Group Blog
 
All Blogs
 
ผู้ยึดมั่นคำสาบาน


สามก๊กภาคปลาย

๖.ผู้ยึดมั่นคำสาบาน

“เล่าเซี่ยงชุน”

เล่าปี่เป็นเชื้อสายของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งองค์สุดท้ายคือพระเจ้าเหี้ยนเต้ ได้เป็นฮ่องเต้ปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนั้น โดยเล่าปี่เป็นแต่เพียงคนยากจนชาวเมืองตุ้นก้วน เดิมชื่อเหี้ยนเต๊ก ไม่ชอบเรียนหนังสือแต่มีปัญญา เป็นคนมีน้ำใจกว้างขวาง มีเพื่อนฝูงมาก จึงได้พบเพื่อนที่มีอุดมคติเดียวกัน ร่วมสาบานเป็นพี่น้องอีกสองคน คือ กวนอูและเตียวหุย ได้ร่วมมือกันปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ที่ก่อการกำเริบอยู่ในหัวเมืองทั่วไปตั้งแต่พ.ศ.๗๒๖

เมื่อสำเร็จแล้วก็ได้รวบรวมพรรคพวกได้มากขึ้นเป็นลำดับ อีกหลายสิบปีต่อมาจึงได้ยึดครองเมืองเกงจิ๋ว เมืองเสฉวน และเมืองฮันต๋งเป็นฐานที่มั่นแล้ว ราษฎรก็ยกขึ้นเป็นอ๋องแห่งเมือง ฮันต๋ง

เมื่อโจโฉถึงแก่ความตายแล้ว โจผีบุตรของโจโฉก็ชิงราชสมบัติจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้งตนเองเป็นฮ่องเต้ เปลี่ยนราชวงศ์ฮั่นเป็นราชวงศ์วุย เรียกแผ่นดินของตนว่าวุยก๊ก

ขงเบ้งและราษฎรเมืองเสฉวนจึงยกเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้สืบต่อราชวงศฮั่นที่เมืองเสฉวน เมื่อ พ.ศ.๗๖๔ เป็นวันขึ้นสิบสองค่ำเดือนหก ถวายพระนามว่า พระเจ้าเจียงบู๋ เรียกแผ่นดินของตนว่า จ๊กก๊ก และขงเบ้งก็ได้เป็นมหาอุปราช

เมื่อได้ทราบข่าวว่ากวนอูน้องร่วมสาบาน ที่ให้ไปเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ถูกทหารเมืองกังตั๋งยกมาตีแตก แล้วจับตัวไปประหารชีวิต ก็เสียใจมาก และระลึกถึงคำสาบาน ที่ให้ไว้ต่อกันเมื่อสามสิบปีก่อน ตอนที่ได้พบกันเป็นครั้งแรกในบ้านของเตียวหุยขึ้นมาได้ คำสาบานนั้นมีว่า

ข้าพเจ้าเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทั้งสามคนนี้อยู่ต่างเมือง วันนี้ได้มาพบกัน จะตั้งสัตย์สบถเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน เป็นน้ำใจเดียวซื่อสัตย์ต่อกันสืบไปจนวันตาย จะได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีภัยอันตรายสิ่งใด แลรบศึกเสียที ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งกัน จะแก้กันจนกว่าจะตายทั้งสาม แลความสัตย์นี้ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าเทพดาทั้งปวงจงเป็นทิพย์พยาน ถ้าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าทั้งสามมิได้ซื่อตรงต่อกัน ขอให้เทพดาสังหาญผลาญชีวิตให้ประจักษ์แกตาโลก

ดังนั้นราชกิจแรกของพระเจ้าเล่าปี่ต้องการจะกระทำให้ได้ ก็คือการยกกองทัพไปตีเมืองกังตั๋งของซุนกวนแห่งง่อก๊ก เพื่อแก้แค้นแทนกวนอู น้องร่วมสาบานที่รบแพ้ ถูกจับตัวไปประหารชีวิตที่เมืองเป๊กเต้เสียเมื่อสองปีก่อน แม้ใครจะทัดทานประการใดก็ไม่ฟัง

