Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
13 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๗.ดอพเพลแกงเกอร์)











เกริ่นนำ

สวัสดีครับ วันนี้มาตอนเช้า (ยังไม่ได้นอน ฮ่า ฮ่า)
แต่ถึงจะเป็นตอนกลางวันก็หลอนได้นะเออ

จะว่าไป เวลาเขียนนิยายเรื่องนี้
คนเขียนต้องขุดหาเรื่องผีมาอ่านเยอะมากเลยครับ
จนตอนนี้แทบจะกลายเป็นหมอผีไปแล้ว ฮ่า ฮ่า
เพราะตั้งใจเอาไว้ว่า จะเขียนเป็นกึ่งๆ รวบรวมเรื่องผีสั้นๆ
และทฤษฎีเกี่ยวกับผีๆ หรือเรื่องลึกลับ เอาไว้ด้วย 

อยากรู้ไงครับ ว่าจะสามารถผนวกเอาตำนานผีจากทั่วโลก
และทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลาย  มาทำในรูปแบบไทยๆ ยังไงให้ลงตัว

คือ ไม่ให้มันประดักประเดิดออกไปจากบริบทสังคมไทย
ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้เป็นผีที่ถูกอธิบายได้ด้วยเหตุผลที่คุ้นเคย
หลายๆ บท หลายๆ ตอนเลยมีเชิงอรรถค่อนข้างยาว
ใครอ่านแล้วรู้สึกรกตา ต้องขออภัยอย่างยิ่งครับ

ส่วนเรื่องคำหยาบ (ตรงนี้ผมค่อนข้างกังวลนิดนึง)
ใจจริงก็ไม่อยากใช้มากครับ เพราะรู้สึกว่านิยายโลว์ไปเลย ฮ่า ฮ่า
แต่พอลองเขียนว่า เอ็ง ข้า หรือ อะไรอย่างอื่น มันไม่คุ้นจริงๆ ครับ
เขียนไปขนลุกไป เพราะเขินตัวเอง
สุดท้ายเลยต้องใช้ศัพท์แบบนี้ โดยไม่เลี่ยง
เพื่อให้สมจริงกับตัวละครเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะเวียนมาอ่านนะครับ
ขอบคุณคอมเม้นท์ให้กำลังใจจากคุณ sakeena จากบทที่แล้วด้วยครับ
และขอเชิญทุกท่านอ่านบทที่ ๗ ดอพเพลแกงเกอร์ กันได้เลยครับ 

ณนณ

.................................................



ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๗ ดอพเพลแกงเกอร์



www.go2writer.com



แม้จะทำหน้าที่แม่บ้านมานาน และรู้ว่าอะไรควรไม่ควร หากสิ่งที่เพิ่งพบเจอ ก็ทำให้ป้าต้อยไม่กล้าอยู่คนเดียว โดยเฉพาะยามที่ฟ้าด้านนอกมืดสนิทราวน้ำหมึกราด ทำให้สุดท้ายต้องนั่งรวมภายในห้องกับเจ้านายสาวและชายหนุ่มแปลกหน้าที่เพิ่งเคยพบ

ถึงจะไม่รู้ ที่เขาอ้างตัวเป็นหลานชายของนักพยากรณ์ตาบอดนั้นหมายความเช่นไร หากพอเห็นทีท่าของคุณขวัญแล้ว แสดงว่าทั้งคู่รู้จักกัน และเขาคงทราบว่าวันนี้เป็นวันเกิดคุณขวัญ จึงมาเที่ยวหา

ดีไม่ดี อาจจะรู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่!

ป้าต้อยทึกทักทำความเข้าใจตามนี้แล้วค่อยโล่งอก หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องที่น่ากลัวและยากต่อการรับมือ คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง

ชายหนุ่มตัวสูง สง่า ไม่ได้นั่งวางท่าเจ้าใหญ่นายโต ออกจะสุภาพเสียด้วยซ้ำ หากยิ่งพิศเพ่ง กลับยิ่งพบ เขามี อะไร สักอย่างที่โดดเด่นสะดุดตา ผ่องแผ้วด้วยราศีบริสุทธิ์

น้ำเสียงทุ้ม นุ่ม ไพเราะ ยามริมฝีปากแดงเรื่อขยับ ช่างน่าฟัง

“สิ่งที่คุณเห็น เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งจากชาติก่อน”

ขวัญข้าวขมวดคิ้วเบา หน้าเริ่มมีสีเลือดขึ้นมาบ้าง เนื้อตัวห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมผืนบาง

“ฉันระลึกชาติได้เหรอ”

“คล้ายๆ แต่ไม่เชิง... สิ่งที่คุณพบ คืออารมณ์เข้มข้นที่ดวงจิตของคุณจดจำ พอจะนึกออกไหม อย่างเช่น บางครั้งเวลาที่มีคนทำให้คุณโกรธ พอผ่านไปนานเข้า คุณอาจลืมไปแล้วว่าโกรธเรื่องอะไร แต่คุณยังจำได้ว่าคุณโกรธ”

