Group Blog
 
All Blogs
 
ทบทวนสามก๊ก (๑๖)

ทบทวนสามก๊ก (๑๖)

คุณป้ากุ๊กไก่ขอดู หน้า ๕๐๐ ของเล่ม ๒ ครับ





การรบระหว่าง โจหยิน กับ เล่าปี่ นั้น อยู่ในชุด ตันฮก หรือ ชีซี...ที่ปรึกษายอดกตัญญู ครับ.


เสี้ยวสามก๊ก

ที่ปรึกษายอดกตัญญู

“เล่าเซี่ยงชุน"

ในบรรดาก๊กทั้งสาม ที่ช่วงชิงกันเป็นใหญ่ของแผ่นดินจีนยุคสามก๊ก เป็นเวลาเกือบร้อยปีนั้น เล่าปี่ เป็นผู้อาภัพที่สุด เพราะ โจโฉ ได้เป็นมหาอุปราชมีอำนาจ
มากของ พระเจ้าเหี้ยนเต้ อยู่ที่ราชธานีฮูโต๋ มีความชอบธรรมที่จะจัดการกับก๊กใดก็ได้ที่
ไม่ยอมอ่อนน้อมอยู่ในปกครอง มีที่ปรึกษาและทหารเอกมากมาย มีกำลังพลนับร้อยหมื่น

ส่วน ซุนกวน นั้น แม้ต้นตระกูลจะเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็ก ๆ แต่พี่ชายก็เป็นคนมีฝีมือ ได้ครอบครองเมืองกังตั๋ง ซึ่งเป็นแควันใหญ่ มีเมืองรองขึ้นอยู่ด้วยถึงหกหัวเมือง มีกำลังทหารเข้มแข็ง และเสียชีวิตเมื่ออายุยังน้อย ซุนกวนจึงได้ครอบครอง สมบัติทั้งหมดตั้งแต่หนุ่ม สามารถตั้งตนเป็นใหญ่ ไม่มีใครเอาชนะได้ถึงห้าสิบสามปี

ฝ่ายเล่าปี่นั้น แม้จะมีเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น แต่ก็เป็นคนยากจน เมื่อเลิก จากการทอเสื่อขายมาคบกับ กวนอู เตียวหุย จนสาบานเป็นพี่เป็นน้อง ร่วมกันปราบโจรโพกผ้าเหลืองแล้ว ก็ไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลอย่างใด ต้องพเนจรไปเที่ยวอาศัยญาติที่แซ่เดียวกัน ตามหัวเมืองต่าง ๆ อยู่ถึงสามสิบกว่าปีจึงตั้งตัวได้ ทั้งนี้เพราะขาดผู้ร่วมคิด ที่มีสติปัญญามาช่วยเหลือ แม้ได้มาแล้วก็อยู่ด้วยกันไม่ค่อยยืด ดังเช่นที่ปรึกษาคนแรกที่ชื่อ ชีซี เป็นต้น

ชีซีผู้นี้เป็นศิษย์เอกของอาจารย์ สุมาเต็กโช รุ่นราวคราวเดียวกันกับ บังทอง หรือฮองซู และจูกัดเหลียง หรือ ขงเบ้ง ซึ่งมีฉายาว่าฮกหลง เดิมชีซีอยู่ที่เมือง
เองจิ๋ว เมื่อสมัยหนุ่มสนใจใคร่ศึกษาหาวิชาความรู้ แต่ความที่มีเพื่อนฝูงมาก ก็เที่ยวไป
โดยมิได้ยั้งคิด จึงเกิดมีเรื่องฆ่าคนตาย ครั้นถูกเจ้าหน้าที่จับได้ก็แกล้งทำเป็นบ้าบอ ถูก
เจ้าหน้าที่ไต่สวนลงโทษโบยตีก็ไม่ยอมพูดจา จนถูกจับมัดใส่เกวียนตระเวนตีฆ้องร้องเป่า หาผู้ที่จะมาเป็นพยานชี้ตัวจำเลย ก็ไม่มีใครยอมร่วมมือเพราะเป็นคนรู้จักชอบพอกันทั้งนั้น จนมีเพื่อนฝูงมาช่วยชิงตัวหนีคดีไปได้ จึงหลบไปเก็บตัวเล่าเรียนวิชาหาความรู้ กับท่านอาจารย์สุมาเต๊กโช อยู่เป็นเวลานาน โดยเปลี่ยนชื่อเป็น ตันฮก

