Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
27 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๙.ลางลิขิต)








เกริ่นนำ

สวัสดีค้าบบบ.... แวะเอาฝนพรางฟ้าตอนที ๙ มาเสิร์ฟ (แบบมึนๆ งงๆ)
ส่งท้ายปี 2016 ครับ แล้วจะกลับมาอีกทีหลังปีใหม่ 
(ไม่น่าจะนานไปเนาะ ก็อาทิตย์หน้าเอ๊ง ฮ่า ฮ่า)

และขออวยพรปีใหม่ล่วงหน้าสำหรับนักอ่านที่น่ารักทุกท่านนะครับ
ขอให้มีความสุขสมหวังทุกประการ
คิดงานได้งาน คิดเงินได้เงิน คิดหาแฟนให้ได้แฟน
มีสุขภาพแข็งแรงตลอดปี 2017 ครับ

ขอให้มีความสุขกันทั่วหน้านะครับ

 -ณนณ-
...................................


ฝนพรางฟ้า

บทที่๙ ลางลิขิต



พระปรางค์ประธานองค์ใหญ่ตามศิลปะขอมตั้งเด่นตระหง่านง้ำฟ้าโดยมีฉากหลังเป็นกลุ่มวาริธรดำทะมึนอ้าโอบ สายลมพัดกรูเข้ามาภายในมณฑลวัดพุทไธศวรรย์อย่างบ้าบิ่น หอบเอาเศษฝุ่นเศษหญ้าปลิวฟุ้งขึ้นมาเป็นระยะ

ขวัญข้าวเบี่ยงหน้าหนีพระพายที่โหมมาตรงๆ เพื่อป้องสายตาไม่ให้ระคายเคือง คนตัวสูงที่ยืนข้างจึงโอบหลัง วางมือแตะหน้าผากเธอในลักษณะกางป้อง

ภายในวงแขนล่ำสัน คนตัวเล็กร้อนผ่าว ใจเต้นโครม ทว่าพอช้อนสายตามองเขา ดวงหน้าหมดจดไม่ได้สื่อความหมายอื่นนอกจากการอารักษ์

ครั้นเนตรนิลเข้มคมจ้องตอบ หญิงสาวกลับอบอุ่นขึ้นในหัวใจอย่างประหลาด

อ่อนไหว...

ขวัญข้าวกระแอมเบานิดแล้วขืนตัวออก ธรรม์ทัพจึงลดแขนลง ริมฝีปากบางขยับแย้ม พริ้มเพรา เอ่ยถาม

“คุณเขินเหรอ”

“เปล่า”ขวัญข้าวตั้งใจจะให้คำตอบนั้นแสดงอารมณ์ขุ่นเคือง แต่ไม่รู้ทำไม น้ำเสียงเจ้ากรรมถึงสั่น เบา ราวกับระลอกน้ำ “ที่นี่ในวัด ควรทำตัวให้เหมาะสม”

“แสดงว่าถ้าอยู่นอกวัดทำได้”

“เอ๊ะ!”

คนร้องหันขวับหากชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง ชี้ไปทางด้านหน้า ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งเจดีย์รายใกล้ทางแม่น้ำเจ้าพระยา

“เราไปตรงนู้นกันเถอะ”

ความสงสัยที่ก่อตัวมาตั้งแต่โดนเขาลากออกจากร้านยังไม่ได้รับคำตอบ บัดนี้ปะทุขึ้นมาอีก

“ทำไม”ขวัญข้าวกดหัวคิ้ว หรี่ตามอง “นายยังไม่ได้บอกฉันเลยนะ นึกยังไงจู่ๆ ถึงพาฉันมา”

“ผมไม่รู้”

“เอ๋า”หญิงสาวคราง “ไม่รู้แล้วพามาเนี่ยนะ”

คนตัวสูงเกาคาง เหยียดมุมปากนิดหนึ่ง พลางครุ่นคิด

“ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงพาคุณมาที่นี่ผมรู้แค่ว่าต้องมา และผมต้องมีคุณ”

คำพูดท้ายสุดเน้น...หนัก...

นึกอยากทำตัวเหมือนนางเอกในนิยายที่ตัวเองเขียนเหมือนกัน ลุกมาเอะอะโวยวาย กลบเกลื่อนความในใจ...

ความในใจหรือ...คนอย่างเธอเนี่ยนะ จะมีความในใจอะไรกับ... ตาบ้านี่ท่าจะเสียสติแล้วแฮะเรา

“ทำอย่างกับคนทรง”ขวัญข้าวเฉไฉ “หยั่งรู้หมดทุกอย่าง”

“ยกเว้นเรื่องตัวเอง”คนตัวสูงตอบกลั้วหัวเราะ “บางคนเขาเรียกว่าญาณ สัญชาตญาณ หรือการชี้นำจากภายใน ไม่รู้แต่เหมือนรู้ รู้แต่อธิบายไม่ได้”

“ซับซ้อนชะมัด ลุงนายก็เป็นแบบนี้รึเปล่า เลยไม่ยอมบอกวิธีแก้ไขให้ฉัน”

