Group Blog
 
All Blogs
 
แม่ทัพกับปีศาจ



เสี้ยวสามก๊ก

แม่ทัพกับปีศาจ

เจียวต้าย

ในบรรดานิยายอิงพงศาวารดารจีนเกือบทุกเรื่องจะหนีไม่พ้นที่จะมี การใช้เวทย์มนต์คาถา อาวุธวิเศษหรือต้องเกี่ยวข้องกับเทพยดา เซียนผู้วิเศษ และปีศาจ หรือมารร้ายต่าง ๆอย่างเช่นเรื่อง ไซอิ๋ว ซวยงัก ซ้องกั๋ง ไม่เว้นแม้แต่ สามก๊กซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวของการศึกสงครามตลอดทั้งเรื่องอันยืดยาวก็ยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับปีศาจแทรกอยู่หลายตอน

เมื่อครั้งที่ซุนเซ็กพี่ชายของซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งถูกลิ่วล้อของเจ้าเมืองง่อกุ๋น ลอบเอาเกาทัณฑ์ยิงปักหน้าผาก ได้รับบาดเจ็บสาหัสหมอผู้รักษาบอกว่า

“…..แผลเกาทัณฑ์นั้นเข้าถึงกระดูกแล้วใส่ยาพิษด้วย ถ้าจะรักษานั้นเชิญท่านไปอยู่ที่สงัดอย่าให้ผู้คนรุมเร้าท่านจงดับความโกรธเสียด้วย ต่อถึงกำหนดร้อยวันแผลจึงจะหายแม้ระงับความโกรธไม่ได้พิษยาก็จะกำเริบมากไป……….”

แต่ซุนเซ็ก เป็นคนมีอารมณ์ร้อนรักษาอยู่ได้ประมาณยี่สิบวัน ก็มีเรื่องให้โมโหอยู่เรื่อยเห็นชาวเมืองเคารพนับถืออิเกียดซินแสผู้วิเศษมากกว่าตนก็อิจฉาอ้างว่าจะเป็นภัยต่อการปกครองของตนจึงหาเหตุฆ่าเสียแล้วเอาศพไปประจานไว้ที่ทางสามแพร่ง

ถึงเวลากลางคืนฝนตกห่าใหญ่ทหารที่เฝ้าศพมาบอกว่าศพอิเกียดหายไป ซุนเซ็กก็ชักกระบี่จะฆ่าทหารผู้นั้นเสียแต่กลับเห็นรูปอิเกียดเข้ามาขวางซุนเซ็กจึงไล่ฟันปีศาจอิเกียดจนตนเองล้มลงสลบอยู่กับพื้นทหารต้องช่วยกันอุ้มเข้าไปรักษาพยาบาลที่ข้างใน คืนนั้นซุนเซ็กนอนป่วยอยู่บนเตียงก็มีลมพัดมาจนเทียนดับ แล้วก็กลับติดขึ้นดังเก่า แล้วก็เห็นรูปอิเกียดมายืนตรงหน้าซุนเซ็กจึงลุกขึ้นตวาดว่า

“…….น้ำใจกูนี้ชังคนโกหกถือผีจึงฆ่ามึงเสีย บัดนี้มึงก็ตายแล้วเหตุใดยังเป็น อสุรกายมาใกล้กู……”

ว่าแล้วก็คว้ากระบี่ขว้างออกไปแต่ก็ไม่ถูกและรูปนั้นก็หายไป รุ่งขึ้นนางงอฮูหยินมารดาซุนเซ็ก จึงพาซุนเซ็กไปทำบุญที่วัดยกเซียงก๋วนหลวงจีนก็จัดของเครื่องเซ่นและให้ซุนเซ็กจุดธูปเทียนบูชาพอซุนเซ็กจุดธูปเทียนก็เห็นรูปอิเกียดนั่งลอยอยู่บนควันธูปซุนเซ็กก็โกรธด่าว่าเป็นข้อหยาบช้า แล้วก็เดินกลับออกมาถึงประตูศาลเจ้าก็เห็นรูปอิเกียดถลึงตาขวางทางอยู่ จึงชักกระบี่ขว้างออกไปอีกกลับไปถูกทหารของตนล้มลง เลือดจมูกและปากปะทุออกมาตายคาที่

