Group Blog
 
All Blogs
 
ทบทวนสามก๊ก (๔)

ทบทวนสามก๊ก (๔)


".....แต่ก่อนก็ได้ยินเขาสรรเสริญถึงท่านอยู่ ว่ามีสติปัญญามาก
ครั้นจะไปสนทนาด้วยท่าน ก็เป็นหนทางกันดาร
ท่านมาบัดนี้เป็นบุญหนักหนา...."

ประโยคข้างบนเป็นคำพูดธรรมดา ที่ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่พอเพิ่มเติมว่า

"....เหมือนท่านเอาน้ำมาให้เรากิน ซึ่งหอบกระหายอยากก็จะคลาย...."
ก็เลยกลายเป็นประโยคเด็ดไป และมีอยู่แห่งเดียวในสามก๊ก
ตอนไหนครับ?

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 9 ก.ค. 49 06:49:23 ]



ความคิดเห็นที่ 2

คำถามนี้ ขออนุญาตชิงตอบเลยนะครับ

1. บุคคลที่มีวาทศิลป์กล่าวคำเยินยอได้ถึงเพียงนี้ บุคคลแรกที่จะต้องนึกถึงก็คงมีแต่เล่าปี่กระมังครับ

2. ส่วนที่ว่ามาจากหนทางไกลกันดารนั่นก็น่าจะเป็นเมืองเสฉวน จึงน่าจะเป็นคำกล่าวของบุคคลที่มาจากเมืองเสฉวน


สรุปแล้ว เป็นคำกล่าวของคนที่มาจากเสฉวนและได้มาสนทนากับเล่าปี่ ซึ่งมีอยู่คนเดียวก็คือ เตียวสงครับผม ขอขยายความว่า...


เมื่อครั้นโจโฉปราบปรามกองทัพเมืองเสเหลียงได้แล้ว ได้แต่งตั้งแฮหัวเอี๋ยนเป็นเจ้าเมืองเตียงอัน ฝ่ายกำลังของโจโฉนั้นกล้าแข็งขึ้นมากทำให้ส่งผลคุกคากต่อแว่นแคว้นเสฉวนและฮันต๋ง เตียวฬ่อเจ้าเมืองฮันต๋งไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเตรียมการเพื่อยกทัพไปยึดเมืองเสฉวนไว้เป็นฐานที่มั่นอาศัยทั้งแคว้นเมืองฮันต๋งและเสฉวนเพื่อต้านศึกโจโฉ


เล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนนั้นเป็นผู้ปกครองที่ไร้สติปัญญาและความสามารถ ฝ่ายข้างเตียวฬ่อเจ้าเมืองฮันต๋งซึ่งเป็นศัตรูคู่อรินั้นกลับเข็มแข็งยิ่งขึ้น เล่าเจี้ยงจึงเกรงกลัวว่าเตียวฬ่อจะยกทัพมารุกราน ที่ปรึกษาของเล่าเจี้ยงชื่อเตียวสง คิดตีตนออกห่างจากนายตนเองอยู่แล้ว จึงแกล้งเสนออุบายป้องกันเมืองโดยขออาสาไปเกลี้ยกล่อมโจโฉให้ยกทัพมาตีเมืองฮันต๋ง ซึ่งแท้จริงแล้วกลับแอบเขียนแผนที่เมืองเสฉวน คิดตีตนออกห่างจากนายตนเองอยู่แล้ว จึงแกล้งเสนออุบายป้องกันเมืองโดยขออาสาไปเกลี้ยกล่อมโจโฉให้ยกทัพมาตีเมืองฮันต๋ง ซึ่งแท้จริงแล้วกลับแอบเขียนแผนที่เมืองเสฉวนโดยตั้งใจว่าจะมอบให้กับโจโฉ


ครั้นเตียวสงไปถึงเมืองฮูโต๋ โจโฉนั้นเห็นเตียวสง "รูปร่างต่ำเตี้ย ศีรษะรีดังผลมะตูม จมูกก็เฟ็ด ฟันก็เสี้ยม มีลักษณะอัปลักษณ์" ทั้งยังมิได้แสดงความเคารพยำเกรงเหมือนบุคคลอื่น จึงรู้สึกไม่ชอบหน้า อีกทั้งโจโฉนั้นแจ้งในอุบายยืมมือตนกำจัดกองทัพเมืองฮันต๋ง โจโฉจึงพาเตียวสงไปชมแสนยานุภาพของทหารและกล่าววาจาโอ้อวดว่า


"ในขอบขัณฑสีมานี้เราเล็งดูมิได้เห็นผู้ใดจะมีทหารเหมือนเรา บรรดาบ้านเมืองทั้งปวงซึ่งขัดแข็งมิได้คำนับต่อเรานั้นอุปมาเหมือนหย่อมหญ้า ถ้าจะยกทหารไปแห่งใดก็จะเหยียบเสียเป็นผงคลี ผู้ใดมิอาจต่อด้วยทหารเราได้ แม้จะตีเมืองไหนก็ได้เมืองนั้น ท่านรู้หรือไม่"


ฝ่ายเตียวสงนั้นก็เป็นบุคคลที่ปากเสียเช่นเดียวกับยีเอ๋งและเขาฮิวจึงได้กล่าวประชดประชันโจโฉว่า


"ซึ่งมหาอุปราชยกกองทัพไปปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวง ไปทิศไหนชนะทิศนั้นเขาเลื่องลือเอิกเกริกทั้งแผ่นดินว่าท่านมีวิชาชำนาญศึกนัก ดังเมื่อครั้งรบกับลิโป้ที่เมืองปักเอี้ยง รบกับเตียวสิ้วที่เมืองอ้วนเซีย รบกับจิวยี่ที่เมืองกังตั๋งพบกับกวนอูที่ตำบลพัวหยง และตัดหนวดถอดเกราะเสียเมื่อครั้งรบกับม้าเฉียวที่ด่านตงก๋วน ข้าพเจ้าก็รู้อยู่ว่าหาใครสู้อยู่ได้ไม่"


เตียวสงนั้นนับได้ว่าเป็นคนที่มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด โจโฉได้ฟังวาจาเช่นนั้นก็ให้มีโทสะเป็นอันมากและสั่งเอาเตียวสงไปประหาร แต่เอียวสิ้วได้ทัดทานไว้ โจโฉจึงให้ทหารโบยตีและขับไล่ออกไปจากเมืองฮูโต๋


เตียวสงนั้นอับอายและน้อยใจนัก ขากลับผ่านทางเมืองเกงจิ๋วและได้ตกในหลุมอุบายของขงเบ้งและบังทอง โดยให้กวนอูและจูล่งทำการต้อนรับเป็นอย่างดี และได้เสียทีครั้งใหญ่ให้กับเล่าปี่โดยหลงวาทศิลป์ดังกล่าวจนต้องยกเมืองให้กับเล่าปี่จนได้


จากคุณ : - [ 9 ก.ค. 49 10:10:02 ]


ความคิดเห็นที่ 3

คราวนี้มาถึง... คำถาม.....


