Group Blog
 
<<
มกราคม 2560
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
13 มกราคม 2560
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๑๐.อโหสิ)








เกริ่นนำ

หายไปหลายวัน วันนี้เอาตอนที่ ๑๐ มาลงแล้วนะครับ
เรื่องผีๆ เราก็ต้องเอามาลงตอนดึกๆ ถูกไหมครับ (ตีสองเนี่ยนะ)

แต่จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวเลยครับ (แป่ว!) เพราะถ้าไม่ลงตอนนี้
ตอนกลางวันก็ไม่ได้ลง เนื่องจากช่วงนี้ติดงานด่วน
เลยต้องเลี่ยงมาลงตอนดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้แทน 

บทนี้ส่วนที่เขียนยากที่สุดคือ ฉากวาบหวิวๆ ตอนท้าย (แฮ่)
ต้องกะๆ เล็งๆ แก้ๆ เกลาๆ อยู่นานเพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องโดยรวม

ยังไงก็ขอฝากตอนนี้ด้วยนะค้าบ
เชิญร่วมสยองขวัญกับตอนที่ ๑๐ กันได้เลย


แล้วพบกันใหม่ครับ


- ณนณ -

........................................................


ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๑๐ อโหสิ

ฟ้าฟาดเปรี้ยงเสียงสนั่นจนกระจกหน้าต่างสั่นกราว แสงสว่างเจิดจ้าสีขาวสาดส่องจนธรรม์ทัพต้องหยีตาหลบ แม้จะกำลังเดินภายในโถงอาคาร มีหลังคาคุ้มหัว แต่ความกราดเกรี้ยวเหนือย่านนภากาศก็ยังส่งกระแสมาถึง สาวร่างบางที่เดินข้างถึงกับเบียดชิด มือเล็กยึดชายเสื้อเขาไว้แน่น

ดวงตาสีนิลจับจ้องหญิงสาวอ่อนโยน ถ้าเป็นไปได้ เขาไม่อยากให้เธอเข้ามาในนี้ มันเสี่ยงและอันตรายเกินไป

การที่อินทรปรากฏร่างต่อหน้าเมื่อครู่ ก่อนละลายกลายเป็นกลุ่มหมอกควันทมิฬพวยพุ่งเข้ามาในอาคาร คือ การท้าเชิญ!

อินทรต้องการล่อให้พวกเขาเข้าไปเห็นทัณฑ์ที่จะลงแก่อธิก์!

จิตอาฆาตดวงนั้น ไม่ได้เพียงต้องการแค่ ฆ่า หากต้องการเห็นความ ทรมาน

ความเจ็บปวดที่ต้องร้องขอความตาย!

แต่... ถึงจะรู้ ก็ทำอะไรไม่ได้

ขวัญข้าวเป็นกุญแจสำคัญ ต่อให้เห็นว่าทางข้างหน้าเป็นกับดัก ก็ต้องก้าวเข้าไป

การหลีกเลี่ยงโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้จึงเป็นเรื่องยาก ถ้าขาดสติ!

และการที่พวกเขาเดินหลงทางในโถงทางเดินนี่ ก็สะท้อนให้เห็นถึงสติของขวัญข้าวที่กำลังเสียสูญ

“ถ้าคุณหยุดความหวั่นไหวในใจไม่ได้ เราคงไม่ได้เจออธิก์”

ธรรม์ทัพเอ่ยเรียบ หากในรอยเสียงเจือไว้ด้วยความอาทร ดวงหน้างามแหงนมอง

“นายก็รู้ เขาควบคุมทุกอย่างในโลกนี้ ฉันไม่เป็นอิสระจากความฝันของตัวเองเหมือนที่เคย”

 “ไม่ใช่” ชายหนุ่มค้าน “ในหนังสือ The Interpretation of Dreams ซิกมันด์ ฟรอยด์ อธิบายปรากฏการณ์ความฝันเอาไว้ว่า เป็นการแสดงออกของจิตใต้สำนึก ในขณะที่ Lucid Dreams คือความฝันอย่างรู้ตัว นั่นหมายความว่า คุณมีความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนจิตใต้สำนึกของตัวเอง”   “ฉัน...”

“การที่เขาเข้ามาอาศัยหรือคอยบงการ ก็เพื่อจะทำให้จิตใจของคุณอ่อนแอลง หวาดกลัว กังวล จนเกิดกระแสในแง่ลบ และกินสิ่งเหล่านั้นเป็นอาหาร แต่ถ้าคุณมีจิตใจที่มั่นคง ผมเชื่อ จะต้องมีอะไรสักอย่างที่คุณทำได้”

ขวัญข้าวนิ่ง ถ้อยคำของธรรม์ทัพอาจฟังธรรมดา ทว่า น้ำเสียงและแววตาที่เปี่ยมล้นด้วยความเชื่อมั่นของเขา ทำให้เธออบอุ่นในใจ

ถ้าสิ่งที่คนตัวสูงอธิบายไว้ถูกต้อง... มีอะไรที่เธอจะทำได้...