ธรรม์ทัพโคลงศีรษะช้าเบา

“ผมไม่คิดว่ามีเรื่องที่ลุงไม่รู้”เขาว่า น้ำเสียงนุ่ม ทุ้ม “ที่ลุงไม่บอก คงเกี่ยวข้องกับ chaos theory[๑] ต่อให้รู้มากแค่ไหน แต่สิ่งที่จะพูดได้ย่อมมีจำกัด ถ้าแพร่งพรายความลับอย่างไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลต่อวัฏจักรกรรม สุดท้ายจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี”

“นายก็เลยไม่อยากให้ฉันบอกใคร ทั้งที่รู้ว่าพวกเขากำลังจะตาย”

คนตัวสูงพยักหน้ารับ ไม่ได้หมายถึงแค่อธิก์ หากรวมถึงสองสาวในร้านขายของเก่าที่เขาพบเมื่อตอนเข้าไปพาขวัญข้าวออกมาด้วย

สองคนนั้น... คือคนที่เขาต้องช่วยเช่นกัน!

“พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้”

“แต่พวกเขามีสิทธิ์รู้”

“มันเลยเป็นปัญหาเพราะเขารู้ทุกอย่างก็จริง แต่เขาไม่รู้จักตัวเอง เลยรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้”

ขวัญข้าวนิ่วหน้า หยุดเดิน จนอีกฝ่ายต้องหยุดตาม เจ้าของร่างบางจ้องคนตัวโตกว่า ราวกับจะค้นให้ลึกบ้างว่า จิตใจของเขาทำด้วยอะไร ทำไมถึงมีความคิดที่วางอำนาจขนาดนี้

เด็กเมื่อวานซืน! เผด็จการ!

“ผมเสียใจนะ ที่คุณคิดว่าผมเผด็จการ”เขาบอก ทว่าสีหน้าเจ้าเล่ห์นั่น ไม่บอกสักนิด ว่าเสียใจ! “แล้วผมเกิดช้ากว่าคุณแค่ไม่กี่ปี ก็ไม่ได้แปลว่าผมเด็กกว่าเสียหน่อย”

หญิงสาวตาค้าง ยกมือปิดปาก

“ฉันว่านายต้องอ่านใจคนได้แน่ๆ”

“ดูหนังมากไปรึเปล่าคุณ” คนตัวสูงหัวเราะ ยิ้มกว้าง เหมือนดวงอาทิตย์ส่องสว่างพ้นมวลเมฆ “ผมแค่มองตาคุณแล้วก็เดา... เขาว่า ดวงตาสื่อตรงถึงความคิดและจิตใจ”

“แฟนนายต้องโชคร้ายมากแน่ๆ คงมีความลับอะไรไม่ได้สักเรื่อง”

“ผมยังไม่มีแฟน” ธรรม์ทัพบอก “แต่คิดว่า แฟนผมต้องโชคดีมากๆ เพราะเขาจะได้ผู้ชายที่รู้ใจเขาทุกอย่างอยู่ใกล้ๆ”

ขวัญข้าวย่นจมูก หากอีกฝ่ายโน้มตัวเข้าหา

“คุณไม่อยากได้ผู้ชายที่รู้ใจคุณบ้างหรือ”

ดวงนัยน์กลม โต หลุบหลบ นิ่งเกร็งทั้งตัว


มิใช่ดาว หากพราว ระยับไหว

มิใช่ไฟ หากไหม้ ดั่งไฟผลาญ

มิใช่น้ำ หากริน จวบสิ้นกาล

มิใช่รัก ไยหวาน ปานมีรัก


คนร่างเล็กเบือนสายตาไปทางอื่น ทั้งที่มีสายลมพัด หากเหงื่อกลับซึมเกาะตามไรผม ไม่รู้ทำไม ไม่อยากสบตากับเขาตรงๆ

“ฉันว่าไปทางนู้นเถอะ”

เธอพยักพเยิดไปยังทิศที่เขาชี้บอกเมื่อครู่ ชายหนุ่มมือไว ฉวยข้อมือเธอไว้แล้วรีบเดินนำ ขวัญข้าวได้แต่นึกเคือง เด็กบ้า เอะอะจูงมือจูงไม้ตลอด คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน

แต่ที่น่าเคืองสุดคงเป็นเธอ

ทำไมไม่รู้จักสลัดมือให้หลุดจากเขาสักที!

สายใยผูกโยง...ร้อยรัด...

สายใยที่มองไม่เห็นหากสัมผัสได้


เหตุผลที่ทำให้ธรรม์ทัพพาเธอมาถึงวัดพุทไธศวรรค์คือคนที่ขวัญข้าวไม่คาดคิดว่าจะได้พบ เป็นเพียงผู้เดียวที่ยังมีชีวิตซึ่งน่าจะรู้จักอดีตที่เกี่ยวข้องกับเธอ... คุณสร้อยทอง!

สัญชาตญาณของชายหนุ่มช่างน่าอัศจรรย์!