ต่อมาได้ทำราชการอยู่กับ เล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋ว แต่เห็นว่าเป็นคนไม่รู้จักใช้สอยผู้มีสติปัญญา และไม่สามารถกำจัดคนพาลที่แวดล้อมอยู่ใกล้ตัวได้ จึงไม่ ยอมอยู่ด้วย จนมาเจอเล่าปี่เข้าที่ตลาดเมืองซินเอี๋ย เมืองเล็กที่ขึ้นอยู่กับเมืองเกงจิ๋ว
ซึ่งขณะนั้นเล่าปี่เป็นเจ้าเมืองอยู่ ชีซีก็แกล้งร้องเพลงเป็นปริศนา มีเนื้อความแปลกว่า

"....แผ่นดินจะกลับก็เหมือนไฟดับสิ้นแสง ถ้ากบทูจะหักจะเอาไม้อันน้อยค้ำ ก็มิอาจทานกำลังไว้ได้ ชาวบ้านนอกผู้มีปัญญา ย่อมจะแสวงหานายที่มีน้ำใจโอบอ้อมอารี แต่ผู้ที่จะแสวงหาผู้มีปัญญา ก็หารู้จักเราไม่...."

เล่าปี่เข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮกหลงหรือฮองซู ที่อาจารย์สุมาเต๊กโชได้แนะนำไว้ จึงลงจากหลังม้าเข้าไปคำนับ พากลับมาที่อยู่ ยกย่องให้นั่งในที่สมควรแล้วก็ซักถามชื่อแซ่ตามธรรมเนียม ชีซีก็บอกว่าชื่อตันฮก อยู่ตำบลเองซง มีความปรารถนาจะ
มาอยู่กับเล่าปี่ แต่ไม่อาจจะเข้าไปหาได้ จึงต้องคอยดักเพื่อทำความรู้จัก เล่าปี่ก็ยินดีที่
จะรับไว้เป็นที่ปรึกษา เพราะถึงอย่างไรก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน กับคนที่มีชื่อเสียง อยู่แล้ว

ชีซีก็แกล้งดูลักษณะม้าคู่ขาของเล่าปี่แล้วทักว่า ม้าเต๊กเลาตัวนี้มีลักษณะร้าย แม้จะมีกำลังฝีเท้ารวดเร็ว แต่มักจะทำให้เกิดอันตรายแก่เจ้าของ เล่าปี่ก็แย้งว่า
ถ้าเป็นม้าร้าย ทำไมจึงพาหนีศัตรูข้ามแม่น้ำตันเข ซึ่งกว้างถึงสิบวารอดมาได้เมื่อไม่นานมานี้เอง ชีซีก็ย้ำว่าแม้คราวนี้รอด แต่คราวหน้าอาจมีอันตรายก็ได้ ควรจะยกให้คนที่ไม่ชอบขี้หน้าไปเสีย จะได้เป็นอันตรายตายเสียก่อน แล้วค่อยเอาคืนมาขี่ใหม่ เล่าปี่ก็โกรธ ว่าเจรจาแนะนำไม่เป็นธรรม ไม่อยากได้ยิน

ชีซีก็หัวเราะแล้วว่า

".......ข้าพเจ้าว่ากล่าวทั้งนี้ ใช่จะจริงอย่างนั้นหามิได้ ด้วยได้ยินกิตติศัพท์เขาลือไปว่า ท่านนี้มีน้ำใจเป็นสัตย์เป็นธรรม ก็ยังมิแจ้งประจักษ์ก่อน ซึ่งว่าทั้งนี้เพื่อจะลองน้ำใจท่าน บัดนี้สมเหมือนหนึ่งคำเขาลืออยู่แล้ว...."

