Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
19 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๑๕.จุมพิตสีเลือด)







ฝนพรางฟ้า 

บทที่ ๑๕ จุมพิตสีเลือด

-ณนณ-



เส้นควันสีขาวขุ่นลอยเลื้อยจากปลายธูปแดงวาบ ม้วนตัวสู่เบื้องบน คลี่คลาย กระจายกลิ่นไม้หอมตลบอบอวลทั่วโถงพิธี หน้าแท่นบูชา สตรีวัยกลางคนในชุดรุ่มร่ามคล้องพวงมาลัยแดงเต็มคอกำลังยืนย่อเข่า ตั้งท่าอย่างโขน หนักแน่น ขึงขัง จนน่าขนลุกขนพอง ใบหน้าทาด้วยสีดำสนิท เหลือกตาโพลง อ้าปากแยกเขี้ยว นานๆ ทีก็แลบลิ้นยาวออกมาสักครั้ง ให้สมกับเป็นร่างทรงเจ้าแม่กาลี[๑]

“ลูกมึงมันตัวกาลกิณี!”

คนทรงตวาดลั่น ชัดเจนทุกคำถ้อย ชี้นิ้วมายังสตรีที่นั่งตรงหน้า

พร้อมเพ็ญพนมมือแต้ แม้ท่านั่งจะเชิดระหง สง่างามสมกับเป็นสาวผู้ดี สังคมสูง หากสีหน้ากลับซีดคล้ำดำหมอง หาราศีไม่เจอ

“ใครอยู่ใกล้มันมีแต่จะฉิบหาย ดีไม่ดีมันจะเอามึงถึงตาย”

“เจ้าแม่ช่วยอะไรลูกดิฉันไม่ได้เลยหรือคะ”

“มึงตัดใจทิ้งมันเถอะ”

“แต่ขวัญข้าวเป็นลูกสาวคนเดียวของดิฉัน”

“ลูกที่ทำให้มึงวิบัติน่ะรึ” เสียงแหบพร่าทรงพลังตวาดซ้ำ “ผัวมึงมีเมียน้อยก็เพราะดวงกาลกิณีของมัน!”

คนฟังสะอึก เจ็บราวกับถูกหอกหลาวทิ่มแทง!

การถูกทิ้ง มันทรมาน ราวกับว่า เขาไม่เห็นคุณค่าในตัวเธอ

ทั้งชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่มีสิ่งใดเหลือ

กาลกิณี! กาลกิณี! กาลกิณี!!

คนทรงจดจ้อง ตาแทบถลน เห็นเป็นเส้นเลือดฝอยสีแดงชัดเจน

“ดวงมึงไม่แข็งพอจะคุ้มครองมัน อยู่ด้วยกันไปมีแต่จะตายโหงตายห่าทั้งแม่ทั้งลูก”



“คุณเพ็ญคิดดีแล้วหรือ อย่างไรเสีย ลูกก็ควรอยู่กับแม่”

กระแสเสียงนุ่ม อ่อนโยน ของนักพยากรณ์ตาบอดเอ่ยถาม หลังจากเด็กหญิงขวัญข้าวลับหายลงเรือน พร้อมเพ็ญถอนใจหนัก ความหวาดกลัวเข้าครอบงำทำให้สับสน

ถึงไม่อยากจะเชื่อ แต่ในความจริง ร่างทรงเจ้าแม่กาลีตายแล้ว!

ลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิดบอก ในวันนั้น นางทรงร้องเอะอะโวยวาย โบกมือปัดป้อง ละม้ายมีสิ่งที่มองไม่เห็นจู่โจมทำร้าย แล้วทันใด ไฟก็ลุกท่วมตัวนาง เพียงไม่ถึงนาที สรีระทั้งหมดก็กลายเป็นผลคลี

ที่น่าแปลก ไฟกลับไม่เผาสิ่งอื่นๆ รอบข้างเลย แม้กระทั่งพื้นไม้

มันเหมือน... ปรากฏการณ์ Spontaneous Human Combustion[๒]!!

พวกลูกศิษย์ใกล้ชิดพากันเชื่อว่า นี่คือการเดินทางของอาตมันที่บรรลุซึ่งโมกษะแล้ว

เป็นการหลอมรวมเข้าสู่ปรมาตมัน[๓]

ซากชีวิตจึงถูกเก็บรักษาไว้ในฐานะ วัตถุมงคล!

หาก พร้อมเพ็ญแน่ใจ นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ลึกลับ ไม่ใช่การรู้แจ้งธรรมะใดๆ ทั้งสิ้น

มันคือไฟแค้นที่พวยพุ่งมาจาก บางสิ่ง ที่ตามติดลูกสาวของเธอ!

