Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
22 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๑๓.ตัวซวย)







ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๑๓ ตัวซวย

-ณนณ-


ขวัญข้าวยังจำเสียงทุ้มต่ำของเพื่อนร่วมเต้นท์ตอนไปออกค่ายที่เอ่ยเบา เนิบช้า ชวนลึกลับ สยดสยอง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดกับครอบครัวหนึ่ง มีพ่อ แม่ ลูกชายวัยรุ่น อาศัยด้วยกันในบ้านไม้สองชั้น ประมาณเที่ยงคืนของคืนหนึ่ง ตอนที่แม่กำลังจะเข้านอน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเอง เลยทักตอบ คิดว่าคงเป็นใครสักคนในบ้านที่เรียก แต่พอไปดูก็เห็นว่าสามีและลูกหลับกันหมด พอถึงตอนเช้า เธอจึงถามทุกคนว่า เมื่อคืนมีใครเรียกแม่รึเปล่า แต่ไม่มีใครยอมรับ เธอเลยคิดว่าตัวเองอาจจะหูฝาดไปเอง ไม่มีอะไร

“ในคืนต่อมา ขณะที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว ลูกชายที่ลุกมาเข้าห้องน้ำตอนประมาณเที่ยงคืนก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเอง แล้วพอทักตอบ เสียงนั้นก็เงียบ เขาขนลุก รีบวิ่งกลับห้องด้วยความกลัว ได้เก็บความสงสัยไว้จนถึงเช้าค่อยมาถามพ่อกับแม่ แต่ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวว่าตอนนั้นหลับกันหมดแล้ว ทุกคนเลยเริ่มหวาดระแวงว่า คงมีสิ่งผิดปกติในบ้านแน่ๆ

“และในคืนที่สามนี่เอง ที่พ่อต้องทำงานล่วงเวลาจนถึงประมาณเที่ยงคืน พอเตรียมตัวจะเข้านอนก็ได้ยินเสียงเรียกชื่ออีกเช่นกัน แต่คราวนี้พ่อไม่ทักกลับ ทำเป็นไม่สนใจ แล้วตรงขึ้นเตียงเลย จังหวะที่ล้มตัวนอน จู่ๆ พ่อก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองหนุนอยู่ไม่ใช่หมอน แต่เป็นขาคน! พอลืมตา ก็เห็นผู้หญิงผมยาวกำลังก้มหน้าเขียวๆ ตะคอกถาม “กูเรียก ทำไมไม่ตอบ!” หลังจากวันนั้น ครอบครัวนี้เลยต้องนิมนต์พระมาทำบุญบ้านยกใหญ่ และยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งที่เห็น คืออะไรกันแน่...”

“ทำไมผีชอบเรียกร้องความสนใจนะ” ขวัญข้าวนึกสงสัยหลังฟังจบ

“ไม่รู้ดิ” เพื่อนตอบ “เพราะถ้าเราไม่สนใจ ผีมันคงหลอกเราไม่ได้ล่ะมั้ง”



สายตาที่เปี่ยมล้นด้วยความคั่งแค้นของอินทรส่งปะทะดวงตากลมโตของขวัญข้าว แม้อยากจะหลีกหลบ ทว่ามิอาจทำได้

ราวกับต้องมนต์สะกด!

มีเพียงมือหนาของคนใกล้ที่เอื้อมมาบีบมือของเธอไว้แน่น กังวานเสียงอบอุ่น เรียบนิ่ง กระซิบแผ่ว

“ควบคุมใจให้ดี อย่าหวั่นไหว”

สติที่เริ่มเลือนหลงเข้าสู่วังวนแห่งอารมณ์แปรปรวนเริ่มคืนกลับ ในทันใด! สีหน้าของอินทรที่แสดงออกถึงความเป็นต่อเมื่อครู่ ก็บิดเบี้ยวด้วยเพลิงโทสะ ภายในงานศพ จู่ๆ ก็มีสายลมรุนแรงพัดโหมเข้ามา กระชั้นกระชากจนข้าวของไร้น้ำหนักปลิว

หัวใจที่ไร้ความหนักแน่น แค่ลมเบาๆ ย่อมถูกพัดปลิวไปไกลได้เช่นกัน!