เมื่อจะยกกองทัพเจ็ดสิบหมื่นออกจากเมืองเสฉวน โดยให้เตียวหุยเป็นแม่ทัพหน้า เตียวหุยก็ถูกลูกน้องทรยศลอบฆ่าตายเสียก่อน ยิ่งเพิ่มความพิโรธโกรธแค้นให้แก่พระเจ้าเล่าปี่มากขึ้น

พระเจ้าซุนกวนทราบข่าวศึกใหญ่ ก็หาทางประนีประนอมกับพระเจ้าเล่าปีแต่ไม่สำเร็จ ก็ต้องจำใจต่อสู้ โดยขอเป็นพันธมิตรกับพระเจ้าโจผี แต่พระเจ้าโจผีก็ไม่ได้ช่วยด้วยใจจริง คอยจะซ้ำเมื่อฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จึงลุยกองทัพของพระเจ้าซุนกวน แตกพ่ายยับเยินทุกสมรภูมิ และทหารเอกของเมืองกังตั๋งถูกฆ่าตายไปถึงห้าคน รวมทั้งพัวเจี้ยงผู้พิชิตกวนอูด้วย โดยฝ่ายเมืองเสฉวนเสีย ฮองตงทหารเอกผู้เฒ่าไปเพียงคนเดียว

ซุนกวนได้พยายามจะบรรเทาความแค้นของพระเจ้าเล่าปี่เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการส่งมอบตัวฮอมเกียงและเตียวตัดผู้ลอบฆ่าเตียวหุย มาให้พระเจ้าปี่ประหารเซ่นศีรษะเตียวหุยเสียทั้งคู่ แต่ก็ไม่ทำให้พระเจ้าเล่าปี่ใจอ่อนลง ยังคงยืนยันที่จะรบเอาเมืองกังตั๋ง และฆ่าพระเจ้าซุนกวนให้จงได้

อันความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทนั้น เมื่อบังเกิดแก่ผู้ใดแล้วก็ย่อมจะบดบังความรู้สึกผิดชอบให้มืดมนไป พระเจ้าเล่าปี่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้สุภาพอ่อนน้อม และมีน้ำใจโอบอ้อมอารี เมื่อถูกความเคียดแค้นครอบคลุมจิตใจ จึงกลายเป็นผู้ดุร้ายเหี้ยมโหด แม้จะได้ศีรษะของศัตรูมาแล้วถึงเจ็ดคนก็ยังไม่จุใจ คงดึงดันที่จะเอาชนะให้ถึงที่สุดจนได้


เมื่อซุนกวนได้ทราบถึงความพยาบาทจองเวรของพระเจ้าเล่าปี่แล้ว ก็ตกใจจนตัวสั่นนิ่งอึ้งตลึงแล ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป กำเจ๊กซึ่งเป็นกุนซือจึงทูลว่า ในเมืองกังตั๋งยังมีคนดีอยู่อีกคนหนึ่ง มีสติปัญญาพอฟัดพอเหวี่ยงกับจิวยี่ ชื่อ ลกซุน อยู่ที่เมืองเกงจิ๋ว เมื่อครั้งที่เมืองเกงจิ๋วแตกจับกวนอูได้ ก็ได้อาศัยความคิดของคนผู้นี้

ขุนนางคนอื่น ๆ ก็พากันแย้งว่าลกซุนนี้ยังอายุน้อย เคยรับราชการในตำแหน่งน้อยทางฝ่ายบุ๋น ถึงจะดีจริงก็คงจะเอามาเป็นแม่ทัพบังคับบัญชาทหาร สู้รบทำศึกใหญ่กับพระเจ้าเล่าปี่เห็นจะไม่ได้ กำเจ๊กก็ยังยืนยันถึงขนาดยอมเอาตนเองและบุตรภรรยาเป็นตัวประกัน จนซุนกวนเห็นด้วยจึงให้ไปตามตัวมาจากเมืองเกงจิ๋ว แล้วก็มอบอาญาสิทธิ์ให้เป็นแม่ทัพใหญ่ ว่าราชการทั้งปวง ถ้าผู้ใดขัดขวางมิทำตาม ให้ตัดศีรษะได้ทันที