มีกลยุทธหนึ่งในสามก๊กที่นับได้ว่ายอดเยี่ยมมากทีเดียว นั่นคือ "วาดรูปบ๊วยแก้กระหายน้ำ" กลยุทธนั้นมาจากคำกล่าวที่ว่า


"เมื่อครั้งไปรบกับ .....(ไม่บอก อิอิอิ) ทหารทั้งปวงอยากน้ำนัก เราจึงคิดกลอุบายลวงว่าให้อุตส่าห์เดินไปอีกหน่อยหนึ่งเถิด จะพบดงมะเฟืองมีผลสุกเป็นอันมาก ทหารทั้งปวงได้ยินชื่อของเปรี้ยวก็ให้บังเกิดเขฬะมีมาทุกคน ซึ่งอยากน้ำนั้นก็ให้คลายลง"


หมายเหตุ : ที่ประเทศจีนนั้นไม่มีมะเฟือง ในฉบับภาษาจีนกล่าวว่าเป็นดงบ๊วยมิใช่มะเฟืองครับผม ดังนั้นน่าจะเป็นการแปลให้ได้ความหมายเปรี้ยวมากกว่าครับ


แต่พอจะทราบหรือไม่ครับว่า คำกล่าวนี้มาจากใครกล่าวกับใครครับผม ลองทายกันดูนะครับ

จากคุณ : - [ 9 ก.ค. 49 10:20:58 ]


ความคิดเห็นที่ 4

ขอตอบเท่าที่จำได้นะครับ...
คำพูดนี้เป็นคำพูดของโจโฉที่คุยกะเล่าปี่ ที่พูดอวดสติปัญญาของตนเองเมื่อครั้งไปรบกะเตียวสิ้วอ่ะครับ...ก่อนที่จะวิจารณ์ยอดคนอ่ะครับ...

จากคุณ : - [ 9 ก.ค. 49 14:28:34 ]


ความคิดเห็นที่ 7

ขอชื่นชมครับ คุณ ..... ตอบได้ถูกต้องตรงเผงเลยครับผม


เนื้อเรื่องในตอนนี้เสียดายที่คุณเจียวต้ายมิได้ลงรายละเอียดไว้ในผู้พนมมือถือดาบ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก สะท้อนถึงความเป็นผู้พนมมือถือดาบของเล่าปี่ได้ดีทีเดียว อีกทั้งมีหลายกลยุทธและคำคมที่น่าสนใจจึงขออนุญาตยกมาเล่ากันโดยย่อนะครับ แต่ย่อแล้วก็อาจจะยังยาวไปนึดนึงนะครับผม


หลังจากที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงพระอักษรโลหิต ได้มีขุนนางทั้งเจ็ดคนร่วมกันลงนามเพื่อเป็นพันธมิตรกำจัดโจโฉ เล่าปี่ผู้เป็นหนึ่งในนั้นก็บังเกิดความระแวง เกรงกลัวว่าโจโฉจะสงสัยและล่วงรู้ทัน จึงแสร้งทำเป็นกลบเกลื่อนด้วยการทำแปลงปลูกผักที่หลังบ้าน และทุกวันเล่าปี่จะออกมาปลูกผักและรดน้ำด้วยตนเอง การปลูกผักของเล่าปี่นั้นเป็นการกระทำของบุคคลที่รู้ตัวเองว่าจะต้องกระทำการลับๆปกปิดผู้คน โดยหวังว่าจะอำพรางกลบเกลื่อนในสิ่งที่ตนได้กระทำ นั่นเพราะแม้ว่าจะปกปิดคนอื่นได้แต่ก็ปกปิดตนเองไม่ได้ จึงต้องแสดงออกด้วยการกลบเกลื่อน อุบายนี้เป็นหนึ่งในยอดกลยุทธในสามก๊กชื่อว่าอุบาย "เล่าปี่ปลูกสวนผัก" ซึ่งถ้ามิใช่ผู้มีสติปัญญาก็จะไม่ทันสังเกตเห็นพิรุธได้เลย


แต่โจโฉนั้นกลับมิใช่คนไร้สติปัญญา ครั้นทราบข่าวแล้วกลับยิ่งสงสัยขึ้นไปอีก จึงใช้ให้เตียวเลี้ยวและเคาทูนำทหารยี่สิบนายไปเชิญเล่าปี่มาพบ เล่าปี่แม้ว่าจะตกใจเพราะความหวาดระแวงแต่ก็ขัดคำเชิญมิได้ ครั้นเล่าปี่มาถึงที่จวนของโจโฉ โจโฉจึงแกล้งพูดสัพยอกเล่าปี่ว่า "ท่านอยู่บ้านทุกวันนี้ทำการใหญ่หลวงนัก" เล่าปี่พอได้ฟังก็หวั่นใจแต่ก็ลังเลไม่แน่ใจว่าโจโฉทราบความหรือไม่ จึงทำเป็นนิ่งเสียอยู่ ฝ่ายโจโฉเห็นเล่าปี่นิ่งเงียบไม่ตอบคำจึงนึกว่าเล่าปี่เกรงใจมิกล้าตอบ จึงจูงมือเล่าปี่เข้ามาที่สวนหลังจวนแล้วชี้มือไปที่แปลงผักแล้วถามว่า "บัดนี้ทราบข่าวว่าท่านปลูกผักทำสวนครัวด้วยตนเอง จะเอาอย่างเราหรือ" เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วโจโฉไม่ทราบความจึงอาศัยวาทศิลป์ลูกยอกล่าวว่า "ตัวข้าพเจ้าทำสวนผักเพียงเพื่อเป็นการออกกำลังให้สบายอารมณ์เท่านั้น เหตุนี้สวนผักของข้าพเจ้าจึงไม่สวยงามและได้ผลอุดมเช่นท่าน"