“ป้ามาถ่ายรูปวัดเป็นที่ระลึกจ้ะ เวลาอยู่ต่างประเทศจะได้มีเครื่องเตือนใจ” คุณสร้อยทองพูดในท่วงทำนองแช่มช้าตามปกติ สีหน้าผ่องใส ในมือถือกล้องคอมแพคราคาสูงลิ่ว “แม่ของป้าท่านเคยเล่าว่า ต้นตระกูลดั้งเดิมของพวกเราอาศัยแถวๆ วัดพุทไธสวรรค์นี่ล่ะ ทุกๆ ปี ป้าจะต้องมาทำบุญให้บรรพบุรุษที่วัดนี้ ขอพรให้ท่านช่วยปกปักรักษาตระกูลของเราให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่เห็นทีจะไม่ได้มาอีกหลายปี”

หญิงมากวัยกว่าเท้าความยืดยาว หลังจากขวัญข้าวแนะนำให้รู้จักกับธรรม์ทัพ

ทว่าไม่ใช่แค่สร้อยทองคนเดียวหรอก ที่ผูกพันกับโบราณสถานเก่าแก่แห่งนี้ ตัวขวัญข้าวเองก็ละม้ายมีบางอย่างที่ยึดติด...

ดินทุกก้อน...ทรายทุกเม็ด...

ดั่งเก็บความทรงจำ

“ต้นตระกูลของคุณสร้อยเป็นขุนนางหรือคะ” ขวัญข้าวถาม หากอีกฝ่ายยิ้ม ส่ายศีรษะเบา

“ต้นตระกูลของป้าเป็นคหบดีจ้ะ ทำการค้าขายกับต่างประเทศ ทั้งจีนทั้งฝรั่ง เรื่องนี้น่าเสียดายนะจ๊ะ ที่หลายตระกูลเก่าจะจำกันได้แค่เฉพาะเรื่องของสงครามเสียกรุง เพราะประเด็นทางการทหารนั้นเข้มข้นกว่ากันมาก คนจึงจำกันได้แค่ตรงนั้น ทั้งที่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าบรมโกศ จนถึงสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ทั้งทางด้านการค้าและศิลปวิทยา มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังและวัดวาอารามด้วยงานศิลปะจำพวก งานแกะสลัก ประดับมุก ลงรักปิดทอง การทำลวดลายปูนปั้น กวีที่โดดเด่นก็เกิดในช่วงนี้หลายคน อย่างที่คนรุ่นต่อมาบอกว่า กรุงแตกก็เพราะผู้คนมัวแต่หลงรื่นเริงกับงานมหรสพนั่นแหละ ลองคิดดูเถอะ ว่าในยุคนั้น กรุงศรีฯ ของเราเจริญรุ่งเรืองขนาดไหน”

ผู้มากวัยกว่าอธิบายด้วยสีหน้าแจ่มใส คล้ายจะลอยเลื่อนกลับไปยังห้วงอดีตกาล หากเมื่อเหลือบมองคนรุ่นลูกทั้งสองที่จ้องมา ก็ได้แต่หัวเราะเก้อๆ

“ป้าพูดมากไปรึเปล่าจ๊ะ คนแก่ก็อย่างนี้ อย่าถือสาเลย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับพวกเราชอบฟัง”

ขวัญข้าวตวัดตามองชายหนุ่มข้างกาย ไม่ทันไรเธอถูกเหมารวมไปเป็น พวกเรา กับเขาเสียแล้ว

“เห็นคุณสร้อยเคยบอกว่า ตอนที่เกิดเรื่องผีกะ ย่าทวดของคุณจะเข้าวังไปขอความเป็นธรรมจากเจ้านาย ขวัญเลยนึกว่าเป็นขุนนาง”

“ถึงจะไม่ใช่ขุนนางแต่ครอบครัวชั้นสูงสมัยก่อน หากใครมีลูกสาวก็นิยมส่งเข้าวังจ้ะ หนูขวัญคงพอรู้”

ขวัญข้าวพอจะทราบเรื่องนี้มาบ้าง ตามข้อมูลที่เธอต้องค้นหาเพื่อเขียนนิยาย ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ ในวังเป็นแหล่งรวมของคนชั้นสูง การส่งลูกสาวเข้าวังก็เพื่อจะได้พบเจอกับชายชาติตระกูลดี เป็นขุนน้ำขุนนางรับราชการ

หรือจับพลัดจับผลูก็อาจกลายเป็นเจ้านายขึ้นมาอีกองค์!

“คุณย่าทวดเองก็ถูกส่งเข้าวังตั้งแต่เล็ก แต่ที่น่าตลกคือ ลูกสาวของบ้านใกล้เรือนเคียงท่านกลับไม่ยอมเข้าวังท่าเดียว จนบ้านนั้นต้องมาขอร้องให้คุณย่าทวดไปหลอกล่อ ท่านจับนิสัยอยากรู้อยากเห็นได้ จึงบอกว่าถ้าอยู่ในวังจะได้เจอเรื่องใหม่ๆ แปลกๆ ก่อนคนอื่น ลูกสาวบ้านนั้นถึงยอมไป”

“มีอย่างนี้ด้วยหรือคะ”

“จ้ะ”คุณสร้อยทองตอบ “รักกันเป็นพี่เป็นน้องเลยเชียว น่าเสียดายที่พี่ชายเด็กคนนั้นกลับกลายเป็นคนตัดสินโทษประหารน้องชายของคุณย่าทวดเสียได้”

ขวัญข้าวเบิกตากว้าง....ในนิมิต... แม่นางแน่งน้อยร่างบางที่เดินตลาด

แม่หญิง...

