อียิปต์เดือนตุลาคม...เขาบอกว่าอากาศดี
ไม่เคยเขียนบล็อคมาก่อนเลย ช่วงนี้นึกครึ้มๆ อยากลองทำอะไรที่ไม่เคยทำดู ยังไงถ้าใครแวะมาอ่านก็ขออภัยในบางลีลาของเจ้าของบล็อคมือใหม่ด้วยนะคะ ^^

มาเริ่มกันที่ทริปล่าสุดที่ไปมากันเลยดีกว่า "อียิปต์: ไคโร-อเล็กซานเดรีย 6 วัน 3 คืน (MS)" เดินทางกันเดือนตุลาคม ซึ่งว่ากันว่าเป็นเดือนที่เริ่มเข้าสู่งช่วงฤดูหนาวของประเทศอียิปต์แล้ว นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวกันจากทั่วทุกมุมโลก จริงๆที่อียิปต์เที่ยวกันได้ทั้งปี แต่ทว่า..ช่วงที่อากาศดีและถือเป็น high season ของอียิปต์ก็คือประมาณเดือน ต.ค. - พ.ย. ของทุกปี ซึ่งอากาศจะสบายๆ โดยช่วงอื่นๆอากาศจะร้อนมากๆ อาจจะถึง 45-50 องศาเลยทีเดียว....

เอาล่ะ...อารัมภบทกันมาพอสมควรแล้ว ไปเที่ยวกันดีกว่า

-----------------------------------------------------------------------------
วันแรก......17 ต.ค. 53

ให้ดูก่อนว่าสายการบินอียิปต์แอร์ (MS) ชั้น economy class นั้นกว้างขวางนั่งสบายพอที่จะฝากก้นอ้วนๆของเราได้อย่างไม่ลำบากเลย..นั่งเครื่องกัน 9 ชั่วโมงรู้สึกสบายๆ อาหารการกินก็พอกินได้ค่ะ ที่นั่งไม่มีกลิ่นแขกให้รำคาญใจ สำหรับเราสายการบินนี้ถือว่าผ่านค่ะ



นั่งเครื่องมาลงที่สนามบินแห่งชาติกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เวลา 05.55 น. (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าบ้านเรา 5 ชั่วโมงในฤดูหนาว ส่วนฤดูร้อนจะช้ากว่าบ้านเรา 4 ชั่วโมง) ภาษาถิ่นคือภาษาอาหรับ ภาษารองคือภาษาอังกฤษ สัมผัสแรกที่เดินทางถึงสนามบินอียิปต์ รู้สึกได้ถึงกลิ่นละอองฝุ่น..สมแล้วที่เป็นเมืองที่มีทะเลทรายมากถึง 95% ของพื้นที่ทั้งหมด

มาถึงแล้วก็จัดการแลกเงินกันก่อน วันที่เดินทางไปนั้น (17 ต.ค. 53) เรทเงินปอนด์อียิปต์อยู่ที่ประมาณ 5.73 บาท เงินอียิปต์ในสมัยก่อนนั้นจะมีสภาพเก่าๆ นักท่องเที่ยวรุ่นก่อนๆบ่นกันอุบถึงความเก่าของแบงค์ แต่ปัจจุบันมีการพิมพ์ธนบัตรออกมาใหม่มากขึ้น ไปครั้งนี้เลยได้ถือแบงค์ใหม่ๆตลอดๆ ไม่เสียวว่าจะขาดระหว่างการใช้งาน...



