Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
20 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๘.ปฏิพัทธ์สังหรณ์)






ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๘ ปฏิพัทธ์สังหรณ์

-ณนณ-


www.go2writer.com



“แม่หญิง แม่หญิงกาหลง”

แว่วเพรียกที่ดังแทรกเสียงจอแจของผู้คนในตลาดทำให้เจ้าของร่างเล็กบางหยุดฝีเท้า แม้อยู่ท่ามกลางความพลุกพล่าน หากยังโดดเด่นสะดุดตาโดยง่าย ด้วยเครื่องแต่งกายที่แสดงฐานะ กัลยานีแรกรุ่นนุ่งผ้าซิ่นยก จับจีบหน้า ห่มสไบคล้องคอตลบชายไปข้างหลัง

แสงแดดอ่อนทอทาบ ดวงหน้ารูปไข่ เรือนผมดำขลับ ยาวประบ่า มีผมปีกทำเป็นมวย สองแก้มปลั่งซับเลือดฝาด ผิวพรรณละไม

“รอบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”

บ่าว ผู้อวบอัดไปเสียทุกส่วนแหวกกลุ่มคนที่กำลังจับจ่ายใช้สอยเข้ามาประชิดตัวผู้เป็นนายได้ก็หอบลิ้นห้อย มิวายตำหนิ

“แม่หญิงอย่าแยกลำพังซิเจ้าคะ เกิดเหตุอันใดขึ้นบ่าวจะหลังลาย”

ริมฝีปากแดงละมุนละม้ายกลีบกุหลาบยกยิ้มยั่วล้อนิดๆ แล้วเพียงแวบเดียว เจ้าตัวก็แกล้งปั้นหน้าดุ

“นึกว่าห่วงฉัน ที่แท้ห่วงตัวเองดอกหรือ พี่แย้ม”

“พุทโธ่เอ๋ย!” พี่แย้ม นังแย้ม หรือ อีแย้ม ที่สุดแล้วแต่ใครจะเรียกร้องเสียงดัง “ถ้ามิห่วงจะตามมาทำไมละเจ้าคะ”

“เช่นนั้นก็ตามให้ทัน”

“ไม่ทันดอกเจ้าค่า ไวเหลือเกิน” นางค้าน “ดูเถอะ ซุกซนอย่างกับเด็กเจ็ดแปดขวบ แม่หญิงขา แม่หญิงน่ะอายุสิบหกแล้ว”

“สิบหกแล้วอย่างไร”

“สาวแล้ว สมควรออกเรือน”

“ใครจะอยากออกเรือน ไม่สนุก” แต่การได้โต้คารมนี้สนุก โดยเฉพาะยามทำให้อีกฝ่ายหัวปั่นได้ ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่

“แม่หญิงมิเคยออกเรือน รู้ได้อย่างไรเจ้าคะว่าไม่สนุก”

“พี่แย้มก็มิเคย” ผู้เป็นนายเถียง นัยน์ตาพราวยะยับ เจ้าเล่ห์ “ฉันว่า ให้พี่แย้มออกเรือนก่อน จะได้รู้ว่าสนุกหรือไม่สนุก ค่อยมาบอกฉัน”

“ต๊าย!” พี่เลี้ยงสาวยกมือทาบอกบนผ้าแถบเก่า ซอมซ่อ กาหลงเห็นร้านไกลๆ ตรงโน้น เห็นทีว่าจะได้ซื้อผ้าใหม่ให้คนสนิทบ้าง

“อีแย้มออกเรือนแล้ว ใครจะดูแลแม่หญิงละเจ้าคะ”

“ทำพูดดี แต่ในใจคงระริก อยากออกเรือนเต็มแก่ละซี้พี่แย้ม”

“ไม่จริงเจ้าค่ะ แม่หญิงชอบหาความบ่าว”

“จริงรึ”

“เจ้าค่ะ”

“อย่างนั้น ฉันจะบอกพี่หาญ ห้ามมิให้พี่แย้มออกเรือนเด็ดขาด ดีไหม”

“โอ๊ย! ไม่ดีสิเจ้าค่ะ”

“แน่ะ! ตัวเพิ่งพูดหยกๆ ว่าไม่อยากออกเรือน”

คนถูกต้อนชักจนมุม ไม่เคยค้านชนะผู้เป็นเจ้านายได้สักหน

แม่หญิงกาหลงรู้หนังสือ ซึ่งสตรีน้อยคนในยุคนี้จะรู้ ทว่านั่นมิใช่ปัญหาที่ทำให้ผู้เป็นบิดามารดากังวลใจ เท่ากับความคิดความอ่านนอกขนบและจารีต

กาหลงสงสัยเสมอ

เหตุใดต้องอยู่ใต้อำนาจชาย...