ลกซุนก็จัดกองทัพบกทัพเรือ โดยมี ชีเซ่งและ เตงฮอง เป็นนายทหารใหญ่ซ้ายขวา ยกไปเสริมกำลังที่ค่ายของเมืองกังตั๋ง ซึ่งตั้งยันกองทัพพระเจ้าเล่าปี่อยู่ ฮันต๋งและจิวท่ายซึ่งเป็นแม่ทัพอยู่เก่าก็ไม่ค่อยจะเคารพยำเกรงแม่ทัพใหญ่เท่าใดนัก ลกซุนจึงเรียกประชุมนายทัพนายกองทั้งปวง แล้วประกาศอาญาสิทธิ์ที่ตนได้รับมาจากพระเจ้าซุนกวนให้ทราบโดยทั่วกัน แต่ถ้าเห็นสิ่งใดไม่ถูกต้องก็ให้ทักท้วงตักเตือนได้

จิวท่ายจึงเสนอให้ยกทหารไปช่วย ซุนหวน หลานพระเจ้าซุนกวน ซึ่งถูกทัพหน้าของพระเจ้าเล่าปี่ล้อมอยู่ที่เมืองอิเหลงก่อน ลกซุนก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกไปแล้วซุนหวนก็พ้นอันตรายไปเอง แล้วก็ออกคำพสั่งให้เสริมสร้างค่ายคูให้แข็งแรง ตั้งมั่นรักษาค่ายไว้ให้มั่นคง แม้ข้าศึกยกมาก็ไม่ต้องออกไปรบด้วย แม่ทัพนายกองก็พากันเมินเฉยเสีย ไม่เอาใจใส่ต่อคำสั่งนั้น และเยาะเย้ยว่าเรายกกองทัพมารบกับพระเจ้าเล่าปี่ แต่กลับตั้งมั่นอยุ่ในค่าย จะให้เทพดามาช่วยหรือ ลกซุนจึงต้องปรพกาศว่าถ้าผู้ใดขัดคำสั่งจะตัดศีรษะเสีย คำสั่งนั้นจึงศักดิ์สิทธิ์ขึ้น

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่นั้น สั่งให้ตั้งค่ายเรียงรายตั้งแต่ตำบลลอเต๋งไปถึงตำบลฉวนเค้าระยะทางพันเส้นเป็นจำนวนถึงสี่สิบค่าย แต่ก็ไม่เห็นข้าศึกนำทหารออกมาตีก็สงสัย ครั้นซักไซ้ไล่เรียงทหารที่ไปสอดแนม และถามไถ่ที่ปรึกษา ก็ได้ความว่าแม่ทัพของข้าศึกคือลกซุน เป็นข้าราชการพลเรือนตำแหน่งน้อย อายุก็ยังน้อยแต่มีสติปัญญาและวิชาความรู้มากเสมอด้วยจิวยี่ ขออย่าเพิ่งผลีผลามเข้ารบ ควรดำริตริตรองดูก่อน พระเจ้าเล่าปี่ก็ประมาทว่า

“ เรารบศึกมานักหนา แต่หนุ่มจนแก่แล้ว จะเกรงอะไรกับลกซุนอ้ายเด็กวานนี้ “

แล้วก็ยกทหารออกจากค่ายไปถึงหน้าค่ายฝ่ายกังตั๋ง และให้ทหารดาหน้าเข้าไปร้องด่าท้าทายตั้งแต่เช้าไปจนตลอดทั้งวัน