ความสามารถของเธอ ไม่ใช่แค่การรู้สึกตัวว่าฝันเท่านั้น แต่คือการบังคับให้สิ่งต่างๆ เป็นดั่งใจนึก

แม้กำลังใจของตอนนี้จะถูกข่มเอาไว้ด้วยอำนาจของอินทร แต่ถ้าแค่ทำตัวให้สอดคล้อง เหมือนสายน้ำที่เปลี่ยนแปรรูปทรงไปตามภาชนะ บางที เธออาจจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์

จำได้ว่า ก่อนที่จะหันมาเอาดีทางด้านการเขียนนิยาย อาจารย์พิมลเคยบอก

เรื่องเล่าทุกเรื่องมีพลัง!

ถ้าหาก เธอต้องการให้ใคร หรือ อะไรสักอย่างหนึ่ง พาเธอไปหาอธิก์ล่ะ...

“นายเคยได้ยินเรื่อง ผีด้ายแดงใช่ไหม”

น้ำเสียงที่พูดเริ่มรัว เร็ว ตามจังหวะความคิด คนตัวสูงเหมือนจะรู้ทันกัน จึงพยักหน้าให้เบาๆ เงียบฟัง

“เล่ากันว่า หมอฝึกหัดคนหนึ่งเพิ่งย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาล และต้องอยู่เวรดึก หลังจากตรวจผู้ป่วยห้องต่างๆ เรียบร้อยแล้ว กำลังรอเพื่อจะลงลิฟท์กลับ ก็มีนางพยาบาลเดินตามหลังมา ชวนคุยกันได้สักพัก ลิฟท์จึงมาถึง พอประตูเปิดออก ก็เห็นคุณตาคนหนึ่งในชุดผู้ป่วยยืนนิ่งอยู่ข้างใน นางพยาบาลจึงทักทาย และบอกว่าจะขอลงไปด้วย แต่คุณหมอห้ามเอาไว้ อ้างว่าขอคุยงานต่ออีกสักครู่หนึ่ง จนกระทั่งประตูลิฟท์ปิด หมอจึงหันไปถามนางพยาบาลว่า คุณไม่เห็นเหรอว่าคุณตาคนนั้นมีด้ายแดงผูกข้อมืออยู่ ซึ่งด้ายแดงที่ว่า เป็นป้ายของห้องดับจิต! นางพยาบาลเลยตกใจ หน้าซีด แล้วถามหมอคนนั้นว่า ด้ายแดงแบบนี้เหรอคะ! พร้อมชูมือข้างหนึ่งที่มีด้ายแดงผูกข้อมือเหมือนคุณตาคนนั้น!”

ทันทีที่เล่าจบ เสียงล้อเหล็กบดพื้นก็ดังโคล้งเคล้งมาแต่ไกล ธรรม์ทัพรีบดึงคนตัวเล็กเข้าไปหลบในห้องพักผู้ป่วยด้านข้าง สภาพภายในห้องคลุ้งด้วยเขม่าควันดำ ผนังมีแต่รอยปื้นเปื้อนของเถ้าถ่าน ผ้าม่านขาดวิ่น บนพื้นมีเศษกระจกแตกเกลื่อน เฟอร์นิเจอร์กลายเป็นตอตะโกดำสนิท

กลิ่นสาบของเนื้อไหม้รุนแรงจนขวัญข้าวต้องยกมืออุดจมูก ขณะที่ย่อตัวหมอบ ธรรม์ทัพยืนชิดประตู แอบมองผ่านช่องกระจกเล็กๆ

สิ่งที่ได้เห็นคือ หญิงสาวในชุดนางพยาบาลโชกเลือดกำลังเข็นรถเข็นผ่าน  โดยที่หัวหันกลับหลัง ดวงตากลวงโบ๋!

และที่ข้อมือ ด้ายสีแดงผูกมัดไว้เด่นชัด!

ฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินชะงักกึก นางพยาบาลทำท่าเงี่ยหู เชื่องช้า ราวกับสัตว์ป่าคอยชะเง้อฟังเสียงเหยื่อที่หลบซ่อน เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบยามคอขยับ มือข้างหนึ่งเอื้อมจับเข็มฉีดยาวาววับ

ชั่วอึดใจ เสียงล้อบดพื้นก็ดังกังวานเลื่อนผ่าน ธรรม์ทัพถอนใจเฮือกพร้อมๆ กับขวัญข้าว เขาแง้มประตูเล็กน้อยเพื่อแอบดู ก่อนจะพยักหน้าให้คนตัวเล็ก


นางพยาบาลที่คอหมุนจนเห็นรอยบิดเกลียวเลื่อนรถเข็นผ่านประตูห้องผ่าตัดเข้าไป ธรรม์ทัพรีบรุดไปจนถึงหน้าห้อง ในขณะที่ขวัญข้าวคอยระแวดระวังหลัง

ผ่านรอยแง้ม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงพอๆ กับกลิ่นน้ำยาทำความสะอาด ภายในนั้น มีบุรุษพยาบาลสอง นางพยาบาลสอง ทุกตนล้วนมีสภาพน่าสยดสยองอย่างเดียวกัน ในขณะที่อธิก์ถูกมัดมือมัดขา คอตกบนเก้าอี้เข็น ริมฝีปากขยับเพ้อเหมือนปลาขาดน้ำ แต่สิ่งที่ทำให้ธรรม์ทัพต้องกำหมัด ขบฟันแน่น คือเสี้ยวหน้าของเพื่อนที่เผยชัด

ตาทั้งสองเป็นรูกลวง!