เหตุใดหญิงจึงไม่สามารถทำสิ่งที่ตนต้องการ หากชายไม่เห็นด้วย

นายท่านกำชับนักหนา อย่าแพร่งพรายความในใจกับผู้อื่น เพราะเพียงลมปาก อาจนำความฉิบหายมาสู่ครัวเรือน สตรีมิพึงหวังสูงในทางบุรุษ

แม่หยัวเมืองศรีสุดาจันทร์ในสมเด็จพระไชยราชาธิราชนั่นปะไร ผลสุดท้ายมีแต่หายนะ!

และเพราะความคิดอ่านเช่นนี้ จึงไม่เคยมีบุรุษใดผ่านเข้าไปในหัวใจได้

“ผู้ชายพวกนั้นคิดได้อย่างไร แค่เห็นฉันไกลๆ ถึงกับส่งคนมาขอ ยลเพียงรูปได้รึ ถ้าฉันขี้ริ้วขี้เหร่ จะมิมีคนแลใช่หรือไม่” แม่หญิงกาหลงเสียงเขียว หลังทะเลาะกับนายท่านเรื่องดูตัว “หน้ามิเคยพบปะ พูดสักคำมิเคยพูด แล้วบอกว่ารัก ฉันเป็นคนนะพี่แย้ม มิใช่แม่กระบือ ถึงจะพิศๆ เพ่งๆ เห็นอ้วนพีดีงามแล้วชี้เอา”

“อยู่ๆ กันไป ประเดี๋ยวก็รักกันเองกระมังเจ้าคะ”

“เห็นทีจะรักไม่ลง!”

คนฟังเลยได้แต่อ่อนใจ โดยที่ไม่รู้ว่า ในอีกร้อยกว่าปีให้หลังมา สิ่งที่คนเป็นนายคิดนั้น แทบจะเป็นความคิดพื้นฐานของผู้คนทั่วไป


สรรพสิ่ง ผันแปร มิแท้เที่ยง

แม้ดินเพียง ฟ้าเพียง ไม่มั่นได้

อนิจจา เกิดแล้ว ย่อมแคล้วไป

จะยึดกำ ทำไม ให้ใจครวญ


การที่แม่หญิงติดสอยห้อยตามหมื่นหาญมายังตำบลนี้ ก็เป็นเพราะความดื้อรั้นของเจ้าตัวอีกเช่นกัน ใคร่อยากจะเห็นถิ่นอื่นนอกเหนือเมืองอยุธยาบ้าง จนผู้เป็นพี่ชายต้องออกรับหน้า ยอมพามาแต่โดยดี

พี่เลี้ยงที่ดูแลกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกอย่างอีแย้ม จึงต้องติดสอยห้อยตามมาด้วย


“ทางโน้น มีเครื่องประดับขาย” เสียงใสๆ ของแม่หญิงเจื้อยแจ้ว “ชาวบ้านเขาว่ามาจากเมืองเหนือ ฉันยังมิเคยเห็น”

“ของพวกลาวเหนือ สวยสู้ของอยุธยามิได้ดอกเจ้าค่ะ” แย้มแสดงความคิดเห็น หากเอะใจนึกได้ ชาวบ้านเขาว่า ... ตายละหว่า นี่แม่หญิงหาญกล้าเจรจากับชาวบ้านด้วยตัวเองเชียวหรือนี่ ใครรู้เข้าจะว่าเอาเสียได้

เป็นสตรีไยมิสงบปากคำ!

ทว่า คนเป็นนายมิใส่ใจ ลิ่วไปจนถึงร้าน บ่าวเลยต้องรีบจ้ำอ้าวตามติดๆ


ร้านที่ว่าเป็นแคร่ใต้ต้นไม้ริมตลิ่ง ใกล้ศาลาท่าน้ำ บนแคร่นั้นมีผ้ารองชั้นหนึ่ง แล้วค่อยวางสินค้าเรียงราย ทั้งกำไร สร้อย แหวน ปิ่นปักผมเล็กๆ ทำเป็นร่ม กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก

หากที่น่าสนใจ คือช่อดอกไม้เงินประหลาดตา มือเล็กแบบบางเอื้อมหยิบขึ้นดู งานละเอียดชนิดเห็นลายเส้นของกลีบดอกกลีบใบเลยทีเดียว

“ดอกไม้ไหว[๑]”

น้ำเสียงนุ่ม ทุ้ม เอ่ยขึ้นใกล้ๆ กาหลงผินมองตรงตามนิสัย ไม่คิดหลบเอียงอาย จึงได้เห็นรอยยิ้มงามของบุรุษที่ส่งมา