ลกซุนกลัวว่าทหารของตนจะทนไม่ได้ แล้วขัดคำสั่งออกไปตะลุมบอนกับศัตรูก็จะเสียแผน จึงขึ้นไปบนเชิงเทินของค่ายบนเขาด้วยตนเอง แล้วคอยให้กำลังใจทหารทั้งหลายว่าอย่ามัวเอาใจใส่กับคำด่าเหล่านั้น จงอุตส่าห์สะกดใจเอากระดาษจุกหูเสียเถิด และบอกกับฮันต๋งว่า พระเจ้าเล่าปี่ชำนิชำนาญศึก รบชนะมามากแล้ว ทหารก็มีฝีมือ ท่านจะออกไปรบมิได้อยู่แต่ในค่ายให้มั่นเถิด ถ้าทหารฝ่ายเขาเหนื่อยแล้วทนร้อนแดดไม่ไหวเข้าหาที่พักริมเขา หรือร่มไม้เมื่อใดเราจะคิดอ่านทำการรบเอง

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่กลุ้มใจที่ข้าศึกไม่ออกมารบด้วย รู้สึกอึดอัดขัดเคือง ม้าเลี้ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาก็ปลอบใจว่า ควรดำริดูให้ดีเกลือกมันจะทำเลินเล่อให้เราไว้ใจ พระเจ้าเล่าปี่ก็ว่ามันจะมีความคิดอะไรหนักหนา นอกจากมันจะกลัวเราจริง ๆ แต่ครั้นให้ทหารออกไปด่าวันละหลายเวลา พอหลายวันเข้าทหารก็พากันอ่อนเพลีย เนื่องจากเป็นฤดูร้อนและอยู่ใกล้ภูเขา ต้นไม้ก็น้อย ลำน้ำก็อยู่ไกล พระเจ้าเล่าปี่ก็คิดว่าจะถอนทัพไปตั้งใกล้แม่น้ำที่มีร่มไม้ จึงวางแผนป้องกันการถอย โดยให้งอปั้นคุมทหารหมื่นหนึ่งคอยระวังหลัง ตรงปากทางที่ข้าศึกจะยกตามมา และพระองค์เองจะคุมทหารแปดพันล้วนแต่ฝีมือชั้นดีซุ่มอยู่ที่ซอกเขา ถ้ากองทัพถอยไปแล้วข้าศึกยกทหารมาตามตี ให้งอปั้นทำเป็นแพ้ถอยมา จะได้ตีโอบตัดท้ายข้าศึกให้กระเจิงไป

ม้าเลี้ยงก็เห็นชอบด้วยแต่ก็เสนอว่า เมื่อพระเจ้าเล่าปี่จะไปตั้งค่ายลงใหม่นั้น จะต้องด้วยพิชัยสงครามหรือไม่ ขงเบ้งซึ่งเป็นอาจารย์ก็อยู่รักษาเมืองมิได้มาเห็นด้วย สมควรจะเขียนแผนที่เอาไปให้ขงเบ้งพิจารณาดูว่าจะดีร้ายประการใด พระเจ้าเล่าปี่ก็อนุญาตและว่าขงเบ้งมีความเห็นอย่างไร ให้รีบกลับมาบอกโดยเร็ว ม้าเลี้ยงก็เขียนแผนที่ แล้วรีบกลับไปเมืองเสฉวนตามรับสั่ง

กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ถอยทัพไปได้ถึงสามวัน ลกซุนก็ไม่ส่งทหารออกมาตีตามแผนเลย งอปั้นคิดว่าทหารเมืองกังตั๋งไม่กล้าออกรบแน่ จึงถอยตามกองทัพส่วนใหญ่ไป ลกซุนก้เรียกนายทัพนายกองมาดูที่เชิงเทินของค่ายบนเขา ก็แลเห็นชัดเจนว่าเมื่อกองหลังถอยไปหมดแล้ว กองทหารในหว่างเขาที่ถอยตามล้วนแต่ถือธงเหลืองทั้งสิ้น แสดงว่าเป็นกองทหารของพระเจ้าเล่าปี่เอง นายทหารทั้งหลายได้เห็นแล้วก็ตกตะลึง

ลกซุนจึงว่าพระเจ้าเล่าปี่มีความคิดมาก และยกทัพใหญ่มาด้วยแรงพยาบาท จะเข้าไปรับหน้าเหมือนหักไฟหัวลมจะได้หรือ บัดนี้อ่อนแรงลงแล้วจึงถอยไป ฝ่ายทหารทั้งปวงก็จะเลินเล่อไว้ใจว่ามาครั้งนี้ไม่ต้องรบ ก็จะเที่ยวซุกซนหลับนอนหาที่สบายกระจัดกระจายอยู่ เราคอยดูให้ได้ท่วงทีแล้วก็ตีหักตะบึงเข้าไปก็จะได้โดยง่าย