มรณกรรมอันน่าสยดสยองนำความหวาดกลัวเข้ามากองในหัวใจ ประจวบเหมาะกับขวัญข้าวเกือบจะจมน้ำตาย คนเป็นแม่จึงคิดหนักถึงคำพูดสุดท้าย ที่เจ้าแม่ปรารภ

หากยังอยู่ร่วมกัน... ไม่เธอก็ลูก อาจเป็นศพต่อไป!

“คนเราเกิดมาก็ต้องตายทั้งนั้นคุณเพ็ญ” กังวานเสียงทุ้มปลอบประโลม “ผมเองก็ต้องตาย แต่ก่อนตายต่างหาก ที่สำคัญ”

“ดิฉันก็ไม่อยากเชื่อที่เขาพูดหรอกค่ะ แต่ทุกอย่างมันสอดคล้องกันไปหมด ไม่รู้จะทนได้อีกสักเท่าไหร่ถ้ายังเป็นแบบนี้”

“การกระทำของคุณ จะฉีกแผลในใจของหนูขวัญให้กว้างขึ้น”

“ขวัญข้าวเป็นเด็กดีค่ะ ไม่ว่าดิฉันจะสั่งอะไร แกจะต้องทำตามโดยไม่มีเงื่อนไข แล้วอีกอย่าง เด็กตัวแค่นั้นจะมีแผลใจอะไรกันนักกันหนา ดิฉันต่างหากที่คอยอกสั่นขวัญแขวนไม่เว้นวัน เพราะไม่รู้จะเกิดอะไรอีก คุณบอกดิฉันเองนะคะ ว่าชีวิตขวัญข้าวไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว... มันเป็น ชะตากรรม”

“ชะตากรรม” คนตาบอดระบายลมหายใจยาว “ชะตากรรมคือสิ่งที่กำหนด แต่มันก็คือสิ่งที่คุณสร้าง ผมไม่เคยบอกให้คุณเดินตามหรือวิ่งหนีชะตา

“เราพยากรณ์สิ่งต่างๆ เพื่ออะไรล่ะคุณเพ็ญ เราพยากรณ์สิ่งต่างๆ ไม่ใช่เพื่อให้หวาดหวั่น เกรงกลัว ตื่นตระหนก แต่เราพยากรณ์เพื่อให้ระมัดระวัง เตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่หรือ”

คำพูดของนักพยากรณ์ตาบอดเป็นเหมือนน้ำทิพย์ที่หยาดหยั่งลงสู่หัวใจ คล้ายๆ จะมีแสงสว่างส่องนำทาง หากแล้ว แสงนั้นก็ดับวูบ ประหนึ่งเปลวเทียนต้องลม

คลื่นทะเลภายในใจของพร้อมเพ็ญยังแปรปรวนนัก

คนที่เผชิญหน้าต่อความตาย ใครบ้างไม่หวั่นเกรง

แต่พร้อมเพ็ญไม่รู้ ไม่เคยรู้ และจะ... ไม่มีวันรู้ ว่าผู้ที่ยอมตายเท่านั้น ถึงมีชีวิต!

สุดท้าย จึงตัดสินใจ

“ฉันยอมทิ้งลูก ดีกว่าเราต้องตายด้วยกันทั้งคู่!”



แสงอรุโณทัยเริ่มหม่นสลัวเมื่อเมฆดำทะมึนตั้งเค้าเหนือคัคนางค์ ลมพายุแรงกล้ากระโชกกระชากพัด ส่งเสียงหวิวหวีดกรีดร้องจนก้องมาถึงภายในบ้าน

เข้ามา... ถึงในใจ

แม้กิริยาภายนอกจะนิ่ง ทว่าสีหน้าของขวัญข้าวฉายชัด กระด้างราวกับแผ่นศิลา

เธอไม่พอใจที่ป้าต้อยคอยส่งข่าวรายงานเรื่องเธอให้แม่รู้ ไม่พอใจที่รติมายอมออกจากห้องไปง่ายๆ เมื่อแม่ร้องขอ

และยิ่งไม่พอใจที่แม่ก้าวเข้ามาเพื่อบงการชีวิตเธอเฉกเช่นอดีต!

คนที่เคยทอดทิ้งไป ยังมีสิทธิ์อะไรในเธอ!!