เงาร่างของอินทรเลือนราง หลุดร่อนทีละน้อยเหมือนผงแกลบที่ถูกพระพายซัด จนหายไปในที่สุด

วายุแรงกล้าหยุดพัด ภายในงานเริ่มกลับมาเป็นปกติ ขวัญข้าวถอนใจเฮือก ปาดเหงื่อที่ผุดเต็มหน้าผากด้วยความโล่งใจ




“ทางเดียวที่คุณจะเอาชนะเขาได้ คือการนิ่ง”

ผู้คนรอบข้างเริ่มจอแจมากขึ้นหลังพระสวดจบ ธรรม์ทัพยังคงนั่งข้างขวัญข้าว ตั้งแต่กลับมาจากโลกแห่งความฝัน เขายังไม่มีโอกาสได้คุยกับเธอมากนัก และตอนนี้ มีหลายอย่างที่เธอจำเป็นต้องรู้

“ฉันเป็นคนนิ่งอยู่แล้วนะ” ขวัญข้าวขมวดคิ้ว ไม่พอใจที่คนตัวสูงทำเหมือนกับรู้จักเธอดี “ถ้านิ่งกว่านี้คงเป็นแม่ชีล่ะ”

ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ ดวงตาสีเข้มเป็นประกายคล้ายแสงตะวัน

“คุณนิ่งแค่ข้างนอก แต่คุณไม่ได้นิ่งที่ข้างใน”

“ฉัน...”

“ฟังผมอธิบายก่อน” ธรรม์ทัพไม่ยอมให้ขัดบท “ตอนนี้ใจของคุณเป็นเหมือนกำแพง ยิ่งมีคนขว้างก้อนหินใส่กำแพงแรงเท่าไหร่ ก้อนหินก็ยิ่งสะท้อนกลับไปแรงเท่านั้น หรือถ้ามันถึงขีดสุดที่กำแพงจะทนรับได้ กำแพงก็อาจจะพังทลายลงมา แต่ถ้าคุณทำให้ใจของคุณเป็นเหมือนน้ำ ใครขว้างก้อนหินใส่น้ำ ไม่ว่าแรงเท่าไหร่ ก้อนหินก็จะจมลงไปอยู่ดี”

“นายกำลังจะบอกให้ฉันทำใจให้เหมือนน้ำงั้นสิ”

“เปล่า” คนพูดตอบหน้าตาย

“อ้าว!”

“ผมอยากให้คุณทำใจให้เหมือนอวกาศ” เขาตอบยิ้มๆ เหมือนเป็นคำพูดไร้สาระ ทว่าในแววตาคู่คมนั้นจริงจัง “น้ำที่ถูกก้อนหินโยนใส่ ยังมีรอยกระเพื่อมไหวบนผิวน้ำ แต่ในอวกาศจะไม่มีการเปลี่ยนแปร ทุกสิ่งที่หลุดออกไป เป็นอย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น”

ขวัญข้าวพอจะเข้าใจคำอธิบายของเขา และรู้ด้วยว่า เธอเป็นเช่นนั้นจริง แต่ก็รั้นเกินกว่าจะยอมรับตามตรง

“พูดอย่างนี้คงไม่รู้จักคลื่นความโน้มถ่วง[๑]สินะ”

“ผมอาจยกตัวอย่างผิดก็ได้ แต่ยังไง คุณก็เข้าใจสิ่งที่ผมจะสื่ออยู่ดี”

ขวัญข้าวเบือนหน้า หลบตาเขา ไม่อยากมองตรงๆ

“ฉันไม่ใช่นายนี่ ที่จะได้คอยพยายามทำความเข้าใจคนนู้นคนนี้ แม้ว่าเขาจะทำผิด หรือมาทำร้ายเรา”

“ผมไม่เคยพยายามทำความเข้าใจใครหรอกนะ ไม่พยายามแม้จะหาเหตุผลว่า ทำไมคนๆ หนึ่งถึงทำอย่างนั้น ผมแค่มองว่าพวกเราทุกคนเป็นมนุษย์ และมนุษย์กับความผิดพลาดเป็นของคู่กัน เลยไม่มีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องหวั่นไหวกับสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนทำ เพราะไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ก็ไม่มีใครหรอกที่จะมีหัวใจสมบูรณ์พร้อม”