หูทั้งสองที่มีร่องรอยของการถูกแทงทะลุ!!

ไม่เห็น... ไม่ได้ยิน...

ตัดขาดการรับรู้ทั้งสิ้น!

นางพยาบาลที่คอยเฝ้าอธิก์เดินเข้ามาหานางพยาบาลที่เข็นรถ เลือกหยิบคีมคีบกับมีดผ่าตัดคมกริบด้วยจริตจะก้านอ่อนช้อย รอยยิ้มกว้างเปรอะหน้า สองนางหัวเราะคิกคักตรงไปทางคนที่ถูกมัด ธรรม์ทัพรีบหันไปหาขวัญข้าว

“ผมจะหาทางจัดการกับพวกนั้น คุณรีบพาอธิก์หนีออกไปข้างนอก”

“นายจะบ้าเหรอ ฉันทำไม่ได้!”

“ที่นี่คือความฝัน... ไม่ต้องใช้กำลังต่อสู้ แต่ใช้จิตใจ” ธรรม์ทัพย้ำ “ยังไงก็ต้องทำ ถ้าอธิก์ตาย ชีวิตของคุณก็จะเสี่ยงเพิ่มขึ้น”

ดวงหน้ามนเกลี้ยงเกลาซีดเซียว

“แต่อธิก์เขาเป็นแบบนั้น ดูท่าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังมาช่วย ถ้าฉันพาออกไปแล้วเกิดเขาแหกปากโวยวาย จนผีแห่โขยงมาทั้งโรงพยาบาลล่ะ!”

มือหนา แข็งแรง ประทับบนบ่าเล็กของเธอทันควัน พร้อมบีบเบา

“คุณแค่... ทำแบบนี้” น้ำเสียงของธรรม์ทัพจริงจัง เคร่งขรึม “เขาจะรู้”

ขวัญข้าวระบายลมหายใจเบา พยักหน้ารับ

ทันทีที่พร้อม ชายหนุ่มถีบประตูโครม! ดวงหน้าทั้งอมนุษย์ทั้งสีหันขวับมาตามเสียง ธรรม์ทัพวิ่งเข้าคว้าเสาเหล็กที่ตั้งข้างเตียง ก่อนจะซัดเต็มเหนี่ยวจังๆ หน้านางพยาบาลทั้งสองจนล้มกลิ้ง บุรุษพยาบาลคู่ที่ยืนขนาบอธิก์ปราดเข้ามา หมายจะจับเขา เปิดช่องให้ขวัญข้าว

สาวร่างเล็กพุ่งเข้าหาอธิก์ ลากน้องต่างมารดาอย่างทุลักทุเลออกจากห้อง พอดีกับที่นางพยาบาลด้ายแดงกรีดร้อง ตะเกียกตะกายลุก ไล่ตาม

ธรรม์ทัพเม้มริมฝีปากแน่น นึกเป็นห่วง ขวัญข้าวจะหนีพ้นไหม

แต่ผู้ที่กำลังประจันหน้า ทำให้ต้องรีบดึงความคิดกลับมา สองมือกระชับท่อนเหล็กแน่น เตรียมสู้

บุรุษพยาบาลสองตนวางท่าขึงขัง ประหนึ่งเสือเตรียมตะครุบเหยื่อ ขณะที่นางพยาบาลซึ่งถูกเขาฟาดจนลงไปนอนกองเมื่อครู่ ดึงตัวขึ้นมาเหมือนตุ๊กตากระบอกถูกเชิด กระดูกลั่น ฉีกรอยยิ้มกว้างจนเกือบถึงใบหู เงื้อมีดชูเหนือหัว

“คนป่วย ต้องถูกผ่าตัดนะคะ! ผ่าตัด!”




ขวัญข้าวใช้มือข้างหนึ่งดึงรถเข้ามาในห้องซัพพลาย อีกมือหนึ่งปิดปากอธิก์ที่กำลังดิ้นรนปัดป่ายไม่ให้เขาส่งเสียง

แม้จะรู้ว่าที่น้องชายต่างมารดาทำ เป็นเพราะความกลัว แต่เธอก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะรู้สึกชิงชังลึกๆ

อธิก์เป็นตัวปัญหาเสมอ ไม่จะในยามเป็น หรือยามใกล้ตาย!

พอพ้นประตูเข้ามาได้ ชายหนุ่มก็ดิ้นสะบัดจนรถเข็นล้มคว่ำ ลงไปนอนเค้เก้ ปากก็ร้องวิงวอน ตัวสั่นเทา กางเกงเปียกแฉะน้ำปัสสาวะ ทั้งน่ารังเกียจระคนน่าสมเพช

ถ้าไม่ติดว่า ต้องช่วยเพื่อให้ตัวเองรอด... บางที เธออาจปล่อยเขาไว้ตรงนี้ก็เป็นได้!