ชีวิต... ตัวตน... ล้วนกอปรก่อขึ้นมาจากขันธ์ห้า[๑]เป็นเหตุและปัจจัย

รูป จำต้องสร้างใหม่

หาก จิต และ เจตสิก อาจส่งต่อข้ามภพภูมิ

หมดเหตุปัจจัยแห่งนามและรูปเมื่อใด เมื่อนั้นจึงล่วงสู่อนัตตา

“การระลึกชาติไม่ใช่เรื่องน่ากลัว” ธรรม์ทัพอธิบาย “แต่ที่อันตรายคือกระแสจิตของคุณ

“คนจำนวนไม่น้อยที่ฝึกจิตมาบ้าง จะสามารถมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าผ่านทางความฝัน หรือเกิดอาการเดจาวู แต่คุณไปไกลกว่านั้น เพราะคุณสร้างความจริงผ่านความฝันได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว อดีตชาติจึงใช้ความสามารถนี้ของคุณ ย้อนมาทำร้ายตัวคุณเอง”

“ยังไง”

“พูดง่ายๆ Lucid Dream คือประตูมิติของคุณ มันเป็นทางที่ดึงคุณไปสู่ชาติก่อน และเป็นทางที่ผู้ชายคนนั้นผ่านออกมา”

“แต่...” หญิงสาวเหลือบแลไปทางแม่บ้าน ไม่อยากให้ฝ่ายนั้นรับรู้ หากอย่างไรเสีย ไม่รู้วันนี้วันอื่นก็คงต้องรู้ อีกอย่าง เธอยังพอไว้ใจป้าต้อยได้ว่าจะไม่เอาเรื่องของเธอไปโพทะนาให้ใครๆ ฟัง “แต่ตอนที่ฉันเข้าไปที่มิตินั้น ไม่มีใครเห็นฉันสักคน”

“ผมขอเดาว่า เพื่อไม่ให้เกิด time paradox[๒] โลกที่คุณเข้าไปคือโลกที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นจริงตามนั้น หากคนในโลกนั้นเห็นคุณ ทุกอย่างจะถูกแก้ไข คุณจึงกลับไปได้เพียงแค่ เห็น”

“ไม่สิ ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่ง time paradox หนักเข้าไปใหญ่ เพราะการที่ฉันหายไปอยู่อีกมิติหนึ่ง ก็เท่ากับว่าฉันจะไม่มีตัวตนอยู่ในมิตินี้ ตำแหน่งของฉันจะต้องเป็นช่องว่าง แล้ว... เอ๊ะ”

ขวัญข้าวเพิ่งตระหนักถึงความร้ายแรงจากเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก หากเป็นไปตามทฤษฎีที่ธรรม์ทัพอธิบาย ถ้าอย่างนั้น ในช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ในโลกนี้ ตัวตนของใครสักคนจะต้องถูกสร้างขึ้นมาแทนที่เธอ

และ ใคร ที่ว่านั้นคงไม่พ้น

อินทร!

ในขณะที่เธอจะสลายไปในมิติแห่งกาลเวลา อินทรจะถูกสร้างขึ้นมาเติมช่องว่าง

เขา จะกลายเป็นตัวตนที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกใบนี้

เป็นมะเร็งร้ายของมิติเวลา

และอาจทำให้ห้วงกาลวิปริต!

“ทำไม” ขวัญข้าวถาม น้ำเสียงเปี่ยมความสับสน “เพื่ออะไร”

“เพื่อให้กงล้อแห่งกรรมหมุนต่อไป!”

กรรม... ที่สืบทอดและส่งต่อกันยาวนาน

กงกรรม... ที่วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ก่อเกิด... ดำรง... สูญดับ...

และจะยังคงหมุน โดยไม่อาจรู้ได้ว่าเมื่อใดจะหยุด

“ถ้างั้น...” ขวัญข้าวพูดอะไรไม่ออก คำทำนายจากนักพยากรณ์ตาบอดเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นจริง

เธอจะพบกับความตาย เมื่อถึงเบญจเพส

ด้วยน้ำมือของอินทร

ผีร้ายที่อาศัยความฝันของเธอ มาฆ่าตัวเธอเอง!

หญิงสาวเหลือบสายตาสบกับดวงนัยน์สีเข้มของชายหนุ่ม แววยะยับที่จับจ้องคล้ายจะค้นลึก... เข้าใจ... และเตือนให้รู้ตัว

“ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว จำที่ลุงเคยบอกคุณได้ไหม” ชายหนุ่มชูมือกางนิ้ว “ห้าคน... มีคนห้าคนที่ตกอยู่ในอันตราย”

ความรู้สึกเลือนๆ ลอยๆ เริ่มกลับชัดขึ้นมาทีละน้อย

“คุณรู้ใช่ไหม ว่ามีใครบ้าง”

หญิงสาวพยักหน้าเบาแทนคำตอบ เม้มริมฝีปากแน่น

ธรรม์ทัพโน้มตัวมาทางด้านหน้า ใกล้เธอมากขึ้น น้ำเสียงติดรอยเครียด

“คุณเห็นลำดับรึเปล่า”

“นายว่าอะไรนะ”

“ลำดับ” คนถาม ย้ำ ชัด “ทุกอย่างบนโลกนี้มีลำดับของมัน ถ้าเรารู้ อาจจะช่วยทุกคนได้ทัน”

“ไม่รู้สิ ฉัน... ก่อนจะกลับมา ฉันเห็น” คนทั้งสี่ยืนรายล้อมเธอทั้งสี่ทิศ เปลวเทียนส่องเลือนราง จับต้องดวงหน้าของแต่ละคนที่ปราศจากลูกตา

ต่างคนต่างล้ม

ต่างพลัดพราย... ร่วงสู่ห้วงแห่งความมืด

เปลวเทียนสะบัด ดับสิ้น

“อธิก์!” ขวัญข้าวเอ่ยชื่อนั้นขึ้นมา จำได้ คล้ายๆ ว่า เปลวเทียนของเขาดับลงก่อนใคร “ต้องใช่แน่ๆ อธิก์คือคนแรก!”