เล่าปี่ก็ถ่อมตัวว่า

"....เขาเล่าลือไปนั้นก็ชอบอยู่ แต่ที่จริงตัวเราก็พอประมาณ จะเหมือนคำเขาว่าทีเดียวนั้น ก็หามิได้ บัดนี้ท่านมาอยู่ด้วยเราแล้ว จงช่วยสั่งสอนทำนุบำรุงแต่ที่ชอบ....."

แล้วเล่าปี่ก็ตั้งให้เป็นใหญ่บังคับบัญชาทหารทั้งปวงของเมืองซินเอี๋ย ตั้งแต่บัดนั้น

ตันฮกหรือชีซี ได้แสดงความคิดสติปัญญาให้ประจักษ์ ด้วยการแนะนำให้เล่าปี่ตีโต้กองทัพของโจโฉ ซึ่งยกมาตั้งที่เมืองห้วนเสีย โดยใช้กำลังทหารสองพัน ปะทะ
กับกองทหารสามหมื่นของ โจหยิน ครั้งแรกกวนอูเตียวหุยก็ฆ่านายทหารเอกเสียสองนาย และทหารเลวสองพันเศษ โจหยินจึงคุมกำลังที่เหลือสองหมื่นเศษ เข้าตีเล่าปี่อีกเป็นครั้งที่สอง ชีซีก็ให้กวนอูคุมทหารดอดไปตีเมืองห้วนเสียไว้ได้โดยง่าย ส่วนกองทัพที่โจหยินคุมมาเอง ก็ถูกเตียวหุยกับ จูล่ง ทหารเอกของเล่าปี่ตีแตก เสียทหารไปอีกหมื่นเศษ และเมื่อถอยมาถึงเมืองห้วนเสีย ก็โดนกวนอูตีซ้ำเติมเข้าอีก ต้องยกกองทัพที่เหลือหมื่นเศษ กลับไปหาโจโฉที่เมืองฮูโต๋

โจโฉไม่ได้เอาโทษฐานแตกทัพแก่โจหยิน เพราะเป็นญาติพี่น้องร่วมแซ่
เดียวกัน แต่ก็สงสัยว่าเล่าปี่มีทหารน้อยกลับเอาชนะได้ เพราะความคิดของใคร โจหยิน
ก็บอกว่าที่ปรึกษาของเล่าปี่ชื่อตันฮก ซึ่ง เทียหยก ที่ปรึกษาของโจโฉ ก็รู้จักว่าที่แท้คือ ชีซี

โจโฉถามว่าชีซีมีปัญญาเสมอเทียหยกหรือ เทียหยกถ่อมตัวว่า อันปัญญาความคิดของชีซีนั้นดีกว่ามาก โจโฉจึงอยากได้ตัวเอามาไว้เพื่อตัดกำลังเล่าปี่ เทียหยกก็อาสาจะจัดการให้ เพราะมารดาของชีซีซึ่งชราแล้ว อยู่ตัวคนเดียวที่เมืองฮูโต๋นี่เอง

โจโฉจึงให้คนไปรับมารดาชีซีมาเลี้ยงไว้เป็นอย่างดี แล้วก็ปลอบโยนว่า

".....บัดนี้เราแจ้งว่า บุตรของท่านคนหนึ่งดีมีสติปัญญา ไปอยู่ด้วยเล่าปี่อันเป็นกบฏต่อแผ่นดินหาควรไม่ ประดุจหนึ่งแก้วไปทิ้งไว้ในที่ตมสำหรับจะอับเฉาไป ทุกวันนี้เราคิดเสียดายมิรู้แล้ว อนึ่งก็มีใจเอ็นดูแก่ท่านนัก จึงให้ไปรับมาหวังจะให้มีหนังสือไปถึงชีซีบุตรท่าน ให้มาทำราชการด้วยเราในเมืองหลวง จะช่วยเพ็ดทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้เป็นขุนนางสืบไป...."