คนร่างบาง นิ่ง... เงียบ... เหมือนดั่งเช่นทุกที ผิดแต่ว่าคราวนี้ไม่ใช่เพราะนึกค้านหรือดื้อรั้น เธอกำลังซึมซาบ ทุกถ้อยคำจากคนตัวสูง

เขา... เคยแสดงให้เธอเห็นถึงความมั่นคงดุจภูผา

และบัดนี้ เขา... ยังแสดงให้เธอเห็นถึงความอบอุ่นและอ่อนโยน

ถ้าหากจะมีใครสักคนหนึ่งที่เธอรู้จักมา จะมีหัวใจที่ใกล้เคียงกับคำว่า สมบูรณ์พร้อม ก็คงเป็นเขานี่แหละ

“ฉันจะลองทำตามที่นายบอกก็แล้วกัน”

ขวัญข้าวหันกลับไปบอก ธรรม์ทัพยิ้มทั้งหน้าและดวงตา ก่อนจะวางมือแปะลงบนศีรษะเธอแล้วโคลงเล่น ราวกับเห็นเธอเป็นเด็กน้อย

“ขอบคุณที่เชื่อกัน”



แม้ธรรม์ทัพจะผละไปคุยกับแขกในงานสักพักใหญ่ แต่อารมณ์สับสนในหัวใจของขวัญข้าวที่เกิดจากผัสสะใกล้ชิดเมื่อครู่ กลับไม่ยอมสงบง่ายๆ

อยากจะบริภาษว่า เด็กบ้า! แต่จากที่ผ่านมา ความคิดความอ่านของเขายังเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอเสียอีก

คราวต่อไปคงต้องเตือนกันตรงๆ ละ ว่าอย่าถึงเนื้อถึงตัวเธอให้มากนัก

ไม่ชอบ...

หรือ... กลัว?

ถ้ากลัว กลัวอะไร...

กลัวที่ได้พบ หรือ กลัวการลาจาก

ภาพในวัยเยาว์หวนกลับมาฉายซ้ำในดวงจิต ภาพที่เธออยู่ในอ้อมกอดของพ่อ แล้ววันหนึ่ง พ่อก็เดินจูงมือน้านารีจากไป ต่อมา ก็เป็นภาพที่เธอนั่งร้องไห้โดยมีแม่คอยปลอบ แล้วพอวันหนึ่ง เธอก็ต้องปล่อยให้น้ำตาตกใน มองดูแม่จากไปกับผู้ชายอีกคน

ดูเหมือน... ไม่ว่าจะผูกพันกับใคร สุดท้ายทุกคนก็จะหนีหายเธอไปหมด

ทิ้งไว้เพียงความโดดเดี่ยวอันน่ากลัว

เสมือนนั่งในห้องอันมืดมิดไร้ผู้คน!

สัญญากับตัวเองไว้... อย่าผูกพัน! เพื่อไม่ต้องพลัดพราก!!


เมื่อไม่รักย่อมไม่จำย่อมไม่เจ็บ

เมื่อไม่รักย่อมไม่เก็บมาเหน็บร้าว

เมื่อไม่รักย่อมไม่ช้ำน้ำตาพราว

เมื่อไม่รักย่อมไม่ก้าวถลำเกิน ฯ


“ยังกล้ามางานนี้อีกนะ!”

เสียง... น้านารี เรียกขวัญข้าวให้กลับสู่สถานการณ์ปัจจุบัน หญิงสูงวัยกว่ายืนตีหน้าถมึงทึง ริมฝีปากเม้มแน่น ฟันขบกันจนเห็นรอยกรามนูน มือที่ถือแก้วกาแฟสั่นระริก สองเท้าขยับไปมาอย่างอยู่ไม่สุข

ขวัญข้าวรับรู้ถึงรังสีโกรธาอันกล้าแรง แต่ต้องสงวนท่าทีไว้ตามมารยาทที่ได้รับการอบรมสั่งสอน

“ขวัญกำลังจะกลับแล้วค่ะ”

“รีบกลับไปเลยอีฆาตกร!” เสียงตวาดแว้ดของนารีเรียกให้แขกเหรื่อหันมามองเป็นตาเดียว

“อธิก์ตายเพราะเหตุสุดวิสัย” ขวัญข้าวอธิบายอย่างสงบ ทว่าภายในใจของเธอเริ่มร้อน

อย่างที่ธรรม์ทัพบอก เธอยังไม่นิ่งพอจริงๆ!