สิ้นคำ เสียงอ้อแอ้ขาดสติก็ดังหน้าประตู

“เรียกตั้งนาน ไม่มีใครได้ยิน ที่แท้ก็นั่งพลอดรักกับผัวน้อย! กูอยากรู้จริงว่าใครมันเป็นหนูตกถังข้าวสารวะ!”

หนูตัวโตลุกยืน หันกลับปะทะคนที่เพิ่งมาใหม่ อธิก์ที่เพิ่งก้าวเข้าบ้านชะงักกึก หน้าเจื่อนทันควัน

“ไอ้ทัน!”

“เออ! กูเอง!”



ของขวัญที่น้านารีนำมามอบให้ขวัญข้าวถูกวางไว้บนโต๊ะเป็นเพียงฉากบังหน้า เมียน้อยพ่อไม่ได้ตั้งใจจะมาแสดงความยินดีกับเธอในวันเกิดจริงๆ หรอก ยอดเงินที่ถูกคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนในหัวของอีกฝ่ายต่างหาก คือวัตถุประสงค์แท้จริง

ยังดีหน่อยที่วันนี้ อธิก์ถูกธรรม์ทัพลากออกไปคุยหน้าบ้าน เธอจึงไม่ต้องปวดหัวกับเขาเพิ่มขึ้น เพราะถ้าอยู่ นักเหล้า อย่างอธิก์คงคิดแต่จะปั่นป่วนกวนโมโหเธอไม่เลิก

“น้าอยากขอเพิ่มเป็นสิบล้าน”

น้านารีเข้าประเด็น หญิงมากวัยกว่าแม้ใบหน้าจะมีริ้วรอย หากยังคงเค้าความงามเมื่อยาวสาวไว้เด่นชัด ทรวดทรงองค์เอวไม่ได้หย่อนยานเท่าคนรุ่นเดียวกัน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพ่อถึงหลงใหลมัวเมากับผู้หญิงคนนี้นัก

“หนูก็รู้นี่ ว่าที่ดินแถวนั้นกำลังขึ้นเพราะเขาจะตัดถนนผ่าน บางเจ้า ที่เท่ากระแบะมือยังขายกันสิบกว่าล้าน ยี่สิบล้าน น้าเห็นว่าเราเป็นคนกันเอง หนูเป็นลูกของคุณพี่ ถือว่าช่วยๆ กันเถอะนะ”

“ขวัญไม่อยากได้ที่ดินตรงนั้นหรอกค่ะ” น้ำเสียงเบา หากเข้มแข้งในที “รู้ว่าพ่อยกให้น้านารีไว้ใช้ทำทุน แต่ที่ยอมซื้อไว้เพราะไม่อยากให้สมบัติปู่ย่าต้องตกไปอยู่ในมือคนอื่น แล้วห้าล้านนี่ ถือว่ามากเกินไปด้วยซ้ำที่จะให้นายอธิก์เอาไปละลายเล่น”

ละลายในบ่อน ในเล้า

ละลายลงขวดน้ำเมา!

“อู้ย!” น้านารีทำทีสะบัดสะบิ้ง “อย่าคิดอย่างนั้นสิจ๊ะ ห้าล้านนั่นอธิก์เขาจะเอาไปทำทุนเปิดร้านอาหาร ส่วนอีกห้าล้านที่น้ามาขอเพิ่ม น้าจะทำร้านเสริมสวย พวกเราแม่ลูกจะได้ไม่ต้องมารบกวนหนูบ่อยๆ”

“ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะค่ะ แต่ขวัญไม่มี ลำพังเขียนนิยายกับขายกะโหลกกะลาเก่าๆ จะเอาเงินจากไหนเยอะแยะ”

“คุณกุมภ์ไงจ๊ะ” น้านารีเอ่ยอ้าง แย้มยิ้ม ทว่าคนฟังนิ่วหน้า “อีกหน่อยหนูกับคุณกุมภ์ก็แต่งงานกัน ที่ดินผืนนั้นถือเสียว่าเป็นของขวัญจากน้ากับคุณพี่”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่กุมภ์ค่ะ!”

น้ำเสียงที่ตอบกลับขึงขังทันใด ผู้มากวัยกว่าหน้าเจื่อน

“จ้ะ จ้ะ” นารียิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ “น้าแค่ช่วยออกความคิดเห็น ไม่ได้ตั้งใจจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของหนู”

ดวงหน้าละมุนเชิดขึ้นเล็กน้อย คอแข็งตรง อยากจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แต่ระงับไว้เพื่อไม่ให้เสียมารยาท

เพราะเชื้อสายที่สืบทอดกันมา แม่... คอยสั่งสอนให้เธอสำรวมกิริยาเสมอ

ต่อให้ไม่พอใจ ก็ต้องเก็บงำ อย่ากระทำตัวไม่ดีไม่งาม

แล้วบัดนี้ คนสอนก็บินหนีเธอไปไกลถึงต่างประเทศหลังจากการหย่าร้างสำเร็จ


“แม่อยากให้ลูกไปด้วย”

“ขวัญไปไม่ได้หรอกค่ะ ที่นั่นไม่ใช่บ้านเรา”

“ตราบเท่าที่เราอยู่ด้วยกัน นั่นย่อมเป็นบ้าน”

“ถ้าอย่างนั้น แม่อยู่กับขวัญที่นี่สิ”