โจโฉเมื่อได้ฟังคำเยินยอของเล่าปี่ก็หัวเราะพอใจเป็นอันมาก ยิ่งทำให้ตนรู้สึกลำพองจึงคุยโวโอ้อวดว่าตนเคยใช้อุบาย "วาดรูปบ๊วยแก้กระหายน้ำ" โดยในหนังสือระบุไว้ว่า "โจโฉนั่งอยู่กับเล่าปี่แลเห็นต้นมะเฟือง โจโฉจึงชี้ให้เล่าปี่ดูแล้วว่า เมื่อเมื่อครั้งไปรบกับเตียวสิ้ว ทหารทั้งปวงอยากน้ำนัก เราจึงคิดกลอุบายลวงว่าให้อุตส่าห์เดินไปอีกหน่อยหนึ่งเถิด จะพบดงมะเฟืองมีผลสุกเป็นอันมาก ทหารทั้งปวงได้ยินชื่อของเปรี้ยวก็ให้บังเกิดเขฬะมีมาทุกคน ซึ่งอยากน้ำนั้นก็ให้คลายลง" เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ยอโจโฉขึ้นอีกว่า "ความคิดของท่านดีนักหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้" ครั้นโจโฉได้ฟังคำยกย่องอีกครั้งก็ทำให้ยิ่งพอใจขึ้นไปอีก


จากคุณ : - [ วันอาสาฬหบูชา 00:47:46 ]



ความคิดเห็นที่ 8

^
^
ย่อแล้วหรือคะเนี่ย ฮิ ๆ ๆ (แอบแซว)

จากคุณ : - [ วันอาสาฬหบูชา 00:53:00 ]


ความคิดเห็นที่ 9

ในขณะนั้นท้องฟ้าพลันเกิดเมฆดำปกคลุมมืดมิด มีลมพัดโดยแรงกระหน่ำคล้ายกับฝนใกล้จะตกหนัก เมฆดำบนท้องฟ้าเคลื่อนตัวเร็วประดุจคล้ายเป็นรูปมังกรกลางอากาศ "เห็นเมฆมืดมัวไปทั่วทั้งอากาศ เล่าปี่กับโจโฉก็รู้ว่ามังกรสำแดงฤทธิ์" โจโฉคิดจะลองภูมิปัญญาของเล่าปี่จึงถามว่า "ท่านแจ้งหรือไม่ คือมังกรสำแดงฤทธิ์จึงเกิดลมเมฆมืดดังนี้ แลมังกรนั้นมีฤทธิ์ประการใด" เล่าปี่นั้นหวาดระแวงจึงระวังในทุกคำพูดของตน ได้แต่กล่าวถ่อมตัวว่าไม่ทราบขอให้ท่านช่วยชี้แจงด้วยเถิด


โจโฉจึงกล่าวว่า "อันมังกรสำแดงฤทธิ์นั้นจะทำให้ใหญ่แลน้อยเท่าใดก็ได้ ถ้าจะขึ้นไปบนอากาศทำอิทธิฤทธิ์ต่างๆแล้ว อากาศนั้นยังแคบอยู่ไม่เสมอด้วยฤทธิ์ แม้จะลงในท้องมหาสมุทรกระทำฤทธิ์ให้กายนั้นน้อย เข้าแอบอยู่เงื้อมชะง่อนเขาก็ได้ อันเทศกาลนี้เป็นฤดูฝน มังกรจึงสำแดงฤทธิ์ฉะนี้ อุปมาเหมือนคนมีสติปัญญากว้างขวาง ถ้าจะกระทำการสิ่งใดคะเนตามกาลสมควร แม้เห็นว่าการใหญ่ก็ทำให้ใหญ่ ประมาณการน้อยก็ทำแต่น้อย ทุกวันนี้ผู้ใดมีสติปัญญากว้างขวางเหมือนมังกรสำแดงฤทธิ์ฉะนี้บ้าง"


เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ให้มั่นใจว่าโจโฉหวาดระแวงตน จึงสงวนคำพูดตอบว่า ข้าพเจ้านี้สติปัญญาน้อยทุกวันนี้ยังต้องอาศัยอยู่กับท่าน ผู้ใดมีสติปัญญาดังคำท่านนั้นสุดที่ข้าพเจ้าจะล่วงรู้ได้ โจโฉจึงว่า ความคิดสติปัญญาท่านนั้นมีอยู่ ไยไม่แสดงความรู้ความคิดให้เราได้รู้บ้าง เล่าปี่ได้ยินน้ำเสียงของโจโฉจึงรู้ตัวว่าตนเองกล่าวคำถ่อมตนเกินความเป็นจริงดังนั้นจึงยกอ้างชื่อเจ้าเมืองต่างๆทั้งอ้วนสุด อ้วนเสี้ยว เล่าเปียว ซุนเซ็ก เล่าเจี้ยง เตียวสิ้ว เตียวฬ่อ หันซุย โจโฉก็วิจารณ์เจ้าเมืองต่างๆและหัวเราะกล่าวว่า "อันผู้มีสติปัญญานั้น ถ้าจะคิดสิ่งใดก็กว้างขวางโอบอ้อมอารี อุปมาเหมือนบุคคลกลืนแก้วอันเป็นทิพย์ไว้ในท้อง ถ้าไปสถานใดถึงเวลาค่ำมืดก็จะเล็ดลอดสว่างด้วยรัศมีแก้ว ถ้าคิดการสิ่งใดก็รู้จักที่หนัก ที่เบา ที่เสีย ที่ได้ ยักย้ายถ่ายเทมิให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงจึงจะนับได้ว่ามีสติปัญญาลึกซึ้ง"


เล่าปี่จึงว่าทั่วทั้งแผ่นดินเรายังไม่เห็นผู้ใดมีสติปัญญากว้างขวางเหมือนดั่งคำท่านเลย โจโฉสวนคำว่า "ทุกวันนี้เราเล็งดูผู้ซึ่งมีสติปัญญานั้นสิ้นแล้ว มีอยู่แต่ท่านกับเราสองคนเท่านี้" โจโฉนอกจากโจโฉจะโอ้อวดสติปัญญาของตนแล้วยังเป็นการโจมตีเล่าปี่ประกาศว่าเล่าปี่เป็นศัตรูคู่แข่งของตน เล่าปี่มีความระแวงโจโฉอยู่เป็นทุนแล้วครั้นได้ฟังก็ให้ตกใจจนตะเกียบหลุดออกจากมือ