“เธอชื่อ กาหลงใช่รึเปล่าคะ”

สีหน้าของผู้มากวัยกว่ามีแววเคร่งเครียดเล็กน้อย รอยยิ้มติดปากเจื่อนลง เผลอพยักหน้าเบา

“ป้าเคยพูดชื่อนี้ให้หนูฟังหรือจ๊ะ”

“แล้วพี่ชายของแม่หญิงกาหลง...หมื่นแขวงที่ตัดสินประหารชีวิตอินทร คือ หมื่นหาญ”

“ใช่จ้ะ”

หากไม่ติดว่าอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ขวัญข้าวคงเดินวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่น ความคิดของเธอพลุกพล่านต่อเนื่อง

“แต่มันก็เหมือนเวรกรรมตามทันนะจ๊ะเพราะท้ายสุดแล้ว ก็ไม่มีใครได้พบกับหมื่นหาญกับแม่กาหลงอีก”

“ยังไงคะ”

“ทั้งคู่หายตัวไป” คุณสร้อยทองตอบ “หายไปพร้อมๆ กับแหวนทับทิมอาถรรพ์ และไม่ปรากฏตัวที่ไหนอีกเลย!”




อธิก์ก้าวลงจากเตียง ผมบนหัวยุ่งเหยิงพันกันไม่ต่างจากรังนกกระจอกชายหนุ่มเกาศีรษะเบา แม้ดวงไฟภายในห้องจะสว่าง หากภายนอกหน้าต่างนั้น มืดสนิท

ไม่มีใครอยู่ ทั้งแม่ ทั้งไอ้ทัน

ความหวาดหวั่นบ่าไหลท่วมใจ...มันอาจจะโผล่มา เขาไม่อยากอยู่คนเดียว

เวรเอ๊ย! ไม่น่าตื่นเพราะปวดเยี่ยวเลย! ซวยฉิบ!

ชายหนุ่มพยายามสะกดความกลัว ไม่นึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น หลอกตัวเองให้หาอะไรอย่างอื่นมานึกถึงแทน

นึกถึงความโกรธแค้นที่มีต่อพ่อ ต่อแม่ และต่อพี่สาว

ใช่...เขาต้องโกรธ ต้องเกลียด

เพราะมันคือสิ่งเดียวที่จะดึงเขาออกจากห้วงแห่งความโศกเศร้าและหวาดสะพรึงได้!

ทว่า สมองกลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง ยิ่งห้าม ก็ยิ่งขุดคุ้ยเอาความทรงจำเก่าๆ มาประกอบเข้ากับบรรยากาศเย็นยะเยือก เรื่องลึกลับที่เคยได้ยินได้ฟังเมื่อยังเด็ก

“ตอนที่เกิดเรื่องเป็นช่วงเวลาโพล้เพล้ ผีตากผ้าอ้อมส่องเป็นสีส้มเหลือบเข้ามาภายในห้องพักผู้ป่วย นางพยาบาลคนหนึ่งมีเวรที่ต้องเข้าไปให้ยาคนไข้ในห้องพักพิเศษ เห็นคนป่วยมีญาติมาเยี่ยม เป็นผู้ชายผิวขาว ใส่เสื้อสีชมพู ตัวใหญ่กำลังยืนค้ำเตียงผู้ป่วย เธอเลยเอ่ยปากขออนุญาตเพื่อให้เขาหลบ แล้วก็ชวนคุยว่าวันนี้อาการของคนป่วยดีขึ้นมากแล้ว ยิ่งมีคนมาเยี่ยมแบบนี้ยิ่งมีกำลังใจ อีกไม่กี่วันคงกลับบ้านได้ แต่คนป่วยที่นอนบนเตียงกลับทำหน้าแปลกๆ แล้วถามว่า พยาบาลพูดกับใคร เธอเลยบอกว่า คุยกับญาติของคุณไงคะ คนป่วยเลยว่า ญาติของผมตายหมดแล้วครับ! พอนางพยาบาลหันไปมอง ผู้ชายในเสื้อสีชมพูที่ยืนตรงมุมห้องก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วเลื่อนถอยหลัง เลือนหายเข้าไปในผนังห้องคนป่วยเลยบอกว่านั่นอาจเป็นพี่ชายของเขา ที่เพิ่งตายไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนเพราะอุบัติเหตุก็ได้ เนื่องจากวันที่ตาย พี่ชายของเขาก็ใส่เสื้อสีชมพู!”

อธิก์สลัดศีรษะแรง ขับไล่ความคิดน่าหวาดหวั่นออกจากหัว สืบเท้าโผเผไปยังห้องน้ำที่อยู่เบื้องหน้า บิดลูกบิด แล้วเปิดประตู

เสียงเอี๊ยดดังลั่น ยาว ละม้ายเสียงเหล็กฝืดๆ สนิมเขลอะ ผัสสะที่ฝ่ามือไม่ใช่โลหะมันวาวเรียบเย็น หากร้อนกรุ่นๆ และขรุขระ

สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าแทบทำหัวใจทะลุออกจากอก

ห้องน้ำทั้งห้องเต็มไปด้วยเขม่าควันดำ!

กระจกห้องน้ำแตกร้าว ยางถูกหลอมจนยืดย้วย ผนังทุกด้านมีแต่เขม่าและเถ้าถ่านเกาะติดแน่น

ราวกับเพิ่งโดนไฟไหม้!