“สุดวิสัยแม่มึงสิ! ถ้ามึงไม่เล่าเรื่องพรรค์นั้นให้ลูกกูฟัง อธิก์ก็ไม่ต้องตาย เพราะมึงคนเดียว มึงคนเดียวอีตัวซวย!”

กักขฬะ! หยาบช้า! พูดคำด่าคำ ขัดใจอะไรก็ดีแต่โทษคนอื่นไว้ก่อน

แม่ลูกไม่ต่างกันเลยสักนิด

นี่ละมั้ง เขาถึงเรียกว่า ผู้สืบสันดาน!

“คนอย่างมึง ไปที่ไหนก็มีแต่จะทำคนอื่นเขาซวย พ่อมึง แม่มึง ยังทนอยู่กับมึงไม่ได้ อีห่าราก!”

ไม่อยากจะเสวนากับคนพาล อยากจะหนีไปให้พ้นๆ ให้ไวที่สุด

“ขวัญขอตัว”

รีบเดินเลี่ยง ทว่าจู่ๆ คนสูงวัยกว่ากลับจับต้นแขนเธอแน่น เล็บจิกลงเนื้อประหนึ่งจะเจาะเข้าไปให้ถึงกระดูก ความเจ็บปวดแล่นลามจนขวัญข้าวร้องโอ๊ย เหวี่ยงตัวสะบัดออก น้านารีเซถอยตามแรงผลัก พอตั้งหลักได้ก็แหกปากลั่น

“กูไม่ปล่อยมึงไว้หรอก อีขวัญ!”

กาแฟร้อนๆ ในมือผอมแกร็นสาดออกเร็ว ขวัญข้าวไม่ทันตั้งตัว จะหลบทางไหนก็ไม่ทัน ได้แต่หลับตาแน่น

พลัน ใคร บางคนที่คุ้นเคยก็พุ่งเข้ามารั้งเธอไว้ในอ้อมกอด

ธรรม์ทัพ!

ของเหลวร้อนสาดเข้ากลางหลังเขาอย่างจัง คนตัวสูงไม่ร้องสักแอะ หากในระยะประชิดขนาดนี้ ขวัญข้าวเห็นสีหน้าเขาชัด และรู้ดีว่าเขาคงปวดแสบปวดร้อนมาก เสียงนุ่มละมุนเดิมๆ ยังคงถามเธออย่างห่วงใย

“คุณไม่เป็นไรนะ”

ขวัญข้าวโกรธ... โกรธจนน้ำตาแทบจะไหล ให้ตายเถอะ! นี่เขาโดนทำร้ายขนาดนี้ยังมีแก่ใจจะถามเธออีกหรือว่าเป็นอะไรรึเปล่า

“ทัน! ไปรับแทนมันทำไม!”

น้านารีแผดเสียงไม่เลิกรา ขวัญข้าวจ้องกลับไปยังเมียน้อยพ่อ แววตาเอาเรื่อง ทว่า เหมือนธรรม์ทัพจะรู้ทันความคิดเธอ จึงหันไปเผชิญกับน้านารีแทน แล้วเก็บเธอไว้ด้านหลัง

“คุณขวัญทำเต็มที่แล้วครับ เราช่วยอธิก์ไม่ได้จริงๆ”

“จะต้องช่วยทำไม ถ้ามันไม่เล่าให้อธิก์ฟังแต่แรก คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้!”