แต่ความทรงจำของแม่กับพ่ออาจมีมากเกินไป จนทำให้ทนไม่ได้ หรือไม่อย่างนั้น ที่นี่ก็ปราศจากสิ่งที่จะเหนี่ยวรั้ง แม่จึงทิ้ง บ้านนี้ เพื่อสร้าง บ้านใหม่

โดยไม่มีเธอ


มิอาจรั้งเหนี่ยวหน่วงด้วยบ่วงรัก

ดั่งหาญหักบัวสายคลายใยเหนียว

อันใจคนหล่นลดคดเป็นเกลียว

คอยหลบเลี้ยวเชี่ยวยิ่งชโลธร


สิ่งนี้พิสูจน์แล้วมิใช่หรือ ว่าเธอไม่ใช่คนมีคุณค่า เพราะแม้แต่คนที่บอกว่ารักหนักหนา สุดท้ายยังเลือกหนทางที่ตัวเองจะมีความสุขโดยไม่คำนึงถึงเธอสักนิด

นัยน์ตาหวาน โศก เหลือบแลคนตรงหน้า ความอ่อนล้าทั่งท้นทั้งกายและใจ

เพราะรูป... เพราะทรัพย์... พวกเขาเหล่านี้จึงมารายล้อม

ถ้าไร้รูป... ไร้ทรัพย์... จะยังมีใครเหลือบแล

ถ้าเกิดมาเป็นคนรูปชั่วตัวทราม อัปลักษณ์ ไร้สมบัติติดกาย เธอเคยคิด จะยังมีไหมสักคนที่จะเข้ามาหาเธอ

“แต่ยังไงน้าต้องขอเพิ่มจริงๆ” น้านารีพูดต่อ โดยไม่สังเกตอารมณ์ความคิดของหญิงสาว “เดี๋ยวนี้อะไรก็แพงไปหมด ตึกคูหาเดียว เซ้งทีนึงก็หลักล้านแล้ว ไหนจะต้องซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ จ้างลูกจ้างอีก ถ้าทุนไม่พอจะทำได้ยังไง”

“น้าก็ทำเล็กๆ ก่อนสิคะ ได้กำไรแล้วค่อยขยับขยาย”

“ไฮ้! ทำเล็กได้ไง! มันไม่สมศักดิ์ศรี เดี๋ยวนี้ทุกอย่างต้องแข่งขันกันหมด เปิดร้านเล็กๆ แบบร้านเสริมสวยต่างจังหวัดน่ะเหรอ ใครเขาจะเข้า รายได้จะพอกินรึเปล่าไม่รู้”

“แต่สิบล้าน หาให้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ”

คนแก่กว่าตีหน้ายุ่ง พยายามสะกดกลั้นความไม่สบอารมณ์แต่ไม่ค่อยมิด

เขี้ยว! อายุไม่เท่าไหร่แต่เขี้ยวลากดินเหมือนแม่มันไม่มีผิด

เงินก็ไม่ใช่ของตัวเองหามา ของพ่อประเคนให้แท้ๆ แล้วอีกหน่อย แต่งงานกับนักธุรกิจระดับนั้น ผัวก็เลี้ยง จะเหนียวอะไรนักหนา แค่เศษเงินไม่กี่ล้าน

หาก วินาทีต่อมา ก็ต้องคลี่ยิ้มเพื่อเอาใจ

“อย่างไม่ได้ขอสักแปดล้านเถอะ ช่วยน้าหน่อย ถือว่าเห็นแก่คุณพี่”

ขวัญข้าวเอือมระอาเต็มแก่ ทั้งแม่ทั้งลูก มาไม้เดียวกัน

เห็นแก่พ่อ...

เหอะ!

“เอาไว้ขวัญจะลองคิดดูอีกที แล้วจะให้คำตอบ”

คนฟังยิ้มพราย ถ้าขวัญข้าวตอบมาแบบนี้ แสดงว่า ได้ เกินครึ่ง

“เร็วๆ นะจ๊ะ น้าจะได้ติดต่อตึกที่ดูๆ ไว้!”



อธิก์นั่งยองๆ ในเงามืดของร่มไม้กว้างใกล้ชานหน้าบ้าน ข้างๆ เขาคือธรรม์ทัพที่ยืน มือไพล่หลัง แสงสีเหลืองนวลจากโป๊ะไฟทางจับต้อง เสริมส่งความงามสง่า

ดั่งอินทร์แถน ชะลอลง...

คำ ที่เจ้าตัวอธิบายกับเขาว่า รู้จักกับขวัญข้าวเมื่อยังเด็ก แล้วเพิ่งได้พบกัน ฟังไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ ทว่า แม้จะแคลงใจก็ต้องเชื่อ เพราะคนตัวสูงไม่เคยสักครั้งที่จะโกหก

ใช่ คือใช่

ไม่ คือไม่

สัจจะวาจายึดมั่นยิ่งชีพ... ในบุรุษผู้นี้ ไม่มีความหลอกลวง

และเพราะคุณลักษณะดังกล่าว แทนที่อีกฝ่ายจะต้องอึดอัดพยายามหาทางอธิบาย เขากลับเป็นฝ่ายที่ต้องวุ่นวายใจที่สลัดความสงสัยไม่หลุด

ไหนจะเรื่องที่ ถ้าไอ้ทันรู้มาก่อนล่วงหน้าแล้วว่า เขากับขวัญข้าวเป็นพี่น้องกัน การที่ไอ้เจ้าบ้านี่มาเป็นเพื่อนกับเขา แล้วไม่ยอมเอ่ยถึงพี่สาวของเขาสักคำ จะมีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า

หากที่เลวร้ายยิ่งกว่า เขาด่าพี่สาวต่างมารดาให้เพื่อนฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ธรรม์ทัพจะคิดยังไง มันจะเห็นด้วยกับเขาไหม! หรือจะมองว่าเขาเป็นไอ้ขี้แพ้ เป็นคนเลว คนไม่ดี!