ชายหนุ่มวัยสักยี่สิบเห็นจะได้ ผิวออกขาวเหลืองมีรอยคร้ามแดดบ้าง หากดวงหน้าใสหมดจดคล้ายอาบน้ำใหม่ภายใต้ผมทรงมหาดไทยนั้นคมคาย โดยเฉพาะดวงตาคู่ระยับดั่งเม็ดน้ำกลิ้งบนใบบอน ดั่งมีมนต์สะกดแก่บรรดาผู้พบเห็น กลิ่นน้ำหอมอ่อนโชยกรุ่น เขาสวมเสื้อคอกลม แขนยาวจรดศอก คล้องคอด้วยอาภรณ์ตลบชายไปด้านหลัง นุ่งโจงกระเบน


ประพิมพ์ประพายละม้ายอินทร์องค์

ชะลอลงจากวดีศรีสุขา

งามคมสมรูปเทวดา

ต้องตาจับจิตจับใจ


“แม่หญิง กลับเถอะ”

คนเป็นบ่าวรีบร้องท้วง ทว่าผู้เป็นนายกลับส่งสายตาปราม แน่ละว่า เป็นผู้หญิง ไม่ควรสนทนาพาทีกับบุรุษอื่น ทว่า หากปราศจากการพูดคุยแลกเปลี่ยน ไหนเลยจะรู้จักโลกกว้าง

อยากรู้มาก ต้องสังเกตและพูดคุยกับผู้คนให้มาก ถึงจะถูก

อยู่เฉยๆ จะรู้หรือ!

“พี่แย้มอยากกลับ ก็กลับไปก่อนซิ”

“ได้อย่างไรเล่าละคะ”

“เช่นนั้นจงระงับปาก แล้วรอ”

นางแย้มงับคำ เมื่อผู้เป็นนายตัดสินใจแล้ว ยากทัดทาน

บุรุษที่ชมการเจรจาของทั้งคู่ยิ้มบาง ทว่า เพียงนั้น กาหลงยังรู้สึกว่าเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว ดั่งปลาบแสงวชิระ คลองจักษุลึกล้ำดั่งมหานที

“ที่เจ้าถือ เรียกว่าดอกไม้ไหว” ริมฝากหยัก ได้รูป ขยับเบา อธิบายต่อ “แม่ญิงล้านนาใช้ปักเกล้ามวยผมเข้าวัด ยามน้อมไหว้ หมายถึงถวายหัวต่อพระศาสนา”

ทำนองเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกจะแปร่งหู นิ่ง... ช้า... เยือกเย็น... หากหนักแน่นมั่นคงในที และโดยเฉพาะบางคำ ผันเสียงแตกต่างน่าฟัง อย่างคำว่า แม่ญิง นั้นก็พูดไม่เหมือนคนแถวนี้

ดูท่าจะมีพื้นเพจากถิ่นอื่น

บุรุษร่างสูงใหญ่ผึ่งผายเอื้อมมือหนาจับดอกไม้ไหวในมือของเธอเบา ละมุนละม่อม ถึงจะไม่สัมผัสกายแม้ปลายก้อย แต่คนตัวเล็กกว่ารับรู้ถึงกระแสที่แล่นปราด

พลันนั้น เนตรงามใต้แพขนตาหนาหลุบต่ำ พวงแก้มร้อนผะผ่าว

“ที่เจ้าถือ เป็นดอกเอื้อง”

มือ ที่ส่งกระแสประหลาดนั้นผละจาก หยิบเครื่องประดับอีกชิ้นบนผืนผ้ามาแทน ทว่ารอยไหวในใจนงรามยังจารชัด

“ส่วนนี่ ดอกเก็ดถะหวา[๒]”

คนพูดหลิ่วตาเสียที ก่อนจะผินหน้ากลับไปทางคนขาย สอบถามราคาสินค้า ราวกับไม่สนใจคนที่เพิ่งพูดคุยด้วยเมื่อครู่อีก

อะไร... สักอย่างในใจ กลับทำให้ดรุณีสาวหน้ามุ่ย แสดงกิริยาไว้ตัว เชิดถาม

“ท่านรู้หรือไม่ว่าเราเป็นใคร”

คนตัวสูง เหลือบมอง มุมปากมีรอยยิ้มอ่อนโยน แต่วาจานั้นล้อเลียน

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเราเป็นใคร”

“ไม่รู้” กาหลงตอบ ท้าทาย “ท่านมิบอก ข้าจะรู้เยี่ยงไรได้”

“แม่ญิงใคร่รู้จักนามข้าฤๅ”