พอเดินจะออกประตูวัดก็เห็นรูปอิเกียดอีก ซุนเซ็กก็ว่าวัดนี้ปีศาจมาสิงอยู่แล้วหลอกหลอนร้ายกาจนักจะเอาไว้มิได้ แล้วก็สั่งให้ทหารเร่งรื้อวัดเสียรูปอิเกียดก็ลอยขึ้นไปอยู่บนหลังคาเอากระเบื้องทิ้งขว้างลงมาถูกทหารบาดเจ็บไปหลายคนซุนเซ็กจึงสั่งให้หลวงจีนออกมาจากวัดให้สิ้น แล้วให้ทหารจุดเพลิงเผาวัดเสียแต่ซุนเซ็กจะไปอยู่ที่ใด ก็เห็นแต่รูปอิเกียดทุกที่จนต้องหนีออกไปตั้งค่ายนอกเมือง แต่ก็ไม่พ้นแม้แต่ส่องกระจกดูหน้าตนเองก็เห็นรูปอิเกียดอยู่ในกระจกแทน ซุนเซ็กตกใจทิ้งกระจกและร้องออกมาด้วยเสียงอันดังแผลเกาทัณฑ์ก็กำเริบขึ้นโลหิตไหลออกมา ถึงกับล้มลง และในที่สุดก็สิ้นใจตายไปเมื่อมีอายุได้เพียงยี่สิบหกปีเท่านั้น

ขณะนั้น โจโฉยังมีอายุประมาณสี่สิบเศษได้ก่อกรรมทำเวรแก่ผู้อื่นต่อไปอีกร่วมยี่สิบปี จนเลื่อนเป็นวุยอ๋องอายุได้หกสิบหกปีก็ล้มป่วยลง สาเหตุเกิดจากซุนกวนตีเมืองเกงจิ๋วได้และจับตัวกวนอูมาประหารชีวิต แล้วตัดศรีษะส่งมาให้โจโฉที่เมืองลกเอี๋ยงโจโฉมีความยินดี ครั้นเปิดหีบเห็นหน้ากวนอูยังปกติเหมือนเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็หัวเราะเย้ยว่ากวนอูยังเป็นอยู่ไม่มาหาเราบัดนี้ยังแต่ศรีษะเปล่าอุตส่าห์มาหาเราพูดยังมิทันขาดคำศรีษะของกวนอูก็อ้าปากตากลอกไปมา โจโฉตกใจล้มลงสิ้นสติไป และตั้งแต่บัดนั้นก็ป่วยมาตลอด นอนหลับตาลงครั้งใดก็เห็นแต่หน้าของกวนอู และให้ปวดศรีษะเป็นกำลัง

ที่ปรึกษาของโจโฉก็ให้ความเห็นว่าวังเก่านี้มีปีศาจสิงสู่มากนัก ควรจะสร้างวังใหม่ให้สุขกายสบายใจโจโฉก็หาช่างมาก่อสร้างวังและให้ไปตัดต้นสาลี่ใหญ่ เอาไม้มาทำวังต้นสาลี่นั้นขึ้นอยู่ใกล้ศาลเทพารักษ์ในป่าเอียกหลงห่างจากเมืองไปประมาณสามร้อยเส้น แต่ช่างไม้จะตัดจะถากเอาสิ่วเจาะเอาเลื่อยชักประการใดก็มิเข้าเลยก็กลับมาทูลโจโฉ แต่โจโฉไม่เชื่อจึงขึ้นม้าออกไปดูด้วยตนเองกับบริวารประมาณสามร้อยคนโจโฉลงจากหลังม้าให้ลิ่วล้อเอาขวานฟันต้นไม้นั้นก็ไม่เข้าผู้เฒ่าที่เป็นชาวบ้านอยู่แถวนั้นก็ทูลห้ามไม่ให้โค่นต้นสาลี่เพราะเป็นต้นไม้โบราณอายุกว่าสี่ร้อยปี และมีเทพารักษ์สิงอยู่ โจโฉก็ประกาศว่า

“…….กูได้เป็นใหญ่ในเมืองนี้กว่าสี่สิบปีแล้วบรรดาราษฎรแลเทพารักษ์ซึ่งอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองนี้ ก็อาศัยพึ่งบุญเราสิ้นเราจะเอาต้นไม้นี้เทพารักษ์จะไม่ให้เราหรือว่าไร……”