นั่นแหละ คือความทุกข์ใจที่สุดในเวลานี้ ไม่อยากให้เพื่อนคิดอย่างนั้น

อย่างน้อยก็ มันคนนึง!

“มึงคุยอะไรกับพี่กู”

คนถูกถามนิ่งครู่ ใช้ความคิด ควรตอบอย่างไร เพื่อรักษาทุกฝ่ายเอาไว้ได้ โดยไม่ขัดกับวิสัยของตนเอง

ใจหนึ่งสั่งให้บอก อธิก์ควรรู้เรื่องนี้ เพราะมันอันตรายถึงชีวิต

หากอีกใจหนึ่ง ใคร่ครวญ หากรู้ จะเกิดประโยชน์อะไร มีตัวอย่างมากมายที่เคยเห็น คนป่วยที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งแล้วจิตตก ใจฝ่อ ท้อแท้จนโรคกำเริบไวกว่าที่ควร หรือ คนดูดวงเมื่อรู้ว่าชะตาจะขาด เลยชิงแขวนคอตาย

อธิก์ ไม่ใช่คนที่มีกำลังใจกล้าแข็ง

การบอกกล่าวทุกอย่าง จะทำร้ายเขามากกว่า

“คุณขวัญเขามีปัญหา ลุงเคยสั่งให้มาช่วย”

“ลุงมึงตายแล้วไม่ใช่เหรอวะ”

“อือ” ชายหนุ่มพยักหน้า “เคยสั่ง นานแล้ว”

อธิก์หรี่ตาพิศเพ่ง แต่เมื่อไม่เห็นพิรุธใด จึงถามต่อง่ายๆ

“ปัญหาอะไรวะ”

“ปัญหาชีวิต”

“เหอะ! คนอย่างมันมีปัญหาชีวิตเหมือนคนอื่นเขาด้วยเหรอวะ” อธิก์แค่นหัวเราะกึ่งเยาะ

“มีใครบ้างไม่มีปัญหา เรามองเห็นคนตรงหน้าแค่เปลือกที่เขาให้เราเห็น แต่เราไม่เห็นชีวิตทั้งชีวิตของเขาหรอก ถ้าเขาไม่บอก”

ชายหนุ่มยกมือพนมแต้ ไหว้จรดหัว ล้อเลียน

“ซ้า... ธุ... กูว่ามึงไปบวชเหอะไป๊”

“ถ้ากูบวช ใครจะคอยห้ามไม่ให้เมิงดื่มเหล้า” ธรรม์ทัพย้อนหน้าตาย

“ไอ้...” อธิก์แยกเขี้ยว เบิกตากว้าง ไอ้นี่มันชอบกระแทกใจดำเขาเสียเหลือเกิน

หากก็นั่นแหละ สุดท้ายเขาก็ต้องพ่นหัวเราะ โคลงศีรษะอย่างสบายใจ จะกังวลไปไย ธรรม์ทัพไม่เคยแสดงทีท่าตัดสินเขาสักครั้ง

ไม่ว่าจะดีหรือร้าย บุรุษผู้เป็นกองทัพแห่งธรรม จะยืนหยัดมั่นสำหรับผู้ผ่านไปมาเสมอ

ไม่เร่งเร้า... ไม่ผลักไส...

สงบนิ่ง ล้ำลึก

“เออ แม่ง มึงนี่ตัวขัดขวางความสุขในการแดกเหล้ากูชัดๆ”

“งั้นก็เลิกกินซิ”

อธิก์ทำปากยื่น “ไม่ล่ะ อย่าหลอกกูให้ยาก กูเกิดมาเพื่อสิ่งนี้”

“ขอแค่ช่วงนี้ หยุดดื่ม จะได้มีสติ”

อารมณ์ของการพูดเล่นหายวับฉับพลัน น้ำเสียงของธรรม์ทัพเปลี่ยนเป็นขรึมลง แม้จะไม่สามารถบอกคนตรงหน้าได้ว่า จะมีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น แต่อย่างน้อยถ้าอธิก์ดำรงตนให้มีสติตลอดเวลา อันตรายที่ว่าคงบรรเทา

ทว่า ท่าทีที่ผิดแผกแม้เพียงเล็กน้อยนั้นกลับไม่รอดพ้นสายตาของอธิก์ ถึงจะเมาหัวราน้ำทุกวี่วัน ทว่าเขาไม่ได้โง่จนไม่เอะใจ

“ทำไมกูต้องมีสติวะ!”

ริมฝีปากที่คอยต่อปากต่อคำเมื่อครู่งับลงสนิท ธรรม์ทัพรู้ในทันที จังหวะของเขาพลาด

“มึงคุยอะไรกับพี่กู เรื่องกูใช่ไหม!”

