Group Blog
 
All Blogs
 
บังเต๊ก (๒)



สามก๊กฉบับลายคราม

หนูผู้ท้าราชสีห์ (๒)

หนูผู้ท้าราชสีห์

ตอนที่ ๒ยุทธการอุยโห

เล่าเซี่ยงชุน

ด่านตงก๋วนที่ ม้าเฉียว ยึดมาจากโจโฉ นั้นตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำอุยโหทางด้านทิศตะวันออกของค่าย ฟากฝั่งข้างโน้นเป็นเมืองอุยหลำอยู่ในเขตการปกครองของ โจโฉ และตั้งแต่วันที่ต้องวิ่งหนีม้าเฉียวหัวซุกหัวซุนแทบจะเอาตัวไม่รอดในคราวก่อนแล้วโจโฉก็หมกตัวอยู่แต่ในค่าย ไม่ยอมยกพลออกมาปะทะกับม้าเฉียวอีกเลย ไม่ว่าทหารเลวหรือทหารดีของม้าเฉียวจะช่วยกันออกมาร้องด่าท้าทายต่าง ๆ นา ๆ อยู่ทุกวัน ไม่มีเว้นวันพระวันโกน จนเหล่าทหารเอกผู้มีฝีมือทั้งหลายของโจโฉแทบจะทนไม่ได้ โจโฉก็ยังคงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน โดยบอกว่าขืนเราออกไปรบด้วยก็เท่ากับเสียกล ม้าเฉียวขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันระวังรักษาค่ายไว้ให้จงดีเถิด ใครไม่ฟังขืนยกออกไปจะตัดศีรษะเสียนายทหารทั้งหลายก็พากันส่ายหน้าถอนใจแอบไปนินทาว่าแต่ก่อนเมื่อมหาอุปราชยังหนุ่มอยู่ จะไปรบที่ใดก็องอาจกล้าหาญเดี๋ยวนี้ทำไมถึงได้กลัว ม้าเฉียวนักก็ไม่รู้

ข้างฝ่ายม้าเฉียวนั้นยกทัพมาคราวนี้มี หันซุย เพื่อนสนิทของ ม้าเท้ง ผู้บิดาร่วมขบวนมาด้วย ซึ่งม้าเฉียวให้ความเคารพนับถือประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ มีอะไรก็มาปรึกษาหารืออยู่เสมอและม้าเฉียวก็มักจะเชื่อฟังคำแนะนำของหันซุยเป็นอย่างดีตลอดมา

ในการรบ ณด่านตงก๋วนครั้งนี้ ความจริงมิได้ตั้งยันกันไว้เฉย ๆดังที่โจโฉได้ประกาศเป็นนโยบายไว้ แต่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามคิดหาอุบายในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ ปรากฏว่ามีการรบครั้งสำคัญหลายครั้ง

ยกแรก โจโฉให้ทหารแอบไปซ่อนอยู่ในป่าเขาที่มีชัยภูมิดี ถึงสี่พันคน ตนเองอ้อมไปทางแม่น้ำเร่งต่อเรือรบเพื่อยกเข้าตีด่านตงก๋วนทางตะวันออกแต่ม้าเฉียว

รู้ทันและไม่กลัวเสียด้วยให้ทหารไปสืบว่าโจโฉจะยกเข้าตีเมื่อใด เมื่อรู้กำหนดเวลาที่

นอนแล้วก็ยกทหารไปคอยสกัดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ พอเรือบรรทุกทหารของโจโฉเทียบฝั่ง

ยังไม่ทันจะขึ้นบกม้าเฉียวก็นำทหารเข้าตลุมบอนอย่างจู่โจมไม่ทันให้ตั้งตัวเป็นที่โกลาหลอลหม่านไปทั่วเคาทู ทหารเอกของโจโฉเห็นม้าเฉียวตลุยเข้ามาใกล้นายเพียงห้าสิบวา ก็รีบอุ้มโจโฉโดดลงเรือแจวกลับไปฝั่งตรงข้าม ใครจะยื้อยุดก็เอากระบี่ฟันขาดสามท่อนแปดท่อนเรียบแล้วก็เอาเบาะม้าคลุมโจโฉไว้กันถูกลูกเกาทัณฑ์จนถึงเมืองอุยหลำได้ตัวเจ้าเมืองมารับช่วง ให้รอดเงื้อมมือม้าเฉียวไปได้อีกครั้งหนึ่ง