อธิก์ก้าวถอย ตาค้าง หันมองรอบด้าน ไม่เพียงแค่ในห้องน้ำเท่านั้น ภายในห้องพักผู้ป่วยของเขาก็มีสภาพเดียวกันไม่มีผิด!

ผงขี้เถ้าลอยฟุ้ง กลิ่นสาบควัน กลิ่นเนื้อไหม้ คลุ้งคละชวนอาเจียน อธิก์โผออกจากห้อง โถงทางเดินภายนอกแม้โครงสร้างโดยรวมจะเป็นโรงพยาบาลเดิม แต่สิ่งที่เห็นในสายตานั้น กลับมีร่องรอยของเพลิงไหม้ผลาญเผาทุกหย่อมย่าน

อิฐปูนที่แตกร้าว ซากไม้ห้อยกะรุ่งกะริ่ง

ฉับพลัน! เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น ทำเอาเขาสะดุ้งโหยง กระโดดตัวลอยเหมือนแมวตกใจ ชายหนุ่มวิ่งเผ่นทันควันไม่รีรอ จนกระทั่งผ่านไปถึงเคาน์เตอร์กลางหญิงสาวในชุดนางพยาบาลโชกเลือดยืนหันหลัง แต่บิดคอกลับมาหาเขา แสยะยิ้มกว้าง ดวงตากลวงโบ๋!

“ฉีดยานะคะ...ฉีดยา”

มือที่มีแต่เนื้อหนังหลุดร่อนเหวอะจนเห็นกระดูกข้างในกำหลอดฉีดยาขนาดใหญ่ชู อธิก์ร้องโหวกเหวก และโดยไม่ทันรู้ตัว เขากลับถูกบุรุษพยาบาลสองคนในลักษณะท่วงทีเดียวกับนางพยาบาลล็อกตัวลากขึ้นเตียงเข็น อธิก์ดิ้นสลัด เท้าทั้งสองถีบแรงปะทะกลางอกบุรุษพยาบาลคนหนึ่งดังผลัวะ! ทะลุเข้าไปถึงข้างใน พอดึงออก เลือดและหัวใจก็ไหลหลุด!

“ปล่อยกู! ปล่อย! แม่! ช่วยด้วย!”

อธิก์ถูกจับมัดไว้กับเตียงดิ้นขลุกขลัก นางพยาบาลและบุรุษพยาบาล ก้มหน้ามาใกล้เข้าพร้อมรอยยิ้มชวนสะพรึง เข็มฉีดยาแหลมคมสะท้อนแสงเป็นประกาย

“ฉีดยานะคะ...ฉีดยา!”



เย็นย่ำ ขวัญข้าวเดินเร็วกลับมายังรถพร้อมกับธรรม์ทัพที่ก้าวยาวๆ ด้วยท่าทีสง่าตามมาด้านหลัง น้ำเสียงละมุนละไมสูงต่ำ ไพเราะ เอ่ยเอื้อน

“ผมเพิ่งรู้นะว่าคุณเป็นพวกชอบเดินเวลาคิดเรื่องเครียดๆ”

หญิงสาวหันกลับไปย่นจมูกใส่เขาเสียที ราวกับจะบอก ‘เรื่องของฉัน!’ ก่อนจะกลับเข้าสู่ห้วงคำนึงของตนเองต่อ จากคำบอกเล่าของคุณสร้อยทอง ตำบลที่หมื่นหาญถูกส่งไปดูแลคือตำบลเวียงนกคุ้ม

หากไปยังสถานที่แห่งนั้นได้ อาจพบเบาะแสอื่นที่ชี้โยงกับอินทร

ทว่าสิ่งที่ยากที่สุดในเวลานี้ คือ เวียงนกคุ้มอยู่ตรงไหนบนผืนแผ่นดินไทยปัจจุบัน!

“แม่ของป้าเคยอธิบายไว้แค่ว่า อยู่เลยหมู่บ้านบางระจันขึ้นไปทางเหนือ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอื่น”

หญิงสาวถอนใจเบาเปิดแผนที่ออนไลน์ในสมาร์ทโฟนขึ้นวิเคราะห์

ถ้าใช้หมู่บ้านบางระจันเป็นจุดอ้างอิง ก็น่าจะอยู่ละแวกสิงห์บุรี ชัยนาท... ไม่น่าเกินอุทัยธานี เพราะถ้าเลยไปถึงนครสวรรค์ก็ควรอ้างอิงจาก เมืองปากน้ำโพ หรือเมืองพระบางซึ่งถือเป็นเมืองสำคัญของกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น เพราะเป็นเมืองหน้าด่าน

และถ้านิมิตที่เธอเห็นไม่ผิดเพี้ยน ตลาด ที่แม่หญิงกาหลงพบกับอินทรแม้จะไม่ใหญ่โตเท่าตลาดรอบวังในกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ยังเรียกได้เต็มปากว่าคึกคักแสดงว่า เส้นทางการค้าขายจะต้องมาจากเมืองนครสวรรค์อีกเช่นกันเพราะด้วยภูมิประเทศในยุคนั้น นครสวรรค์คือชุมทางสินค้าจากทั่วทุกทิศ

ตำบลเวียงนกคุ้มจึงควรติดลำน้ำ และลำน้ำนั้นน่าจะเป็นลำน้ำเจ้าพระยา

มหานทีที่เกือบคร่าชีวิตเธอ!