“เล่าหรือไม่เล่า เรื่องนี้ก็จะเกิดขึ้นครับ” ธรรม์ทัพย้ำ น้ำเสียงของเขายังมั่นคง ทว่าขวัญข้าวรู้ เจ้าตัวกำลังข่มความเจ็บ “ไม่ว่ายังไง ก็หนีไม่พ้น”

“ทันเข้าข้างมันแทนที่จะเข้าข้างอธิก์เหรอ!” น้านารีไม่ยอมลดราวาศอก “อธิก์ยังเป็นเพื่อนทันอยู่รึเปล่า บอกน้าหน่อย”

“ผม...”

“นายไม่ต้องพูดแล้ว!” คำสั่งเฉียบขาด หลุดจากปากขวัญข้าว ราวกับไม่ใช่หญิงสาวคนเดิม

เจ้าของร่างเล็ก บอบบาง กุมมือคนตัวสูงไว้แน่น แววตาจริงจัง บังคับ

“คนที่เขาคุยด้วยไม่รู้เรื่อง นายก็ไม่ต้องไปคุยกับเขา” ปลายตาตวัดฉับไปยังคนสูงวัยกว่าราวกับคมดาบ ก่อนจะเปลี่ยนสายตาให้อ่อนลงนิดหนึ่งยามมองกลับมายังคนตรงหน้า “แล้วนายต้องรีบทำแผล”

“ผมไม่เป็นไร”

“เป็นไรสิ! ฉันไม่ยอมให้นายเจ็บเพราะฉันแน่!”

สิ้นคำ ขวัญข้าวลากคนตัวสูงออกจากศาลาวัดโดยที่อีกฝ่ายเดินตามต้อยๆ อย่างงงๆ ทิ้งให้ผู้อาวุโสกว่าที่ยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโมโหจะตะโกนด่าไล่หลังสาดเสียเทเสีย




“นายมันบ้า!” ขวัญข้าวต่อว่าธรรม์ทัพเสียงดังแข่งกับสายฝนที่กระหน่ำเท พลางจุ่มผ้ากับน้ำสะอาดในกะละมังที่ขอยืมทางวัดมา “คิดยังไงถึงเอาตัวเข้ามาบังแทนฉัน”

“ผมไม่ได้คิด... บอกแล้วว่าผมทำอะไร ผมทำตามหัวใจ”

ขวัญข้าวกลอกตาอย่างเอือมๆ เวลาแบบนี้ยังจะเล่นลิ้นอยู่ได้ ไม่นึกโกรธเคืองใครเขาบ้างเลยหรือไงนะ

ธรรม์ทัพปลดเสื้อเชิ้ตออก พาดไว้กับม้านั่ง ภายใต้แสงไฟที่ส่องลงมาบางเบา รูปร่างของเขาชัดเจน สมส่วน มีร่องรอยของมัดกล้ามเนื้อที่สวยงามพอๆ กับรูปปั้น ผิวกายละเอียดลออ

ขวัญข้าวมองอยู่ครู่ ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงนึกเก้อกระดากเสียเฉยๆ

“หันหน้ามาทำไม หันกลับไปสิ”

“นึกว่าอยากดู”

“หันกลับไป!”

คนถูกเอ็ดทำตามอย่างว่าง่าย นั่งหันหลังบนม้านั่ง หญิงสาวใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดไปตามรอยแดงกว้างบนแผ่นหลังของเขาเบาๆ แต่พอสัมผัส เจ้าตัวก็บิดแอ่นไปซ้ายทีขวาที จนอดไม่ได้ต้องตีเพี๊ยะ

“เฉยๆ เป็นไหม”

“มันเย็น”

“อดทนเอา!” คำสั่งถือว่าเด็ดขาด ก่อนจะหยิบเอาเจลว่านหางจระเข้มาพอกทับหลังทำความสะอาดเสร็จ “ทาไว้อย่างนี้ หนังคงไม่ลอก”

“เก่งจัง รู้เยอะเหมือนกันนะคุณ”

ไม่พูดเปล่า แต่คนหน้ามนยังเอี้ยวตัวมาคุยด้วย ขวัญข้าวเลยเอาหลอดเจลเคาะเบาๆ ลงหน้าผากเขาไปที

“พูดมาก”

คนตัวสูงไหวไหล่เบา ก่อนจะลุกขึ้นหยิบเสื้อมาสวม ขณะที่คนตัวเล็กกว่าก้มหน้าแอบอมยิ้ม

“ยัยขวัญ!”