สองมือที่ใครต่างยกชูว่าสร้างโลก กลับเป็นสองมือที่ผลักไสไม่ไยดี

“แม่กลับมาทำไม”

น้ำเสียงเย็นเฉียบไม่ต่างจากน้ำแข็ง ดูเถอะ แม้แต่เวลานี้ ผู้ให้กำเนิดของเธอก็ยังคงนั่งวางท่า เชิดคางชูคอตามมาดผู้ดีทุกกระเบียด ท่าทางที่ขวางกั้นจนเธอเข้าไม่ถึง

มารดาของเธอไม่ต่างอะไรจากหุ่นปั้นชั้นครู แม่คือเครื่องเคารพอะไรสักอย่างที่เธอต้องเชิดชูบูชา

ไม่ใช่มนุษย์ที่มีไว้รัก!

เหมือนมีหมอกพร่าควันพรางระหว่างคนสองคน

“แม่เป็นห่วง”

“เป็นห่วง” ขวัญข้าวเลิกคิ้ว “ตลกจังเลยนะคะ ทำไมมานึกเป็นห่วงเอาตอนนี้ล่ะ”

พร้อมเพ็ญวางหน้าเฉย ราวกับไม่สะทกสะท้านใดๆ ต่อถ้อยคำเหน็บแหนมแกมประชดของลูกสาว ทว่าลมหายใจเหมือนติดขัด

ทิฐิของขวัญข้าวยังแรงกล้า ไม่ใช่เวลาที่จะกล่อมให้ลูกเชื่อฟัง

นี่สินะ แผลในใจ ที่นักพยากรณ์คนนั้นพูดถึง!

“ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้วันอื่นเถอะ” ผู้เป็นมารดาตัดบท ริมฝีปากทาลิปสติกสีเข้มขยับเบา “แต่วันนี้ ลูกต้องไปทานมื้อเที่ยงกับกุมภ์ กับท่านนายพล”

“ถ้าไม่ไปล่ะคะ”

“แม่ไม่ได้ให้ลูกเลือก” ถ้อยคำ ย้ำ ชัด “แม่ตัดสินใจให้แล้ว”

ขวัญข้าวจิกเล็บกับอุ้งมือแน่น อุ่นวาบในดวงตา แสบร้อนในดวงใจ เหมือนมีใครเอาเหล็กเผาไฟกระหน่ำฟาด

“นั่นสิ ขวัญลืมไปเลยว่าทุกอย่างในชีวิต แม่จะต้องเป็นคนตัดสินใจให้เสมอ ขวัญไม่มีสิทธิ์ในชีวิตของตัวเอง!”

“ขวัญข้าว!” น้ำเสียงของพร้อมเพ็ญกระด้างขึ้นเมื่อถูกยั่วโมโห “ลูกควรรู้ ว่าแม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ แล้วทั้งหมดที่ทำลงไป ก็เพื่อปกป้องเรา”

“เรา ที่แปลว่าแม่คนเดียวน่ะเหรอคะ”

สาวร่างเล็ก บอบบาง ลุกอย่างทะนง ริมฝีปากบิดเบี้ยวเหยเก แต่ก็ยิ้ม คล้ายอยากจะเย้ยโลก เย้ยคนตรงหน้า ยืนค้ำหัวผู้ให้กำเนิด แล้วยกแขนกอดอก

ดวงตาคมกล้าจับนิ่งจนผู้เป็นมารดาสะท้าน... คล้ายแววตาใครบางคนที่เคยเห็นในเงาฝัน

“ถ้าแม่อยากให้ขวัญไป ได้ค่ะ! ขวัญจะไป! แม่อุตส่าห์กลับมาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ทั้งที ขวัญจะปฏิเสธได้ไงล่ะคะ จริงไหม!”




“เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ พอกลับจากโรงพยาบาลก็ต้องนอนพักฟื้นที่บ้านอีกหลายวัน และด้วยความที่พ่อกับแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่ เธอจึงอยู่บ้านคนเดียว

“แต่เรื่องมันเกิดขึ้นในวันหนึ่ง ตอนที่กำลังคุยโทรศัพท์กับแฟน จู่ๆ เขาก็ถามว่าตอนนี้เธออยู่กับใคร ทำไมมีเสียงผู้ชายห้าวๆ ลอดเข้ามาในโทรศัพท์ เด็กสาวก็ตอบปฏิเสธและคิดว่าแฟนคงอำเธอเล่น แต่เขาก็ยืนยันว่าได้ยินเสียงจริงๆ และคิดว่าเด็กสาวกำลังโกหกปิดบังผู้ชายคนใหม่เอาไว้ ทั้งคู่ทะเลาะกันหนักมากจนกระทั่งฝ่ายชายโมโหตัดสายทิ้ง เด็กสาวเองเริ่มหวาดกลัว เพราะภายในบ้านมีเธอแค่คนเดียวเท่านั้น ถ้าเขาไม่ได้อำ แล้วเสียงนั้นเป็นเสียงของใครกันล่ะ!