โชคดีของผู้พนมมือถือดาบที่ยังคงไม่เสียท่าชะตาขาด ขณะนั้นเกิดฟ้าผ่าดังลงมาเปรี้ยงใหญ่ เล่าปี่จึงฉวยโอกาสแสร้งทำเป็นเอามือปิดหูทั้งสองข้างทำทีเป็นตกใจเพราะเสียงฟ้าร้อง โจโฉเห็นดังนั้นก็กลับคิดว่าคนขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้ย่อมไม่สามารถทำการใหญ่ได้ ไม่สมกับที่ตนเองต้องมาระแวงอย่างเนิ่นนาน จึงหัวเราะแล้วกล่าวกับเล่าปี่ว่า "เกิดมาเป็นชาย เหตุใดจึงกลัวเสียงฟ้า" โจโฉแสดงท่าทีหัวเราะเยาะเล่าปี่แท้จริงแล้วโจโฉหัวเราะเยาะตัวเองที่หลงระแวงไม่เข้าท่า ฝ่ายเล่าปี่จึงตอบกลับไปว่า "ถ้าฟ้าคะนองให้ระวังตัวจงหนัก" ซึ่งคำกล่าวนี้จริงๆแล้วมีความหมายสองแง่สองง่ามนั่นคือ จะหมายความว่าตนตกใจกับเสียงฟ้าร้องจนต้องระวังตัวก็ได้ หรือจะหมายถึงว่าเมื่อตกอยู่ในอำนาจในเงื้อมมือผู้อื่นก็ต้องระวังตัวให้มาก โจโฉมิทันเฉลียวใจกลับสิ้นความระแวงสงสัยเล่าปี่อีกต่อไป


ครั้งนี้ทำให้เล่าปี่รอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด แม้ว่าโจโฉจะวางใจเล่าปี่เพียงชั่วคราวและปล่อยโอกาสให้เล่าปี่หลุดหนึจากเงื้อมมือไปได้เพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่จากนี้ไปโจโฉก็ไม่มีทางตามจับเล่าปี่ได้อีกต่อไปแล้ว เป็นการพลาดโอกาสอย่างน่าเสียดายเพราะมาจากความหลงทรนงในตนเองและวาทะศิลป์ของเล่าปี่แท้ๆ


จากคุณ : ...... - [ วันอาสาฬหบูชา 01:10:59 ]



ความคิดเห็นที่ 10

อธิบายเล่าเรื่องกันยืดยาวไปนิดนึง ขออภัยครับ คราวนี้มาถึงช่วงคำถามกันแล้ว


ถ้ากล่าวถึงพญามังกรสำแดงฤทธิ์นั้น มีประโยคที่กล่าวว่า


"บทหนึ่งว่าสู้ทำใจทุกข์ทรมานเป็นหลายปีแล้ว
บทสองว่าตั้งใจคิดการจะเอาราชสมบัติ
บทสามว่ามังกรซึ่งจะอยู่ในสระแลห้วยหนองนั้นไม่ได้
บทสี่ว่าอันมังกรนั้นถ้าได้ทีแล้วก็จะขึ้นสำแดงฤทธิ์บนอากาศ"


พอจะเดากันได้ไม่อยากใช่มั้ยครับผม ว่าประโยคนี้เป็นคำกล่าวของใครในสามก๊กตอนใดครับผม

จากคุณ : - [ วันอาสาฬหบูชา 01:19:33 ]


ความคิดเห็นที่ 11


สำหรับปัญหาตาม คห.๑๐ นั้น มีเรื่องอยู่ว่า
ชัวมอน้องภรรยาของเล่าเปียวคิดฆ่าเล่าปี่ แต่ไม่สำเร็จ
เล่าปี่หนีไปได้ จึงเขียนโคลงไว้ที่ข้างฝาห้องพัก
ดังที่ยกมาตั้งเป็นปัญหานั้น

ความจริงก็ตรงกับใจของเล่าปี่ที่คิดอยู่ และเคยพลั้งพูดออกมา
แต่เล่าเปียวรู้ว่าเล่าปี่เขียนโคลงไม่เป็น จึงไม่เชื่อ



จากคุณ : เจียวต้าย - [ วันอาสาฬหบูชา 05:16:02 ]


ความคิดเห็นที่ 12

ไม่เป็นไรคะ อธิบายยาว ๆ สนุกดีออก...

รอคำถามต่อปาย

จากคุณ : - [ วันเข้าพรรษา 00:18:14 ]


ความคิดเห็นที่ 13

ถ้าอย่างนั้นขอตั้งคำถามใหม่เลยนะครับ


"ธรรมดาชาติลูกเสือแล้วย่อมร้ายกาจ ผู้ใดจะหมายทำอันตรายแก่ลูกเสือนั้นก็มิได้"


พอจะทราบหรือไม่ครับ เป็นคำกล่าวของใคร กล่าวถึงใครครับผม

จากคุณ : - [ วันเข้าพรรษา 08:53:12 ]


ความคิดเห็นที่ 14

หนังสือไม่อยู่กับตัวเลยไม่ขอฟันธง แต่น่าจะเป็นการกล่าวถึงเตียวเปาหรือไม่ก็กวนหินใช่มั้ย โดยเล่าปี่เป็นผู้กล่าวชม ในตอนที่เล่าปี่จะนำทัพบุกง่อล้างแค้นให้กวนอู

จากคุณ : - [ วันเข้าพรรษา 11:23:35 ]



ความคิดเห็นที่ 16

เมื่อซุนเซ็กตั้งตัวได้ครอบครองแคว้นกังตั๋งได้แล้ว
ก็มีหนังสือไปทูลฮ่องเต้ เผื่อจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางบ้าง

โจโฉในฐานมหาอุปราช ได้รับหนังสือแล้วก็รำพึง
ดังข้อความที่ยกมาเป็นปัญหานั้น แล้วก็ไม่นำหนังสือขึ้นทูลฮ่องเต้

แต่คงจะอยากได้ลูกเสือมาเลี้ยงไว้ จึงดำริที่จะยกน้องสาวของโจหยิน
ให้เป็นภรรยาซุนเซ็ก ตอนนั้นคงยังไม่ได้นางไต้เกี้ยวเป็นภรรยา

แต่ซุนเซ็กไม่ยอมญาติดีกับโจโฉ คิดจะมาตีเมืองฮูโต๋อยู่เสมอ
จนซุนเซ็กตายแล้ว ซุนกวนก็อยู่คนละฝ่ายกับโจโฉต่อไป

