Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
1 เมษายน 2554
 
All Blogs
 
ปราสาทหินเขาพระวิหาร

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา


เขาพระวิหารเป็นชื่อที่คนไทยเรียก แต่ถ้าออกเสียงตามสำเนียงเขมรคือ เปรี๊ยะ วิเฮียร์ บริเวณนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏชื่อเรียกเก่าสุดบันทึกไว้ในรายงานของกรมศิลปากรว่า ภวาลัย ภายหลังมีชื่ออื่นๆคือ ศรีศิขรีศวร วีราศรม และ ตปัสวีนทราศรม ซึ่งมีผู้สร้างอุทิศให้แก่ ศิขรีศวร แปลตามคำว่า พระศิวะผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขา กษัตริย์ขอมได้สร้างปราสาทอันเป็นเสมือนที่ประทับแห่งเทพเจ้าไว้ ณ ที่นี้ คือปราสาทพระวิหาร หรือเทวสถานศรีศิขรีศวร


ปราสาทพระวิหาร อยู่บนยอดเขาในเทือกเขาดงรัก หรือ ดงเร็ก , ดงแร็ก (ภาษาเขมรแปลว่า ภูเขาไม้คาน) แนวเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตำแหน่งเส้นรุ้งที่ 14 องศา 23 ลิปดา 20 ฟิลิปดา เหนือ และเส้นแวงที่ 104 องศา 41 ลิปดา ตะวันออก ส่วนสูงสุดของยอดเขานี้อยู่ทางด้านใต้ สูงกว่าระดับน้ำทะเล 535 เมตร ความสูงสุดจากหน้าผาชัน เป้ยตาดี ลงสู่พื้นที่ราบเชิงเขาในอาณาเขตของประเทศกัมพูชา ประมาณ 547 เมตร


ก่อนคำพิพากษาตัดสินของศาลโลก เปรี๊ยะวิเฮียร์ อยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ส่วนปราสาทพระวิหารอยู่ในการปกครองและอธิปไตยของไทย ขึ้นกับท้องที่หมู่บ้านภูมิซร็อล ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ


ปราสาทพระวิหารหันหน้ามาทางทิศเหนือของประเทศไทย ทางขึ้นปราสาทก็ต้องผ่านขึ้นลงตามบันไดลาดเชิงเขาจากด้านประเทศไทย เส้นทางติดต่อกับเขมรต่ำนั้นสูงชัน ต้องผ่านขึ้นทางช่องแคบ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า ช่องบันไดหัก อยู่ทางทิศตะวันออกของตัวปราสาท จากตัวปราสาททำเป็นถนนและขั้นบันไดยาว 340 เมตร ลงไปถึงไห่ลเขา และมีบันไดทอดลงไปเบื้องล่างอีกต่อหนึ่ง กาลเวลาได้สร้างความทรุดโทรมให้แก่เส้นทางขั้นบันได้เหล่านี้ อันเป็นเส้นทางของผู้จาริกแสวงบุญผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาจากแผ่นดินเขมรต่ำ ในอดีต ด้านทิศเหนือของบันไดสู่ปราสาท มีสระน้ำเกิดจากการกักเก็บน้ำไว้ด้วยทำนบศิลาขนาดใหญ่ หลังทำนบกว้าง 250 เมตร สระนี้มีชื่อในปัจจุบันว่า สระตราว หรือ สระข้างกราว เป็นภาษาเขมร แปลว่า ข้างนอก (สระที่อยู่นอกกลุ่มปราสาทหินบนยอดเขา) สระตราวนี้ รับน้ำมาจากห้วยตราว สระนี้คือ บารายอันเป็นแหล่งเก็บน้ำแบบขอม ลำน้ำจากห้วยสูงไหลผ่านบารายลงสู่ที่ราบ


ปราสาทหินเขาพระวิหาร สร้างด้วยศิลาทรายซึ่งสกัดจากเทิอกเขานี้ ยังสามารถเห็นร่องรอยอยู่ในพื้นที่บางแห่งที่พวกขอมสกัดหินไปใช้ในการก่อสร้าง เช่น บริเวณขอบสระตราว และบริเวณใก้ลกับหน้าผามออีแดง ส่วนวัตถุอื่นที่ใช้ในการก่อสร้างคือ อิฐเผา และดินเหนียวคล้ายหิน สีเขียว เรียกว่า ไดทะมะป้วก (ภาษาเขมรแปลว่าดินโคลนที่เหนียว)