ว่าแล้วก็ชักกระบี่ประจำกายออกฟันต้นไม้ก็ปรากฎเสียงผีร้องไห้เซ็งแซ่ไป ยางไม้ก็ไหลออกมาเป็นโลหิตโจโฉก็ตกใจทิ้งกระบี่เสีย แล้วขึ้นม้ากลับเข้าวังแต่เมื่อถึงเวลานอนก็เห็นเทพารักษ์ แต่งกายสีเขียวเอาดาบไล่ฟันจนตกใจตื่นแล้วแต่นั้นมาก็ให้ปวดศรีษะเป็นอันมาก หมอนวดหมอยาก็รักษาไม่หาย

ครั้นโรคกำเริบกล้าขึ้นวันหนึ่งก็ฝันเห็นม้าสามตัวกินหญ้าในรางเดียวกัน จึงรำลึกถึงม้าเท้ง ม้าฮิวม้าเทียด สามพ่อลูกซึ่งตนฆ่าเสีย เพราะร่วมมือกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ จะคิดร้ายกับตน คืนต่อมาปวดศรีษะตลอดเวลาให้ร้อนกายร้อนใจนอนไม่หลับ จนถึงยามสามก็ลุกออกมานั่งเก้าอี้ ก็ได้ยินเสียงฉีกแพรและแลไปเห็นนางฮกเฮามเหสีของพระเจ้าเหี้ยนเต้นางตังกุยหุยสนมเอกของฮ่องเต้และบุตรสองคน กับฮกอ้วนบิดานางฮกเฮาและตังสินบิดาของนางตังกุยหุย กับพรรคพวกประมาณยี่สิบคนซึ่งได้สั่งฆ่าเสียด้วยเหตุเดียวกัน แต่ละคนมีโลหิตแดงทั้งร่างร้องว่าโจโฉท่านเอาชีวิตมาคืนให้แก่เรา โจโฉก็ชักกระบี่ออกฟันไปในอากาศจนถูกประตูสิ้นแรงล้มลง บริวารก็ช่วยพาไปอยู่ตำหนักอื่น แต่ก็นอนไม่หลับทั้งคืนเช่นเคยได้ยินแต่เสียงปีศาจทั้งหญิงชายร้องไห้เซ็งแซ่อยู่คืนยันรุ่ง ถึงเวลาเช้าจึงปรารภกับขุนนางทั้งหลายว่า

“……..เราทำสงครามมาช้านานถึงสามสิบปีเศษหาได้ยินเสียงปีศาจปรากฎดังนี้ไม่เลย มาบัดนี้มีปีศาจมาหลอกหลอนร้องไห้เสียงเซ็งแซ่ไป ประหลาดนัก……….”

ขุนนางทั้งหลายจึงแนะนำให้ทำการเซ่นวักพลีกรรมเสียแต่โจโฉกลับว่า

“……..โบราณว่ากรรมมาถึงตัวแล้วจะทำประการใดก็หาพ้นไม่ บัดนี้กรรมมาถึงแล้วใครจะมาช่วยเราได้……..”

แล้วโจโฉก็เฉยเสียหาได้ทำตามที่ขุนนางแนะนำไม่ ต่อมาโรคก็กำเริบหนักขึ้นกว่าเก่าแล้วก็สิ้นใจตายไปตามกรรมที่ว่านั้น ด้วยอาการที่ไม่ค่อยจะสงบนัก