คราวนี้เล่าตามความจำนะครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 12 ก.ค. 49 06:41:44 ]


ความคิดเห็นที่ 17

ต้องขอชื่นชมว่า คุณ.....ตอบได้ใกล้เคียงมากๆเลยครับผม แต่ยังไม่ถูกเสียทีเดียวครับ


เมื่อครั้งที่พระเจ้าเล่าปี่นำทัพใหญ่รบกับง่อก๊กเพื่อล้างแค้นให้กับกวนอูและเตียวหุย ทัพจ๊กก๊กและทัพง่อก๊กได้ทำการรบพุ่งกันหลายครั้งจนเกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย ทัพจ๊กก๊กได้สูญเสียขุนพลคนสำคัญคือฮองตง ในขณะที่ทัพง่อก๊กก็สูญเสียขุนพลกำเหลงและแม่ทัพนายกองอื่นๆจำนวนมาก


หลังจากที่ขุนพลฮองตงต้องด้วยเกาทัณฑ์บาดเจ็บหนักจนถึงแก่ความตาย พระเจ้าเล่าปี่จึงทรงนำทัพใหญ่ด้วยพระองค์เองผ่านเมืองจูเต๋งก็ได้เผชิญหน้ากับทัพของจิวท่ายและฮันต๋ง ทหารทั้งสองฝ่ายได้รบกันอย่างดุเดือด เตียวเปาและกวนหินได้สังหารแฮชุนและจิวเผงน้องชายของจิวท่ายตายในที่รบ จิวท่ายและฮันต๋งเห็นว่ามิอาจต้านทานกำลังฝีมือเตียวเปาและกวนหินได้ จึงสั่งทหารให้ถอยทัพ ฝ่ายเตียวเปาและกวนหินเห็นได้ทีจึงตามตีฆ่าฟันทหารง่อก๊กล้มตายลงเป็นอันมาก "ทหารกังตั๋งล้มตายเป็นอันมาก เลือดไหลนองท่วมหลังเท้า"


พระเจ้าเล่าปี่ทรงเห็นฝีมือการรบของกวนหินและเตียวเปา ก็ทำให้นึกถึงกวนอูและเตียวหุยขึ้นมาอีกครั้ง จึงตรัสสรรเสริญว่า "ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นลูกเสือ"


สำหรับคำตอบใน คห.13 นั้นเป็นไปตามที่คุณเจียวต้ายได้ตอบไว้อย่างถูกต้องครับ ขนาดมิเปิดตำรายังตอบได้ ความจำเป็นเลิศมากครับ ขอยกย่องจริงๆครับผม


คำถามใหม่...


"ธรรมดาคนทั้งปวงจะทำสิ่งใดก็ย่อมสำเร็จด้วยความคิด
แม้การไม่ตลอดก็เพราะผู้นั้นมีกรรมอยู่"


เป็นคำกล่าวของใคร เพราะอะไรถึงได้กล่าวเช่นนั้นครับผม


จากคุณ : _ - [ 12 ก.ค. 49 18:26:51 ]



ความคิดเห็นที่ 18

เป็นตอนที่ขงเบ้งทำกลอุบายให้สุมาอี้เข้าไปทำลายสเบียงในหุบเขาน้ำเต้าเพื่อใช้เพลิงเผา สุมาอี้หลงกลหมดหนทางรอดแล้วแต่บังเกิดฝนตกหนักลงมาทำให้สุมาอี้และลูกหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด...
ขงเบ้งจึงได้ทอดถอนใจแล้วว่า "ธรรมดาคนทั้งปวงจะทำสิ่งใดก็ย่อมสำเร็จด้วยความคิด แม้การไม่ตลอดก็เพราะผู้นั้นมีกรรมอยู่"

จากคุณ : - [ 12 ก.ค. 49 21:49:57 ]


ความคิดเห็นที่ 19

ถูกต้องครับ เก่งมากครับคุณ ..... ตอบได้อย่างรวดเร็วมาก


คำถามใหม่ละกันครับ ...


"อันธรรมดาผู้มีสติปัญญาเมื่อมีภัยมาถึงตัวแล้ว ถ้าจะไม่คิดเอาตัวรอด ก็จักได้ชื่อว่าหาปัญญามิได้"


เป็นใครกล่าวกับใครครับ อันนี้ก็ไม่น่ายากเช่นกันครับผม

จากคุณ : - [ 12 ก.ค. 49 23:50:04 ]


ความคิดเห็นที่ 20

ผมว่าน่าจะเป็นคำพูดของบังทอง ที่บอกกับชีซี
ตอนที่บังทองแนะนำให้โจโฉโยงกองทัพเรือติดกันเป็นแพ
แล้วจะได้เผาเสีย

ชีซีก็ว่าบังทองไม่สงสารทหารของโจโฉบ้างหรือ
แล้วถ้าเผากองทัพโจโฉแล้ว จะมิเผาตนด้วยหรือ
บังทองจึงตอบว่า

" อันธรรมดาผู้มีสติปัญญาเมื่อมีภัยมาถึงตัวแล้ว
ถ้าไม่คิดเอาตัวรอด ก็จักได้ชื่อว่าหาปัญญามิได้ "

ชีซีจึงหาอุบายลาโจโฉกลับไปเมืองฮูโต๋รอดตัวไปครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 13 ก.ค. 49 18:50:17 ]




ความคิดเห็นที่ 22


เห็นคุณกระบี่หักยังไม่ว่าง จึงเอาคำหวานในสามก๊กมาเสนออีกครับ

“….ตัวเรานี้อุปมาเหมือนทำนา ตกกล้าลงแล้วฝนแล้ง

กล้านั้นก็ใบแดงไป ซึ่งท่านมาหาเราบัดนี้ เหมือนฝนตกลงมาห่าใหญ่
น้ำท่วมเลี้ยงต้นกล้าชุ่มชื่นขึ้น ใบนั้นเขียวสดขึ้น….”