ปราสาทหินเขาพระวิหาร เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมขอมโบราณ หรือขะแมร์โบราณ (ศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนอาณาจักรสุโขทัยประมาณ 300 ปี) ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 300 ปี ตั้งแต่สมัยกษัตริย์ ยโสวรมันที่ 1 ถึง กษัตริย์ชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเปรียบเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขา หรือ ศิขเรศวร ซึ่งเป็นเพชรยอดมงกุฏ ของพระศิวะ หรือพระอิศวร ตั้งโดดเด่นอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สันนิฐานว่า ถูกปล่อยให้ร้างไปเมื่อปี พศ.1974 คือภายหลังกรุงศรียโสธรปุระ ของกัมพูชา เสียกรุง หรือเมืองแตก ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา ในสมัยพระเจ้าสามพระยา กัมพูชาต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ ทั้งกัมพูชาและประเทศไทย ได้ลืมและปล่อยทิ้งร้าง ปราสาทหินขาพระวิหาร ประมาณ 500 ปี


ประวัติศาสตร์ไทยและกัมพูชาต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อังกฤษขยายอำนาจอยู่ทางตะวันตกของประเทศไทย คือ พม่า และอินเดีย ส่วนฝรั่งเศสเข้าสู่ตะวันออกของประเทศไทย บริเวณ ลาว เขมร ญวน ซึ่งฝรั่งเศสเรียกว่า อินโดจีน ไทยจึงอยู่ระหว่างกลางของสองมหาอำนาจ พม่าเสียเมืองแก่อังกฤษในปี พศ.2368 ส่วนฝรั่งเศสก็ค่อยๆสร้างอิทธิพลและมิตรไมตรีในหมู่ประเทศอินโดจีน


กัมพูชาหรือเขมรในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของไทย กษัตริย์เขมรได้รับการศึกษาอบรมจากราชสำนักไทย ดังปรากฏว่า


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงชุบเลี้ยง นักองเองเป็นพระราชบุตรบุญธรรม และทรงกรุณาโปรดเกล้าให้ไปครองเมืองเขมร พระราชทานนามว่า สมเด็จพระนารายณ์ ส่วนนักองจันทร์ ผู้เป็นบุตร ก็ได้รับการอภิเษกจากกรุงเทพฯให้สืบราชสมบัติแทนพ่อ ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จพระอุทัยราชาธิราชรามาธิบดี


ตลอดรัชกาลที่ 2 เมืองเขมรว่างกษัตริย์เพราะเชื้อวงศ์เขมรส่วนหนึ่งหนีไปพึ่งใบบุญญวน ที่ไซง่อน อีกส่วนพึ่งใบบุญไทย อยู่ที่กรุงเทพฯ


สมัยรัชกาลที่ 3 ไทยทำสงครามกับเวียดนาม ที่เรียกว่า อานามสยามยุทธ เป็นเวลา 14 ปี ตั้งแต่ พศ.2376-2389 ผลของสงคราม ทำให้ไทยได้เขมรกลับมาเป็นประเทศราชโดยเฉพาะเขมรภาคเหนือ ทรงโปรดให้นักองด้วง ปกครองเขมรเหนือ อภิเษกให้เป็นเจ้าแผ่นดินเขมร ในปีพศ.2390 พร้อมเครื่องยศและสุพรรณบัตรจารึกพระนามว่า พระหริรักษ์รามาธิบดี เจ้ากรุงกัมพูชา


สมัยราชกาลที่ 4 เขมรเกิดศึกกลางเมือง พศ.2403-2404 หลังความวุ่นวาย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าอภิเษก องค์พระนโรดม โอรสพระหริรักษ์เป็นเจ้าแผ่นดินเขมร และโปรดเกล้าให้ทำเครื่องราชูโภคสำหรับพระเจ้าแผ่นดินแห่ออกไปอภิเษกที่เมือง อุดงมีชัย