คนถามลุกยืน เดินอาดๆ เข้าหา

“มึงบอกกูมาดีกว่า ว่าคุยเหี้ยไรกัน”

“กูบอกแล้ว คุยปัญหาชีวิต” น้ำเสียงที่ใช้เรียกนั้น นิ่ง ราบ เหมือนพยายามดึงให้อีกฝ่ายเย็นลง

“กูไม่เชื่อ มึงจะบอกดีๆ หรือให้กูเข้าไปลากอีนั่นมาถามเอง”

“มึงจะไม่ทำอย่างนั้น”

ธรรม์ทัพเอื้อมมือฉวยไหล่อีกฝ่ายไว้มั่น แววตาคมจับจ้องไม่ลดละ ทว่าอธิก์กลับตะคอกกร้าว

“อย่าทำเป็นพูดดี พวกมึงคุยอะไรกันลับหลังกู!”

“พวกเรากำลังจะตาย!!”

เสียงใสสอดแทรกมาจากทางด้านหลัง กระแสเสียงที่อ่อนระโหยอย่างคนหมดแรงที่พยายามเค้นออกมานั้น มากพอจะทำให้ชายหนุ่มทั้งสองชะงัก และหันกลับ

ขวัญข้าวยืนสงบนิ่ง สีหน้าค่อนข้าง เอาเรื่อง ไม่น้อย ด้านหลังเธอ นารีออกอาการตกใจไม่แพ้ผู้เป็นลูกชาย

“หนูขวัญพูดอะไรจ๊ะ” น้านารีพยายามยิ้ม ทั้งที่คิ้วย่น เกร็งเครียด “ใครที่ไหนตาย”

เจ้าของบ้านเหลือบไปทางธรรม์ทัพ เขาส่ายหน้าให้เธอเบาเล็กน้อย ทว่า ถ้าเธอไม่บอก อธิก์คงคุ้มคลั่งไม่หยุด สู้บอกให้รู้แล้วรู้รอด เขาจะได้เอาเวลาไปห่วงชีวิตตัวเอง แทนที่จะพาลวิวาทเป็นภาระคนอื่น!

“ฉัน... นาย... เราต้องตายกันทุกคน!”



“แม่ว่าพวกมันแค่ปั่นหัวลูก คงไม่อยากจะซื้อที่ เลยกุเรื่องมาทำให้เราใจเสีย อธิก์ก็อย่าคิดมาก งมงาย ไร้สาระ”

เสียงของแม่ดังมาจากหลังบ้าน ในขณะที่อธิก์นั่งเอนที่โซฟานั่งเล่นหน้าโทรทัศน์จอกว้าง แสง สี ที่แสดงภาพไม่เข้าหัวสักนิด

ยังคงครุ่นคิดกับคำพูดของขวัญข้าว ยากจะสลัดหลุด

เขาไม่ชอบเรื่องผี ไม่เชิงกลัว แต่สะท้าน ข้างในใจมันรู้สึกโหวงหวิวอย่างไรบอกไม่ถูกเวลาที่ได้ยินได้ฟัง

ราวกับว่าเรื่องราวเหล่านั้น จะนำพาความตายมาให้

จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ตอนที่เพื่อนเล่าเรื่องผีให้ฟัง ทั้งที่มันไม่น่ากลัวมาก แต่เขาถึงกับจับไข้หนาวสั่น!

“เรื่องมีอยู่ว่า ที่อพาร์ตเม้นท์เก่าแห่งหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังรอสามีกลับบ้าน ซึ่งปกติ เธอก็รอจนตีหนึ่งตีสองเป็นประจำ แต่เนื่องจากวันนั้นเธอเป็นหวัด กินยาแก้แพ้เข้าไปจึงรู้สึกง่วงมากกว่าปกติ เลยล็อกลูกบิดประตู แล้วเอาโทรศัพท์วางไว้หัวเตียง เผื่อถ้าสามีกลับมาจะได้รีบลุกไปเปิดให้ แล้วก็ผล็อยหลับไป จนกระทั่งช่วงที่รู้สึกเคลิ้มๆ นั่นเอง เธอรู้สึกเหมือนฟูกข้างตัวยวบลง เลยลืมตาขึ้น เห็นสามีกำลังนั่งหันหลัง เธอนึกได้ว่าเขามีกุญแจสำรอง คงไขเข้ามาเอง จึงไล่เขาไปอาบน้ำ สามีก็ว่าง่าย ทำตามโดยดี แต่ไม่พูดอะไรทั้งนั้น

“พอเขาเข้าห้องน้ำสักพัก โทรศัพท์บนหัวเตียงก็ดัง เธอรับสาย ก็ได้ยินเสียงบอกให้เปิดประตูห้องให้หน่อย เป็นเสียงสามี! คราวนี้จากที่งัวเงียก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ขนลุกซู่ แทบจะวิ่งสี่คูณร้อย พุ่งไปเปิดประตูห้อง เห็นสามียืนเท้าสะเอว จ้องเธออย่างตำหนิ เธอรีบบอกเขาปากคอสั่นว่า ผีหลอก!

“ตอนนั้นเองที่เสียงในห้องน้ำตะโกนถาม ‘ใครมาน่ะ’ ผู้หญิงคนนั้นเลยย้ำกับสามีว่า ‘ได้ยินรึเปล่า มีผีอยู่ในห้องจริงๆ’ แต่สามีที่เธอเพิ่งเปิดประตูให้กลับยิ้มกว้าง แสยะ ฟันในปากดำเมี่ยมอย่างกับคนกินหมาก ล้อเลียนกลับว่า ‘มีผีอยู่หน้าห้องเหมือนกัน!’ แล้วค่อยๆ อันตรธานหายตัวไปต่อหน้าต่อตา! สรุปว่า คนที่อยู่ในห้องน้ำเป็นสามีตัวจริง แต่คนที่เธอเพิ่งเปิดรับต่างหากที่เป็นผีมาหลอก!”