สรรพนามที่เขาใช้เปลี่ยน กาหลงหัวไวพอจะตามทันว่า เขาคงรู้อะไรเกี่ยวกับตนบ้างไม่มากก็น้อย ผิดกับตัวเองที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย จึงอดไม่ได้ที่จะนิ่วหน้าให้กับท่าทียียวนของฝ่ายนั้น

ถ้าเป็นชาย คงต้องบอกว่าเสียเชิง

คนตัวเล็ก บาง เชิดหน้า คอแข็ง เบือนสายตาไปทางอื่น หากคนตัวสูงใหญ่กว่าบอก

“ดอกไม้ไหวในมือเจ้า ข้าให้”

ว่าที่ผู้รับหันขวับ อยากยกแขนกอดอกพ่นลมหายใจดัง แต่คงจะถูกตำหนิจากบ่าวที่ยืนเยื้องข้างหลังอีก ว่าทำท่าเหมือนยักษี จึงต้องข่มเสียง ถาม

“ให้ข้าทำไม”

“ถือเป็นของกำนัลที่เราได้พบกัน”

“ข้าไม่รับ มันมิงาม”

“เจ้าได้ยินแล้วนะ” คนตัวสูงหันไปพยักพเยิดกับพ่อค้า “ของๆ เจ้ามันมิงาม”

“ไม่ใช่!” กาหลงกลั้นความโมโหจนหน้าแดง “การรับของจากคนที่ไม่รู้จักกัน มันมิงาม”

“เช่นนั้นรึ” คนตัวสูงกว่าเลิกคิ้ว ยิ้ม จะว่าไป ตั้งแต่คุยกันมา ยังไม่เห็นเขาทำหน้าหุบ จะอารมณ์ดีอะไรปานนั้น “แต่รับไว้เถิด คนเราพานพบกันได้ ย่อมเป็นเพราะพรหมลิขิต”

“ข้า...”

“อย่าต่อล้อต่อเถียงนัก มันมิงาม”

บุรุษแปลกหน้าเน้นคำท้ายล้อเลียน กวนโมโห กาหลงที่บัดนี้หน้าเริ่มตึงจึงโมโห

“ท่านยังมิบอกชื่อข้า”

“นามของเรา”

ดวงนัยน์คมกล้าดั่งแสงปลายดาบจับจ้อง ลึก คล้ายจะจารึกชื่อของเขาไว้ในดวงใจของเธอ

“นามของเรา... อินทร!”



ธรรม์ทัพเหม่อมองผ่านกระจกหน้าต่างห้องพักฟื้นผู้ป่วย สภาพอากาศภายนอกมืดครึ้มลงทุกขณะ แสงฟ้าแลบแปลบปลายลอดใต้ท้องเมฆทะมึนที่แผ่อาณาจรดทุกทิศา ทั้งที่เป็นเวลาเช้า แต่ปราศจากแสงแดด มีเพียงความมืดสลัวปกคลุมทุกหย่อมย่าน ลมพัทธยา[๓]พัดโหมจนยอดไม้เอนลู่สะบัดราวจะฉีกขาดเสียให้ได้

เงาสะท้อนจางๆ คืออธิก์ที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนไข้ ใบหน้าของชายหนุ่มยับเยิน ทั้งพันทั้งแปะไว้ด้วยผ้าและสำลี เขาหลับยาวตั้งแต่เมื่อคืนด้วยความอ่อนเพลียบวกกับฤทธิ์ยา ธรรม์ทัพจึงอาสามาเฝ้าสลับกับน้านารี

แม้ในยามปกติ เพื่อนคนนี้จะมีนิสัยร้าย ทว่าเวลานี้ เขาละม้ายคนที่หลงทางกลางทะเลทราย

เล็กน้อยและไร้พลัง!

มนุษย์ยังจะยิ่งใหญ่ได้สักเพียงไหน เมื่อต้องยืนต่อหน้าอำนาจอันเร้นลับเหนือธรรมชาติการรับรู้ที่มี 

ด้วยวิทยาการในปัจจุบัน เราอาจก้าวล่วงเข้าควบคุมการเกิดได้ ทว่า ความตายยังเป็นสิ่งเร้นลับ

แค่สักชั่วโมงที่จะยื้อเอาไว้ ยังยากเต็มกลืน!