มารดาชีซีถามว่าเล่าปี่นี้เป็นบุตรผู้ใด โจโฉก็ว่าเล่าปี่นั้นเป็นชาวเมืองตุ้น ก้วน เป็นคนอนาถาหาตระกูลมิได้ โกหกเจรจาหลอกลวง ให้คนเชื่อว่าเป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แกล้งทำว่าเป็นคนใจอารี แต่น้ำใจมิได้ซื่อตรงต่อผู้ใด

มารดาชีซีก็ตวาดเอาว่า

"....มึงเป็นคนชั่วหาความอายมิได้ แสร้งใส่โทษเล่าปี่ว่าเป็นคนมิดี อันเล่าปี่นี้กูรู้มาแต่เดิมว่า เป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วมีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน โอบอ้อมอารีแก่อาณาประชาราษฎรแต่เด็กอมมือก็รู้ว่าเล่าปี่เป็นคนดี บัดนี้ลูกกูไปอยู่ด้วยเล่าปี่ ก็เป็นที่สำนักอันใหญ่หลวงอยู่แล้ว...."

และไม่ยอมเขียนหนังสือถึงบุตร โจโฉก็โกรธให้เอาตัวไปฆ่าเสีย เทียหยกก็ขอไว้ว่า ที่นางทำหยาบช้าต่อโจโฉ ก็เพราะปรารถนาที่จะตาย ให้ปรากฏชื่อว่าเป็นหญิง ที่สามารถว่ากล่าวต่อมหาอุปราชได้ไม่ยำเกรง ถ้าฆ่าเสียคนก็จะนินทาว่าฆ่าผู้หญิงหาควรไม่ ขอให้เลี้ยงดูเอาไว้ก่อน ตนเองจะคิดอุบายภายหลัง โจโฉก็เห็นชอบด้วย จึงเลี้ยงไว้อย่างเดิม

วันหลังเทียหยกก็เข้าไปเยี่ยมมารดาชีซี แล้วบอกว่าตนเองเป็นเพื่อน สนิทที่รักใคร่กับชีซีมาก มารดาชีซีก็เหมือนมารดาของตน แล้วก็เขียนหนังสือฝากให้คนเอาของไปให้เนือง ๆ มารดาชีซีก็เขียนหนังสือตอบทุกคราว เทียหยกก็หัดเขียนลายมือ จนเหมือนลายมือมารดาชีซี แล้วก็ปลอมหนังสือให้คนสนิทเอาไปส่งให้ชีซีที่เมืองซินเอี๋ย ชีซีอ่านหนังสือนั้นมีใจความว่า

".......ตัวแม่เป็นคนชรา หาผู้ใดจะเลี้ยงรักษาพยาบาลมิได้ โจโฉจับเอาแม่มาทำโทษ แล้วจะให้เอาไปฆ่าเสีย เพราะเหตุเจ้ามาอยู่ด้วยเล่าปี่ คิดจะทำร้าย โจโฉ....แม้ว่าเจ้ามีความกตัญญูเอ็นดูแม่ มาหาโจโฉแล้ว ชีวิตแม่ก็จะไม่มีอันตราย แม้เจ้าไม่อาลัยถึงแม่ มิได้มาตามหนังสือนี้เมื่อใด แม่ก็จะตายเพราะอาญาโจโฉ เป็นมั่นคง......"

ชีซีจำได้ว่าเป็นลายมือของมารดาก็ร้องไห้ เข้าไปหาเล่าปี่ เล่าความหลังให้ฟังและขอลากลับไปบ้าน โดยเสริมว่า

"..ถ้าข้าพเจ้ามิไปบัดนี้ น่าที่โจโฉจะฆ่ามารดาเสีย โทษก็จะมีแก่ตัวข้าพเจ้าไปภายหน้าเป็นอันมาก มารดาเลี้ยงมายังมิได้แทนคุณ แล้วมิหนำจะซ้ำโทษให้เล่ามิควรนัก ขอท่านได้กรุณาข้าพเจ้าให้ไปหาโจโฉเถิด เหมือนได้แทนคุณมารดาอย่าให้ตายเสีย ข้าพเจ้าไปแล้วจึงจะคิดแก้ไข กลับมาสนองคุณท่านให้จงได้....."