ยกที่สองเมื่อโจโฉไปตั้งค่ายอยู่ใกล้เมืองอุยหลำแล้ว ก็ขุดหลุมเป็นคูยาวรอบค่าย ลึกสองวากว้างเท่าใดไม่ทราบ เอาขวากปักก้นหลุมบนปากคูเอาไม้แปะไว้แล้วเอาดินกลบ หวังจะดักจับม้าเฉียว แต่เผอิญหันซุยออกความเห็นว่าให้ม้าเฉียวอยู่

รักษาค่ายส่วนตนเองกับบังเต๊กนั้น ยกทหารข้ามแม่น้ำเข้าตีค่ายอุยโหของโจโฉเสียเอง

ทหารที่รักษาสนามเพลาะนอกค่ายก็ทำเป็นแตกหนีเข้าค่าย บังเต๊กเห็นได้ทีก็นำทหารรุกไล่เข้าไปจนตกคู โจโฉก็ให้ทหารรุมล้อมไล่ฆ่าทหารบังเต๊ก ตายคาสนามเพลาะลงถึงสองร้อยคนเคราะห์ยังดีที่บังเต๊กสวมเกราะเหล็กจึงไม่เป็นอันตราย รีบโจนขึ้นจากคูแลเห็นโจเอ๋ง นายทหารข้าศึกขี่ม้าถือทวนคุมทหารอยู่ ก็วิ่งเข้าไปฟันเอาดื้อ ๆ จนตกลง จากหลังม้าตายแหงแก๋แล้วก็โดดขึ้นหลังม้าพาหันซุยกับทหารที่เหลือ ตีฝ่ากลับ ค่ายตงก๋วน พอดีม้าเฉียวเป็นห่วงเกรงหันซุยกับบังเต๊กจะเสียที ยกทหารข้ามฟากมาทันเวลาขณะที่สองนายกำลังโกยอ้าวมาอย่างหน้าตั้ง ก็เลยรีบพากันลงเรือข้ามฟากรอดกลับมาได้โดยปลอดภัย

ยกที่สามม้าเฉียวคุมทหารเป็นทัพหน้า บังเต๊กกับม้าต้าย น้องชาย ม้าเฉียวเป็นกองหลังให้หันซุยเป็นจเรทหารทั่วไปตรวจตราตลอดกองทัพ ยกข้ามฟากไปตีค่ายอุยโหตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน จนสุดท้ายก็แตกและเผาค่ายพินาศสิ้น แล้วก็เข้า

ไปตั้งค่ายของพวกตนอยู่แทนที่ โจโฉนั้นถอยหนีไปเพียงห้าสิบเส้นจะตั้งค่ายใหม่ก็ไม่ทัน จึงเกณฑ์ทหารขุดดินปั้นก้อนทำเป็นสนามเพลาะตั้งรับไปพลางก่อนครั้นม้าเฉียวคุมพลตามมาจะตีซ้ำเติม โจโฉก็อุตส่าห์ไว้ชั้นเชิงทั้ง ๆที่เพิ่งหนีมาหยก ๆ ด้วยการขี่ม้ายืนอยู่หน้าสนามเพลาะเคียงข้าง เคาทู ทหารองครักษ์ เรียกให้ม้าเฉียวดูค่ายรีบด่วนที่สร้างด้วยก้อนดินแล้วเยาะเย้ยว่า

".....ท่านเห็นฝีมือเราหรือไม่คิดว่าเผาค่ายเราเสียได้แล้ว จะไม่มีค่ายอยู่หรือแต่ทำครู่เดียวก็ได้ ดังเทพดามานิรมิตให้ซึ่งท่านจะต่อสู้นั้นที่ไหนจะมีชัยชนะแก่เรา จงเร่งคำนับเสียเถิด..."