ขณะนั้นฝรั่งเศสครอบครองไซง่อนและเวียดนามใต้แล้ว และเริ่มทำการสำรวจทางภูมิประวัติศาสตร์ของเขมรและลาว นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เข้าครอบครองเขมรและลาว ในที่สุดองค์พระนโรดม ก็ยอมเข้าอยู่ในอารักขาของฝรั่งเศส เมื่อ 11 สิงหาคม พศ.2406 ฝรั่งเศสได้เชิญชวนไทยไปร่วมอภิเษกสมเด็จพระนโรดมเป็นเจ้าแผ่นดินเขมร ให้พระนามใหม่ว่า สมเด็จนโรดมบรมราชเทววาวตาร


พระเจ้านโรดม สวรรคต พศ.2449 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ เป็นเสนาบดีมหาดไทย ฝ่ายรัฐบาลไทย ซึ่งสมัยนั้นเป็นการปกครองแบบราชาธิปไตย ได้ไปยอมรับเส้นเขตแดน ที่ถือว่าปราสาทหินเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการไม่รู้เรื่องการเขียนแผนที่ หรือเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพื่อรักษาเอกราชของชาติไทยเอาไว้ จนมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 7 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่ง อภิรัฐมนตรี ต้องขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะขึ้นไป ปราสาทหินเขาพระวิหาร


หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พศ.2475 ในยุคของ จอมพล ป พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ปลุกกระแสชาตินิยมให้เกิดขึ้น ในเดือนตุลาคม พศ.2483 มีผลให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯและธรรมศาสตร์ เดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส จนเกิดสงครามกับฝรั่งเศส ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศญี่ปุ่น มหามิตรใหม่ เข้ามาเจรจาไก่ลเกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศสจำยอมยกดินแดนคืนให้แก่ไทย ในตอนนี้เองที่ปราสาทหินเขาพระวิหาร ได้กลับมาสู่ความสนใจของคนไทยอีกครั้ง รัฐบาลจอมพล ป ได้ให้กรมศิลปกร จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทหินเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พศ.2483 และชี้แจงต่อประชาชนไทยว่า ได้ปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมาและจะจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับเป็นโบราณสถานที่สำคัญ


หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ทางฝ่ายพันธมิตรจะปรับให้ไทยแพ้สงครามและต้องชดใช้ค่าปฏิกรณ์สงคราม แต่ขบวนการเสรีไทย ได้ทำให้รอดพ้นจากสถานะภาพผู้แพ้สงครามอย่างหวุดหวิด แต่มีข้อแม้ว่า รัฐบาลใหม่ จะต้องคืนดินแดนที่ไปยึดครองมาทั้งหมด กลับคืนให้ให้แก่ฝ่ายพันธมิตร คือ ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต่อมารัฐบาลจอมพล ป พิบูลย์สงคราม ก็กลับมาเป็นรัฐบาลโดยการปฏิวัติของ พลโท ผิน ชุณหวัณ รัฐบาลจึงส่งกองกำลังทหารไทยกลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อีกครั้งในปี พศ.2497 แต่กลับไม่ได้รับการตอบโต้จากฝรั่งเศส เนื่องจากฝรั่งเศสต้องพะวงกับการสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติเวียดนาม กัมพูชา และ ลาว ทำให้เรื่องของปราสาทหินเขาพระวิหารไม่ตกเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของชาวโลก และผู้คนทั่วไป


ปี พศ.2493 กัมพูชา ได้รับเอกราชในอีก 6 ปีต่อมา กษัตริย์นโรดมสีหนุ ของกัมพูชา ได้ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พศ.2502 รัฐบาลไทยสมัยนั้น คือรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แต่งตั้ง มรว. เสนีย์ ปราโมช เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ได้ใช้นโนบายชาตินิยม ปลุกระดมให้ประชาชนรักชาติ และร่วมกันบริจาคเงินคนละ 1 บาท เพื่อสู้คดี และที่สุดศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้เวลา 3 ปี และลงมติเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พศ.2505 ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้ ปราสาทพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชา และให้รัฐบาลไทยถอนทหาร ตำรวจ ยาม และเจ้าหน้าที่ ออกนอกบริเวณ รวมถึงให้คืนเทวรูป รูปปั้นและสิ่งของมีค่าคืนทั้งหมด