ตอนที่เขาไปถึงบ้านอธิก์ สิ่งที่เห็นคือบุรุษในลางเงาทะมึนคนเดียวกับที่เคยทำร้ายเขากำลังยืนเหยียบหน้าอธิก์แน่น เหยื่อนอนแผ่หลากลางถนนขาดสติสัมปชัญญะรับรู้

พอจ้องเข้า ใบหน้าที่เต็มด้วยรอยแผลไหม้ ดำสนิทเป็นตอตะโกก็ยิ้มเย็น เนื้อเยื้อที่ริมฝีปากเหวอะยืดเหมือนชีสเหนียวๆ จากขอบพิซซ่า เผยเขี้ยวขาววับ ก่อนอันตรธานหาย กลายเป็นควันธูปเลือนจาง

อธิก์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์สรุปอาการว่า ถูกกระแทกด้วยของแข็ง หากมีเพียงคนในเหตุการณ์ที่รู้ว่า ตรงนั้นไม่มีวัตถุสักชิ้น

มีเพียงอากาศธาตุ และพลังอำนาจอันเร้นลับ!

“ไอ้ทัน ช่วยกูด้วย!”

นั่นคือคำแรกที่อธิก์เอ่ยเมื่อฟื้น หากไม่ติดว่าบาดเจ็บอยู่ คงโผเข้าเกาะเป็นลูกลิง ธรรม์ทัพจึงถามเรียบ ไม่นึกตำหนิที่เพื่อนไม่เชื่อในคำเตือน เพียงแต่ต้องการคำยืนยัน

เรื่องบางเรื่อง... ต้องปล่อยให้เจอเอง จึงจะซึ้งใจ

“มึงเห็นแล้วใช่ไหม”

อีกฝ่ายพยักหน้าเร็ว ทว่าคำตอบนั้น เกินความคาดคิดของชายหนุ่ม

เห็น ในความหมายของธรรม์ทัพคือภาพนิมิตในปัจจุบัน

แต่ เห็น ของอธิก์นั้นย้อนไกล... ข้ามภพภูมิ

“กูเคยทำเขาก่อน”

อธิก์ปิดปากสนิท สีหน้าที่เผือดอยู่แล้ว บัดนี้ซีดเซียวเหมือนคนแช่น้ำมาทั้งวัน

“อินทร” ถ้อยคำตะกุกตะกัก ชายหนุ่มแทะเล็บมือ เกร็งไปทั้งตัว “กูเอง กูทำทุกอย่าง ถ้ากูไม่... แม่งเอ๊ย! กูยังไม่อยากตาย!”

“มึงฟังกูนะ” น้ำเสียงธรรม์ทัพเคร่งขรึม ต่ำลง “ปล่อยอดีตให้มันพ้นไป แล้วมองข้างหน้า ทำสิ่งที่ควรทำ แค่นั้นพอ”

“กู... กูทำไม่ได้”

“มึงทำได้ มึงแค่ไม่เคยลองที่จะฝืนความเคยชินและความกลัวของตัวเอง ลองดูทั้งอดีตของชาติก่อน อดีตของชาตินี้ ปล่อยมันเสีย อย่าให้อะไรมาผูกมัดมึงไว้”

มือหยาบที่กำแน่นเริ่มคลาย สายตาหม่นมัวราวนักโทษที่ยอมจำนนต่อการคำตัดสินของศาล สิ่งที่เก็บซ่อนไว้เบื้องหลังเอ่อล้น

ทั้งความเจ็บปวด... ความผิดหวัง...

การโทษตัวเอง...

“กู...” มือที่เคยยกแต่แก้วเหล้า ถึงคราวยกขึ้นปิดตาทั้งสองข้าง “ไม่ว่าจะชาติที่แล้วหรือชาตินี้ กูทำได้แค่นี้แหละ”

ธรรม์ทัพประทับมือบนบ่าเพื่อน บีบแน่น ไม่ใช่เพื่อจะ ปลอบใจ แต่เพื่อจะบอกว่า เข้าใจ

และนั่น คือสิ่งที่คนหลงทางต้องการ

ความสับสนภายในจึงหยุดนิ่ง... สงบ... 

ไร้วาจา ไร้สรรพเสียง

ไร้คีตกาล

แม้ว่างเปล่า หากชุ่มชื้น เหมือนยามสายฝนพรั่งพรม... จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน


เสียงโทรศัพท์มือถือดังเรียก คนตัวสูงรีบรับเนื่องด้วยเกรงจะรบกวนเพื่อนที่นอนซมอยู่ ปลายสายคือเสียงมารดาของอธิก์ สั่นเครือ

“ทันอยู่กับอธิก์รึเปล่า”

“ครับ”

“โล่งอก” น้านารีถอนใจเฮือก “น้ากำลังจะเข้าไปนะ นี่แวะมาหาหลวงพ่อ”

หลวงพ่อ ที่น้านารีพูดถึงหาใช่พระ หากเป็นอดีตเกจิดังที่ถูกจับสึก! ผู้อุดมด้วยเวทย์วิทยาไสยศาสตร์... วิชาแห่งการหลับใหล