อยู่ตอนต้น ๆ เรื่องครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 14 ก.ค. 49 07:38:41 ]


ความคิดเห็นที่ 23

สวัสดีครับ มาเฉลยคำตอบครับผม คำตอบของคุณเจียวต้ายที่ คห. 20 นั้นถูกต้องครับ


ชีซีนั้นอ่านแผนการวางกลห่วงโซ่ของบังทองได้กระจ่างและเห็นว่ามหาวิบัติหายนะใกล้จะเกิดขึ้น จึงได้ถามบังทองถึงวิธีการเอาตัวรอด บังทองกระซิบข้างหูชีซีแล้วกล่าวว่า "อันธรรมดาผู้มีสติปัญญาเมื่อมีภัยมาถึงตัวแล้ว ถ้าจะไม่คิดเอาตัวรอด ก็จักได้ชื่อว่าหาปัญญามิได้" ชีซีจึงให้ทหารคนสนิทไปปล่อยข่าวในกองทัพโจโฉว่า ม้าเท้งกับหันซุยแห่งเสเหลียงกำลังตระเตรียมไพร่พลเพื่อจะรุกรานเมืองฮูโต๋


โจโฉนั้นกริ่งเกรงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจึงเรียกประชุมที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง ชีซีได้ขออาสานำทหารสามพันยกไปป้องกันเมืองหลวงและคุ้มครองหลุมฝังศพมารดา โจโฉนั้นเห็นว่าชีซีนั้นเป็นคนกตัญญูและชีซีคงมิอาจทนร่วมในกองทัพที่จะพิชิตเมืองกังตั๋งและจะเชือดเล่าปี่เป็นรายต่อไป อีกทั้งโจโฉยังเชื่อมั่นในระดับสติปัญญาของชีซีจึงอนุญาตให้เป็นไปตามนั้นโดยมิได้ระแวงอันใด


ตรงนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อความในฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุคำกล่าวของบังทองตามคำถามในข้างต้นเพียงเท่านั้นครับ ซึ่งมิได้บอกรายละเอียดของแผนการใดๆซึ่งต่างจากฉบับภาษาจีนที่บอกรายละเอียดชัดเจน อาจเป็นได้ว่าผู้แปลคงจะคาดคะเนว่าระดับสติปัญญาของชีซีน่าจะคิดแผนการเองได้ หรืออาจเป็นไปได้ว่าชีซีเมื่ออยู่ในอันตรายจวนตัวกลับคิดแผนการไม่ออกเหมือนมีม่านบังตา จึงต้องให้บังทองออกอุบายให้ แต่ไม่ว่าชีซีจะคิดแผนการได้เองหรือไม่ ผลลัพธ์ที่สุดคือนอกจากชีซีจะพาตนให้พ้นจากอันตรายแล้ว ยังนำทหารอีกสามพันนายให้พลอยโชคดีรอดพ้นจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไปได้อย่างหวุดหวิดครับผม


จากคุณ : - [ 14 ก.ค. 49 14:46:46 ]



ความคิดเห็นที่ 24

สำหรับ คำตอบของปัญหาที่ คห. 22 นั้น


เมื่อตั๋งโต๊ะได้ครอบครองอำนาจในเมืองหลวง ตั๋งโต๊ะคิดจะถอดหองจูเปียนออกจากราชบัลลังก์และคิดจะตั้งหองจูเหียบขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนเพื่อหวังจะครอบครองอำนาจทั้งหมด จึงได้ปรึกษากับลิยู ลิยูกล่าวว่า “ทุกวันนี้มีเจ้าก็เหมือนหนึ่งหาไม่ เสนาบดีสำเร็จราชการก็ไม่มี แผ่นดินเพิ่งสงบ ซึ่งท่านคิดทั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วย ให้ท่านเร่งคิดทำเถิด” และลิยูก็ได้เสนอให้ตั๋งโต๊ะจัดงานประชุมขุนนางใหญ่น้อยขึ้นเพื่อที่จะประกาศความคิดนั้น หากขุนนางผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะฆ่าเสียเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู


ตั๋งโต๊ะนั้นเห็นชอบด้วยจึงได้จัดชุมนุมงานและได้ประกาศเจตนารมณ์ออกไป เหล่าขุนนางพอได้ฟังก็ตกใจแต่ก็ไม่มีใครกล้าทักท้วงพูดอะไร เต๊งหงวนขุนนางผู้ใหญ่จึงลุกขึ้นประกาศกร้าวคัดค้านและกล่าวหาว่าตั๋งโต๊ะเป็นกบฏ ตั๋งโต๊ะนั้นโกรธจัดจึงชักกระบี่หมายจะฆ่าเต๊งหงวนเสีย พอดีลิยูนั้นเห็นขุนพลผู้หนึ่งด้านหลังเต๊งหงวน “รูปร่างสูงใหญ่สมเป็นทหารเอก” จึงได้ห้ามปรามตั๋งโต๊ะไว้ พอเต๊งหงวนเป็นขุนนางตัวตั้งตัวตีที่จะคัดค้านแล้ว โลติดและขุนนางอื่นๆจำนวนมากต่างแสดงท่าทีต่อต้านตั๋งโต๊ะกันไปทั่ว


ตั๋งโต๊ะนั้นเจ็บแค้นเต๊งหงวนยิ่งนักอีกทั้งต้องการลิโป้ไว้เป็นพวก ลิยูจึงออกอุบายให้ลิซกไปเกลี้ยกล่อมซื้อตัวลิโป้ให้ ด้วยม้าเซ็กเธาว์และทรัพย์สินมีค่าจำนวนมาก ลิซกกล่าวกับลิโป้ว่า “ธรรมดานกย่อมอาศัยป่าที่มีผลมากจึงเป็นสุข ประเพณีขุนนางทำราชการถ้าพระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมแล้วก็มีความสุข ซึ่งท่านว่าจำใจอยู่กับเต๊งหงวนนั้นจะเอาประโยชน์อันใด ภายหน้าไปเห็นจะมีอันตราย จงผ่อนผันหาที่อยู่ให้เป็นสุขจะดีกว่า”


ลิโป้นั้นเห็นม้าเซ็กเธาว์ “เห็นขนนั้นแดงดั่งถ่านเพลิง ทั่วทั้งตัวมิได้มีสีใดแกม สูงสี่ศอกเศษได้ลักษณะเป็นม้าศึก เข้มแข็งกล้าหาญ” ก็พึงพอใจเป็นอันมาก อีกทั่งเพชรนิลจินดาอีกมากมาย ในที่สุดด้วยความโลภเข้าครอบงำจนลืมบุญคุณของบิดาบุญธรรมผู้เลี้ยงตนมา ลิโป้จึงได้สังหารเต๊งหงวนแลตัดศีรษะมอบให้กับตั๊งโต๊ะ ตั๊งโต๊ะจึงกล่าวกับลิโป้ว่า “ ตัวเรานี้อุปมาเหมือนทำนา ตกกล้าลงแล้วฝนแล้ง กล้านั้นก็ใบแดงไป ซึ่งท่านมาหาเราบัดนี้ เหมือนฝนตกลงมาห่าใหญ่ น้ำท่วมเลี้ยงต้นกล้าชุ่มชื่นขึ้น ใบนั้นเขียวสดขึ้น”