คนตัวเล็กถอนใจเฮือก ฝืนใจย่อตัว จับบ่าเขา บีบเบา ด้วยแรงเท่าที่ธรรม์ทัพสาธิตไว้ แรกทีเดียว อธิก์ตั้งท่าจะปัดออก แต่ด้วยมือที่ถูกพันธนาการแน่นหนาทั้งสองข้าง เขาจึงไม่อาจขัดขืน

น่าทึ่ง ทั้งที่ไร้คำพูด ไร้ภาพที่มองเห็น หากเพียงผัสสะเดียว อธิก์กลับสงบ

“ไอ้ทัน... ไอ้ทันเหรอ!”

ขวัญข้าวเอื้อมปิดปากของเขาซ้ำอีกครั้ง เป็นเชิงบอกให้รู้ว่าอย่าส่งเสียงดัง ชายหนุ่มจึงพูดค่อยลง

“ไม่ใช่ไอ้ทัน” น้ำเสียงของเขาออกจะผิดหวัง ระคนสงสัย “ใคร”

ขวัญข้าวมองดูรอบๆ ห้องซับพลายไม่แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของโรงพยาบาล มีร่องรอยของการถูกไฟไหม้ ข้าวของวอดวายเสียหาย แต่ดีหน่อยตรงที่ในห้องนี้เป็นที่เก็บอุปกรณ์ทางการแพทย์ เธอจึงผละจากอธิก์ชั่วครู่ ไล่เปิดดูตามตู้และลิ้นชัก เจอวัตถุมีคมที่พอจะใช้ได้ เอามาตัดสายรัดข้อมือข้อเท้าของอธิก์จนหลุด

พอเป็นอิสระ ฝ่ายนั้นก็ถอยกรูดจนหลังชนผนัง ชันเข่า ขดตัวในท่าเดียวกับเด็กทารก เอ่ยถาม

“นั่นใคร”

หญิงสาวกุมหน้าผาก ปกติพูดกันยังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ตอนนี้หูก็ไม่ได้ยิน ตาก็มองไม่เห็น จะสื่อสารยังไงให้เข้าใจ

ค่อยๆ ทรุดนั่งยองๆ ตรงหน้าเขา ฉุดมือข้างหนึ่งของอธิก์จับแบ แล้วเขียนชื่อของเธอ ช้าๆ

จบตัวอักษรสุดท้าย ริมฝีปากของอธิก์ก็บิดเกร็ง ดวงหน้าที่เธอนึกชิงชังมาโดยตลอด กำลังแสดงความปวดร้าว...

“พี่ขวัญ”

วูบโหวงในช่องท้อง... คำ ที่เจ้าตัวใช้เรียก ทั้งแปลกและแปร่ง ไม่เกะกะระรานเหมือนทุกครั้ง

เหมือนรอยเสียงของคนที่... สำนึก

แต่สำนึกเรื่องอะไรล่ะ... คนอย่างนายอธิก์มีเล่ห์กลในการเรียกร้องความเห็นใจจากคนอื่นมากมาย ใครจะไปรู้ว่า ไอ้ท่าทางที่เขากำลังทำอยู่นี่ อาจเป็นเพียงแค่การเล่นละครให้ดูน่าสงสารก็ได้ มันปกปิดธาตุแท้ของเขาไม่มิดหรอก

ธาตุแท้อันชั่วช้า!

“ฉันยังไม่อยากตาย” อธิก์งึมงำ เหมือนคนกำลังเพ้อ “ยกโทษให้ฉันเถอะ”

ขวัญข้าวนึกขัดใจเหลือกำลัง เธออยากให้อธิก์หยุดพูด ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากฟัง จิตใจขุ่นมัวที่ถูกน้องชายขี้เมารบกวนมาหลายปี ไม่ใช่จะปลอดโปร่งได้ง่ายๆ

เธอไม่ใช่แม่พระ! ไม่เคยคิดจะเป็น!

สำหรับหลายๆ คน การให้อภัยอาจเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับเธอ การให้อภัยเป็นเรื่องยาก... ยากจริงๆ

และเหนือสิ่งอื่นใด เธอไม่อยากให้เขาส่งเสียงดัง จนผีร้ายที่ไล่ตามรู้ตำแหน่งที่ซ่อนตัว!

มือบางบีบไหล่อธิก์แน่นหนัก ทว่าปากของอีกฝ่ายไม่ยอมหยุดขยับ

“ฉันทำผิดไปแล้ว... ไม่ได้ตั้งใจ... พี่ ยกโทษให้ฉันนะ”

อธิก์เอาแต่พูดซ้ำๆ ขอให้เธอยกโทษ อโหสิให้ จนน่ารำคาญ!