ความขัดแย้งปราสาทเขาพระวิหาร กลายเป็นความขัดแย้งลุกลามบานปลายเมื่อ ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก ออกมาเปิดเผยครั้งแรกว่า ไม่เห็นด้วยกับการลงนามสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเพราะเท่ากับเป็นการยกดินแดนและอธิปไตยไทยให้กับกัมพูชา และถือว่าเป็นครั้งแรกหลังศาลโลกตัดสินให้ไทยเสียดินแดนให้กัมพูชา และยังกล่าวอีกว่า ไทยและกัมพูชา ต้องเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกันโดยยึดถือตามแนวทางข้อตกลงร่วมกันมาตั้งแต่ปี พศ.2548 หรือที่เรียกว่า MOU ปี 2548 จนเหตุการณ์ระเบิดถึงขีดสุดโดยการใช้กำลังทหารเข้าต่อสู้กันระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ พศ.2554 ที่ ภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้เกิดความเสียหายของผู้คน และบ้านเรือน รวมถึงโรงเรียน มีผู้คนบาดเจ็บ เสียชีวิต สร้างความสูญเสียให้แก่ผู้คนและทรัพย์สินแก่ทั้งสองฝ่าย


บทวิเคราะห์ปราสาทหินเขาพระวิหาร



บทวิเคราะห์ปราสาทหินเขาพระวิหาร


ประเด็นเรื่องของ ปราสาทหินเขาพระวิหาร ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในการสั่นคลอนอำนาจรัฐบาล และเป็นปัญหาการเมืองภายในของเรา ในขณะเดียวกันก็มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เรื่องนี้สำคัญและเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจที่มาและที่ไปของเรื่องโดยเฉพาะทางประวัติศาสตร์และทางรัฐศาสตร์การเมือง
ปราสาทหินเขาพระวิหาร เป็นปัญหาซับซ้อนหลายมิติ

1. ศาสนา โบราณคดี สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมและสังคม ปัญหาเริ่มตั้งแต่ มิติทางศาสนา โบราณคดี และสถาปัตยกรรมของสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวปราสาทและสิ่งของ มองในแง่นี้ ปราสาทหินพระวิหารเป็นสิ่งที่ควรศึกษาทำความเข้าใจของผู้ใฝ่รู้ เป็นการเชื่อมโยงระหว่างศรัทธาความเชื่อและการสร้างคู่กันไปกับวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ความรู้ย่อมไม่มีพรมแดน ความเชื่อ ไม่มีชนชาติหรือศาสนา เมื่อความเชื่อตรงกัน ทำพิธีกรรมร่วมกัน มีความสัมพันธ์ค้าขายแลกเปลี่ยน เป็นญาติพี่น้อง เกี่ยวดองทางการแต่งงานบ้าง จึงเป็นมิติทางสังคมและวัฒนธรรม

2. การล่าอาณานิคมและเทคโนโลยี่แผนที่ การล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตก ได้แก่ฝรั่งเศส อังกฤษ โดยเฉพาะฝรั่งเศสได้ทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป เมื่อฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองกัมพูชา เมื่อ 11 สิงหาคม พศ.2406 พร้อมแนวคิด รัฐประชาชาติ หรือ รัฐชาติ อันเป็นที่มาของการกำหนด เส้นเขตแดน ซึ่งได้มาโดยการทำแผนที่แบบให่ม การปกครองยุคโบราณ ยุคกลาง ยังไม่มีแผนที่แบบใหม่เกิดขึ้น ใช้ที่หมายคือ เมือง หรือ หมู่บ้าน เป็นเสมือนแนวเขต ต่อมาจึงใช้ลักษณะภูมิประเทศ อาทิ แม่น้ำ ภูเขา หรือที่หมายง่ายๆทางสภาพภูมิศาสตร์ เช่น เส้นทางสัญจรเป็นแนวเขต นี่คือที่มาของหลักที่ใช้ “ร่องน้ำลึก” ก็ดี “สันปันน้ำ” ก็ดี ตัวอย่าง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อังกฤษยึดพม่าตอนใต้เป็นอาณานิคม จึงมอบหมายให้ เฮนรี่ เบอร์นี่ ข้าหลวงอังกฤษ เป็นตัวแทนรัฐบาลอังกฤษเข้ามาติดต่อเจรจาเรื่องเขตแดนพม่ากับสยาม แต่เบอร์นี่ แปลกใจมากที่ขุนนางสยามไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องเขตแดนที่ติดต่อกันเลย “ท่านเสนาบดี(คลัง) หมุนร่างอันใหญ่โตของท่านไปรอบๆจ้องข้าพเจ้าอย่างตกใจราวกับว่าข้าพเจ้าได้เสนอให้ท่านเสนาบดีเดินทางไปยุโรป….” (ศรีศักร วัลลิโภดม:2551)