หลังจากโจโฉตายแล้วโจผีบุตรชายคนโตก็ชิงราชสมบัติจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งวุยก๊ก เล่าปี่จึงตั้งตนเป็นฮ่องเต้แห่งจ๊กก๊กแล้วก็ยกทัพไปรบกับซุนกวนเพื่อแก้แค้นแทนกวนอูแต่กลับถูกลกซุนแม่ทัพพลเรือนของซุนกวน ตีแตกพ่ายไม่เป็นขบวนลกซุนก็ยกทหารไล่ติดตามพระเจ้าเล่าปี่ไปจนถึงตำบลอิปักโป้ แลเห็นข้างหน้ามีคนยืนถืออาวุธอยู่มากมายจึงให้หยุดทัพแล้วใช้ทหารไปสอดแนม ดูว่าจะเป็นประการใดทหารก็กลับมาบอกว่าจะได้มีคนก็หาไม่ เห็นแต่ศิลากองไว้ประมาณแปดสิบเก้าสิบกองลกซุนก็สงสัยนัก จึงให้ทหารไปจับคนในป่ามาถามว่า ผู้ใดมาทำศิลาเป็นกอง ๆ อยู่ ดูเป็นรูปคนถืออาวุธนี้และทำไว้ด้วยเหตุผลประการใด ชาวบ้านป่าก็บอกว่าเมื่อครั้งที่ขงเบ้งยังไม่ได้เข้าไปยึดครองเมืองเสฉวนนั้นได้ให้ทหารมาขนศิลากองไว้ และดูเป็นคนถืออาวุธดังว่าจนทุกวันนี้

ลกซุนจึงพาทหารสามสิบคนไปดูให้เห็นแก่ตา เมื่อถึงที่นั้นแล้วก็ดูอยู่ข้างนอก พิจารณาเห็นเป็นก้อนศิลาธรรมดาก็หัวเราะแล้วว่าขงเบ้งแกล้งทำกลอุบายลวงไว้ให้คนกลัวและพาทหารเดินเข้าไปในหว่างก้อนศิลานั้นเที่ยวดูอยู่จนเวลาบ่ายลกซุนชักม้าจะกลับออกมา ก็บังเกิดพายุพัดหนักและได้ยินเสียงเหมือนชักกระบี่ออกจากฝัก ศิลาก็กระทบกันเป็นประกาย ทรายก็ปลิวขึ้นมืดคลุ้มมองเห็นเป็นคนถืออาวุธขวางหน้าและล้อมไว้มากมาย ไม่เห็นทางที่จะออกได้ลกซุนตกใจเป็นอันมากนึกว่าคงจะตายด้วยความคิดของขงเบ้งจริงแล้วพอดีมีชายแก่คนหนึ่งออกมายืนอยู่ตรงหน้าม้า ถามว่าท่านจะใคร่ออกไปให้พ้นจากที่นี่หรือ ลกซุนจึงขอร้องให้พาออกไปจากที่นี่เถิดนึกว่าเอาบุญตาแก่ถือไม้เท้าก็พาลกซุนออกไปจากกลุ่มศิลาเหล่านั้นได้ลกซุนจึงถามว่าท่านเป็นใครอยู่ที่ไหน และเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ชายแก่บอกว่า

“……..เราชื่อฮองเสงงันอยู่ในที่นี้เป็นพ่อตาขงเบ้ง เมื่อลูกเขยเราจะเข้าไปเมืองเสฉวนนั้น ได้ทำไว้ด้วยวิชาความรู้ มีประตูอยู่แปดประตูมีฤทธิ์เดชต่างๆ กัน ไม่รู้ที่จะพรรณาฤทธิ์ให้ท่านฟังแล้ว แม้มีทหารไว้สิบหมื่นก็ไม่เท่าแต่เมื่อขงเบ้งจะไปนั้นสั่งเราไว้ว่าอยู่ข้างหลังนี้จะมีทหารใหญ่เมืองกังตั๋งหลงเข้ามา แล้วอย่าให้เราชักพาออกไปนี่เราเห็นก็เอ็นดูจึงชักพาออกมาหวังจะเอาบุญ…….”

ลกซุนถามว่าความรู้วิชาการเช่นขงเบ้งทำไว้นี้ท่านรู้บ้างหรือไม่ ตาแก่บอกว่าตนไม่ได้เรียน ลกซุนคิดถึงคุณที่ช่วยไว้จึงลงจากหลังม้ากราบตาแก่นั้น แล้วก็ลาไป

ครั้นพระเจ้าเล่าปี่สิ้นพระชนม์ไปด้วยความตรอมใจที่ไม่สามารถจะแก้แค้นแทนน้องทั้งสองได้แล้ว อาเต๊าหรือเล่าเสี้ยนบุตรชายคนโตได้เป็นฮ่องเต้สืบราชสมบัติจ๊กก๊กที่เมือง เสฉวนต่อจากบิดาขงเบ้งก็ได้เป็นมหาอุปราชและยกกองทัพไปปราบเบ้งเฮ็กเจ้าเมืองมันอ๋องได้ชัยชนะถึงเจ็ดครั้ง จนเบ้งเฮ็กสิ้นฤทธิ์ยอมอ่อนน้อมขงเบ้งจึงตั้งให้เป็นเจ้าเมืองดังเก่า แล้วก็ยกทัพกลับเมืองเสฉวน