หาก ชั่ววินาทีเดียวกัน ความรู้สึกภายในกลับสะดุด เหมือนเวลาที่เธอเขียนนิยายแล้ว ตัวละครใช้ถ้อยคำผิดแผกจนแปลกเพี้ยนไปจากบุคลิกที่วางเอาไว้

ทำไมอธิก์ถึงใช้คำว่า ‘ขอโทษ’ แทนที่จะเป็น ‘ขอร้อง’

ถ้าว่ากันตามจริง ในเวลาที่คนเราต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งช่วย ตอนเดือดร้อน คำที่เขาจะใช้ควรเป็นการ ‘ขอร้อง’ ไม่ใช่หรือ ในขณะที่การ ‘ขอโทษ’ จะใช้เมื่อต้องการวิงวอนต่อคู่กรณีที่มีอำนาจในการพิพากษาลงโทษ เพื่อหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจ

ถ้าเช่นนั้น... ทำไมเล่า... มีเหตุผลอะไรที่อธิก์ต้องพูดกับเธอแบบนี้

ไม่ทันจะใคร่ครวญหรือไตร่ถาม เสียงดังเอี๊ยดลั่นพลันกังวาน เสียดแทรกบาดหู บานประตูเปิดแง้ม พร้อมนางพยาบาลด้ายแดงยื่นหน้าเข้ามา!

ขวัญข้าวรีบตะครุบปากอธิก์ไว้แน่น กันไม่ให้เขาส่งเสียง

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ

เสียงฝีเท้าเยื้องย่างเชื่องช้า ระคนเสียงครางครืดคราดในลำคอ มือบวมเต่งกำเข็มเย็บแผลที่ร้อยไหมยาวไว้แน่น สืบเท้า ทีละก้าว... ทีละก้าว... จนเตะใส่รถเข็นที่ล้มขวางทางเดิน

ผีร้ายตวัดหน้า ซ้ายที ขวาที แสยะฟันจนเห็นเหงือกสีดำคล้ำมีหนอนไช ฟันเหลืองคมวาว น้ำลายยืดย้อย ก่อนจะแอ่นตัวเป็นท่าสะพานโค้ง ยื่นหน้าเข้าใกล้อธิก์เพียงคืบ!

นิ่งงัน... ขวัญข้าวเกร็งจนแทบหยุดหายใจ ถึงธรรม์ทัพจะบอกว่านี่เป็นเพียงความฝัน แต่เธอกลัว... หากเกิดอะไรขึ้น คงไม่รอด

ครั้นแล้ว ใบหน้าสยองขวัญก็เลื่อนกวาดมาจ่อตรงหน้าของเธอ! กลิ่นเน่าเหม็นโชยรุนแรง น้ำเหลืองเยิ้มออกมาจากรูเบ้าตา หยอดติ๋งๆ แก้มช้ำคล้ำดำตึงบวมจนแทบจะปริ มีรอยเส้นเลือดแผ่ขยายราวกับเส้นรากฝอยของต้นไม้

ชั่วอึดใจเดียว ผีนางพยาบาลก็เหยียดกายตรง เดินโผเผออกไปตามทางที่เข้ามา

พ้นวิกฤติ ความคลื่นเหียนที่รุมเร้าเมื่อครู่ก็แล่นจุกคอหอย ขวัญข้าวโก่งคออาเจียน ดวงตาคู่งามแดงกล่ำ น้ำตาไหล

“ไปกันเถอะ”

 เธอบอก แม้จะรู้ว่าอธิก์ไม่ได้ยินก็ตาม แล้วฉวยข้อมือน้องชายที่เธอรังเกียจนักหนา เพื่อจะดึงขึ้น

ทว่า อธิก์ไม่ยอมขยับ เขาเพียงแค่หันมาทางเธอเหมือนจะมอง ขยับปากช้าๆ

แว่วเสียงเบาหวิวคล้ายปุยเมฆลอยละล่อง

“อโหสิกรรมให้ข้าเถอะ”

ไม่ทันตั้งตัว ท่อนแขนกำยำแข็งแกร่งก็พุ่งทะลวงออกมาจากช่องท้องของอธิก์! ชายหนุ่มดิ้นพล่าน กล้ามเนื้อฉีกขาด แหวกเหวอะ เลือดไหลออกจากบาดแผลราวกับตาน้ำ ขวัญข้าวตกตะลึงจนร้องไม่ออก ตาค้าง

“อธิก์!”

ตามมาด้วยมืออีกข้าง นิ้วทั้งสิบฉีกกระชากจนปากแผลแหกไปถึงแผ่นอก ซี่โครงบานอ้า หัวของผู้ชายโผล่ออกมาจนเห็นใบหน้าอำมหิต!

อินทร!

ดวงตาวาวโรจน์ด้วยไฟแค้นจ้องตรงมาทางเธอ รอยยิ้มเหยียดหยันชวนพรั่นพรึงแสยะกว้าง

เลือดสดๆ เจิ่งนองเต็มพื้น ขวัญข้าวหันรีหันขวาง คว้าเศษกระจกแตกข้างตัวได้ ก็รี่จะเข้าไปช่วย ทว่า เพียงแค่โผ คอของเธอก็ถูกรั้งดึง นางพยาบาลที่เธอแน่ใจว่าออกไปจากห้องเมื่อครู่ กำลังรัดคอเธอด้วยสายน้ำเกลือจากทางด้านหลัง เท้าเน่าๆ กดหนักลงตรงก้านคอเธอ

เศษกระจกในมือร่วงลงพื้น ภาพตรงหน้าพร่าเบลอ อธิก์แน่นิ่ง คล้ายกับถุงหนัง หรือชุดมนุษย์ยางอะไรสักอย่างที่ถูกถอดออก โดยมีอินทรก้าวออกมาจากร่างของเขาแบบเต็มๆ ตัว คล้ายกับงูลอกคราบ ตีนข้างหนึ่งเหยียบซ้ำลงบนศีรษะของอธิก์ ขยี้! บิด! ขยี้! ราวกับจะให้หัวของอธิก์แหลกลาญ!