เมื่อพระเจ้าเล่าปี่ได้ถอยทัพตามแผนที่วางไว้ มาตั้งค่ายอยู่ที่ริมแม่น้ำเรียงยาวไปตามลำน้ำเจ็ดพันเส้น ส่วนทัพเรือก็ตั้งค่ายอยู่ใกล้เคียงพอบังเรือ เตรียมเคลื่อนเข้าตีเมืองกังตั๋ง ห้องกวนนายทหารเอกเสนอว่า อันทัพเรือนั้นเมื่อยกเข้าตีเมืองกังตั๋งเห็นจะง่าย แต่ถ้าจะถอยออกมาคงจะยากเพราะทวนน้ำ จึงขอไปตั้งทัพหน้าอยู่ใกล้ทัพเรือเพื่อจะได้ช่วยเหลือกันง่าย ส่วนพระเจ้าเล่าปี่เป็นทัพหลวงคอยระวังกองทัพบก

พระเจ้าเล่าปี่ก็ว่ากลัวมันทำไมกะอ้ายชาวเมืองกังตั๋ง มันหลบหัวเราอยู่แล้วที่ไหนจะมารบอย่าสงสัยเลย แล้วก็ให้ห้องกวนยกทัพหน้าไปตั้งทางทิศเหนือคอยป้องกันพระเจ้าโจผี เผื่อจะยกมาช่วยเมืองกังตั๋ง แล้วพระองค์ก็ตั้งทัพหลวงอยู่ใกล้ทัพเรือแทน

พอพระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายยาวเหยียดไปตามริมแม่น่ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลกซุนก็ให้ตุนอิตั๋นนายทหารรองคุมพลห้าพัน ไปตีค่ายพระเจ้าเล่าปี่เป็นการหยั่งกำลัง และให้ชีเซ่งกับเตงฮองคุมทหารคนละสามพันไปคอยช่วยเหลือ ปรากฏว่าตุนอิตั๋นต้องพาทหารถอยกลับมา โดยตนเองถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บ จนถึงพื้นที่ซึ่งชีเซ่งกับเตงฮองซุ่มอยู่ จึงช่วยตีโต้ทหารของพระเจ้าเล่าปี่จนต้องถอยกลับไปค่าย

เมื่อตุนอิตันกลับมาหาลกซุนก็ร้องไห้ขอโทษ ที่ตนแตกพ่ายข้าศึกมา ลกซุนก็ว่าเราไม่เอาโทษเพราะใช้ไปทั้งนี้ หวังจะดูกำลังข้าศึกก็ได้เห็นแล้ว คราวต่อไปเราจะตีให้แตกให้จงได้

จากนั้นลกซุนก็จัดทัพทันที ให้จูเหียนเป็นนายกองทัพเรือ ในลำเรือนั้นบรรทุกฟางเต็มลำ ฝ่ายทัพบกให้ฮันต๋งคุมทหารเข้าตีค่ายทางเหนือ จิวท่ายคุมทหารเข้าตีค่ายทางใต้ ให้ทหารมีข้าวตากคาดไถ้เป็นเสบียงกรัง กับพกเหล็กไฟมัดฟางห่อดินประสิวล่ามสายชนวนถือไปด้วยทุกคน พรุ่งนี้พอลมพัดกล้าในตอนค่ำ ให้ทัพบกทัพเรือยกเข้าตีข้าศึกพร้อมกัน แล้วจุดเพลิงขึ้นค่ายหนึ่งเว้นค่ายหนึ่งให้ตลอดทั้งสี่สิบค่าย ถ้าแม้ค่ายแตกเมื่อใดให้เร่งติดตามจับตัวพระเจ้าเล่าปี่มาให้ได้

ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่นั่งว่าราชการอยู่บนเก้าอี้ จัดแจงทัพที่จะออกรบยังไม่ทันแล้ว ก็เกิดอัศจรรย์ธงรบซึ่งปักแน่นอยู่ล้มลงต่อหน้าพระที่นั่งโดยลมมิได้พัด ทำให้พระเจ้าเล่าปี่ตกพระทัย ถามที่ปรึกษาว่าเหตุดีร้ายประการใด ที่ปรึกษาก็ว่าเหตุนี้ร้ายอยู่ข้าศึกคงจะยกเข้าตีเป็นแน่ พระเจ้าเล่าปี่ก็ว่า รบครั้งใดเราก็ตีแตกไปทุกครั้ง ฝ่ายมันเสียทหารเป็นอันมากจนกลัวหัวหดอยู่แล้ว ที่ไหนมันจะยกมาตีเราได้ พูดจบก็มีทหารเข้ามาบอกว่า เห็นทหารเมืองกังตั๋งยกมามากแล้วแยกกันไปเป็นสองทาง พวกหนึ่งไปทางเหนืออีกพวกหนึ่งไปทางใต้

พระเจ้าเล่าปี่ก็ให้กวนหิน บุตรของกวนอู กับเตียวเปา บุตรของเตียวหุย ออกไปดู ก็กลับมาบอกว่าทางเหนือเห็นแสงไฟเรียงรายไปข้าศึกคงจะหุงข้าว พระเจ้าเล่าปี่ยังไม่เชื่อ ให้กวนหินไปทางเหนือ เตียวเปาไปทางใต้ คุมทหารข้างละห้าร้อยคน ไปสืบดูให้แน่อีกครั้งว่าข้าศึกจะทำอะไ

ฝ่ายกองทัพของเมืองกังตั๋งเมื่อพร้อมได้เวลานัด ลมพัดแรงขึ้นแล้ว ก็พาทหารเข้าตีค่ายของเสฉวนทั้งทางบกทางน้ำและจุดไฟขึ้นพร้อมกัน พระเจ้าเล่าปี่เห็นทหารโห่ร้องเข้ามา เพลิงก็ติดค่ายไปทั่วหมด จะยกไปช่วยทางไหนก็ไม่ได้ ไฟก็กล้าลมก็แรงละล้าละลังอยู่จะทำอย่างไร ทหารที่อยู่ทางค่ายซ้ายขวาก็แตกเข้ามาในค่ายพระเจ้าเล่าปี่ ถึงกับเหยียบกันล้มตายไปเป็นอันมาก

พระเจ้าเล่าปี่เห็นเหลือกำลังจะสู้รบ ก็ขึ้นม้าคุมทหารหนีไปหาปองสิบนายทหารที่อยู่อีกค่ายหนึ่ง ปรากฏว่าค่ายของปองสิบก็แตก เพลิงลุกไหม้อยู่ ตัวปองสิบออกมารบกับชีเซ่ง พระเจ้าเล่าปี่ก็ไม่ได้ช่วยเหลือ กลับพาทหารหนีออกไปทางทิศตะวันออก ชีเซ่งเห็นดังนั้นก็ละจากปองสิบ รีบติดตามพระเจ้าเล่าปี่ไปทันทีพระเจ้าเล่าปี่รบพลางหนีพลางไปได้ประมาณร้อยเส้น ก็เจอเข้ากับเตงฮองซึ่งคุมทหารเมืองกังตั๋งมาสกัดหน้าอยู่อีก ทำท่าจะหนีไม่รอด พอดีเตียวเปาที่ออกไปสืบข่าวทางใต้ เห็นแสงเพลิงติดค่ายมากก็หวนกลับมาค้นหาพระเจ้าเล่าปี่ เจอกำลังถูกล้อมอยู่ก็ตีหักเข้าไปช่วย จนเตงฮองต้องถอย