“พอคิดได้ เธอก็รีบคว้าเสื้อคลุมสีชมพูเตรียมออกจากบ้าน อย่างน้อยก็รอให้พ่อแม่กลับมาก่อน แต่จังหวะที่กำลังบิดลูกบิด โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เด็กสาวรีบรับ คิดว่าแฟนโทรฯ มาง้อ แต่เสียงที่ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์นั้น กลับกลายเป็นเสียงผู้ชายห้าวๆ บอก “ขอฉันคุยด้วยคนสิ ฉันเหงา และพอประตูหน้าบ้านเปิด เธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง มีเลือดโทรมตัว กำลังฉีกยิ้มให้อย่างเยียบเย็น!”

“ผีหลอกตอนกลางวันด้วยเหรอคะ” ป้าต้อยถาม พลางลูบขนแขนที่ลุกชันหลังจากฟังเรื่องที่รติมาเล่าจบ

“ผีเดี๋ยวนี้ทันสมัยค่ะป้า จะเช้าสายบ่ายเย็น ก็ออกมาได้โม้ด”

“โม้ดเลยเหรอคะ”

“ค่ะ โม้ดเลย”

ป้าต้อยหัวเราะ อยากจะแขนหญิงสาวคราวลูกสักเผียะแต่ไม่ได้ทำ

“คุณก็จริงๆ เลยนะคะ เรื่องตลก เรื่องแปลกๆ มีตั้งเยอะตั้งแยะไม่เล่า อยากจะมาเล่าเรื่องผีเสียอย่างนั้น ไม่กลัวเหรอคะ”

“ป้าคะ” รติมาทำเสียงต่ำ ลึกลับ “หนูน่ะไม่ได้กลัวผี หนูกลัวตาย”

“เอ๊า เป็นงั้นไป”

สาวร่างท้วมไหวไหล่เบา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย

“แม่ของขวัญเขาสวยจังเลยนะคะ”

ป้าต้อยพยักหน้ารับ มือก็แกะหอมแดงไปพลาง

“คุณพร้อมเพ็ญเธอเป็นคนสวยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ สวยแบบนิ่งๆ”

“แต่ว่า ทำไมหนูไม่เคยเห็นเลยล่ะ หนูว่าหนูก็รู้จักกับขวัญมานานแล้วนะ”

“คุณจะเคยเห็นได้ไงคะ คุณเพ็ญเธอเปิดร้านอยู่ต่างประเทศ”

“ร้าน... เหรอคะ อย่างนี้ก็รวยสุดๆ เลยสิเนี่ย น่าอิจฉาจัง”

“คงรวยมั้งคะ” ป้าต้อยตอบแบ่งรับแบ่งสู้ “แต่ทรัพย์สินของตระกูลส่วนใหญ่ก็เป็นของคุณขวัญเธอทั้งนั้น”

รติมาหูผึ่ง แต่พยายามทำตัวให้แนบเนียนด้วยการหัวเราะกลบเกลื่อน

“สรุปว่าเพื่อนหนูรวยสุดสิคะเนี่ย”

“คงมากอยู่หรอกค่ะ ถ้าคุณขวัญไม่เอาไปซื้อที่จากคุณอธิก์เธอเสียหมด”

แม่บ้านมากวัยกล่าว ติดจะเคืองๆ ทว่าเมื่อพลั้งปากมาแล้ว ก็รู้สึกผิดจนหน้าเจื่อน

“ขอโทษค่ะ ป้าปากมากไปหน่อย”

“เอ” รติมาแสร้งขมวดคิ้วนิดๆ ตีหน้าให้ดูเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนอย่างจริงใจ เพราะรู้ดีว่า นั่นคือจุดอ่อนของป้าต้อย

สาวแก่ขึ้นคานคนนี้รักขวัญข้าวเสียอย่างกับลูก ถ้าเธอกระทุ้งอารมณ์ อยากปกป้อง ขึ้นมา ก็คงจะง้างปากป้าต้อยให้หลุดข้อมูลทรัพย์สินของขวัญข้าวมาได้บ้าง

“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคะป้า แต่ที่ดินพวกนั้น ไม่ใช่คุณพ่อยกให้ยัยขวัญหรอกเหรอคะ ใครๆ ก็เข้าใจแบบนี้มาตลอด”