ท่อนขาแข็งแรง กำยำ ก้าวตรงมาทางเธอที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลาง ดวงตาเบิกค้าง ลิ้นแน่นคับปาก สองมือกวาดเปะปะรอบด้าน

อินทรย่อตัวลงนั่งยองๆ เพื่อจะได้ประจันหน้าใกล้ชิด ถนัดถนี่

“จำกูไว้! กูจะไม่ให้พวกมึงลืม!”




เยาวเรศแรกรุ่นก้าวขึ้นเรือนทรงไทยโบราณด้วยสีหน้านิ่งราวกับรูปปั้น ริมฝีปากบางแต่งแต้มด้วยสีชาดไม่ยิ้มแย้มตามปรกติวิสัย ชายสไบไสวพลิ้วยาวก้าวย่าง ท่วงท่าละมุนละม่อม

บ่าว ผู้หญิงที่กำลังถูเรือนยั้งมือทันควัน แล้วรีบคลานถอยให้พ้นวิถี ด้วยรู้ดีว่ายามนี้ผู้เป็นนายกำลัง ขุ่นใจ

เห็นจะมีแต่พี่เลี้ยงเก่าแก่ที่ติดสอยห้อยตามกันมาตั้งแต่เกิดเท่านั้น ที่จะกล้าพูด

“แม่หญิงทำหน้าทำตาเยี่ยงนี้ มิงามนะเจ้าคะ”

“ช่างปะไร ข้าเบื่อพี่นี่ บ่นอยู่ได้ว่ามิงามๆ”

“ก็แม่หญิงรับของจากชายอื่น มิใช่คนในครอบครัว มิงามจริงๆ นี่เจ้าคะ”

กาหลงนงรามก้าวขึ้นนั่งในหอกลาง พับเพียบเรียบร้อย หลังตรงสง่า สมกับที่ครั้งหนึ่งเคยเข้าวัง

นัยน์ตากลมโตเพียง ชำเลือง แลดอกไม้ไหวในมือ

แผ่นเงินแท้ๆ สะท้อนแสงวับ จับตา ละม้ายกับดวงนัยน์ที่มีน้ำกลอกกลิ้งระยับของผู้ให้คนนั้น

“มิงามเช่นไรละพี่แย้ม คนเขาจะอวดร่ำอวดรวย ฉันแค่ทำให้เขาอวดได้โดยสะดวกใจ ผิดด้วยรึ”

“โถ... อวดร่ำอวดรวยอย่างไรได้ละเจ้าคะแม่หญิง เขาให้ด้วยเอ็นดู ตามประสาคนรู้จักมักจี่”

กาหลงตีหน้านิ่ง ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ หากเพียงแค่สายตาตวัดมอง คนสนิทก็รู้ทัน

ผู้เป็นนายบังเกิดความสงสัย

“ฉันรู้จักเขาตั้งแต่เมื่อไร ไยจำมิได้”

“พ่ออินทรเขาเป็นน้องชายแม่หญิงปิ่นแก้วเจ้าค่ะ”

ความทรงจำเกี่ยวกับพี่ปิ่นแก้วผุดขึ้นรวดเร็วคล้ายสายนทีระรินไหล

พี่ปิ่นแก้วเป็นสตรีที่น่าชื่นชม เลื่อมใส ทั้งความงามนั้น ก็เป็นที่โจษขานกันทั่วทั้งคุ้ง กิริยามารยาทแช่มช้อย ความรู้ความคิดมิได้ด้อยกว่าใครอื่น

แต่ไม่เคยรู้ พี่ปิ่นแก้วมีน้องชาย

“พี่รู้ได้อย่างไร ว่าเขาเป็นพี่น้องกันจริง”

“เมื่อก่อนเห็นบ่อยๆ เจ้าค่ะ เคยถามบ่าวบ้านนั้น”

“สอดรู้เขาไปทั่ว” กาหลงต่อว่าไม่จริงจัง โดยลืม ดูตัวเอง “แต่ถ้าเช่นนั้นยิ่งดีมิใช่รึ คนรู้จักกันให้ของ ถ้าฉันไม่รับ เขาจักเสียน้ำใจ”

“โถ... แม่หญิงอย่าเล่นลิ้นเป็นศรีธนญชัยเลยเจ้าค่ะ ที่อีแย้มว่าไม่งาม เพราะพ่ออินทรเขามีเมียแล้ว ไปรับของๆ เขาอย่างนั้น มันมิสมควร”

“ลามกจกเปรต! พี่คิดไปถึงไหน!”