นับว่าเป็นการทำสงครามจิตวิทยาชั้นยอดของโจโฉ เพราะแม้จะสู้ด้วยฝีมือไม่ไหวก็แกล้งพูดข่มเสียงั้นแหละ เล่นเอาม้าเฉียวชักงง นึกอยากจะสอึกเข้าไปจับตัวโจโฉเสียเดี๋ยวนั้น ก็เกรงใจเจ้าทหารเอกตัวโตตาดุที่คุมเชิงอยู่ใกล้ ๆ จึงถามว่าทหารเสือของท่านหรือชื่อใดหมอนั่นก็ชักม้าขึ้นมาข้างหน้าแล้วก็บอกว่า ตัวเรานี่แหละทหารเสือชื่อเคาทูท่านจะทำไมเราหรือ ม้าเฉียวมองเห็นรูปร่างทมิฬน่ากลัวก็เลยไม่อยากเสี่ยงต่อล้อต่อเถียงด้วย จึงชักม้ากลับไปเฉย

ยกที่สี่เป็นวันรุ่งขึ้นโจโฉเห็นม้าเฉียวถามหาเคาทูแล้วไม่กล้าทำอะไร

ก็เลยยุว่าม้าเฉียวเห็นทีจะกลัวฝีมือเคาทูเป็นแน่เคาทูบอกถ้างั้นไม่ต้องห่วง ให้ทหารถือ

หนังสือไปหาม้าเฉียวแต่ตอนกลางคืนว่าพรุ่งนี้ออกมาฟาดกันตัวต่อตัวหน่อย ม้าเฉียวแม้ จะแหยงแต่ก็ถือว่ามีฝีมืออยู่จะกระไรนักเชียวทั้งสองจึงยกทหารออกมาพบกันแต่เช้าพอเจอหน้ากันก็เข้าปะทะกันด้วยเพลงทวนกับง้าวถึงร้อยเพลง ไม่มีการเพลี่ยงพล้ำแต่อย่างใดจนม้าชักจะหมดแรงลงทั้งคู่ ต่างก็ถอยกลับไปเปลี่ยนม้าใหม่แล้วก็ออกมารบต่อคราวหลังนี้เคาทูถอดเกราะออกเหลือแต่ตัวเปล่า คงกะว่าจะรำง้าวได้คล่อง แคล่วว่องไวกว่าแต่ฟันไปฟันมาอีกร้อยเพลง ก็ยังไม่สามารถทำอะไรแก่ม้าเฉียวได้ทหารทั้งสองฝ่ายก็ชักสนุกครึกครื้นเพราะไม่ต้องออกแรงได้แต่โห่ร้องเชียร์กันเอิกเกริก ครั้นดวลกันต่อไปได้อีกสามสิบเพลงเคาทูก็ฟันด้วยง้าวกะผ่าหัวเป็นสองซีก ม้าเฉียวหลบได้อย่างหวุดหวิดจึงเอาทวนแทงตอบหมายหน้าอกเคาทูก็ทิ้งง้าวยุดเอาทวนไว้ได้ ดึงกันไปเย่อกันมาทวนหักเป็นสองท่อนต่างก็เอาส่วนที่เหลืออยู่ในมือตน ฟาดตะลุมบอนกันอุดตลุดอยู่บนหลังม้า

ฝ่ายโจโฉกลัวเคาทูจะเสียทีจึงให้แฮหัวเอี๋ยน กับ โจหอง ออกมาช่วย บังเต๊กกับม้าต้ายก็เข้าไปช่วยม้าเฉียวบ้างเป็นมวยหมู่ทหารทั้งสองฝ่ายก็เลยช่วยนายรบพุ่งกันเป็นอลหม่านไม่ต้องมีกติกาอะไรกันแล้วทหารโจโฉสู้ไม่ไหว เพราะเคาทูโดนเกาทัณฑ์ปักหลังไปสองดอก เลยแตกหนีเข้าค่ายหมด