ตั๋งโต๊ะนั้นใช้อามิสสินจ้างหลอกใช้ลิโป้ได้สำเร็จ ลิโป้นั้นสมคำดังที่ลิซกกล่าวไว้ว่า “ลิโป้นั้นองอาจกล้าหาญเป็นสง่าก็จริง แต่เป็นคนหยาบช้าละโมบในทรัพย์สิน ไม่รู้จักบุญคุณคน” และการที่ตั๋งโต๊ะเลี้ยงอสรพิษไว้ข้างกายนั้นสุดท้ายก็ถูกอสรพิษนั้นแว้งกัดเข้าจนได้ในภายหลัง

จากคุณ : - [ 14 ก.ค. 49 14:48:44 ]


ความคิดเห็นที่ 25

คำถามใหม่ครับ


อันว่าเกิด แก่ เจ็บ และตาย นั้นเป็นสัจธรรมของชีวิตครับ ดังคำกล่าวที่ว่า


" ธรรมดาเกิดเป็นมนุษย์อันโรคและความตายนั้นจะกำหนดวันมิได้ "


คำกล่าวทำนองนี้มีมากมายในสามก๊กครับผม แต่ที่จะกล่าวออกมาเป็นสัจธรรมแบบนี้นั้นมีเพียงครั้งเดียวครับ พอจะทราบหรือไม่ครับว่า คำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวของใครในสามก๊กตอนไหนครับผม ขอใบ้ให้ครับว่าเป็นคำกล่าวของแม่ทัพท่านหนึ่งครับผม


จากคุณ : - [ 14 ก.ค. 49 14:51:46 ]



ความคิดเห็นที่ 26

คราวนี้ยังนึกไม่ออกเลยครับ
จะว่าขงเบ้งก็ไม่ใช่ จะว่าซุนเซ๊กก็ไม่ใช่อีก
สงสัยอาจจะเป็นไทสูจู้ก็ได้นะครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 16 ก.ค. 49 13:41:42 ]



ความคิดเห็นที่ 28

คราวนี้คุณกระบี่หักมาวางระเบิดไว้ แล้วก็หายต๋อมไปเลย

แม่ทัพที่รู้ตัวว่าจะตายก็มีไม่มาก จะว่าไทสูจู้ก็ไม่ใช่อีก

เดาเอาว่าจะเป็นโต๋เกี๋ยมตอนจะยกเมืองชีจิ๋วให้เล่าปี่
ก็ไม่พบประโยคนั้น

เห็นจะต้องยอมจำนน รอให้ท่านผู้ตั้งปัญหามาเฉลยดีกว่าครับ



จากคุณ : เจียวต้าย - [ 19 ก.ค. 49 20:09:02 ]


ความคิดเห็นที่ 29

ขออภัยครับคุณเจียวต้าย กระผมนั้นมิได้หายไปไหน เพียงแต่บังเอิญว่าติดงานด่วนกระทันหันครับ


สำหรับคำถามในคห. ที่ 25 ขอเฉลยว่า ...


ในสงครามศึกเซ็กเพ็กนั้น หนทางที่ฝ่ายเมืองกังตั๋งจะเอาชนะกองทัพของโจโฉที่มีกำลังพลเหนือกว่ามหาศาล แทบจะเรียกได้ว่ามีเพียงหนทางเดียวนั่นคือการใช้อัคคีเผาทัพ จิวยี่ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ของฝ่ายง่อก๊กได้วางอุบายต่างๆทั้งลงทุนโบยอุกาย ส่งงำเต็กไปเป็นทูตเสี่ยงอันตราย ให้กำเหลงซ้อนกลไส้ศึกของชัวต๋งและชัวโฮ อีกทั้งออกอุบายหลอกให้เจียวก้านพบกับบังทองและให้บังทองวางกลห่วงโซ่หลอกโจโฉอีกต่อหนึ่ง


โจโฉนั้นเชื่อในบังทองโดยสนิทใจเพราะเห็นว่าวิธีการนี้จะทำให้เรือรบจำนวนมหาศาลติดกันจนแข็งแรงประหนึ่งแผ่นดินเลยก็ว่าได้ ซุนฮิวและเทียหยกที่ปรึกษาต่างไม่เห็นด้วยและมองเห็นว่าข้าศึกจะต้องใช้ไฟในการจู่โจม ที่ปรึกษาทั้งสองได้ห้ามปรามโจโฉ แต่โจโฉนั้นล่วงรู้ดินฟ้าอากาศว่าในฤดูนั้นมีแต่ลมพายัพไม่มีลมอาคเนย์จึงไม่มีทางที่กองทัพฝ่ายง่อก๊กจะเผาทัพของฝ่ายตนที่ตั้งค่ายอยู่ทางทิศพายัพได้ แรงลมจะทำให้ไฟย้อนกลับไปทำลายกองทัพของจิวยี่เองที่อยู่ทางทิศอาคเนย์ มีแต่เพียงเทียหยกเท่านั้นที่มิเชื่อโดยสนิทใจและคิดว่าอาจมีลมสลาตันพัดมาจากทิศอาค์เนย์แต่ก็ไม่กล้าทัดทานเพราะเป็นแค่การคาดเดาอีกทั้งเกรงว่าจะมีชะตากรรมเหมือนครูดนตรีชื่อเล่าฮกที่ทัดทานโจโฉจนถูกบันดาลโทสะด้วยฤทธิ์สุราจึงถูกโจโฉเอาทวนแทงถึงแก่ความตาย