ป้าต้อยอึดอัดใจเต็มทน จึงระบาย

“ไม่ยกให้หรอกค้า พอคุณท่านหย่าขาดกับคุณเพ็ญ คุณขวัญเธอก็เปลี่ยนนามสกุลตามคุณแม่ ไม่ใช่คนที่จะสืบทอดวงศ์ตระกูลของคุณท่านต่อไป สมบัติส่วนใหญ่เลยกลายเป็นของคุณอธิก์กับคุณนารี ที่เห็นคุณขวัญพอจะมีอยู่อย่างทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นมรดกทางฝั่งคุณตาคุณยาย พอคุณท่านเสีย คุณนารีกับคุณอธิก์คงคิดว่าสมบัติทางนี้เป็นของคุณท่านด้วย จะขอเข้ามามีเอี่ยว พอรู้ว่าไม่ใช่ ก็เลยเอาที่ดินของคุณท่านมาขู่ว่าจะขายคนอื่น คุณขวัญเธอไม่อยากให้ที่ดินบรรพบุรุษเปลี่ยนมือไปอยู่กับคนนอกตระกูล เลยต้องยอมซื้อในราคาสูงกว่าปกติ”

“ไม่เห็นขวัญเคยบอกเลยค่ะ”

“คุณขวัญเธอไม่ปริปากบอกใครหรอกค่ะ เธอไม่อยากให้คุณอธิก์ต้องเสียชื่อเสียง ถึงยังไงก็นับว่าน้อง”

ฮึ! ก็แค่เสแสร้งแกล้งตอแหลไปอย่างนั้นล่ะมั้ง สร้างภาพจอมปลอมเป็นแม่พระ จะได้คอยยกตัวให้เหนือคนอื่น ถ้าเป็นคนดีจริง ทำไมไม่ช่วยน้องชายตัวเองโดยไม่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนล่ะ

ดีไม่ดี พออธิก์ตาย ขวัญข้าวอาจจะหัวเราะในใจอยู่ก็ได้!

“โธ่ หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะคะ ว่ายัยขวัญจะมีเรื่องลำบากขนาดนี้ ปัญหาของคนรวย แค่คิดว่าต้องจัดการเงินไม่กี่ล้านหนูยังปวดหัวเลยค่ะป้า คิดดูว่ายัยขวัญต้องดูแลทรัพย์สินตั้งเท่าไหร่”

“ถือว่าโชคดีแหละค่ะ ที่มีคุณทนายคอยช่วย”

“ทนายเหรอคะ”

“ค่ะ” ป้าต้อยยิ้มแย้ม “คุณกำพล เป็นทนายประจำตัวของคุณขวัญ คอยดูแลเรื่องทรัพย์สินมรดกให้ทั้งหมด”

รติมาพยักหน้าเบา ยิ้มนิดๆ

กำพล! เธอไม่ลืมชื่อนี้แน่นอน!




ริมฝีปากอุ่นร้อนของหมื่นหาญตะครุบแรงบนเนินอกสล้าง เลื้อยไล้ไต่ตามลำคอ ก่อนจะอ้อยอิ่งตรงหลังซอกหูของหญิงสาวในอ้อมอก สองมือตะโบมนิ่มเนื้อนวลใจ เพลิงพิษแรงร้อนทำพุดซ้อนบิดเร่าทุรนทุรายคล้ายจะตายเสียให้ได้ ปานว่าวิญญาณจะถูกฉีกกระชาก ล่องลอย.. ไปยังแดนสรวง...

นาคาถาโถมลึก               

วนว่ายดึกด่ำสาคร

ครืนครืนโยกคลื่นคลอน

กระฉอกชะตลิ่งตะแคง

รั้งรัดสะบัดเกลียว

เลื้อยลดเลี้ยวเปรียวปราดแผลง

เกาะแก่งแล่นเลียบแรง         

วนเวียนแกล้งแต่งหินช้ำ

เร้นลอดหลุบนานนาน         

ถ้ำตระการหนีบบีบซ้ำ

ผุดผลุงทะลุถ้ำ                       

ชละพิษะพลั่งพรู ๏


เมื่อกลอารมณ์ทะยานถึงขีดสุด สรรพสิ่งก็คลี่คลาย ดั่งเมฆสายระหายระเหย ดุจเกลียวคลื่นกลืนสงบ... หมื่นหาญพลิกตัวระบายลมหายใจยาว ร่างเปลือยเปล่าเอนอิงรากไม้ ตระกองกอดนางพุดซ้อนไว้แนบแผ่นอกหนากว้าง เนื้อชิดเนื้อ เทถ่ายไอร้อนจากผัสสะกายภายใต้เงาสนธยาที่ทาบทับ

มิเสียแรง ที่เขาอุตส่าห์ร่ำเรียนวิทยาอาคมจากครูบาอาจารย์จนเจนจบ ไม่มีหญิงใดที่เขาหมายตาจะรอดพ้นแหสวาทที่เขาหว่านทอด

ต่อให้สิบขุนแผนก็เถิด กูมิด้อยกว่าดอก!