"ที่อียิปต์ไม่มีของฟรี" คำๆนี้ไม่ถือว่าเกินไปเลยสำหรับที่นี่ เพราะไม่ว่าจะใช้บริการอะไรที่นี่ก็ล้วนจะต้องเสียเงินทั้งสิ้น แม้แต่บริการบางอย่างที่เราๆท่านๆอาจนึกไม่ออกว่าต้องเสียเงินด้วยหรือนี่? อาทิเช่น...การถ่ายรูปคนท้องถิ่น, การเข้าห้องน้ำสาธารณะ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนต้องเสียเงินทั้งสิ้น ซึ่งจะเสียในรูปแบบของ TIPS นั่นเอง... เช่นการเข้าห้องน้ำตามร้านอาหาร หรือแม้แต่สนามบิน สถานที่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีพนักงานคอยประจำข้างในหรือหน้าห้องน้ำ เพื่อยืนยิ้มแป้นและยื่นทิชชูให้ ถ้าใครไม่เคยไปหรือไม่เคยอ่านเรื่องธรรมเนียมอียิปต์มาก่อน อาจจะรู้สึกดีที่ได้รับรอยยิ้มจากคนท้องถิ่น แต่แล้วสุดท้ายก็จบด้วยการแบมือขอเงินค่าทิปทุกครั้งไป...ใครไปที่นี่อย่าลืมแลกเงินปอนด์เป็นหน่วยย่อยเล็กๆไว้สำหรับการทิปด้วยนะคะ ^^

หลังจากออกจาก ตม. และ claim กระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็มาล้างหน้าแปรงฟันกันในห้องน้ำ

เมื่อพร้อมแล้วก็ ออกเดินทางกันเลยค่ะ.......


บ้านเมืองของอียิปต์ ถ่ายขณะที่ยังอยู่บนรถ ระหว่างทางไปโรงแรมใน...

ที่ไคโร...บ้านแทบทุกหลังจะสร้างแบบนี้หมด คือทำให้แลดูยังไม่เสร็จ ไม่มีการฉาบปูน ทาสีใดๆทั้งสิ้น เหตุผลคือ..เพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษี เพราะถ้าบ้านไหนสร้างเสร็จแล้วจะโดนภาษีถึง 7% ในขณะที่บ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ รัฐบาลให้เป็นช่วงปลอดภาษี โดยจ่ายภาษีแค่ 1% ก็พอ...ความฉลาดของแขก อิอิ


ประเทศอียิปต์ ถือได้ว่ามีการคอรัปชั่นที่สูงมากๆ สภาพบ้านเมืองของกรุงไคโรจึงไม่เป็นระเบียบ ไม่สะอาด อย่างที่เห็นในรูปนี้แหละ..คนอียิปต์ในไคโรมีนิสัยมักง่าย อยากทิ้งขยะตรงไหนก็ทิ้งและไม่คิดจะบูรณะหรือปรับทัศนียภาพแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชาวอียิปต์เห็นว่าไม่ว่าจะทำให้ดีหรือไม่ทำ อย่างไรที่นี่ก็ยังคงมีคนจากทั่วทุกมุมโลกมาเที่ยวอยู่ดี ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำให้เปลืองงบประมาณ


ตามข้างทางในกรุงไคโรจะเห็นแบบนี้ได้ทั่วไป ทั้งม้า ลา แพะ ฯลฯ วิ่งไปพร้อมๆกับรถนี่แหละ...แจ๋วไหมล่ะ


และแล้วก็เดินทางมาถึงโรงแรม ใช้เวลาประมาณ 40-45 นาทีจากสนามบินมาถึงโรงแรม Grand Pyramids Hotel 4* อยู่แถวๆย่านกีเซห์ ไม่ไกลจากปิรามิดเท่าไหร่ มื้อเช้าของพวกเราก็ทานกันในโรงแรมแห่งนี้นี่เอง อาหารเป็นInternational buffet แต่รสชาดค่อนไปทาง local มากกว่า...

หลังมื้อเช้า คณะของเราก็เดินทางไปเพื่อพบกับ "หมู่มหาปิรามิดทั้ง 3 องค์และสฟิงก์ที่เมืองกีเซ่ห์" ระหว่างทางจะเห็นว่าช่วง Rush hour ที่อียิปต์นั้นช่างดูวุ่นวายดีจริงๆ ที่นี่รถจูบก้นกันทุกวันจนคนท้องถิ่นมองว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าใครมาเปิดบริษัทประกันอุบัติเหตุที่นี่คงเจ๊งไม่เป็นท่าแน่ๆ ถ้ามาที่นี่จะหาไฟแดงยากมากๆ เพราะมันไม่จำเป็น ถึงมีก็ไม่ให้ความสำคุญกันอยู่แล้ว ขับรถที่นี่มีแตรอันเดียวก็พอ แข่งกันบีบ...อิอิ


โน่นแน่ะ...เห็นปิรามิดอยู่ลิบๆแล้วค่า....