หลังจากที่จิวท่ายและฮันต๋งรบชนะกองทัพของเจียวเหียและเจียวหลำ ทั้งเจียวเหียและเจียวหลำล้วนตายในที่รบ จิวยี่เห็นเช่นนั้นก็ยินดีเป็นอันมาก ในครั้งนั้นเกิดลมพายัพพัดแรงจนธงเหลืองของกองทัพหลวงหักสะบั้น จิวยี่มิรู้ความเป็นไปของดินฟ้าอากาศเมื่อเห็นดังนั้นก็ตกใจคิดว่าแผนการของตนที่วางไว้ทั้งหมดที่จะเผาทัพโจโฉนั้นล้มเหลวสิ้น มิหนำซ้ำอุบายเรือห่วงโซ่ของบังทองกลับกลายเป็นจุดแข็งของโจโฉย้อนกลับมาเป็นผลร้ายต่อฝ่ายตนเสียอีก จิวยี่จึงร้องด้วยเสียงอันดัง อาเจียนเป็นโลหิตสดๆและหมดสติล้มป่วยลงอย่างหนัก


โลซกได้นำความไปบอกขงเบ้งและเข้าใจว่าขงเบ้งจะมีวิชาแพทย์รักษาจิวยี่ได้จึงพาขงเบ้งไปพบกับจิวยี่ ขงเบ้งจึงว่า "ข้าพเจ้ามิได้มาหาสองสามวันนี้ ท่านบังเกิดปัจจุบันโรคขึ้นมา ข้าพเจ้ามิทันรู้" จิวยี่จึงตอบว่า

" ธรรมดาเกิดเป็นมนุษย์อันโรคและความตายนั้นจะกำหนดวันมิได้ "


ขงเบ้งนั้นทราบว่าจิวยี่ป่วยเนื่องจากสาเหตุใด จึงออกอุบายสร้างชื่อให้กับตนว่าจะรักษาจิวยี่โดยเรียกลมสลาตันจากทิศอาคเนย์ จิวยี่นั้นพอได้ฟังก็ยินดีจนพลันหายป่วย ถึงขงเบ้งมิได้สามารถเรียกลมได้จริงแต่ด้วยความที่รู้ล่วงหน้าว่าจะมีลมสลาตันจึงหลอกต้มจิวยี่จนเปื่อยไป


ตรงนี้น่าสังเกตว่าโจโฉนั้นเป็นผู้ที่ชำนาญการศึกและพิชัยสงคราม ที่โจโฉเชื่อบังทองนั้นโจโฉมิได้โง่แต่อาจมองข้ามแผนการวางเพลิงแล้วก็ได้ เพียงแต่การมีลมสลาตันนั้นเป็นเรื่องที่สติปัญญาโจโฉคาดไม่ถึง ส่วนจิวยี่นั้นมิได้รู้ดินฟ้าอากาศเทียบเท่ากับโจโฉหรืออะไรเลยจึงต้องมาป่วยตรอมใจ จะมีก็แต่เทียหยกที่ระแวดระวังภัย ชีซีที่มองเหตุการณ์ได้ทะลุปรุโปร่งจนหนีเอาตัวรอด และก็ขงเบ้งที่ทราบล่วงหน้าจึงหลอกโฆษณาตนเองเป็นผู้วิเศษเรียกลมได้ ออกอุบายต้มตุ๋นคนอื่นและให้จูล่งมารับเอาตัวรอดหนีไปจนได้

จากคุณ : - [ 19 ก.ค. 49 21:00:05 ]



ความคิดเห็นที่ 31

คำถามใหม่ครับผม ...


ในเรื่องสามก๊กนั้นคล้ายกับความเป็นจริงในชีวิตของคนเราปัจจุบันอย่างหนึ่ง นั่นคือ ในบางครั้งท่ามกลางอุดมการณ์ที่แตกต่างหรือการร่วมมือเพื่อผลประโยชน์บางอย่างทำให้บางคนก็มิอาจมีมิตรแท้ที่ยั่งยืนหรือมีศัตรูที่ถาวรได้ ดังประโยคหนึ่งในเรื่องสามก๊กกล่าวว่า...


"แต่ข้าพเจ้าจากมาก็ช้านานหลายปี ท่านนี้หนวดเคราเผ้าผมก็หงอกไปสิ้น สิ่งใดซึ่งท่านได้สั่งสอนให้แต่ก่อนก็คิดถึงคุณท่านมิวายเว้น อันตัวท่านเป็นคนดีมีเกียรติยศในแผ่นดิน ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าท่านในวันนี้ความดีใจก็หาที่สุดมิได้ "


ผมชอบประโยคนี้เพราะผมอ่านได้ตั้งแต่รอบแรกแล้วก็จำได้ติดใจเนื่องจากสะท้อนอารมณ์ของผู้พูด คงพอจะเดาได้อย่างไม่ยากเลยนะครับว่า คำพูดนี้เป็นคำพูดของใคร พูดกับใคร ในสถานการณ์ตอนไหนของเรื่องสามก๊กครับ

จากคุณ : ) - [ 19 ก.ค. 49 21:23:49 ]



ความคิดเห็นที่ 32

ผ่านไปเนิ่นนานยังมิมีผู้ใดมาตอบ ผมขอเฉลยเลยละกันนะครับ


เป็นคำของซิหลงที่กล่าวกับกวนอูขณะที่รบกันที่เมืองอ้วนเซีย เป็นคำกล่าวที่ทำให้กวนอูตายใจระลึกถึงความสัมพันธ์ครั้งก่อนจึงมิทันได้ป้องกันระวังตัวให้พร้อมรบครับ


จากเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า บางครั้งการมีอุดมการณ์ต่างกันทำให้มิตรภาพระหว่างสองคนแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นศัตรู และความผูกพันกันแต่ก่อนจึงอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้เพื่อมิให้ระวังตัวและบั่นทอนกำลังใจ ดังนั้นจึงมีคำโบราณกล่าวว่า เมื่อขุนศึกทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันย่อมไม่มีมิตรภาพเกิดขึ้นในสนามรบครับ

จากคุณ : - [ 21 ก.ค. 49 20:08:43 ]


ความคิดเห็นที่ 33

ผมกำลังจะเข้ามาบอกว่า ผมจำประโยคนี้ได้เป็นอย่างดี
รู้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นกวนอูแน่
แต่ใครเป็นคนพูด นึกไม่ออก
เลยยังหาไม่เจอครับ

ขอบคุณคุณกระบี่หัก ที่ช่วยเฉลยครับ.



จากคุณ : เจียวต้าย - [ 22 ก.ค. 49 05:36:44 ]


Create Date : 07 มกราคม 2559
Last Update : 7 มกราคม 2559 7:41:12 น. ลบ Blog แก้ไข Blog 0 comments
Counter : 146 Pageviews.


Create Date : 17 เมษายน 2559
Last Update : 17 เมษายน 2559 8:57:14 น. 0 comments
Counter : 421 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.