เบ้งเฮ็กและชาวเมืองก็ตามมาส่งพอถึงแม่น้ำลกซุย อุยเอี๋ยนซึ่งคุมทหารเป็นทัพหน้าก็เจอกับลมพายุพัดแรงจนก้อนศิลากระเด็นลงมาจากยอดเขาในแม่น้ำนั้นก็มืดมัวไปด้วยหมอก ไม่เห็นทางที่จะข้ามไปได้ จึงกลับมาบอกขงเบ้งครั้นขงเบ้งยกไปถึงแม่น้ำเห็นเหตุวิปริตนั้น ก็ถามเบ้งเฮ็กว่าเหตุนี้เป็นเพราะอะไรเบ้งเฮ็กก็บอกว่า

“…..อันแม่น้ำนี้มีปีศาจสำแดงฤทธิ์แต่ก่อนมาก็เคยเป็นอยู่ ขอให้ท่านเอาศรีษะ คนสี่สิบเก้าศรีษะ กับม้าเผือก กระบือดำมาเซ่นสรวงจึงจะหาย……”

ขงเบ้งจึงว่า

“……เราทำศึกกับท่านจนสำเร็จการแผ่นดินราบคาบถึงเพียงนี้ คนแก่คนหนึ่งก็ มิได้ตายเพราะมือเรา บัดนี้กลับมาถึงแม่น้ำลกซุนจะเข้าแดนเมืองอยู่แล้วจะมาฆ่าคนเสียนั้นไม่ชอบ……”

แต่ขงเบ้งก็ระลึกได้ว่าเมื่อตอนที่ยกกองทัพ ข้ามแม่น้ำลกซุยนี้ไปเป็นฤดูร้อนทหารลงอาบน้ำในแม่น้ำเวลากลางวัน ก็เกิดโลหิตไหลออกทางปากและจมูกตายไปประมาณพันห้าร้อยคน ต้องต่อแพข้ามไปในเวลาดึก เลยเที่ยงคืนไปแล้วจึงเอาชนะเบ้งเฮ็กได้ และในการรบครั้งที่เจ็ด ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายขงเบ้งก็ทำอุบายเผาทหารของลุดตัดกุดเจ้าเมืองออโกก๊กซึ่งใส่เกราะหวายแช่น้ำมันทำให้แทงฟันไม่เข้าและว่ายข้ามน้ำไปได้โดยไม่ต้องใช้เรือ ถึงแก่ความตายด้วยความทรมานถึงสามหมื่นคนไม่นับรวมกับที่ตายเพราะการรบก่อนหน้านั้นอีกหกครั้ง จึงรำพึงว่า

“…….เมื่อทำศึกอยู่นั้นทหารเบ้งเฮ็กก็ล้มตายอยู่ในที่นี้เป็นอันมาก ปีศาจทั้งปวงผูกเวรเราจึงบันดาลให้เป็นเหตุต่าง ๆ เราจะคิดอ่านทำการคำนับให้หายเป็นปกติจงได้…..”

และเมื่อสอบถามชาวบ้านแถวนั้นต่างก็บอกเหมือนกับที่เบ้งเฮ็กว่าทุกประการขงเบ้งจึงสั่งให้ทหารฆ่าม้าเผือกและกระบือดำแล้วเอาแป้งมาปั้นเป็นศรีษะคนสี่สิบเก้าศรีษะแล้วยกออกไปตั้งไว้ริมน้ำในเวลากลางคืน ขงเบ้งก็ออกไปจุดธูปเทียนปักทั้งสี่สิบเก้าศรีษะและให้เจ้าหน้าที่อ่านคำบวงสรวงสรรเสริญ ทั้งทหารฝ่ายตนและฝ่ายข้าศึกแล้วจึงเอาเครื่องเซ่นทั้งปวง ลอยไปตามน้ำ พายุและละลอกคลื่นก็สงบลงเป็นปกติขงเบ้งจึงนำกองทัพกลับเมืองเสฉวนได้