แตร๊ง.....มาถึงแล้วก็แอ็คชั่น เทียบขนาดกับปิรามิดซะหน่อย

ปิรามิดด้านหลังนั้นเป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 3 องค์
เป็นปิรามิดของ "ฟาโรห์คูฟู หรือ คีออฟส์" เดิมทีสูงประมาณ 147 เมตร
ปัจจุบันด้วยพายุทรายและการเวลา ทำให้ยอดหายไปประมาณ 10 เมตร เหลือความสูงแค่ 137 เมตรเท่านั้น

ส่วนของฐานปิรามิด กว้างประมาณ 230 x 230 เมตร
ใช้หินราวๆ 2 ล้านกว่าก้อน ก้อนละประมาณ 2.5 ตัน
ต่อขึ้นไปโดยอาศัยแค่น้ำหนักกดทับกัน ประมาณ 200 ชั้น

ยอดปิรามิดที่หักหายไปนั้น ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ราบประมาณสนามบาส
ใครจะปีนไปลองเล่นบาสบนนั้นดูไหม....

และนี่คือนักเรียนไทยที่ไปเรียนอยู่ที่อียิปต์ อยู่อียิปต์มาราวๆ 6-7 ปี บังคนนี้เป็นพี่ชายที่รู้จักกันมาได้ 3 ปีแล้ว ทริปนี้บังแกช่วยเหลือได้มากทีเดียว ได้ความรู้หลายอย่างจากคนที่เสมือนเป็นคนท้องถิ่น (แต่พูดภาษาไทย ) เรียกได้ว่าเป็นไกด์ VIP ที่ลูกทัวร์ชื่นชอบกันมากๆ เพราะบังแกพูดภาษาอาหรับได้ ถึงเวลา shopping นั้น..บังแกฮ็อทมากๆ ลูกทัวร์แย่งตัวกันน่าดู


จุดชมวิวจุดนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเอามือจุ่มยอดปิรามิด หรือเอามือถือปิรามิดได้ ซึ่งถือเป็นท่ายอดฮิตในการถ่ายรูปกับปิรามิดเลยทีเดียว ^^" แต่อิชั้นขอสวนกระแสนั่งเป็นคุณนายเฉยๆแล้วกันเนอะ....แหะๆ


ของที่นี่ก็ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากของที่ระลึก..ขายแบบนี้กันเยอะแยะ แต่ถ้าใครไม่รีบไม่ร้อน ไปซื้อที่ตลาดฮูเซนหรือตลาดข่านฯดีกว่า....มีของเยอะกว่าและต่อรองได้ด้วยนะ


สาวแขกเนี่ยหน้าตาสวยจริงๆ มีคำกล่าวที่ว่า "สาวอียิปต์เดินมา 10 คน สวยเสีย 11" ลองดูสาวคนนี้แล้วพิจารณาดูว่าคนกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่...

สาวสวยคนนี้กำลังสาธิตวิธีทำกระดาษปาปิรุสให้นักท่องเที่ยวได้ชม ผลงานด้านหลังของเธอเป็นฝีมือของจิตกรชาวอียิปต์ทั้งสิ้น ทุกชิ้นเป็นงาน Hand Made ที่จะมีชื่อของศิลปินกำกับอยู่ทุกรูป สนนราคาไม่เบาเลย...แต่สวยจริงๆ ทั้งคนและกระดาษฯ ^^



ป้ายรถเมลล์ของอียิปต์ค่ะ...