เสียงแหลมๆ ดังมาจากด้านนอกศาลาดังชัด ลักษณะการพูดแบบนี้ น้ำเสียงแบบนี้ ไม่ผิดแน่

เปรียวกางร่มตรงมายังศาลา ครั้นใกล้ประมาณหนึ่งจึงชะงักฝีเท้า สีหน้าเหมือนกำลังตกใจ มองเธอสลับกับธรรม์ทัพที่ยังสวมเสื้อไม่เสร็จ ทำให้ขวัญข้าวใจเสีย แต่ที่ทำให้เธอต้องตระหนกจริงๆ คือ กุมภ์ต่างหาก!

คู่หมั้นหนุ่มของเธอเขวี้ยงร่มทิ้งไปตอนไหนไม่รู้ พุ่งตัวรวดเร็วอย่างกับกระสุนปืน ซัดเข้าเต็มๆ หน้าธรรม์ทัพหมัดหนึ่ง จนชายหนุ่มถอยเซ

“มึง!”

“พี่กุมภ์” ขวัญข้าวปฏิกิริยาไวพอตัว รีบพุ่งเข้ารวบแขนคู่หมั้นที่เงื้อขึ้น กำหมัดเตรียมชก แต่ถูกสลัดจนกระเด็นไปชนกับม้านั่งยาว

กำปั้นลูกโตๆ ซัดลงเต็มเหนี่ยว ตั้งใจจะจรดลงหน้าหล่อๆ ของไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่บังอาจมาลูบคม แต่กลับถูกหยุดไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวของมัน!

ธรรม์ทัพบีบกำปั้นของกุมภ์ไว้แน่นแล้วปัดออก เลือดแดงสดซึมตรงมุมปาก คิ้วเข้มหนาของเขาเบียดขมวดเบา แววตาแน่วแน่จดจ้อง

และนั่น... อาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกสะท้าน

กุมภ์รู้สึกอึดอัด ราวกับว่ากำลังถูกล้วงลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ!

แม้จะมีอาการฮึดฮัด แต่คนที่กำลังเต็มไปด้วยความกริ้วโกรธกลับลดหมัดลงอย่างง่ายๆ พลางถอยหลัง หลบตา แสร้งหันไปหันมา โวยวายกับขวัญข้าวที่กำลังลุกยืน

“นี่มันอะไรกันขวัญ หนีพี่เพื่อมาหาทำอย่างนี้กับมันน่ะเหรอ”

“พี่กุมภ์คะ” ขวัญข้าวเสียงดังขึ้นตาม รู้สึกวันนี้มีแต่เรื่องแย่ๆ จนเริ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่มากขึ้นเรื่อยๆ “พูดอะไรให้เกียรติขวัญด้วย”

“ถ้าไม่จริงก็อธิบายมาสิ ว่านี่มันอะไร”

เสี้ยวเวลาหนึ่ง ขวัญข้าวชำเลืองไปยังธรรม์ทัพ สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก ริมฝีปากหยักเม้มเป็นเส้นตรง ไหล่สองข้างเหมือนอ่อนแรงเต็มที...

น้านารีอาจพูดถูก... เธอมันตัวซวย...

ใครอยู่กับเธอ ก็พากันซวยทุกคน!




บรรยากาศภายในรถตึงเครียด คงจะมีแต่เปรียวซึ่งนั่งด้านหลังเท่านั้นที่แม้จะปิดปากเงียบ แต่แอบยิ้มร่าในดวงใจ

ความร้าวฉานระหว่างกุมภ์กับขวัญข้าวมีมากขึ้นทุกที คงอีกไม่นานหรอก เธอจะได้ขึ้นตำแหน่งว่าที่ภรรยาของเขาแทน คิดอย่างนี้แล้ว จะไม่มีความสุขได้ยังไง

กุมภ์กระแอมเบานิดระหว่างขับรถ ก่อนจะหันมาทางขวัญข้าว เอ่ยปากตรงๆ

“พี่ขอโทษได้ไหมที่วู่วามไปหน่อย”