ต่อมาโจโฉให้ทหารเอกสองนาย ไปตั้งค่ายกระหนาบอยู่ฟากตะวันตก ของด่านตงก๋วนม้าเฉียวจะยกออกไปรบทางค่ายอุยโหก็ห่วงว่าจะถูกตีข้างหลัง จึงคิดจะหย่าศึกเสียก่อนพ้นหน้าหนาวแล้วค่อยคิดการกันใหม่ จึงมีหนังสือไปถึงโจโฉตามที่คิดซึ่งโจโฉก็ยินดีที่จะเลิกแต่ทำอุบายว่าต้องทำสะพานข้ามแม่น้ำก่อนเพื่อจะถอยได้สะดวก ทำให้ม้าเฉียวไม่แน่ใจว่าโจโฉจะเลิกจริงจึงแบ่งทหารเป็นสองกองให้หันซุยรักษาด้านหน้า ตัวม้าเฉียวรักษาด้านหลังโจโฉรู้ว่าหันซุยรักษาทางด้านตนก็จัดแจงออกมาจากค่ายเชื้อเชิญหันซุยคุยกันตัวต่อตัวเพราะเคยรู้จักกันเมื่อครั้งทำราชการในเมืองหลวงมาก่อน เมื่อชักม้าออกมาหน้าทหารแล้วโจโฉก็ปราศรัยว่า

  "...... ตัวท่านกับข้าพเจ้าก็ใช่คนอื่นบิดาของท่านเล่า ข้าพเจ้าก็คำนับว่าเป็นอา เราทั้งสองเมื่อหนุ่มนั้น เป็นขุนนางทำราชการอยู่ด้วยกัน เป็นคนชอบอัธยาศัย และบัดนี้เราจากกันมาช้านานอายุท่านจะได้สักเท่าใด “

หันซุยจึงบอกว่าอายุข้าพเจ้าได้สี่สิบแล้ว โจโฉก็ทำเอามือลูบหน้าอกเข้าแล้วว่า

“ เราทำราชการอยู่ด้วยกันในเมืองหลวงหลัดหลัด และจากกันมาดังประหนึ่งมิทันจะเหลียวหลังอายุล่วงไปถึงเพียงนี้แล้ว เมื่อไรบ้านเมืองจะราบคาบเป็นปกติเราทั้งสองจะได้อยู่เย็นเป็นสุขด้วยกัน....."

พอโจโฉใช้จิตวิทยาหยอดคำหวานแก่หันซุยอย่างนั้นแล้ว ก็เลยชวนคุย

เรื่องไม่เป็นสาระหัวเราะชื่นชมยินดีกันไปจนถึงบ่ายโมง ทหารทั้งหลายชักสงสัยว่าคุย

อะไรกันนักหนาจนท้องร้องจึงนำความมาบอกม้าเฉียว ทำให้ม้าเฉียวระแวงแคลงใจไป

ด้วยแต่เพราะความที่เคยเคารพนับถือกันมาก่อน จึงเก็บนิ่งไว้ในใจ โจโฉเห็นเชื้อไฟแห่งความแตกแยกที่แหย่เอาไว้นั้นยังไม่เกิดผลก็ดำเนินการต่อ โดยเอากระดาษเปล่าใส่ถุงผนึก แล้วสลักหลังส่งไปให้หันซุยม้าเฉียวรู้เข้าก็ขอดู หันซุยก๋ส่งไปให้ดูทั้ง ๆ ที่ยัง

ไม่ได้เอาออกจากถุงม้าเฉียวเปิดออกดู เห็นมีแต่กระดาษเปล่าก็ยิ่งสงสัยเป็นกำลังถาม

ว่าหนังสือไปไหนหันซุยบอกว่าไม่ทราบ น่ากลัวโจโฉขี้ลืมใส่ผิดมาให้ก็ได้ ม้าเฉียวยิ่งไม่

เชื่อใหญ่ว่าคนอย่างมหาอุปราชโจโฉจะเป็นคนสับเพร่าขนาดนั้นได้ยังไง ท่านจะเล่นไม่

ซื่อกับเราหรือหันซุยบอกว่างั้นพรุ่งนี้เราจะออกไปถามโจโฉว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงถ้า เห็นมีพิรุธก็แทงตนให้ตายไปเลย