“อีแย้มไม่คิดดอกเจ้าค่ะ แต่คนอื่นเห็นเข้า เขาจะติฉินนินทาเอาได้”

“อย่างนั้นก็สุดแล้วแต่เขาเถอะ ฉันคงห้ามปากใครไม่ได้” กาหลงตอบ ดวงเนตรงามกวาดมองรอบเรือน เห็นแต่บ่าวไพร่กำลังทำงาน แต่ไม่เห็นเงาของพี่ชาย “พี่หมื่นหาญเล่า ยังไม่กลับหรือ”

แม้จะเพิ่งย่ำเข้าเรือนพร้อมกัน หากกาหลงแน่ใจว่าตนถามคนถูก ถ้าเป็นเรื่องหยุมหยิมภายในเรือน พี่แย้มรู้เร็ว และรู้ดี กว่าใครๆ ทั้งหมด

“บ่าวไพร่แจ้งว่า ตระเวนป่าแต่หัวรุ่ง กว่าจะกลับคงย่ำค่ำเจ้าค่ะ”

เพิ่งมาถึงแท้ๆ เหตุใดต้องรีบออกลาดตระเวน

“ธุระอันใดรึ”

“มีคนแจ้งว่า พบโจรป่าเจ้าค่ะ”

“ร้ายนักหรือ พี่หมื่นจึงต้องลงไปจัดการเอง”

“เขาว่าตำบลใกล้ๆ กันนี้โดนไปหลายรายแล้วเจ้าค่ะ ทั้งปล้น ฆ่า ข่มขืน ชาวบ้านละแวกนี้กลัวกันนัก แม่หญิงเองก็เถอะ อยู่ติดเรือนดีกว่า”

สีหน้าที่นิ่งตึงมาตั้งแต่เมื่อครู่เริ่มคลี่ออก เมื่อสบโอกาสจะได้ยั่วล้อคนตรงหน้า

“อยู่แต่ในเรือนสิน่ากลัว”

“อย่างไรเจ้าคะ”

“พี่ไม่รู้รึ โจรพวกนี้ชอบเข้าปล้นเรือน เพราะทั้งทรัพย์ทั้งคนนั้นมีมาก มันไม่ปล้นนักเดินทางสัญจรดอก จะได้สักกี่เฟื้องละ”

“จริงรึเจ้าคะ” คนเป็นบ่าวขมวดคิ้ว

“จริงซิ” กาหลงตอบหน้าซื่อ “แต่พี่แย้มมิต้องกลัวไป อย่างพี่น่ะ โจรมันเห็นก็ไม่เอา มันเหนื่อยจะพาไปด้วย อย่างฉันโจรมันก็ไม่เอา เพราะพูดมาก ฉะนั้นเราทั้งสองจะปลอดภัยเป็นแน่”

“แม่หญิง... ชอบพูดเป็นลาง”

กาหลงหัวเราะ อารมณ์ดีขึ้นที่เย้าคนสนิทของตัวได้สำเร็จ โดยหารู้ไม่ว่า ต่อไปในภายภาคหน้า วาจาที่ลั่นออกไปในวันนี้ จะส่งผลกระทบเช่นใดบ้าง




เรือนกายสูง โปร่ง ได้สัดส่วนอวบอัดสมวัยกำดัดของอิสตรีที่กำลังนอนแนบแอบอิงพื้นหญ้านั้นเปลือยเปล่า บิดเร่าตามผัสสะเค้นคลึงรุกเร้าของมือหยาบที่ระรานทั่วร่างไม่เว้นซอกอับลับลึก ผิวสีละเอียดดั่งหยวกกล้วยคล้ายเป็นประกายยามจับต้องแสงรำไรของตะวันรอน บุรุษล่ำสันผิวเข้มไร้ผ้าพันกายกดร่างชิดทับ กอดรัดพันพัวมิวายเว้น ปากสากๆ จูบไล้ รุกเร่งแรงปรารถนาจวนเจียนบ้า

โพยมบนหม่นมัวสลัวแสง

พายุพัดซัดแรงแกล้งกระหน่ำ

คลื่นระลอกกลอกเกลือกไสเสือกซ้ำ

คอยโหมย้ำย่ำอยู่มิรู้คลาย ฯ

พุดซ้อนปรือตามองชายที่กอดก่ายข้างกายอย่างไร้ความหมาย ราวกับมันเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่งสำหรับปลดเปลื้องไฟอารมณ์ คอยบำรุงบำเรอรสสวาทเท่านั้น

หากจะถามหาความรักหรือชอบ ย่อมตอบได้ในทันที

คนอย่างไอ้ชด ไม่เคยอยู่ในสายตา!

มันทั้ง เตี้ย ล่ำ หน้าตารึก็หาได้ทั่วไป มิได้รูปงามเฉกเช่นอินทรผัวนาง โง่เง่าก็ปานนั้น วันๆ เอาแต่ทำไร่ไถนา เย็นย่ำก็เอาแต่ร่ำสุรา ไร้ความเจริญ

แต่ด้วยแววตากระหายของมัน ความต่ำต้อย สกปรกโสมมของมัน กลับกระตุ้นราคะเร้นลึกในใจนางได้อย่างน่าอัศจรรย์ กอปรกับเมื่อเห็นมันเป็นผัวญาติผู้น้อง อดไม่ได้ที่อยากจะลองสักหน

ยามที่หมอกควันหม่นมัวในหัวใจบดบังสายตา สิ่งใดที่ยิ่งเสี่ยง ยิ่งหมิ่นเหม่ สิ่งนั้นยิ่งน่าพึงพอใจ

อยากได้ ต้องคว้ามาให้ได้!