ความรู้สึกตอนที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากขวัญข้าวก็เช่นกัน เขารู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก และที่แย่กว่านั้นก็คือ การที่ธรรม์ทัพไม่พูดสักคำว่าเรื่องที่พี่สาวของเขาเล่านั้นจริงหรือไม่จริง

เพราะรู้จักกันมานาน ถ้าไอ้ทันเงียบ แสดงว่าเรื่องนั้นต้องมีมูล

เขากำลังจะตาย!

ตายโดยไม่รู้สาเหตุ!

“แต่แม่ว่า ที่ทันเขาบอกก็ดีนะ ลูกน่าจะเลิกกินเหล้า...” แม่ยังคงพูดพล่ามไปเรื่อย ฟังแล้วเหมือนเสียงแมลงหวี่ชวนให้หงุดหงิด

“แม่!”

คนเป็นแม่สะดุดกึกกลางประโยค คงรู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป เลยรีบพลิกลิ้น

“แต่ทันเขาก็จริงๆ เลย รู้ทั้งอยู่ว่าอธิก์กินแค่พอเข้าสังคมได้ จะมายุ่งวุ่นวายอะไรด้วยก็ไม่รู้ เป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน”

“แม่! เลิกพูดถึงไอ้ทันซะทีเหอะ รำคาญ!”

“จ้ะ จ้ะ แม่ลืมคิด ว่าลูกไม่อยากได้ยินชื่อเพื่อนเลวๆ พรรค์นั้น”

“ไอ้ทันไม่ใช่เพื่อนเลว!” อธิก์ตวาดกลับ แล้วเริ่มรู้สึกแย่ขึ้นมาทันใด

เขาอยากจะเกลียดมัน เพราะมันเข้าข้างพี่สาวหน้าโง่ของเขา แต่ถึงอย่างนั้น ใจของเขานี่ล่ะ ที่รู้ดี มันไม่เคยคิดร้ายต่อเขาสักครั้ง

ทำไมไอ้ทันถึงได้ทำตัวให้น่าโมโหอย่างนี้ จะเกลียดก็เกลียดไม่สุด จะรักก็ตะขิดตะขวงใจ!

“จ้ะ ทันเขาไม่ใช่คนเลว ขวัญต่างหากที่หลอกใช้ให้เขามาพูดกับลูกแบบนี้ ผู้หญิงเลว ยุให้เพื่อนเขาแตกคอกัน”

“โอ้ย! เบื่อ! ไปแล้วโว้ย!” อธิก์อาละวาด

“จะไปไหนล่ะอธิก์”

“แดกเหล้า!”

มือหยาบกำรีโมท ปิดหน้าจอโทรทัศน์ฉับ พลันนั้น! ดวงตาที่แดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราก็เบิกกว้าง ริมฝีปากแห้ง แตก อ้ากว้าง

ในเงาสะท้อนบนหน้าจอโทรทัศน์ บนโซฟา ข้างๆ ที่เขานั่ง ขาของใครบางคนกำลังเหยียบยืน!

อธิก์มือสั่น แม้จะพยายามควบคุม ทำเป็นมองไม่เห็น แต่อาการร่างกายกลับไม่ยอมฟังตามคำสั่ง ดวงหน้าผอมอิดโรยค่อยหันกลับไปมอง ช้าๆ และสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตา คือชายไทยร่างสูงใหญ่ในชุดโจงกระเบน มือหนึ่งเท้าสะเอว อีกมือชี้หน้าเขา น้ำเลือดน้ำหนองอาบไหลโทรมกาย

“กูจะมาเอาชีวิตมึง!”

รวดเร็วดั่งวชิระปลาบ ตีนเปลือยเปล่าของร่างนั้นเหวี่ยงเตะเต็มหน้า อธิก์กระเด็นหล่นโซฟา ล้มกลิ้ง เขาตะลีตะลาน ตะกายหนี แหกปากลั่นทั้งที่เจ็บแปลบ

“แม่!!”

มารดาวิ่งโร่ หน้าตื่นเข้ามาหา

“อะไรอธิก์! เป็นอะไรลูก!”

“ผีหลอก!”

ไม่พูดเปล่า หากเจ้าตัวยังโผเข้าเกาะด้านหลังผู้ให้กำเนิด ยึดไว้เป็นสรณะ หลับตาปี๋

“ผี... มันจะมาฆ่าฉัน!”

ผู้เป็นแม่เหลียวซ้ายแลขวา ไม่เห็นอะไรสักอย่าง แต่ใบหน้าของลูกแดงช้ำ มีเลือดไหลออกจมูก

“ผีที่ไหน แม่ไม่เห็น”

“มีสิ มันอยู่ข้างหน้าแม่ไง” อธิก์ชี้เปะปะ

“แม่ไม่เห็นอะไรเลย” นารีตอบ ได้แต่คิดในใจว่าคงเป็นเพราะพิษสุราผสมกับเรื่องที่ลูกสาวบ้านใหญ่กุขึ้นมาโกหก เลยทำให้อธิก์หลอน

นังนั่น! ชั่วช้าสารเลวที่สุด

“ใจเย็นอธิก์” นารีปลอบ “อธิก์ลืมตาลูก ลืมตา ดูสิ ไม่มีอะไรซักหน่อย”

อธิก์ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นนิดหนึ่ง มองไปทางโซฟา หน้าทีวี รอบๆ ห้อง ไม่มีใครจริงอย่างที่แม่ว่า

แต่... ความรู้สึกนั้นยังอยู่!