“เลียบไปตามแม่น้ำ”หญิงสาวเอ่ย ปากคอแห้ง ผินหน้ากลับไปยังคนตัวสูงที่ยืนด้านหลัง“ ถ้าเราเลียบไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา อาจจะรู้ว่าเวียงนกคุ้มอยู่ตรงไหน”

“แต่วันนี้คงไม่ได้” เขาตอบ แหงนมองท้องฟ้า ที่ดำมืดด้วยเมฆทะมึน

จวนแล้ว...ฝนใกล้จะตกแล้ว

“ใกล้มืดแล้วผมต้องพาคุณกลับ”

หญิงสาวอยากจะคัดค้านแต่ยอมจำนนด้วยเหตุผล เธอไม่ใช่คนที่ดื้อรั้นจนไร้สติถึงเพียงนั้น แม้ใจร้อนเพียงใด ทว่า เข้าใจ... การออกเดินทางตอนมืดๆ จะมีอันตรายมาก

และที่สำคัญ หนุ่มรุ่นน้องตรงหน้า แม้จะใกล้ หากเขาให้เกียรติ

เกียรติ...ที่มนุษย์มีสิทธิ์เลือกว่าจะรักษา

หรือเหยียบด้วยเท้าของตน

“โอเค.ถ้างั้นวันพรุ่งนี้...”

ยังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าก็ดัง ธรรม์ทัพรับสาย แม้จะไม่ตั้งใจแอบฟังทว่าน้ำเสียงร้อนรนของน้านารีที่ดังออกจากลำโพงก็เข้าหูเธอ

“ทัน! อธิก์เข้าไอซียู!”




ธรรม์ทัพมาถึงโรงพยาบาลอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงโถงทางเดินด้านหน้าห้อง Intensive Care Unit มารดาของอธิก์กำลังเดินวนไปวนมา ตัวสั่น น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ครั้นเห็นชายหนุ่มกับขวัญข้าวที่วิ่งกันมา ก็รีบโผหาคล้ายลูกนกที่ต้องการการปกป้อง

“ทัน...หนูขวัญ... น้าจะทำยังไงดี อธิก์เขา...”

“ใจเย็นก่อนนะครับ” ธรรม์ทัพปลอบ พาผู้มากวัยกว่านั่งเพื่อให้สงบ โดยมีขวัญข้าวนั่งขนาบอีกข้าง “ถึงกังวลมากไปเราก็ช่วยอะไรอธิก์ไม่ได้ ให้หมอเขาดูแลเถอะครับ”

นารีสะอื้นใบหน้าบิดเกร็ง รวดร้าว

ต่อให้อธิก์เป็นลูกที่แย่แค่ไหนแต่เขาคือลูก ไม่มีทางที่เธอจะนิ่งเป็นพระอิฐพระปูนโดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจได้ ธรรม์ทัพกับขวัญข้าวก็พูดได้สิ พวกมันเป็นคนนอก! จะมาเข้าใจอะไร!

หากที่ทำให้คนมากวัยกว่าพยายามระงับอาการคือ ความรู้สึกเกรง... อะไรบางอย่างในตัวชายรุ่นลูกตรงหน้าทำให้เธอไม่กล้าที่จะโวยวาย จึงได้แต่ทำทีเป็นยอมรับ

“น้ารู้... แต่น้าเป็นห่วง ตอนที่น้าเข้าไปเจอ อธิก์เขา...” พูดได้แค่นี้ก็ต้องกลืนก้อนสะอื้นที่แล่นมาจุกคอ“อาการหนักมาก”

“เมื่อเช้ายังดีๆไม่ใช่หรือครับ”

ธรรม์ทัพถาม เหลือบตาจับหญิงสาวที่มาด้วยกันแวบหนึ่ง สีหน้าของเธอเครียดเคร่ง ดวงหน้าละมุนแม้จะหันมาทางนารีกับเขา หากสายตาทอดไกล ราวกับจับจ้องใครสักคน

เหลียวดูตามก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ

“น้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแค่ออกมาคุยโทรศัพท์แป๊บเดียว พอกลับเข้าไปอีกที อธิก์ก็มีเลือดไหลออกตาออกหู” น้ำตาร่วงเผาะๆ เสียงสั่น “ดิ้นปัดๆ เหมือนกับมีใครจับตัวเอาไว้ น้ากลัว”

คำว่า กลัว ของผู้สูงอายุกว่า ธรรม์ทัพเข้าใจดี แม้เขาจะรักษาใจให้ตัดความร้อนรนได้มากกว่า หากเขาเองก็สัมผัสถึง

อธิก์ไม่อยู่ที่นี่แล้ว!