หากจะเทียบกันเป็นอาหาร อินทรที่ตบแต่งกันตามประเพณีเป็นเหมือนอาหารชั้นดีที่กินเป็นประจำทุกวัน เรียบง่าย เดาได้ไม่ยาก ถึงจะถูกปาก ไม่มีพิษภัย แต่น่าหน่าย

ในขณะที่ไอ้ชดเป็นอาหารที่ทั้งเผ็ด และร้อน ยิ่งกินยิ่งทรมาน... แต่ก็ไม่สามารถจะลดละ!

จากแค่ครั้ง สองครั้ง จึงสานต่อจนไม่อาจนับครั้ง

ริมฝีปากหนาของมันซุกซนไปตามลำคอ ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้วาบไหวทั่วท้องน้อย มันชำเลืองตาจ้องตรงพร้อมกับโน้มหน้าเข้าหา หวังจะประกบทับ ทว่าพุดซ้อนใส่จริต ดันมันออก ขืนตัวห่าง

“หยุดเถอะ”

“ข้าทำอันใดให้เอ็งมิพอใจรึ แม่พุดซ้อน ไยจึงผลักไส” มันถาม น้ำเสียงบ่งบอกถึงความมัวเมา

ดวงหน้าหวานละมุน แฝงความเง้างอด

“ข้ามิอยากทำผิดต่ออีลำดวน” คำตอบ... เป็นเพียงลมปาก ขณะที่หัวใจสั่นระริก “อย่างไรเสีย อีลำดวนมันก็น้องข้า เอ็งกับข้าทำบัดสีกันเยี่ยงนี้ มิกลัวมันเสียใจบ้างรึ”

คนถูกถามส่ายหน้า เบียดขยับเข้าใกล้

“ข้ามิได้รักมัน ข้ารักเอ็ง”

“ปากหวานนัก ใครจะเชื่อได้”

“ได้ซี” ไม่พูดเปล่า หากยังกดจมูกแนบกับหัวไหล่ของสาวเจ้าแล้วลากจนจรดกกหู “ถ้าเป็นเอ็ง ข้าพร้อมยอมทำทุกอย่าง”

ดวงตาคมหรี่ รอยยิ้มเหยียดติดมุมปากเล็กน้อย

“อย่างเอ็ง ทำไม่ได้หรอก”

“ขอแค่เอ็งต้องการ”

“จริงรึ”

มันพยักหน้า ดมดอมกลิ่นหอมจากเรือนผมของนาง

“แม้กระทั่ง ถ้าข้าอยากให้เอ็งฆ่าคนน่ะหรือ”

กิริยาของมันชะงักกึก ชายหนุ่มเอนตัวออกเล็กน้อย มองหน้าสตรีร่างระหงในอ้อมแขนอย่างไม่นึกฝัน ทว่า พุดซ้อนหัวเราะเบา

“เอ็งทำไม่ได้ใช่หรือไม่”

“ข้า...”

“วางใจเถอะ” พุดซ้อนกระซิบเบา มือเรียวยาวอ่อนนุ่มประคองใบหน้ามัน “ข้าแค่อยากลองใจเท่านั้น ไม่ขอให้เอ็งไปฆ่าผู้ใดดอก”

นิ่งครู่ คู่ชู้ของนางจึงขยับเข้าใกล้ แววตาแม้จะลังเล หากน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้น ดังกว่าปกติ

“ต่อให้ต้องฆ่าคน ถ้าเพื่อเอ็ง ข้าจะทำ”

สิ้นคำ มันระดมจูบพร่ำบนทรวงอกของนาง พุดซ้อนนึกขันในใจ แววตาหวานเชื่อม ราวกับเอ็นดูบุรุษหน้าโง่ที่ลิ้มชิมกายตนอย่างเพลินเพลิดเสียเต็มประดา

ใครว่า... สตรีไร้อำนาจ

ขอแค่ หลอกล่อให้บุรุษตกหล่มราคะได้... นั่นละ อำนาจที่จะบงการให้มันทำอะไรก็ได้ตามใจนึก!


>>>โปรดติดตามตอนต่อไป




Create Date : 13 มกราคม 2560
Last Update : 16 มกราคม 2560 4:34:25 น. 2 comments
Counter : 337 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
โห๊ะๆๆๆ


โดย: sakeena IP: 183.89.214.42 วันที่: 13 มกราคม 2560 เวลา:16:25:30 น.  

 
สวัสดีค้าบ คุณ sakeena
ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันครับ ^O^


โดย: ณนณ (ploy666 ) วันที่: 23 มกราคม 2560 เวลา:15:34:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เพียงแค่...ได้พบกัน
โลกก็พลันหยุดเคลื่อน
เดือนลับ ตะวันดับ
ณ กลางใจ!

ทุกสิ่งสยบให้ 'ความรัก'

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.