หนุ่มหน้าหล่อใจไม่ซื่อนึกลำพองในชาติชายแห่งตนโดยไม่ทันสังเกตแววตาของนางอรชรผู้นอนเคียง นัยนานั้นมิได้เคลิ้บเคลิ้มมัวเมาระทดระทวย เยี่ยงคนต้องมนต์คาถา กลับปะทุเปลวปรารถนาจากก้นบึ้ง

นาง... อิ่มเอม...

รสรักที่ขุนนางหนุ่มจากอโยธยาบรรจงป้อนลงปากช่างแตกต่างจากรสชาติที่เคยลิ้ม เหมือนเขานั่งอยู่กลางใจนาง จึงรู้วิธีเคี่ยวเข็ญเฟ้นย้ำ ปลดปล่อยสัตว์ชั่วให้หลุดทะยานจากกรงขัง ผิดกับไอ้ชดและอินทร ไอ้หนุ่มบ้านทุ่งผู้มีศักดิ์เป็นน้องเขยดีแต่มุทะลุดุดัน หัวซุกซุนซอกๆ อย่างกับควายหมายหนอง อิ่มหนำสำราญแล้วก็จบกัน ส่วนผู้ผัวของนางก็อ่อนละมุนละไมราวกับสายธารรินไหล มิอาจกำราบนางได้อยู่หมัด

นึกแล้วให้น่าคิด... หาก... ไม่ผิด รีต และ รอย

นางอยากจะลองลิ้มรสชาติทั้งสามนั้นเสียให้พร้อมกันในคราวเดียว!

แววตาคมเหมือนนางเหยี่ยวเกี้ยวจับดวงหน้าคมคาย รอยยิ้มกระหยิ่มของหมื่นหาญกวนใจเหลือทน

พุดซ้อนหยัดกายนั่ง มือป่ายปะหาผ้าแถบที่หลุดรุยไปกองตรงปลายตีน แต่หมื่นหาญลุกขึ้นรวบกอดจากเบื้องหลัง คางเกยไหล่ กระซิบข้างหู

“เอ็งจะไปไหนรึ”

“ต้องกลับแล้วเจ้าค่ะ หลบมานานนัก พี่อินทรจะสงสัย”

“ผัวเอ็ง” คนพูดเว้นวรรคอย่างจงใจ “เลิกรากันเสียมิดีหรือ อย่างไรเอ็งก็ถือเป็นเมียข้าแล้ว ข้าปวดใจ หากเอ็งต้องมือชายอื่น”

บรรจงแตะจมูกลงบนเนื้อเนียน สูดกลิ่นหอมจนติดปอด หญิงสาวขยับเอียง ยิ้มนิด

“คงมิได้ดอกเจ้าค่ะ ท่านหมื่น ท่านอินทรไม่มีความผิดอันใดให้ข้าต้องเลิกร้าง”

 แต่ถ้าหาก... ต้องเลือกแค่คนเดียว

ถ้าเป็นไปได้

ให้ผัวของนางหายไปเสีย นางอาจได้เสพสุขมียศตำแหน่งอย่างใครเขาบ้าง

แม้บุรุษที่กำลังซุกซนบนเรือนร่างของนางจะมียศศักดิ์แค่หมื่น... แต่ในไม่ช้า ก็ต้องเลื่อนไปตามลำดับชั้น

คราวนั้นล่ะเหวย อีพุดซ้อนคงจะได้กลายเป็นคุณหญิงคุณนายกับเขาบ้าง

อยู่กับไอ้อินทร จะมีอะไรดี เป็นเพียงแค่คหบดีทำการค้ากับล้านนาและเมืองจีน ถึงจะร่ำรวยทรัพย์เพียงไร แต่ไม่อาจนับได้ว่ามีหน้าตา

มิหนำซ้ำ ผัวนางก็เป็นเพียงลูกอีเมียน้อย ไหนเลยจะได้รับเกียรติเท่าพี่สาวมันที่เมืองกรุง!

คนฟังบิดรอยยิ้มติดมุมปาก แววตาคมวาบดั่งแสงตะวันเพลาเที่ยง

“แล้วหาก ผัวเอ็งมีความผิดเล่า จะเลิกร้างกันได้ฤๅไม่”

แม่ดอกพุดซ้อนนิ่ง ราวกับชู้รักอ่านใจนางออกอย่างนั้น!