ท่ามกลางมิติเวลามากมาย จิตของเพื่อนเขาคงถูกดึงไปยังมิติใดมิติหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับธรรม์ทัพ เพราะต่อให้รู้และเห็น แต่เขาไม่มีอำนาจจะยื่นมือเข้าช่วย

ฉับพลัน! ขวัญข้าวผุดลุกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นารีแหงนมองสงสัย ชายหนุ่มเอ่ยถาม

“มีอะไรหรือคุณ”

“เรายังพอมีวิธีช่วยอธิก์” แววตากลมโตแสดงความจริงจัง “ฉันเคยไปที่นั่นมาก่อน ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง”

ไม่พูดเปล่าหากเจ้าตัวยังเดินฉิว ธรรม์ทัพคว้าแขนเธอไว้มั่น ส่งสายตาเตือน เขารู้ว่าสาวบอบบางตรงหน้าคิดอะไร

การใช้พลังของ Lucid Dream เข้าสู่โลกแห่งความฝัน อาจทำให้พบอินทรและอธิก์ก็จริง แต่โลกนั้นเป็นชัยภูมิอันเหมาะแก่จิตอาฆาต

ถิ่นของอินทร...ไม่มีทางที่ผู้ใดจะเอาชนะได้

ทั้งอันตรายและเสี่ยง!

“ฉันต้องทำ” ขวัญข้าวบอก เบา หากชัดเจน มั่นคง “มันถูกลิขิตมาแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ถ้าฉันไม่ช่วยฉันก็ต้องตาย”

ท่อนแขนเรียวเล็ก บิดหลุดจากการกุมเกาะ คนตัวสูงจึงได้แต่นิ่ง ผิดกับนารีที่โผเข้าเกาะแขนหญิงสาวละล่ำละลัก คาดหวัง

“หนูขวัญช่วยอธิก์ได้จริงๆใช่ไหม”

“จะพยายามค่ะ”

ขวัญข้าวตอบแล้วผละจากคนตรงหน้า ก้าวไปตามโถงทางเดิน จุดหมายปลายทางแจ่มกระจ่าง นิมิตที่วาบวูบเมื่อครู่ระบุสถานที่ชัด

ห้องเก็บศพ!


ขวัญข้าวกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงด้านหน้าห้องดับจิตซึ่งปราศจากผู้คน เงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เงาเคลื่อนไหวใดๆ ความว่างเปล่าพองตัวตระหง่านง้ำ ราวกับมันตั้งหน้าตั้งตารอตะครุบเธอ

ถ้าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้อง เธอจะสามารถเข้าสู่มิติแห่งความฝันทั้งที่ยังตื่นได้ เหมือนเมื่อวานตอนที่กำลังจะเข้าบ้านแล้วพลัดเข้าไปในอดีตชาติของอินทร ก็ต่อเมื่อเธอเดินผ่านประตู

และต้องเป็นประตูที่ถูกระบุโดยแหวนทับทิมอาถรรพ์เท่านั้น!

หญิงสาวขบฟันแน่น เหยียดแขน ผลักบานประตูเบื้องหน้า ผัสสะเย็นเยียบของโลหะแล่นสะท้านไปตามสันหลัง โลกทั้งใบเหวี่ยงหมุนบ้าคลั่ง ประหนึ่งจะซัดเธอให้ล้ม

คลับคล้าย มีเสียงเรียกชื่อ แว่ว... แผ่ว... เพรียกไกลๆ เสียงลมหายใจกระหืดกระหอบ แล้วอะไรสักอย่างก็พุ่งเข้าใส่จากทางด้านหลัง กอดประคองเธอไว้แน่น ราวกับเธอคือตุ๊กตาแก้วที่แสนบอบบาง

เลือนหาย...ไปสู่ดินแดนอันว่างเปล่า

สว่าง... มืด...

มืด...

ฝนหยดแรกแห่งวัสสานฤดูร่วงหล่นสู่พื้นดิน!




ขวัญข้าวนอนกลิ้งบนพื้นหญ้าที่เปียกแฉะ อากาศเย็นชื้น เสียงฝนตกและเสียงกบร้องระงมรอบตัว สัมผัสของผิวกายที่โอบกอดร่างของเธอเบา... ละมุน...แสนอ่อนโยน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ กรุ่นติดจมูก พอลืมตา จึงรู้ว่าคนที่รั้งเธอไว้ชิดอกคือธรรม์ทัพ

ดวงตากลม โต เบิกกว้างในอาการตะลึง ทำไมเขาถึงตามมาที่นี่ได้แต่อีกฝ่ายร้องโอย

“แขนผม”

พอรู้ตัวว่านอนทับแขนเขาจึงรีบลุกคนตัวสูงจึงยืนตาม มือข้างหนึ่งบีบต้นแขนตัวเองขยับไปมา

“สงสัยจะเคล็ด”

“ที่นี่เป็นฝันของฉัน”ขวัญข้าวขมวดคิ้ว แววตาฉงน

“ผมรู้”

เขาบอก พลางกวาดตาดูรอบๆตอนนี้พวกเขาอยู่บนลานหญ้ารกเรื้อ เบื้องหน้าคือโรงพยาบาลเก่าร้าง ผนังอาคารเกรอะกรังด้วยตะไคร่น้ำสีเขียวและเขม่าดำเปื้อนปื้น

บรรยากาศโดยรอบเย็นเฉียบ ทั้งฝนที่ตกลงมานั้นก็เป็นสีแดง คล้ายกับฝนโบกขรพรรษ[๒]ในตำนานพุทธประวัติ แต่ไม่ใช่...

สีแดงฉานนั้นหาใช่ความใสสุกของทับทิม หากคือโลหิต!

และพร้อมกับพิรุณพรม กบร่วงหล่นจากฟ้านับร้อยตัว!