คนถูกถามไม่ยอมสบตา หากตอบเร็ว

“พี่กุมภ์มองถนนดีกว่าไหมคะ ขวัญยังไม่อยากถูกรถชนตาย”

หลังจากอธิบายเสร็จ กุมภ์ยังคงมีท่าทีเหมือนไม่ยอมรับ แต่ก็หาข้อโต้แย้งอะไรไม่ได้ ซึ่งการกระทำแบบนั้นยิ่งทำให้ขวัญข้าวโมโหมากขึ้นไปอีก ถึงกับเอ่ยปากไล่เขา และอ้างว่าต้องทำแผลให้ธรรม์ทัพซึ่งถูกชก! เพื่อเหน็บให้กุมภ์รู้สึกผิดบ้าง

แต่ตาบ้านั่นดันทำตัวเป็นพระเอกจนเธอเสียเรื่องหมด!

“เดี๋ยวผมทำแผลเอง คุณกลับบ้านกับคุณกุมภ์เถอะ ดึกมากแล้ว”

“ที่พี่ทำไปเพราะพี่รักขวัญนะ คิดดูสิ ถ้าพี่ไม่รัก พี่จะหึงทำไม”

“ก่อนหึง ไม่คิดจะถามกันสักนิดเหรอคะ”

“พี่ถึงได้ขอโทษอยู่นี่ไง” กุมภ์ลดเสียง ออดอ้อน “ยกโทษให้พี่เถอะนะ ไม่อย่างนั้น คืนนี้พี่คงนอนไม่หลับ”

“นั่นสิขวัญ” เปรียวเอ่ยแทรกราวกับคนไม่รู้กาลเทศะ ทว่า ความหวังดีในเวลาที่ผิดนี่แหละ ที่จะแทรกลงไปกร่อนกลางใจ “จะโกรธพี่กุมภ์ก็ไม่ถูก เป็นใครเห็นคู่หมั้นตัวเองอยู่กับคนอื่นแบบนั้น ก็หึงจนหน้ามืดได้ทั้งนั้นแหละ หรือแกไม่เคยหึงพี่กุมภ์ล่ะ”

หน้าที่เกร็งอยู่แล้ว มาบัดนี้ยิ่งเกร็งขึ้นอีก คำพูดของเปรียวเหมือนเหล็กจารร้อนๆ จี้กลางใจดำ

เธอไม่เคยหึงกุมภ์...

ไม่มีวันที่จะหึงด้วย...

และหากวันไหนที่เขานอกกาย นอกใจ มากที่สุดที่เธอจะรู้สึกได้ คงเป็นแค่ความรู้สึกเสียหน้า

...ไม่ใช่ความรัก!

“คนรักกัน ยังไงก็เป็นเรื่องธรรมดา ลองคิดดูดีๆ นะยัยขวัญ”

เธอจะตอบอย่างไรดี... ขวัญข้าวครุ่นคิด นึกถึงสิ่งที่ธรรม์ทัพพูด เขาทำทุกอย่างออกมาจากใจ ในขณะที่เธอทำอย่างนั้นไม่ได้

ไม่ได้เลย...

ไม่ว่ากับใคร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอพูด ทำ ล้วนต้องกลั่นกรองจากสมอง

ทำยังไงถึงจะเหมาะสมที่สุด

พูดยังไงถึงจะดูดีที่สุด

อึดอัด... เหมือนดักแด้ที่ดิ้นขลุกในรังไหม ไร้อิสระ

“ขวัญจะไม่โกรธพี่กุมภ์ก็ได้ค่ะ” เธอเอ่ย แต่ไม่ยอมมองหน้าเขา “แต่แค่ครั้งนี้ และจะไม่มีครั้งต่อไป”

ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในรถจับมือขวัญข้าวไว้ แล้วดึงไปจูบ ขวัญข้าวแลตาม อยากดึงมือกลับ แต่ก็ฝืนทน

วินาทีเดียวกัน ที่ปลายหางตา เหมือนเห็นเปรียวทำหน้าเบ้ ไม่พอใจ แต่พอมองดูเพื่อนตรงๆ เปรียวก็ยังคงยิ้มเต็มหน้าให้เธอเช่นเดิม




ทันทีที่เหยียบเท้าก้าวเข้าในบ้าน รติมาก็หอบร่างอวบท้วมมาหาแล้วโผเข้ากอดขวัญข้าวเต็มแรงด้วยสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง

“แกต้องช่วยฉันนะขวัญ! ผีมันหลอก! ผีมันหลอก!”