เช้าวันรุ่งขึ้นหันซุยกับทหารเอกห้าคนออกไปเรียกโจโฉที่หน้าค่าย ให้

ออกมาเจรจากันที่กลางแปลงโจโฉเห็นอุบายของตนชักจะมีเค้า ก็ให้โจหองคุมทหารม้าสามสิบม้าออกมาคำนับแล้วบอกว่ามหาอุปราชให้มากำชับว่า หนังสือที่ให้ไปนั้นอย่าแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้จะเสียการโจหองบอกเท่านั้นแล้วก็รีบยกพลกลับเข้าค่าย ม้าเฉียวได้ยินดังนั้นก็สุดจะโกรธเลิกนับถือกันได้แล้ว ชักม้ารำทวนจะเข้าไปแทงหันซุย โดยไม่ฟังคำชี้แจงใด ๆทั้งสิ้น ทหารห้านายก็ช่วยป้องกันไว้ แล้วพาหันซุยหลบเข้าค่ายไม่อยู่รอหน้า

หันซุยพิเคราะห์เห็นว่าตนเองต้องเข้าตาร้ายแล้วเพราะม้าเฉียวเข้าใจผิดอย่างแรงขืนอยู่ต่อไปก็คงดับดิ้นด้วยคมทวนของม้าเฉียวเป็นแน่แท้ จำจะต้องยอมไปอ่อนน้อมต่อโจโฉตามแผนของโจโฉที่ได้วางไว้อย่างแนบเนียนนั่นเอง แต่แทนที่หันซุย

จะหนีไปเพียงลำพังกลับคิดฆ่าม้าเฉียวเสียด้วย โดยเชิญม้าเฉียวมากินโต๊ะทำนองจะปรับความเข้าใจกันถ้าได้ทีก็จะฆ่าและเผาค่ายให้โจโฉเข้าตีซ้ำ เผอิญม้าเฉียวได้รู้ระแคะระคายเสียก่อนจึงพาบังเต๊กกับม้าต้ายและทหารอีกสามสิบคนไปกินโต๊ะด้วย

ฝ่ายหันซุยกับทหารคู่ใจห้าคนนั้นยังปรึกษากันไม่เสร็จ ม้าเฉียวก็บุกเข้าฟันเอาซึ่งหน้าหันซุยยกมือรับถูกแขนขาดกระเด็นทหารทั้งห้านายก็ถอดกระบี่ออกต่อสู้เป็นสามารถ ม้าเฉียวก็ฆ่าเสียสองคน เหลืออีกสามคนเผ่นหนีไปคนละทาง พวกทหารเลวก็พาตัวหันซุยหลบไป ก่อนจะออกจากค่ายยังจุดไฟเผาเสียอีกด้วยทหารที่แบ่งออกเป็นสองพวกก็เลยฆ่าฟันกันเองเป็นยกใหญ่ บังเต๊กกับม้าต้ายก็เข้าช่วยม้าเฉียวตีหักออกนอกค่าย ก็กลับปะทะกับทหารของโจโฉที่ยกมาอีกก็เลยไม่รู้ใครเป็นใครรบกันมั่วไปหมด ผลที่สุดม้าเฉียวก็เหลือแต่บังเต๊กกับม้าต้ายและทหารอีกเพียงสามสิบคนรีบหนีไปทางทิศใต้ของเมืองเสเหลียง มุ่งสู่เมืองเจี๋ยงเพื่อพักอาศัยเอาตัวรอดต่อไป

คราวนี้เป็นอันว่าโจโฉเป็นฝ่ายชนะบ้างม้าเฉียวต้องสูญเสียทหารไปนับสิบหมื่น รวมทั้งคู่คิดเพื่อนสนิทของบิดาด้วยบังเต๊กก็เลยต้องซัดเซพเนจรตามนาย จาก   เสเหลียงเมืองใหญ่โต ไปซุกซ่อนอยู่บ้านนอกรอเวลาที่จะได้กลับมาแก้ตัวใหม่ ในคราวหน้า.

      ##########




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2560 15:28:45 น. 0 comments
Counter : 130 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.