ตัวขงเบ้งเองก็ถึงแก่ความตายหลังจากนั้นอีกเก้าปี และเมื่อขงเบ้งตายไปแล้วประมาณยี่สิบเก้าปีจงโฮยแม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก ก็ยกทัพไปตีเมืองเสฉวน เมื่อเข้ายึดด่าน แฮบังก๋วนได้แล้วขณะที่พักอยู่ในด่านนั้น ถึงเวลาดึกก็ได้ยินเสียงอื้ออึงทำให้ทหารตกใจ จงโฮยก็ออกมาดูทางทิศเหนือและทิศใต้ ก็มิได้มีสิ่งใดผิดปกติรุ่งเช้าจึงขี่ม้าพาทหารร้อยคนไปตรวจดูตามชายเขาทางทิศใต้แลไปบนเนินเขาเห็นผงคลีขึ้นตระหลบอยู่ ดังหนึ่งทหารมาตั้งอยู่แถวนั้น จงโฮยจึงให้หาตัวนายบ้านนั้นมาถามว่า ตำบลนี้ชื่อไร นายบ้านบอกว่าเขาเตงกุนสัน

จงโฮยก็พาทหารกลับพอมาถึงกลางทางเกิดพายุใหญ่มืดคลุ้ม จงโฮยก็ชักม้าพาทหารรีบหนีไปครั้นเหลียวดูข้างหลังเห็นทหารไล่ติดตามมาเป็นอันมาก ทั้งนายและพลต่างก็ครั่นคร้ามรีบหนีจนเข้าด่านแฮบังก๋วนแล้วทหารจึงบอกว่าทหารที่ไล่ตามมาเมื่อกี้มาดินก็มีเหาะมาก็มี มิรู้ที่จะนับจะประมาณได้แต่ตามมาทันแล้วก็หายไป หาทำอันตรายแต่ประการใดไม่ จงโฮยจึงถามนายทหารคนสนิทว่าบนเขาเตงกุนสันนี้มีศาลเทพารักษ์อยู่บ้างหรือไม่ นายทหารบอกว่าหามีศาลเทพารักษ์ไม่มีแต่กุฏิศพขงเบ้งฝังอยู่ที่นั้น

พอรุ่งเช้าจงโฮยจึงจัดเครื่องเซ่นไปคำนับศพขงเบ้งครั้นกลับมาแล้วเวลาค่ำนอนหลับไป จงโฮยก็ฝันว่ามีชายคนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่หน้าขาวดังสีหยก มือหนึ่งถือพัดแต่งตัวอย่างอาจารย์ เดินเข้ามาหาจนใกล้จงโฮยจึงลุกขึ้นคำนับแล้วถามว่าท่านนี้ชื่อไร มาหาตนด้วยประสงค์อะไรชายคนนั้นไม่บอกชื่อแต่กล่าวว่า

“…….เราได้มาพบท่านวันนี้เพราะจะบอกความให้รู้ว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยนสิ้นบุญแล้วถ้าแลท่านได้เมืองเสฉวนก็เอ็นดูเถิด อย่าฆ่าอาณาประชาราษฎรเลย……”

จงโฮยก็สดุ้งตื่นขึ้นมาและรู้ว่าชายในความฝันนั้นคือขงเบ้ง จึงประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่าเมื่อตีเมืองเสฉวนได้แล้ว อย่าให้ทหารผู้ใดฆ่าฟันชาวเมืองเป็นอันขาด ถ้าแลผู้ใดมิฟังจะมีโทษถึงประหารชีวิตชาวเมืองเสฉวนจึงยอมอ่อนน้อมแก่กองทัพวุยก๊ก และมิได้รับความเดือดร้อนด้วยอานุภาพของความจงรักภักดีต่อบ้านเมือง ของขงเบ้งผู้ล่วงลับไปแล้วนี้เอง

เรื่องนี้พอจะทำให้ได้ความรู้ว่าคนเราแม้จะมีอำนาจ มีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็งเพียงใดในที่สุดก็ต้องยอมแพ้แก่ภูติผีปีศาจจนได้ .

##########




Create Date : 27 มกราคม 2560
Last Update : 27 มกราคม 2560 17:06:52 น. 0 comments
Counter : 228 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.