กลับมาที่โรงแรมบ้าง....ห้องนี้นอนคนเดียวค่ะ ^^
เป็นห้อง Suite ห้องน่านอน นอนสบายมากๆ แต่ไม่ค่อยได้นอนเลย 555+
เพราะยามค่ำคืนออกไปตะลอนๆ เดินชมเมือง นั่ง taxi ชมเมือง แล้วก็ไปชิวๆตามร้านชีช่าบ้าง night market บ้าง ได้นอนจริงๆวันละ 4-5 ชั่วโมง..เสียดายจริงๆ


มุมแต่งตัวของห้อง...


-----------------------------------------------------------------------------
วันที่สอง...18 ต.ค. 53

วันนี้เดินทางไปเที่ยวเมือง Alexandria กัน
ถ้าเปรียบเมืองหลวงไคโรคือกรุงเทพฯ อเล็กซานเดรียก็คือ "พัทยา" นั่นเอง
เป็นเมืองท่าตากอากาศ ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน อากาศดีกว่าไคโร
รวมทั้งสภาพบ้านเมืองก็ดูดีกว่า สะอาดกว่า เมืองนี้ดูโรแมนติคดีจริงๆ

Alexandria เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงค์ธรรมดาๆ ชื่อ "ราคอนดาห์"
แต่เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้เข้ามาถึงเมืองนี้ ได้มีการเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นอเล็กซานเดรีย ให้พ้องกับชื่อของพระองค์ เมืองนี้ศิลปต่างๆออกไปทางกรีก-โรมันเสียเยอะ ก็ดูดีเหมือนกัน

ระหว่างทางไปอเล็กซานเดรีย....


ด่านเก็บค่าผ่านทาง.......


จากไคโรไปอเล็กซานเดรีย จริงๆใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
ระหว่างทางก็ได้มาแวะพักเข้าห้องน้ำกันที่ปั๊มน้ำมันแห่งนี้เอง...
คนเข้าห้องน้ำก็เข้าไป ใครไม่เข้าก็มาซื้อถั่วกัน ร้านเล็กๆแต่คนแน่นเชียว
ถั่วพิตาชิโอ้อร่อยมาก................สนนราคาขีดละประมาณ 10-12 ปอนด์
ถั่วอื่นๆก็ราคาแตกต่างกันไป ใครชอบกินก็ลองซื้อดู ที่ตลาดข่านไม่มีค่ะ


หน้าตาสารพัดถั่วในตู้กระจก....


เริ่มเข้าสู่ตัวเมืองแล้วค่า........


เมืองท่า ชายทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน.....บรรยากาศดีจริงๆเลย


อันนี้อะไรไม่รู้ จำไม่ได้


ริมทะเลที่ว่านี้มีรูปปั้นอย่างนี้ขายด้วยค่ะ
สังเกตรูปขวามือ...คนขายบอกว่า เป็นรูปของกษัตริย์องค์หนึ่งที่ไปรบชนะ
จากนั้นก็กลับเมือง และฟาดผู้หญิงในเมืองตัวเองเสียเรียบ.......
ชาวอียิปต์ยกย่องให้ฟาโรห์องค์นี้เป็นตัวแทนของคนอียิปต์เลยก็ว่าได้ 555+


-----------------------------------------------------------------------------
วันที่สาม...19 ต.ค. 53

วันนี้เที่ยวเมือง Memphis อยู่ห่างจากไคโรประมาณ 28 กม.เท่านั้น
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเม็มฟิส ที่นี่มีไฮไลท์คือ "พิพิธภัณฑ์รามเสสที่2"
เป็นรูปแกะสลักขนาดยักษ์ของฟาโรห์รามเสสที่2 แกะจากหินอลาบัสเตอร์สีขาว
รูปร่างและมัดกล้ามเนื้อยังเห็นครบถ้วนและชัดเจน คนอียิปต์โบราณนี่เก่งจริงๆ




จากนั้นก็เดินทางไปร้านอาหารในเมืองซัคคาร่า
สำหรับเราแล้ว อาหารที่นี่อร่อยมากกกกกกกกกกกก....!!!
โดยเฉพาะไก่ย่างบนเตานั้นหอมดีจริงๆ รวมทั้ง cofta รสชาดสุดยอดจริงๆ


แผ่นแป้งกลมๆที่เห็นนี้ บ้านเราเรียก "แป้งนาน" แต่ที่นี่เรียก "แป้งเอช"
เอช..ในภาษาอาหรับแปลว่า "อาหาร" กินที่ไหนก็ไม่อร่อยเพราะแป้งเย็นแล้ว
แต่ที่ร้านนี้ อาหารอร่อยมาก แป้งเอชก็ทำกันใหม่ๆ ให้เห็นกันจะๆ
ยังอุ่นๆ หอมๆ หรอยแร๊ง..!!