เตียวเปาจึงพาพระเจ้าเล่าปี่หนีไปได้อีกประมาณสามร้อยเส้น ก็พบเปาเตียวเข้าอีกคน และพากันหนีต่อไปถึงเขาม้าอั๋ว กองทหารของลกซุนติดตามมาทัน ทั้งสองจึงพาพระเจ้าเล่าปี่ขึ้นไปอยู่บนเขา แล้วคอยรบระวังอยู่ที่ซอกเขาไม่ให้ข้าศึกล่วงล้ำขึ้นไปได้ ลกซุนก็ให้ทหารล้อมเชิงเขาไว้ พอรุ่งเช้าสังเกตดูหญ้าที่ขึ้นอยู่ มีแห้งบ้างสดบ้างก็ให้ทหารระดมจุดไฟเผาหญ้าให้รอบเขา พระเจ้าเล่าปี่ก็ติดอยู่ข้างบนลงไม่ได้

ฝ่ายกวนหินซึ่งไปสอดแนมทางเหนือ รู้ว่าค่ายพระเจ้าเล่าปี่แตกแล้วก็ติดตามจนพบทหารเมืองกังตั๋งล้อมเขาม้าอั๋วอยู่ ก็พาทหารไปช่วยกันดับไฟ แล้วขึ้นไปหาพระเจ้าเล่าปี่ พากันลงจากเขาจะไปอาศัยอยู่ที่เมืองเป๊กเต้ โดยมีกวนหินนำหน้า เตียวเปาอยู่กลาง และเปาเตียวระวังหลัง ห้อมล้อมพระเจ้าเล่าปี่ตีหักแหวกวงล้อมออกไปได้ ลกซุนก็พาทหารติดตามไประหว่างซอกเขา
ฝ่ายจูเหียนแม่ทัพเรือของลกซุน เผาค่ายทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่แตกหมดแล้ว ก็รีบติดตามมาดักหน้าขบวนของพระเจ้าเล่าปี่ไว้อีก กวนหินกับเตียวเปาก็หมดแรงรบต่อไปไม่ไหว เปาเตียวก็คอยระวังหลังอยู่เกือบจะเสียที พระเจ้าเล่าปี่ตกใจหน้าซีดร้องว่า ทีนี้เราคงตายแน่แล้ว

บังเอิญจูล่งทหารเสือของพระเจ้าเล่าปี่ ซึ่งคุมทหารขนข้าวไปเป็นเสบียงที่เมืองเสฉวน ผ่านมาถึงตำบลกังจิ๋ว เห็นแสงเพลิงลุกไหม้และมีทหารบอกข่าวว่า พระเจ้าเล่าปี่แตกทัพ ก็คุมทหารเที่ยวหาะรัเจ้าเล่าปี่ ได้ยินเสียงรบกันที่ไหนก็ตีฝ่าเข้าไป เพราะเป็นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมมาตั้งแต่หนุ่ม เคยรบกับทหารร้อยหมื่นของโจโฉ เพื่อหาตัวอาเต๊า เมื่อหลายปีมาแล้ว โดยไม่ได้รับอันตรายเลย พอเจอจูเหียนปะทะกันได้ไม่กี่เพลงก็เอาทวนแทงจูเหียนตกม้าชะตาขาดไป แล้วก็ฝ่าไปถึงตัวพระเจ้าเล่าปี่ พา หนีรอดไปได้

ฝ่ายเปาเตียวไม่รู้เรื่อง คอยระวังหลังรบกับเตงฮองติดพันอยู่ เตงฮองก็ลวงว่าจับตัวพระเจ้าเล่าปี่ได้แล้ว ให้ยอมแพ้เสียแล้วจะไว้ชีวิต เปาเตียวก็ไม่ยอมแพ้ แต่จะรบแหกออกไปก็ไม่ไหวเหลือกำลังนัก กำลังแค้นกำลังเหนื่อยก็เลยอาเจียนเป็นโลหิตตายอยู่ตรงนั้นเอง ทหารทั้งปวงก็แตกหนีเข้าป่าไป

