงกุญแจฯ เพื่อเป็นการกั้นจบตอนเอาไว้ สรุปว่าเท้าตัวเองนี่แหละสบายที่สุด เพราะไม่ต้องหาที่วาง พกพาไปด้วยทุกที่เสมอ ระยะห่างระหว่างกล้องกับวัตถุกำลังพอดี


ทีนี้พอกลับมาดูภาพรวมทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ ก็จะสามารถแยกเรื่องราวได้ง่าย ว่าชุดนี้เราจะทำพานอรามา ตรงนี้เปลี่ยนสถานที่แล้ว





หาดมีหินเยอะ อากาศสดชื้นสดชื่น หายใจเบาปอดโล่ง ไม่หนาว แต่น้ำเย็นหน่อย





สวยมั้ย?





เจ้าก้อนเล็กๆที่เห็นที่ชายหาด ดูใกล้ๆน่ารักนะ เห็นคนเดินเก็บด้วย แอบค้อนตามประสาคนรักธรรมชาติ เก็บมาแต่ภาพถ่าย แต่เข้าใจอารมณ์คนเก็บนะ น่ารักกลมเท่าๆกัน มีลายนิดๆ มากมายกลาดเกลื่อน เหมือนเก็บเท่าไร ไม่มีวันหมด





ก็อยากจะถ่ายรูปมือนิ้วก้อยและโป้งชี้ออกมา พับนิ้วชี้กลางและนางไว้ ทำท่าเขาควาย แทนคำทักทาย อโลฮา เหมือนกันแหละ แต่มือเหี่ยวแล้วเน้อ





ไปเที่ยวเมือง Lahaina เมืองเล็กๆ น่ารัก อยู่ริมทะเล ให้ชมภาพบรรยากาศเมืองหลายๆภาพละกัน








ตกแต่งเป็นร้านรวง ขายเครื่องดื่ม ของที่ระลึก เสื้อผ้าเครื่องประดับ อาหาร ฯต่างๆกันไป










บรรยากาศกลางคืน








ถึงจะเป็นเมืองเล็กๆ สบายๆ แต่รถสวยๆเพียบเลยค่ะ





หรืออย่างนี้





เง้อ..อ





คนที่เดินผ่านไปมา บ้างแต่งตัวเข้ากับบรรยากาศ หาพวกพวงมาลัยดอกไม้บ้าง ลูกปัดบ้าง มาคล้องคอเล่น อารมณ์ครึ้มใจฮาวายดี





ของคนนี้เป็นลูกปัด turquoise หลายสาย แต่เราดูข้างหลังละกันนะ





น่า..รัก





มีร้านขายเครื่องประดับจำพวกหินต่างๆ และมุกทะเลใต้ สีเทาอ่อนไปจนเทาเข้ม หลายร้าน ลองเข้าไปดูเหมือนกัน กะจะคีบสร้อยกลับบ้านมาด้วย แต่ไม่สวยค่ะ ไม่แวววาว และมีตำหนิมาก (คือมีมากเกินไปจนขาดความงาม) เข้าใจว่า คงคัดเกรดดีส่งขายร้านยี่ห้อดังมากกว่าจะหวังขายราคาถูกกับนักท่องเที่ยว


นี่น๊า ถ้าไม่สวยและเป็นรูปทรงอิสระอย่างนี้ ช่างไทยไม่นำมาร้อยเรียบๆหรอก จับทำเป็นรูปต่างๆ อย่าง มุกบิดๆเบี้ยวๆทำเป็นเข็มกลัดรูปหมาพูเดิ้ล ไรงี้ งานเครื่องประดับไทยเก่งกว่าเยอะ





รูปชายหาดยามค่ำอีกภาพ ก่อนจะไปเที่ยวภูเขาไฟกัน





รุ่งเช้า นั่งรถขึ้นเขา ไปชมภูเขาไฟ Haleakala อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลหมื่นฟุต สมญาของเขาคือ House of the Sun เป็นภูเขาไฟ (ซึ่งดับแล้ว) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ช่วงเริ่มต้นเดินทาง ทิวทัศน์ข้างทางสวยดี อีกหน่อยแก่แล้วไปเที่ยวไม่ไหว อาจปลูกต้นไม้อยู่บ้านอย่างนี้ละมัง