หลังอาหารก็เดินทางมาถึงเมืองซัคคาร่า ไม่ไกล ใช้เวลาไม่มาก
ที่นี่ไฮไลท์ก็คือ Step pyramid หรือปิรามิดหลังแรกของโลกนั่นเอง


ค่ำคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ออกตะลอนทัวร์ยามดึก นั่ง Taxi มาริมเนน หรือ "ริมไนล์"
เดินสะพานสิงโตแล้วก็ลงไปนั่งดื่มเบียร์และน้ำมะม่วงที่ร้านใต้สะพานสิงโตริมเนน
บรรยากาศใช้ได้เลยนะคะ...คล้ายๆสะพานสาธร อะไรประมาณนั้น


ก่อนกลับแวะถ่ายรูปหน้า Casino สักเล็กน้อย...


-----------------------------------------------------------------------------
วันที่สี่......20 ต.ค. 53

วันสุดท้ายแล้วจ้า........วันนี้ที่แรกที่ไปคือ "พิพิธภัณฑสภานแห่งชาติอียิปต์"
สถานที่เก็บโลงศพและหน้ากากทองคำของฟาโรห์ รวมทั้งของใช้ต่างๆ
นอกจากนี้ยังรวบรวมวัตถุโบราณต่างๆมากมายในอียิปต์มาไว้ที่นี่ด้วย
ภายในห้ามถ่ายรูป และเราใช้เวลากันที่นี่เพียง 2 ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น
ขอบอกว่าไม่จุใจเอาเสียเลย....อยากอยู่ดูนานๆ มีอะไน่สนใจเยอะมากๆ


หลังจากออกจากมิวเซียมก็ตรงไปร้านอาหาร Hard Rock Cafe' อาหารดี
รสชาดสมเป็น International buffet จริงๆเลย......


ภายในตบแต่งได้แนวมากๆ ตามผนังนั้นมีข้าวของส่วนตัวของคนดังๆมากมาย
บ้างมีพร้อมรูปและลายเซ็นต์ เฉพาะของพวกนี้ก็มีมูลค่ามหาศาลแล้ว
อดสงสัยไม่ได้ว่าร้านนี้หมดงบค่าตบแต่งไปเท่าไหร่กันแน่นะ...

อย่างหมวกพร้อมลายเซ็นต์ในตู้นั้นเป็นของ "Michale Jackson" ราชาเพลงป๊อบคนดัง
ยิ่งศิลปินลาโลกไปแล้วอย่างนี้ หมวกใบนี้คงประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว


ปิดท้ายที่การช็อปปิ้ง...ตลาดข่านอัลคาลิลี่หรือตลาดฮูเซน ลูกทัวร์สนุกสนานกับการเลือกและต่อของกันมากที่นี่ ใครพูดอาหรับได้ราคาลดไปเยอะจริงๆเลย ^^"

ที่หน้าตลาดฯ เป็นร้านกาแฟ ขายกันมายาวนานร่วมร้อยปี มีชีช่าให้ดูดกันด้วย


หลังจากนี้ก็ไปทานมื้อค่ำที่โรงแรม เป็นอาหารไทยมื้อสุดท้ายก่อนกลับบ้าน ^^

สนุกดีจริงๆอียิปต์............ทริปหน้าไปไหนต่อดีค๊า




Create Date : 02 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2553 16:30:05 น.
Counter : 2044 Pageviews.

6 comment

beer112
Location :
Los Angeles  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]