“เดี๋ยวๆ” ขวัญข้าวพยายามแกะแขนที่รัดคอเธอจนแทบหายใจไม่ออก ส่วนกุมภ์กับเปรียวได้แต่มองหน้ากันงงๆ ป้าต้อยรีบตามมาอธิบาย

“คุณรติมามาหาตั้งแต่เมื่อเย็นแล้วละค่ะ ป้าโทรฯ หาคุณ แต่คุณไม่รับสาย เลยคิดว่าไม่สะดวก”

เจ้านายสาวพยักหน้าแสดงอาการว่ารับรู้แล้ว ก่อนจะอพยพพากันไปนั่งที่โซนรับแขก แล้วไต่ถามเพื่อน

“ใจเย็นๆ ก่อน ผีอะไร ที่ไหน”

“เพ้อเจ้อมากกว่ามั้ง” เปรียวแขวะ “โดนผีหลอกมาขนาดนี้ โทรฯ ไปเล่าในรายการ เดอะ ช็อก สิ น่าจะดังนะ”

“แกน่ะสิเพ้อเจ้อ!” รติมาเอ็ดลั่น

สาวผิวแทนส่งเสียงจิ๊จ๊ะในปาก

“บางทีรติอาจเห็นผีจริงๆ” กุมภ์ที่เห็นท่าทางไม่ค่อยดีระหว่างเพื่อนทั้งสองรีบเข้าแทรก โดยพยายามให้ความเห็นอย่างเป็นกลาง “เพียงแต่สิ่งที่รติเห็นอาจจะไม่ใช่ผี เวลาที่คนเราเครียดมากเกินไป มันอาจจะทำให้เห็นภาพแปลกๆ ได้”

“ไม่ใช่นะคะพี่กุมภ์ รติเห็นผี! ผีที่ยัยขวัญบอกว่ามันจะฆ่าพวกเราทุกคน!”

รติมาโวยวาย เปรียวซึ่งนั่งมองอยู่นานพ่นลมหายใจออกทางจมูกดังหึ แต่สาวร่างอวบไม่คิดจะแยแส รีบดึงคอเสื้อลง

รอบๆ ลำคอของสาวร่างท้วม มีรอยแดงหนาปื้น ช้ำเหมือนถูกเชือกรัด

“ดูสิ!” เสียงพูดสั่น เบา รอยสะอื้นยังไม่จางหาย “จะทำไง... ที่นี้จะทำยังไง!”

ขวัญข้าวไม่ได้ตอบ แต่ปรายตามองไปยังสองคนที่นั่งร่วมอยู่ด้วยซึ่งกำลังตกตะลึงกับร่องรอยของสิ่งลี้ลับ

พยานสำคัญ!

รติมาเป็นคนต่อไปที่จะต้องตาย!!




>>>โปรดติดตามตอนต่อไป

[๑] คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational Wave) คือ ปรากฏการณ์ความบิดโค้งของปริภูมิ-เวลา ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฏีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์




Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560 11:59:02 น. 2 comments
Counter : 284 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
เจอเพื่อนแบบย้ยเปรียว กะเจอผีเนีย ไม่รู้อย่างไหนน่ากลัวกว่ากัน


โดย: sakeena IP: 49.228.205.166 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:12:27:53 น.  

 
สวัสดีครับคุณ sakeena

น่าจะน่ากลัวทั้งสองอย่างนะครับ ฮ่า ฮ่า
ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันนะค้าบบบ


โดย: ณนณ (ploy666 ) วันที่: 13 มีนาคม 2560 เวลา:13:30:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เพียงแค่...ได้พบกัน
โลกก็พลันหยุดเคลื่อน
เดือนลับ ตะวันดับ
ณ กลางใจ!

ทุกสิ่งสยบให้ 'ความรัก'

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.