“ในคัมภีร์ไบเบิ้ล”ธรรม์ทัพเอ่ยเสียงเรียบ “พระเจ้าส่งภัยพิบัติสิบประการลงที่เมืองอียิปต์เพื่อเป็นการลงโทษที่ไม่ยอมปลดปล่อยชาวอิสราเอล คุณเคยอ่านรึเปล่า”

ขวัญข้าวพยักหน้า ภัยพิบัติสิบประการถือเป็นสิ่งที่นักเขียนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักเขียนแนวลึกลับเช่นเธอต้องเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง

เลือดและกบ เป็นภัยพิบัติสองอย่างแรก ส่วนอีกแปดได้แก่ ฝูงริ้น ฝูงเหลือบ โรคระบาด โรคฝี ลูกเห็บจากฟ้า ฝูงตั๊กแตน ความมืดมิด และการประหารบุตรหัวปี

หญิงสาวกอดกระชับร่างบอบบาง แลซ้ายแลขวา อากาศแม้เย็นเพียงใด ยังไม่เท่าความคิด

เพียงแวบเดียวที่ฉุกใจ ร่างทั้งร่างก็ไหวสั่น... สะท้าน...

ไม่ได้รับการปลดปล่อยอย่างนั้นหรือ

“แล้ว...” ดวงตางาม ใส จับอาคารสูงทรุดโทรมเบื้องหน้า “ทำไมต้องโรงพยาบาล”

คนตัวสูงจ้องตรงมาทางเธอ รอยยิ้มบนริมฝีปากเลือนละลายรวดเร็วเหมือนน้ำแข็งกลางแดดจ้าจัด

“คุณรู้รึเปล่า ว่าอธิก์เคยเข้ารับการบำบัดสำหรับผู้ติดแอลกอฮอล์”

พอได้ยินคำตอบขวัญข้าวได้แต่นิ่ง ยอมรับว่าเธอไม่เคยรู้ แน่ล่ะ เธอไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับน้องชายต่างมารดา จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ไม่ใช่เรื่องของเธอ

“สำหรับอธิก์โรงพยาบาลก็เหมือนกับคุก”

ขาดคำ ฟ้าผ่าเปรี้ยง สายวัชระพาดยาวเหนืออาคาร สว่างจ้า จนเผยเงาร่างทะมึนที่ยืนจังก้าหน้าประตูกระจกบานกว้าง รูปร่างล่ำสัน ท่าทางดุดัน

มันจ้องเขม็ง แสยะยิ้มมุมปาก มือเปื้อนเลือดเขวี้ยงวัตถุบางอย่างมาตกใกล้เท้าธรรม์ทัพ ครั้นเห็นถนัดถนี่ คนตัวสูงก็ได้แต่กำหมัดแน่น ขณะที่ขวัญข้าวยกมือปิดปาก ร้องไม่ออก

วัตถุทรงกลมนั้นคือ ลูกตา

ดวงตาที่ควักออกมาจากหน้าของอธิก์!



[๑] ChaosTheory หรือทฤษฎีความอลวน เป็นทฤษฎีที่อธิบายลักษณะพฤติกรรมของระบบพลวัตที่มีลักษณะไร้ระเบียบเป็นแบบสุ่ม ว่าแท้จริง ภายใต้ความยุ่งเหยิงนั้น มีความเป็นระเบียบแบบแผนซ่อนอยู่

[๒] ฝนวิเศษ มีสีแดงเหมือนแก้วทับทิม เชื่อกันว่าเวลาที่ฝนโบกขรพรรษตก ผู้ใดปรารถนาให้เปียกก็เปียก ไม่ให้เปียกก็ไม่เปียกและฝนชนิดนี้จะไม่ก่อให้เกิดน้ำขัง เปรอะเปื้อนเพราะจะซึมหายลงในพื้นดินอย่างรวดเร็ว




Create Date : 27 ธันวาคม 2559
Last Update : 28 ธันวาคม 2559 16:56:39 น. 3 comments
Counter : 378 Pageviews.

 
มาโบกธงเชียร์
เขียนไวๆเข้านะ 555+


โดย: ploy666 IP: 27.130.198.213 วันที่: 27 ธันวาคม 2559 เวลา:21:52:01 น.  

 
จิกล้าไปโรงพยาบาลอีกไหมเนีย T^T

ไม่ได้ทวงนะ แต่มาให้ไว อิอิ

สวัสดีปีใหม่นะคะ สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยเงินทอง เฮงๆๆๆๆ


โดย: sakeena IP: 180.183.99.118 วันที่: 28 ธันวาคม 2559 เวลา:9:20:24 น.  

 
P' ploy

มาอัพแล้ว นานไปนิด... ประหนึ่งวาเขียนได้วันละคำ 5555


..............

คุณ sakeena

สวัสดีครับ มาต่อแล้ว ความหลอนขาดตอนไปหลายวันเลยทีเดียว 555

ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจ และสวัสดีปีใหม่ครับ ^o^


โดย: ณนณ (ploy666 ) วันที่: 13 มกราคม 2560 เวลา:2:33:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เพียงแค่...ได้พบกัน
โลกก็พลันหยุดเคลื่อน
เดือนลับ ตะวันดับ
ณ กลางใจ!

ทุกสิ่งสยบให้ 'ความรัก'

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.