แต่อย่าเพ่อเลย นางยังไม่อยากเป็นของตายสำหรับใคร

“ข้าไปดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านหมื่น”

“พี่หมื่นซิ” แววตาคนพูดกรุ้มกริ่ม

พุดซ้อนไม่ตอบรับคำ แต่ยืนขึ้น อากาศธาตุโอบรัดเรือนกายผุดผ่องของนางต่างอาภรณ์ หมื่นหาญยุดข้อแขนนางไว้ ทั้งที่ยังอยู่ในท่านั่ง  

“ข้าจะได้ชมสวนกับเอ็งอีกหรือไม่”

คนถูกถามยิ้ม พราวพรายคล้ายประกายดาริกา ก่อนจะห่มผ้ารัดเนียนเนื้ออัดแน่น

“สุดแต่ท่านซีเจ้าคะ... พี่หมื่น”




“เปรียวรักพี่ไหม”

หญิงสาวไม่อยากเชื่อ ว่าคำถามนี้จะเปล่งจากปากของกุมภ์

ในห้องๆ เดิม บนเตียงๆ เดิม เธอยังคงเปลื้องผ้านอนแอบแนบชิดคู่หมั้นของเพื่อนอย่างไม่สะทกสะท้าน

เพื่อนหน้าโง่ ที่ไม่ยอมรู้ตัวเสียทีว่าถูกสวมเขา!

“เปรียวรักพี่ไหม”

ชายหนุ่มเอ่ยย้ำอีกครั้ง หญิงสาวแหงนมองเขา คนตรงหน้าเหมือนจะชัดเจนแต่ก็เลือนรางในเวลาเดียวกัน

“รักสิคะ เปรียวรักพี่ยิ่งกว่าใครๆ ทั้งนั้น”

“มากกว่า ทุกๆ คนเลยเหรอ”

“ค่ะ”

แทบจะไม่ต้องรอคำตอบ ริมฝีปากของชายหนุ่มก็โจมจู่ลงมาจูบดูดดื่ม ร้อนแรง เปรียวหลับตาพริ้ม สองมือสอดใต้เรือนผมหนาของเขา ขยี้ด้วยเสน่หาที่รุกเร้า

ฉับพลัน! รอยสัมผัสกลับแตกต่างรวดเร็ว ความเหนียวเหนอะ แหยะๆ เข้ามาแทนที่ พอปล่อยมือ เส้นผมของชายหนุ่มก็หลุดเป็นกระจุกติดซอกนิ้ว กลิ่นผู้ชายหอมชื่นก็กลายเป็นกลิ่นเหม็นสาบไหม้ และริมฝีปากที่บดเบียดเธออยู่ก็กลายเป็นชิ้นเนื้อเหวอะหวะ!

เปรียวลืมตา! สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าไม่ใช่กุมภ์ หากแต่เป็นใครอีกคนที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมกำลังกัดริมฝีปากเธอแน่น!

สาวผิวแทนกรีดร้องลั่น ทั้งเตะทั้งถีบ กระชากตัวเองออกจากพันธนาการอย่างรุนแรงจนพลัดตกเตียง ริมฝีปากส่วนหนึ่งของเธอยังคาอยู่ในปากของมัน! เจ้าหล่อนร้องไห้ฮือ มือกุมหน้า กระถดถอยอย่างรวดเร็ว เลือดไหลพลั่กๆ อาบเยิ้มเต็มคาง ละเลงจนถึงหน้าอก

มัน ไม่รีรอ โผนตัวกระโดดมายืนตรงหน้าเธอ ถีบเต็มตีนจนเธอล้มนอนหงาย แล้วเหยียบหน้าอกเธอไว้ ก่อนจะย่อตัว แขนชันเข่า โน้มหน้ามาหา

“มึงรักกูไหม!”

อยากจะกรีดร้อง แต่หายใจไม่ออก ไม่มีเสียงหลุดมาสักนิด!

“มึงรักกูไหม!”

กลัวแล้ว! กลัวแล้ว! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!

“อีพุดซ้อน! มึงรักกูไหม!!!”



เปรียวกรี๊ดลั่นห้อง ทะลึ่งตัวพรวดขึ้นนั่งบนเตียง เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าเต็มตัวทั้งที่ภายในห้องเย็นจัดด้วยอากาศจากแอร์คอนดิชั่นเนอร์ หญิงสาวหายใจหอบถี่

บ้าเอ๊ย! แค่ฝันไปหรอกเหรอเนี่ย!

สองมือกุมหน้า สูดหายใจลึกๆ พอตั้งสติได้ก็เสยผมไปด้านหลัง สงสัยจะฟังรติมาพูดมากไป เลยเก็บเอามาหลอน ช่างมันเถอะ เธอไม่ใช่คนที่จะหาสารประโยชน์อะไรจากความฝันงมงาย อีกไม่กี่นาทีก็ลืม

นาฬิกาบอกเวลาสิบโมงกว่า กุมภ์ออกไปตั้งแต่เช้า เห็นว่าวันนี้มีนัดกินข้าวเที่ยงกับขวัญข้าวและบิดาของเขา

ถ้าตาแก่นั่นออกโรงเอง เห็นทีเรื่องที่พวกเขาคุยจะมีเรื่องเดียว

งานสมรส!