ทันใดนั้นเอง มือซีด หยาบ ก็เอื้อมจิกบ่าทั้งสองข้างของชายหนุ่ม เขาหันขวับกลับมอง ปะทะจังๆ เต็มหน้า หัวใจแทบจะหยุดเต้น

มันคือเขาอีกคน... ทั้งรูปร่าง หน้าตา ทุกอย่างเหมือนกันทุกประการ ที่ผิดกันมีแค่ มันกำลังแสยะยิ้มกว้าง ปากฉีกถึงหู จนเห็นฟันกรามซี่ใน

ดอพเพลแกงเกอร์![๓]

คนที่เห็นตัวเองอีกคน จะต้องตาย!

“เหี้ย!” อธิก์ร้องลั่น

“มากับกู!”

ชายหนุ่มหงายหลังตามแรงกระชาก ทว่าสิ่งที่นารีเห็น เป็นเพียงความว่างเปล่า และร่างลูกชายที่ถูกใครซึ่งมองไม่เห็นตัวตน ลากลิ่วออกประตูหน้า ความตกใจพุ่งจนถึงขีดสุด เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้

เคยเห็นแต่ผีโพลเตอร์ไกสท์[๔]ในหนัง ไม่คิดว่าจะเจอต่อหน้าต่อตา

ความตระหนกที่ครอบงำเริ่มเลือนละลาย เสียงลูกแหกปากร้องปานขาดใจดึงสติ นารีตะโกนหาบุตรชาย ถลันตาม

นอกบ้าน อธิก์ถูกลากไปจนถึงกลางถนน ใต้ท้องฟ้าครึ้มเมฆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยถลอก แขนขาเหยียดออก ดิ้นทุรนทุราย เหมือนคนกำลังขาดอากาศหายใจ

ถ้า... จะมีใครสักคนที่มีทิพยจักษุ อาจเห็น มัน ยืนคร่อมร่างเขา เหยียบหน้า กดตีนอุดปากอุดจมูก!

นารีหวีดร้อง

“อธิก์! อธิก์เป็นอะไร! โอ๊ย! ใครก็ได้ช่วยที ช่วยด้วย!”


>>> โปรดติดตามตอนต่อไป



[๑] ขันธ์ห้า ในทางพุทธศาสนาหมายถึงร่ายกายมนุษย์ที่แบ่งออกตามสภาพได้ห้าส่วนย่อย สองธรรมหลัก คือ รูปธรรม ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ นามธรรม ได้แก่ วิญญาณขันธ์

[๒] Time paradox คือ ลำดับเวลาที่เกิดขึ้นจริง แต่นำพาไปสู่ความขัดแย้งและไม่เป็นจริง ไม่ควรเป็นไปได้ ไม่ตรงตามตรรกะ เช่น หากลูกย้อนเวลากลับไปฆ่าพ่อในช่วงก่อนที่ตัวเองจะเกิด เมื่อพ่อตาย ก็ไม่ควรมีลูกที่จะกลับไปฆ่าพ่อ พ่อจึงไม่ควรตาย เป็นต้น

[๓] ดอพเพลแกงเกอร์ (Doppelgänger) คือ ปรากฏการณ์ที่มีการพบเห็นบุคคลคนหนึ่งในเวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่ บ้างว่าเป็นปีศาจ บ้างว่าเป็นฝาแฝดจากอีกมิติ บ้างว่าเป็นวิญญาณของบุคคลนั้นๆ ที่หลุดจากร่าง และมีความเชื่อว่าถ้าใครเห็นดอพเพลแกงเกอร์ของตัวเอง จะต้องตายภายในหนึ่งปี

[๔] โพลเตอร์ไกสท์ (Poltergeist) คือ ปรากฏการที่ข้าวของภายในบ้านถูกเคลื่อนที่เองโดยไม่มีใครไปเคลื่อนย้าย เชื่อกันว่าเป็นการกระทำของผี ซึ่งมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับ ทำให้ข้าวของเสียหาย จนถึงขัดเกิดรอยข่วนกัดตามร่างกายมนุษย์



[หมายเหตุ* นิยายเรื่อง ฝนพรางฟ้า(ฉบับใหม่) อัพเดทสามที่นะครับ มีใน bloggang, dek-d, และ www.go2writer.com หากพบเจอที่อื่น แปลว่าโดนผีหลอกนะครับ เพราะตัวจริงไม่ได้อัพ ฮ่า ฮ่า... จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน]


Create Date : 13 ธันวาคม 2559
Last Update : 13 ธันวาคม 2559 11:24:40 น. 2 comments
Counter : 458 Pageviews.

 
ตอน 8 เขียนเสร็จหรือยัง (ช่วยคนอ่านทวง 55+)


โดย: ploy666 IP: 27.130.95.112 วันที่: 17 ธันวาคม 2559 เวลา:19:49:35 น.  

 
ตอน10มาเลย รอนานเดียวหายกลัว


โดย: sakeena IP: 14.207.11.78 วันที่: 21 ธันวาคม 2559 เวลา:16:50:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เมื่อคุณเริ่มก้าวแรก
ก้าวต่อไปมันก็ไม่ได้ง่ายอยู่ดี

...เพียงแต่...

เราเคยผ่านมันมาแล้ว!

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.