กองทัพ ตู้รับจดหมาย





ดอกอะไรน๊อ





เริ่มสูงขึ้นเรื่อย





แวะพักครึ่งทาง





ยิ่งขึ้นสูงหมอกยิ่งหนา เอ๊ย เอ๊ย ต้องว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว





ชัน โค้ง หมอก 15mph ตามๆกันไป





ขนาดของปากปล่องภูเขาไฟนี้ไม่แน่นอน เปลี่ยนอยู่เรื่อย ปัจจุบันอยู่ที่ 8 กิโลเมตร
ถึงยอดเขาแล้วค่ะ อ่านก่อนชมทัศนียภาพ





อาคารเล็กๆตรงนี้ ข้างในมีโมเดลขนาดย่อให้ชม เข้าไปเดินๆดู หยิบแผ่นพับกลับมาอ่าน





แต่ของจริงสวยกว่า




















บันทึกไว้ ว่า เคยมาเยือน





สีสันจัดจ้าน ดินคงอุดมสมบูรณ์ อยากได้มาปลูกต้นไม้ที่บัานมั่ง





นั่งเครื่องบินเล็กยี่ห้อเดิม ย้อนกลับไปที่เกาะใหญ่ Honolulu

ระหว่างทางนั่งรถผ่านหาด Waikiki สวย..ย จอดรถถ่ายภาพเล่น





เมืองนี้พักที่โรงแรมนี้ค่ะ





แปะรูปห้องพักตามธรรมเนียม ชาวห้อง BP





ชะโงกหน้าต่างลงไปเป็นถนนเส้นนี้ คู่ขนานกับเส้นนี้ทั้งถนนเป็นแหล่งสินค้าไฮแบรนด์ ลงไปขอแผนที่จากเคาน์เตอร์ต้อนรับของโรงแรม แล้วออกไปเดินเล่น ถ่ายเทน้ำหนักกระเป๋าสตางค์ซะหน่อย





ในเมือง Waikiki








มีรถม้าให้เช่านั่งชมเมือง





หรือนั่งรถแบบนี้ก็ได้





กิจกรรมข้างถนน ขายภาพวาดเหมือนดารา





ขอถ่ายรูปมนุษย์กระป๋อง เขาขยับแขนช้าๆแข็งๆ เหมือนเวลาหุ่นยนต์เคลื่อนไหว เป็นทีว่าตั้งท่าและอนุญาต หย่อนเงินให้เขาหน่อย ก่อนถ่ายภาพ





ปลายถนนมีหาด แวะเข้าไปเห็นรูปปั้นอยู่ด้านนอก มีคำอธิบายว่า เป็นนักกีฬากระดานโต้คลื่นเหรียญทองโอลิมปิคอยู่ข้างล่าง เริ่มมืดแล้ว ความสามารถในการถ่ายภาพกลางคืน เร่ิมลดลงตามลำดับแสงตะวัน





ยังมีคนเล่นน้ำอยู่ บ้างก็เพิ่งมา หอบกระดานโต้คลื่นกันมาด้วย ไม่อยากทะเร่อทะร่าเข้าไปในหาดพร้อมกล้อง เกรงใจคนมาเล่นน้ำ ถ่ายภาพมุมไกลมานิดหน่อยพอให้เห็นบรรยากาศ






เกรงใจ๊ เกรงใจ





สองทุ่มไปกินข้าวร้านญี่ปุ่น ชื่อ Tanaka of Tokyo อยู่ในศูนย์การค้า ชั้น 4
ในร้านเป็นเตาโต๊ะ มีกุ๊กปรุงอาหาร ควงมีดตะหลิวโชว์พลางทำพลาง เรียกอะไรนะ จำไม่ได้ ร้านอย่างนี้บ้านเราก็มีน่ะ นึกชื่อไม่ออก

หอยเชลล์





นั่งหน้าเตาโต๊ะ ฮ้อมหอม เรียกน้ำย่อยดีจัง แม้จะเป็นชาวทะเล อยู่เมืองสงขลา มีอาหารทะเลสดๆให้หม่ำ แต่แพ้อาหารทะเลน่ะ โดยเฉพาะกุ้งนี้ไม่กล้าแตะเลย แต่วันนี้เตรียมพร้อม กินยาแก้แพ้ดักไว้ก่อนเรียบร้อย