เล่าปี่ก็ร้องไห้สงสารชีซี และอนุญาตให้กลับไปได้ แล้วพรุ่งนี้จะจัดโต๊ะเลี้ยงส่ง พอชีซีไปแล้ว ซุนเขียน คนสนิทของเล่าปี่ก็เตือนว่า ชีซีนั้นรู้ตื้นลึกหนักเบาในเมืองซินเอี๋ยหมดแล้ว แม้ปล่อยให้ไปอยู่กับโจโฉ พอได้รับการเลี้ยงดูถึงขนาด ก็จะเป็นภัยแก่เล่าปี่ ถ้าเอาตัวไว้ไม่ปล่อยไป โจโฉก็จะฆ่ามารดาชีซีเสีย ชีซีจะมีความพยาบาท อยู่ช่วยกำจัดโจโฉต่อไป

เล่าปี่ไม่เห็นด้วยว่า

".....อันจะให้พรากแม่กับลูกไว้มิให้ไปหากัน ให้มารดาจำตายเพราะลูกนั้น ก็จะเป็นบาปกรรมไปภายหน้า...."

รุ่งเช้าเล่าปี่ก็จัดโต๊ะเลี้ยงส่งชีซี ทั้งสองต่างร้องไห้รำพันรักกัน แล้วขึ้นม้าเดินเคียงกันไปถึงประตูเมือง ชีซีลงจากม้าคำนับเล่าปี่ขอบคุณที่ออกมาส่ง เล่าปี่ก็ลงจากม้าจับมือชีซีอาลัยอาวรณ์เป็นอันมาก แม้ชีซีจะขึ้นม้าออกจากเมืองไปแล้ว เล่าปี่ก็ยังขี่ม้าตามไปอีกพักหนึ่ง ชีซีขอร้องให้เล่าปี่พาทหารกลับเข้าเมือง เล่าปี่ก็ยึดข้อมือชีซีไว้แล้วว่า

".......ตัวท่านกับข้าพเจ้า แต่นี้นับวันจะไกลกันแล้ว เมื่อไรเลยจะได้กลับมาเห็นกัน...."

ว่าแล้วก็ร้องไห้ซบลงกับหลังม้า ชีซีก็กลั้นน้ำตาไว้มิได้รีบชักม้าควบไป พอเลี้ยวลับพุ่มไม้แลไม่เห็นตัว เล่าปี่ก็สั่งให้ทหารตัดพุ่มไม้นั้นเสีย เพื่อจะดูชีซีให้สุดสายตา พอดีชีซีชักม้าหวนกลับมาหาเล่าปี่อีกครั้ง ทำให้ดีใจนึกว่าจะไม่ไปแล้ว แต่ชีซีกลับมาแนะนำให้ไปหาผู้มีปัญญา ที่นอกเมืองซงหยง เล่าปี่ถามว่า คนนั้นมีสติปัญญาเสมอท่านหรือ ชีซีตอบว่า

".....ตัวข้าพเจ้าอุปมาเหมือนหนึ่งกา จะมาเปรียบพญาหงส์นั้นไม่ควร อนึ่งม้าอาชามีกำลังอันน้อย หรือจะมาเปรียบกับพญาราชสีห์ได้ อันคน ๆ นี้มีปัญญาลึกซึ้งกว้างขวางนัก อาจสามารถที่จะหยั่งรู้การในแผ่นดินและอากาศ เป็นเอกอยู่แต่ผู้เดียว...."

เล่าปี่ถามว่าชื่อใด ชีซีจึงบอกว่าชื่อ ขงเบ้ง แซ่จูกัด ทำไร่ไถนาเลี้ยงชีวิตอยู่บนเขาโงลังกั๋ง ตำบลลงเสีย ชาวบ้านเรียกว่าอาจารย์ ฮกหลง ว่าแล้วก็ควบม้ารีบไป

ครั้นเดินทางผ่านเขาโงลังกั๋ง ก็แวะเข้าไปหาขงเบ้ง คำนับเล่าเรื่องที่อยู่กับเล่าปี่ให้ฟังทุกประการ

ขงเบ้งก็โกรธว่า

".....ท่านจะไปจากเล่าปี่นั้น ไม่มีสิ่งใดให้เล่าปี่หรือ จึงมาเอาเราไปเป็นเครื่องเซ่น...."