ข้างเทียกีที่ปรึกษาของพระเจ้าเล่าปี่ พลัดออกจากค่ายไปหาทัพเรือ แต่ก็แตกเสียแล้ว ทหารเมืองกังตั๋งล้อมไว้ เทียกีสู้ไม่ได้ก็เชือดคอตายไปอรกคนหนึ่ง ทางปองสิบรบอยู่กับชีเซ่ง ครั้นชีเซ่งละไปตามพระเจ้าเล่าปี่แล้ว ก็คุมทหารไปบอกกองทัพของงอปั้นกับเตียวหลำ ที่ล้อมเมืองอิเหลงของซุนหวนอยู่ ให้ยกกลับมาช่วยพระเจ้าเล่าปี่ ต่างก็ตกใจรีบถอยทีพไปตามหาเจ้านาย ไปได้เพียงสามร้อยเส้นก็พบกับทหารเมืองกังตั๋งต้องรบติดพันอยู่ ซุนหวนก็ยกทหารออกจากเมืองอิเหลงเข้ารบกระหนาบหลัง ฝ่ายเสฉวนทั้งสามนายก็แบ่งทหารเข้ารบทั้งหน้าหลัง งอปั้นตีฝ่าหนีออกไปได้ แต่เตียวหลำกับปองสิบถูกเกาทัณฑ์ตายในที่รบ

ส่วนจูล่งนั้นเมื่อพาพระเจ้าเล่าปี่ไปถึงเมืองเป๊กเต้แล้ว ก็กลับมาตามหานายทหารที่หายไป เจออยู่แต่งอปั้นกำลังรบชุลมุนอยู่กับทหารกังตั๋ง ก็เข้าช่วยต่อสู้พาตัวกลับมาถึงเมืองเป๊กเต้ได้เพียงคนเดียว

ฝ่ายม้าเลี้ยงซึ่งเอาแผนที่ตั้งค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ ไปให้ขงเบ้งดูแล้วกลับมาไม่ทันถึง ปรากฏว่าค่ายแตกหมดแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ที่เมืองเป๊กเต้ แล้วทูลว่าขงเบ้งดูแผนที่แล้วก็รู้ว่าจะต้องเสียทีแก่ลกซุน เพราะตั้งค่ายยาวเกินไป ทำให้ไม่สามารถจะช่วยกันได้ทัน พระเจ้าเล่าปี่ก็รำพันว่า

“ เมื่อเรามาตีเมืองกังตั๋งนี้ ขงเบ้งอาจารย์ก็ได้ห้าม เรามิฟัง ขืนยกทัพมาจนเสียทัพแลทหารทั้งปวง เพราะเราประมาทเราผิดเอง ครั้นจะกลับไปเมืองเสฉวนเล่า จะเอาหน้าอะไรไปดูขงเบ้งแลขุนนางทั้งปวง เราอายนัก ไม่ไปเมืองเสฉวนแล้ว “

พระเจ้าเล่าปี่จึงประทับอยู่ที่เมืองเป๊กเต้ โดยให้ตกแต่งเมืองให้มีพระราชวังอาศัย ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน แทนที่จะกลับไปเมืองเสฉวน แต่ก็ทนอยู่ไปโดยไม่มีความสุขอีกไม่นาน ต่อมาก็สิ้นพระชนม์ลง เมื่ออายุได้หกสิบสามปี หลังจากที่ได้เสวยราชย์มาเพียงสามปี

ในที่สุดเล่าปี่ผู้สุภาพอ่อนน้อมในบางเวลา และเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวในบางโอกาส จนสามารถตั้งเขตแคว้นของตนได้เป็นใหญ่หนึ่งในสามก๊กสำเร็จ แต่ก็ต้องมาถึงที่สุดของชีวิต ด้วยความซื่อสัตย์มั่นคงต่อคำสาบาน ที่ให้ไว้กับน้องร่วมใจทั้งสองลง

ยังเหลือแต่เขตแคว้นแดนแผ่นดินอันกว้างขวาง ให้บุตรชายและมหาอุปราชคู่ใจ ดำเนินการรวมรวมอาณาจักรทั้งสาม เพื่อรักษาราชวงศ์ฮั่นตามความตั้งใจเดิมต่อไป.

##########


Create Date : 15 มีนาคม 2560
Last Update : 15 มีนาคม 2560 5:59:27 น. 0 comments
Counter : 98 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 38 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.