ใส่ผักนิด ปรุงรสหน่อย โรยพริกไทย พร้อมเสิร์ฟ





น้องกั้งพอโดนความร้อนก็เปลี่ยนสี





น่ากิ๊น





เนอะ





ข้าวผัด





อิ่มพุงกลมเลย





อิ่มแล้วไปดูโชว์ ของคุณจอห์น ฮิโรกาวา ชุด Magic of Polynesia เขาได้รางวัล World's Most Original Award Winner ปี 2004

แสดงการเสกให้ของหายไป แล้วกลับมาใหม่ แต่ว่าเจ้าที่เขาเสกนั้นเป็นของใหญ่ อย่าง เฮลิคอปเตอร์ หรือเมืองจำลอง มีมัดตัวเองไว้ในกรงแน่นหนาและปลดออกมาในไม่กี่นาที ทำนองนี้ อลังการตื่นตาดีค่ะ (แต่ไม่มีรูป--ห้ามถ่ายภาพ)





วันสุดท้ายก่อนกลับไปดู Pearl Harbor ที่ญี่ปุ่นทิ้งระเบิดเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง





ต่อแถวยาวเหยียด เพื่อผ่านเครื่องตรวจจับอาวุธเข้าไปด้านใน





คุณพี่ตรวจเข้มมาก ห้ามกระเป๋าทุกชนิด





ผ่านเข้ามาแล้ว ด้านในเป็นนิทรรศการ มีภาพสงคราม อาวุธ ผู้เสียชีวิต ของใช้ส่วนตัวบางอย่างที่พบ จดหมายที่ส่งถึงคนทางบ้าน ประวัติเรือแต่ละลำ ทำนองนี้

ในตั๋วจะระบุเวลาเข้าชมไว้ ยังไม่ถึงเวลา เดินโต๋เต๋เที่ยวชมและถ่ายภาพไปเรื่อย








ใกล้เวลาชมกลับมาเข้าแถวรอ





นั่งเรือออกไปอ่าว





บริเวณอ่าว มีซากเรือจมเป็นระยะๆค่ะ ตำแหน่งเดิมที่เรือจอดอยู่เดิมและจมลง เขาทำเป็นสัญลักษณ์รูปเรือจำลองไว้ มีชื่อเรือแต่ละลำเขียนไว้ที่ทุ่นนั้นด้วย





ถ้ามองลงไปในน้ำก็ยังเห็นเรือจมอยู่ที่ตำแหน่งเดิม





ไปดูที่เรือลำหลัก











ภายในเรือจำลอง มองลงไปในน้ำข้างๆ ก็จะพบเรือที่จมอยู่





ผนังด้านในสุด เป็นรายชื่อผู้เสียชีวิต





ของฝากท้ายเรื่องเป็นต้นไม้สีเขียวเหลือบนี้ค่ะ ภาพในแผ่นพับที่เก็บมา มีดอกเป็นช่อยาวสีแดงสวยเชียว เสียดายช่วงที่ไปยังไม่มีดอก


ชื่อต้นดาบเงิน Silver sword ซึ่งมีแห่งเดียวในโลก ที่เขา Haleakala ด้วยความเหมาะสมของสภาพดิน ความกดอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และความสูงเหนือระดับน้ำทะเลจ้า





Create Date : 19 พฤษภาคม 2552
Last Update : 28 สิงหาคม 2552 18:54:01 น. 2 comments
Counter : 2171 Pageviews.

 
ได้ไปหลายที่เลย
รอเที่ยวฮาวายอยู่นะครับ


โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 19 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:34:47 น.  

 
เห็นแล้วคิดถึง อยากไปอีก ไปถ่ายรูปเก็บไว้แทนรูปเก่าที่หายไป เสียดายๆ

พี่ยังไม่เคยไปตั้งหลายที่ที่ป้อมเขียนไว้
เก็บเงินเที่ยวดีกว่านะ


โดย: Katai_Akiko วันที่: 5 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:18:24 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

anthurium
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




anthurium



#ชื่อเล่น ป้อมป๋อมเปาะ ผักชีโรยหน้า น้ำปลาเหยาะ กะปิใส่หน่อย อร่อยเหาะ




# ชอบถ่ายภาพ(ซึ่งไม่เก่งซะที) รักสุนัข ท่องเที่ยว ดอกไม้ ชื่นชมธรรมชาติ

Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
19 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add anthurium's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.