แล้วก็เดินกอดอกเข้าบ้านไป ชีซีก็จำต้องเดินทางเลยไปเมืองฮูโต๋

ชีซีคำนับโจโฉแล้วก็ไปเยี่ยมมารดาถึงที่พัก คุกเข่าคำนับร้องไห้หมอบ อยู่ตรงหน้า มารดาตกใจว่ากลับมาทำไม ชีซีก็เล่าเรื่องหนังสือที่มารดาส่งไปให้ มารดา
ตบเก้าอี้แล้วด่าว่า

".....อ้ายจัญไรโฉดเขลาหาปัญญามิได้ ธรรมเนียมมีหรือ เกิดเป็นชายมิได้พินิจพิเคราะห์ ได้แต่หนังสือแล้วก็เชื่อฟังเอา เสียแรงเที่ยวเรียนวิชามาแต่น้อยคุ้มใหญ่ คิดว่าจะดีเทียมคนมิรู้เลยว่าจะกลับซ้ำร้ายไปอีก กูจะอยู่ให้คนเห็นหน้าก็จะพลอย อายด้วย....."

ด่าแล้วก็ลุกเข้าไปผูกคอตายเสียข้างในห้อง ชีซีมัวแต่ก้มหน้าหมอบอยู่หารู้ไม่ จนคนใช้วิ่งมาบอก ก็แก้ไขไม่ทันเสียแล้ว ชีซีก็ร้องไห้สลบไป เมื่อฟื้นแล้วก็จัดแจงนำศพมารดาไปฝังไว้ ทางทิศใต้ของเมืองฮูโต๋ แล้วทำที่พักรักษาศพมารดาอยู่ที่นั้น แม้โจโฉรู้ข่าวจะแต่งข้าวของให้คนเอามาช่วยก็ไม่ยอมรับ

การกระทำด้วยความตั้งใจดีของชีซี จึงกลายเป็นบาปติดตัวไปอย่างที่มิได้คาดคิด ทั้งนี้ก็เพราะความกตัญญูกตเวทีต่อมารดา โดยมิได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ สมกับที่เป็นผู้มีสติปัญญา จากสำนักของอาจารย์สุมาเต๊กโชที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และชีวิตของ เขาก็อับเฉาไปตั้งแต่บัดนั้น

ส่วนเล่าปี่เชื้อพระวงศ์ผู้อาภัพ ก็ดั้นด้นไปหาขงเบ้ง จนได้ตัวมาเป็นที่
ปรึกษาคู่ใจ และภายหลังก็ได้ บังทอง มาอีกคนหนึ่ง แต่อยู่ได้ไม่นานก็ตายไปในการรบที่เมืองเสฉวน เหลือแต่ขงเบ้งที่ได้ใช้สติปัญญากระทำทุกวิถีทาง ทั้งที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม เพื่อให้เล่าปี่เป็นฮ่องเต้ของจ๊กก๊ก ได้สมความปรารถนาในที่สุด

แต่แล้วก็ต้องสิ้นพระชนม์ลง ภายหลังจากขึ้นครองราชย์ได้เพียงสองปีเท่านั้น ไม่คุ้มกับที่ได้ตรากตรำทำศึกมาร่วมสี่สิบปีเลย


##############



Create Date : 21 เมษายน 2559
Last Update : 21 เมษายน 2559 13:10:45 น. 1 comments
Counter : 369 Pageviews.

 
แค่อ่านก็จะอ่วมแล้ว แต่นี่พี่ปู่คิดแล้วเขียน


สุดยอดค่ะ


โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 25 เมษายน 2559 เวลา:19:48:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.