ผู้พึ่งพา ไสย จึงมัวเมา

คล้ายดั่งคนนอนหลับ ที่เฝ้าฝันวนเวียนวุ่นวาย

ลุงบอกเสมอ เจริญด้วยปัญญา อย่ามุ่งสู่ทางแห่งการหลับ... หากใครอยากรอดพ้น ควรให้แสงปัญญานำทาง

แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้

“น้าขอให้หลวงพ่อช่วยดูดวงของอธิก์ แต่ท่านบอกว่าไม่จำเป็นต้องดู น้ากลัวจะเกิดเรื่องไม่ดี”

“ตั้งสติก่อนนะครับ ตอนนี้อธิก์อยู่ใกล้หมอ ไม่มีอะไรน่าห่วง” แม้จะพูดอย่างนั้น หากเขารู้แก่ใจ

คำพูดของหลวงพ่อไม่ผิดหรอก เขาเองก็เห็น

ราศีของอธิก์หม่นหมองลงทุกขณะ ละม้ายเปลวเทียนต้องลม จวนจะขาดมิขาดแหล่!

“หมอจะสู้ผีได้ยังไง!” คนอาวุโสกว่าระบายลมหายใจเบา “เอาเถอะ น้าจะรีบไป ขอบใจทันมากนะที่ช่วยเป็นธุระให้ ถ้าไม่ได้ทันน้าแย่แน่ๆ”

วางสาย ธรรม์ทัพเหลียวมองดูเพื่อนที่ยังคงหลับสนิท ภายในใจโหวงเหวง 

ถ้าไม่รีบจัดการ คงไม่พ้นคืน!



ทั้งที่อากาศภายในร้านค่อนข้างเย็นด้วยลมจากเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ แต่ขวัญข้าวรู้สึกร้อนระคนหงุดหงิดที่ต้องมานั่งอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกให้เพื่อนทั้งสองฟัง

เธอไม่คิดหรอกว่า รติมากับเปรียวจะเชื่อในสิ่งที่เธอพบเจอ ทว่าอย่างน้อย ขอแค่เปิดใจรับฟังความหวังดีของเธอบ้าง

รติมายังไม่เท่าไหร่ เพราะรายนั้นชอบเรื่องสยองขวัญเป็นทุน

แต่เปรียวนี่สิ!

“ฉันว่าแกเขียนนิยายมากเกินไปเลยเพ้อเจ้อว่ะ”

สาวผิวแทนซึ่งกำลังนั่งเอาขาพาดโต๊ะ ส่งมะม่วงดองเข้าปากเคี้ยวแจ๊บๆ  คัดค้านสุดลิ่มทิ่มประตู ขวัญข้าวถอนใจเฮือก โคลงศีรษะอย่างอ่อนแรง

“งั้นที่นายอธิก์นอนแซ่วในโรงพยาบาลจะว่าไง”

“ก็แค่บังเอิญ” เปรียวยักไหล่แบบเก๋ๆ ในขณะที่รติมาซึ่งนั่งหลังเคาน์เตอร์ไม้สำหรับตั้งคอมพิวเตอร์แอบเบ้ปากใส่ “แล้วแกก็จับเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลยมาโยงเข้าด้วยกัน ทำตัวอย่างกับพวกเด็กเนิร์ด หมกมุ่นกับทฤษฎีสมคบคิด”

สาวร่างอวบกระแอมแทรก ยิ้มพราย

“มันก็ไม่แน่นะ ยัยขวัญอาจเห็นผีจริงๆ ก็ได้ เหมือนพวกมีพลังหยั่งรู้ล่วงหน้า จิตผูกพัน อะไรเทือกนั้น”

“อะไรของแก อย่าบ้าจี้ตามมันหน่อยเลยน่า” ปลายเสียงของสาวผิวแทนเริ่มเหวี่ยง

“พูดงี้แปลว่าไม่เคยได้ยิน”

“ว่า”

“เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเมื่อไม่กี่ปีก่อน มีนักศึกษาปีสองคนหนึ่งไม่ค่อยสบาย นอนซมอยู่ในหอ ไม่ได้ไปเรียน กว่าจะตื่นก็ตอนบ่ายแก่ๆ แล้ว เพราะเสียงโทรศัพท์ดังปลุก พอรับสายเลยรู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทโทรฯ มา ถามแจ้วๆ ว่า ทำไมวันนี้ไม่ไปเรียนล่ะ คนอื่นๆ มากันครบหมด แล้วก็บอกว่า วันนี้ที่คณะมีเรื่องตื่นเต้น แต่พอเธอคะยั้นคะยอถามว่าเรื่องตื่นเต้นอะไร อีกฝ่ายก็เอาแต่อุบเงียบแล้วหัวเราะคิกคัก บอกคืนนี้จะไปนอนเล่นที่หอด้วย อยู่บ้านคนเดียวเหงา แต่ยังไม่ได้คุยอะไรกันต่อ ก็มีสายซ้อนของอาจารย์ที่ปรึกษาโทรฯ มา เธอเลยบอกให้เพื่อนรอ แล้วรับสายซ้อนเพราะไม่รู้ว่ามีเรื่องด่วนอะไรรึเปล่า แต่พอรู้ข่าวจากอาจารย์เท่านั้นแหละ ก็เหมือนโดนฟาดหน้าจนมึน เพราะอาจารย์บอกว่า เพื่อนที่เธอกำลังคุยด้วยตายแล้ว! ตอนนี้เพื่อนคนอื่นๆ กับอาจารย์ที่คณะกำลังจะไปร่วมงานศพที่วัด!

“นักศึกษาคนนั้นก็หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม บอกอาจารย์เสียงสั่นว่า จะเป็นไปได้ยังไง เพราะกำลังคุยกันอยู่นี่ แล้วเปิดประชุมสายให้อาจารย์ฟังด้วย แต่คราวนี้ไม่มีเสียงพูดแจ้วๆ ของเพื่อนสนิทอีกแล้ว มีแต่เสียงครืดคราดเหมือนคนที่มีลมหายใจติดขัด แล้วเสียงกระทบ ป๊อก... ป๊อก... เหมือนเสียงลูกมะพร้าวกระทบพื้น นักศึกษาคนนั้นเลยรีบเผ่นไปหาเพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุด ถึงรู้ว่า เพื่อนสนิทของตัวเองถูกข่มขืนแล้วฆ่าตัดหัว! เสียงที่เธอได้ยิน คงเป็นเสียงลมหายใจสุดท้าย กับเสียงหัวของเพื่อนที่กลิ้งตกบันได! สุดท้ายคืนนั้น เธอเลยไปร่วมงานศพเพื่อน แล้วกลับมาก็ไม่ได้นอน เอาแต่สวดมนต์เพราะคำสุดท้ายที่เพื่อนบอกว่า จะมานอนเล่นด้วยนั่นเอง”

ขวัญข้าวรู้ดีว่ารติมาอยากจะแกล้งเพื่อนเล่น เพราะวันนี้เปรียวทำตัวได้น่าหมั่นไส้มากๆ ทว่าการฟังเรื่องผีในเวลาแบบนี้ มันทำให้เธอใจคอไม่ค่อยดีนัก

“เพ้อมาก” เปรียวกลอกตาเหนื่อยหน่าย “พอกันทั้งคู่ คนนึงก็ชอบเขียน อีกคนก็ชอบเล่า มีแต่เรื่องไม่บันเทิงเริงใจ”

ฉับพลัน ใครคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาภายในร้าน เบรกการสนทนาของกลุ่มไว้ ชายหนุ่มตัวสูงโปร่ง กับดวงตาล้ำลึก

ธรรม์ทัพ!

“สวัสดีค่ะ มีอะ...”

รติมาเอ่ยทักได้แค่ครึ่งประโยค ชายหนุ่มก็ตรงเข้าคว้าแขนขวัญข้าวท่ามกลางความตกใจของเพื่อนฝูง

ทั้งที่จับอย่างทะนุถนอม เบามือ และถ้าขัดขืน ก็คงสลัดหลุดออกโดยง่าย ทว่าหญิงสาวกลับรู้สึกเหมือนมีเชือกเส้นใหญ่ๆ ล่ามไว้แน่นเหนียวจนยากจะดิ้นขืน

“มากับผม” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นพอๆ กับสีหน้า

“เรื่องอะไรของนาย ฉันกำลังคุยกับเพื่อน!”

คนตัวสูงผินหน้าไปทางเปรียวและรติมา ค้อมศีรษะให้เล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย

“เราขอตัวก่อนนะครับ มีธุระด่วน”

“นายยังไม่บอก...”

“ค่อยบอกในรถ” ธรรม์ทัพตอบกลับรวดเร็ว ก่อนจะยื่นหน้ากระซิบข้างหู

ใกล้จนแก้มแทบจะชิดแก้ม

“ถ้าไม่รีบสืบให้รู้ ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้คืออะไร อธิก์จะต้องตายภายในคืนนี้!”