ควรทำยังไงล่ะ ปล่อยให้พวกนั้นแต่งงานกันไปก่อน แล้วค่อยเหยียบหัวใจของขวัญข้าวให้แหลกทีหลัง กดดันให้มันกลายเป็นเมียหลวงสับปะรังเคซ้ำรอยแม่ของมัน หรือควรจะเขี่ยนังเพื่อนตัวดีให้พ้นทางก่อนที่มันจะเดินหน้าเข้าสู่พิธีมงคล

พอคิดถึงตรงนี้ ภาพจำเมื่อคืนก็ย้อนกลับมา

ที่ศาลาภายใน หนุ่มหน้าหล่อคนนั้นสร้างความคลางแคลงใจให้แก่กุมภ์อย่างมาก

แม้จะเป็นแค่ชู้ แต่เธอรู้ใจเขา ภายนอกกุมภ์อาจวางท่าทางใหญ่โต แต่ภายในใจนี่สิ กำลังระส่ำระส่ายอย่างหนัก เกรงกลัวว่าขวัญข้าวจะกลายเป็นอื่น

ผู้ชายอย่างกุมภ์ จะไม่มีวันให้ใครมาลูบคมเด็ดขาด!

การที่เขายังคงรักใคร่หวงแหนขวัญข้าว ก็แค่ยังไม่มีเหตุผลใดมาทำลายศักดิ์และศรีแห่งความทระนงตน

แต่ถ้า ขวัญข้าวเป็นฝ่ายทำผิดต่อกุมภ์ล่ะ

เปรียวเริ่มยิ้มออก ก่อนจะล้มตัวลงนอนด้วยความสบายอกสบายใจ ว่าแต่ ผู้ชายคนนั้นชื่ออะไรนะ อยากจะลองทอดให้เขาสักครั้ง อยากรู้กามลีลาของหนุ่มแปลกหน้าดูสักหน

ความคิดแล่นเวียนวนท่ามกลางกระแสราคะบิดมวน โดยหารู้ไม่... ข้างกายของเธอมีเงาดำทมิฬนอนหงาย บ่ายหน้า ถลึงตามอง!


>>>โปรดติดตามตอนต่อไป



[๑] เจ้าแม่กาลีเป็นปางหนึ่งของเจ้าแม่อุมา เทพเจ้าของชาวฮินดู มีผิวกายสีดำสนิท นิสัยดุร้าย มี ๑๐ พระกร ถืออาวุธครบ แลบลิ้นยาวถึงทรวงอกและมีเลือดไหลเปรอะริมฝีปาก เครื่องประดับคือหัวกะโหลกและงูใหญ่ เชื่อกันว่ามีพลังอำนาจในการขจัดคุณไสยมนตร์ดำ

[๒] Spontaneous human combustion (SHC) คือปรากฏการณ์ที่ร่างกายมนุษย์เกิดการลุกไหม้ขึ้นเองโดยปราศจากแหล่งความร้อนจากภายนอก

[๓] อาตมัน โมกษะ และปรมาตมัน คือหลักธรรมสำคัญตามศาสนาฮินดู อาตมันคือวิญญาณในมนุษย์ เป็นอมตะ ไม่มีวันสูญสลาย แต่เมื่อยังไม่บรรลุโมกษะ หรือ การหลุดพ้น วิญญาณก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้น แต่วิญญาณดวงใดที่บรรลุโมกษะได้แล้ว วิญญาณนั้นก็จะเข้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิญญาณของพระเจ้าสูงสุดที่เรียกว่า ปรมาตมัน




Create Date : 19 มีนาคม 2560
Last Update : 19 มีนาคม 2560 13:28:35 น. 2 comments
Counter : 249 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
ร้ายจิงๆๆนังนี่


โดย: sakeena IP: 49.228.196.157 วันที่: 20 มีนาคม 2560 เวลา:13:37:44 น.  

 
รอดูตอนกรรมตามสยอง เอ๊ย ตามสนอง ละกันครับ ฮ่า ฮ่า

ขอบคุณที่แวะมาคอมเม้นท์ครับ คุณ sakeena


โดย: ณนณ (ploy666 ) วันที่: 28 มีนาคม 2560 เวลา:17:22:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เพียงแค่...ได้พบกัน
โลกก็พลันหยุดเคลื่อน
เดือนลับ ตะวันดับ
ณ กลางใจ!

ทุกสิ่งสยบให้ 'ความรัก'

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.