แม้จะเป็นน้องชายต่างมารดา และเป็นคนอย่างนั้น หากด้วยมโนสำนึกของความเป็นคน ขวัญข้าวจึงต้องไป

ไม่ใช่เพื่อเขา... แต่เพื่อตัวเธอเอง

ถ้าช่วยได้ เธอจะรอด!

และโดยไม่รู้ตัว ลับหลังที่ทั้งคู่วิ่งขึ้นรถ สายตาของเปรียวที่จ้องมองพราวแพรวดังพรายน้ำ รติมาส่ายหน้าเบา อดไม่ได้ที่จะเหน็บสักที

“ทำหน้าอย่างนี้ คงมีเรื่องบันเทิงใจแล้วสิท่า”

สาวผิวแทนสะบัดหน้าพรืด ยิ้มติดมุมปาก

“คงงั้น”

คนแขวะจึงได้แต่เอือมระอา สัญชาตญาณของผู้หญิงบอกชัด เปรียวคงคิดอะไรไม่ดีต่อขวัญข้าวแน่ๆ ถึงจะไม่ได้รักเพื่อนนักหนา หากขวัญข้าวถือเป็นหุ้นส่วนที่ใช้ได้ ถ้ามีปัญหาขึ้นมา เธอคงลำบากไปด้วย

นังเปรียวนี่ต่างหาก ที่น่าโดนเขี่ยทิ้ง!

ยังไงซะ ต้องหาทางรู้ให้ได้ว่าแม่สาวเปรี้ยวเข็ดฟันนี่ คิดจะทำอะไร จะได้จัดการถูก ซึ่งคงสืบได้ไม่ยาก คนอย่างเปรียวไม่ฉลาดพอจะกุมความลับอยู่ ยอนิดยอหน่อย เผลอๆ เรื่องร้ายๆ ในใจจะเทออกมาพรวดๆ 

ที่น่าสนใจคือหนุ่มละอ่อนหน้าหล่อที่มาลากขวัญข้าวไปต่างหาก เขาเป็นใคร มาจากไหน 

และอยู่ในฐานะใดกับเพื่อนของเธอ

ไม่น่าจะใช่ญาติหรือคนที่รู้จักกันนาน เพราะถ้ารอบตัวขวัญข้าวมีคนที่รูปงามระดับนั้น คงยากจะรอดพ้นสายตาเฉียบคมของเพื่อนสาวมากเสน่ห์ สำหรับเปรียวแล้ว ยิ่งผู้ชายหล่อลากมากเท่าไหร่ เจ้าหล่อนก็ยิ่งอยาก ลาก เขามากเท่ากัน

ผู้หญิงอะไร ระริกระรี้ไปยันเงา!

รติมาเบะปาก เหลือบสายตาผ่านกระจกหน้าร้าน มองดูรถยนต์ของหนุ่มแปลกหน้าที่เพิ่งลากเพื่อนเธอออกไปด้วยความขุ่นมัว แล้วพลันนั้นเอง ที่ความรู้สึกกลับถูกเขย่า เปลี่ยนแปรเร็วรวด ความเยียบเย็นตะครุบแผ่นหลังจนขนลุกเกรียว

บนหลังคารถ! ชายไทยใส่ชุดโบราณนั่งวางท่าขึงขัง นัยน์ตาวาว!


>>>โปรดติดตามตอนต่อไป


[๑] ดอกไม้ไหว เป็นเครื่องประดับสตรีชาวล้านนา นิยมใช้ปักผมสำหรับไปวัดเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า นิยมทำลวดลายหลายแบบ ทั้งดอกจำปา ดอกเอื้อง ดอกพุดซ้อน เป็นต้น วัสดุส่วนใหญ่ทำด้วยทองเหลือง เงิน และทองคำ สำหรับชนชั้นสูง

[๒] ดอกเก็ดถะหวา หรือ ดอกพุดซ้อน

[๓] ลมที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในต้นฤดูฝน






Create Date : 20 ธันวาคม 2559
Last Update : 20 ธันวาคม 2559 19:57:35 น. 2 comments
Counter : 351 Pageviews.

 
มาต่อเร็วๆๆนะ เก๊าอยากรู้ จิทำยังงัย


โดย: sakeena IP: 14.207.11.78 วันที่: 21 ธันวาคม 2559 เวลา:17:04:18 น.  

 
แวะมาลงตอนที่ ๙ แล้วค้าบ คุณ sakeena

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ ^O^


โดย: ณนณ (ploy666 ) วันที่: 27 ธันวาคม 2559 เวลา:21:47:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เพียงแค่...ได้พบกัน
โลกก็พลันหยุดเคลื่อน
เดือนลับ ตะวันดับ
ณ กลางใจ!

ทุกสิ่งสยบให้ 'ความรัก'

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.