3. ท่าทีของแต่ละประเทศในความขัดแย้ง มติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 5 สิงหาคม 2502 จะเห็นได้ว่า ก่อนที่กัมพูชาจะนำคดีขึ้นฟ้องศาลโลก กัมพูชาได้เสนอจัดตั้งเขตปลอดทหารในบริเวณปราสาทและรัศมี 5 กิโลเมตร มีลักษณะการใช้อำนาจบริหารจัดการการใช้อำนาจร่วมกัน แต่ไทยปฏิเสธ

4. การเมืองในประเทศและชาตินิยม มิติการเมืองในประเทศอาจเป็นที่มาของปัญหาหลายๆประการได้ และชาตินิยม เป็นสิ่งดีและจำเป็นเพื่อความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ แต่ความคลั่งชาติ จนครองสติไม่ได้ ไร้เหตุผล อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อมวลมนุษย์

5. การเมืองระหว่างประเทศ ความขัดแย้งเรื่องปราสาทหินเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา อยู่ในบริบทกว้างขวางมาก มีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคสงครามเย็น ไทยอยู่ข้างเสรีนิยมเต็มตัวแล้ว แต่กัมพูชา ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน การเอาชนะใจกัมพูชา เสมือนเป็นการซื้อใจ ให้เข้ามาอยู่ในค่ายโลกเสรี

6. ความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้านอาเซียน ไทยมีพรมแดนติดต่อกับกัมพูชา มีระยะทางยาวเกือบ 800 กิโลเมตร ความขัดแย้ง ความตึงเครียด ระหว่าง 2 ประเทศ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อใคร

7. มิติทางกฏหมาย คนในซีกโลกตะวันออก ไม่ให้ความสำคัญกับกฏหมาย จนกว่าเรื่องจะบานปลายเป็นข้อพิพาทที่หาทางออกอื่นไม่ได้แล้วจึงจะนึกถึงกฏหมายและศาล ในโลกแห่งความเป็นจริง กฎหมาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

8. มิติด้านการบริหารราชการแผ่นดินและการสื่อสารกับสาธารณชน ธรรมเนียมที่ยึดถือมาช้านานว่า การต่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. จึงกระทำเป็น “เรื่องจร” ตลอดมา และธรรมเนียมอีกข้อคือ การลงนามย่อ ในเอกสารระหว่างประเทศที่ผูกพันไทย เพราะการลงนามย่อ เท่ากับเป็นการยืนยันข้อความว่าร่างการแถลงการณ์ร่วมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว

9. ตุลาการภิวัฒน์ มีข้อจำกัด คือ หลักกฏหมายมหาชนกำหนดขึ้นโดยมีเหตุมีผลว่าเรื่องใดศาลควรเข้าไปควบคุม และควบคุมเพียงใด จึงจะไม่ทำให้การบริหารประเทศกลายเป็น “รัฐบาลโดยศาล” โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้นหลักกฏหมายที่ยึดถือกันว่า ศาลภายในจะไม่เข้ามาก้าวเข้าไปควบคุมการกระทำของรัฐบาลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และข้อจำกัดอีกข้อ คือความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถของคนที่เป็นผู้ตัดสินคดีความ ต้องยอมรับกันว่าไม่ได้มีความรู้ความชำนาญทุกศาสตร์ ทุกเรื่อง ทุกสาขา (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ:2551)



ในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ ถ้าเราได้นำสาขาวิชา สหวิทยาการทางรัฐศาสตร์ เข้ามาช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์ ซึ่งจะทำให้การอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทำได้กว้างขวาง ลุ่มลึก และลึกซึ้ง สามารถทำความเข้าใจได้อย่างท่องแท้สมบูรณ์ โดยการนำสาขาวิชาภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

ประวัติทางภูมิศาสตร์บริเวณเขาพระวิหาร

ที่ตั้งเขาพระวิหารอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำมูล-ชีตอนล่าง ต่อกับบริเวณลาดเขาของเทือกเขาดงรักในบริเวณที่เป็นจังหวัดศรีสะเกษ แบ่งตามลักษณะภูมิประเทศได้เป็น 2 ส่วน
เขตที่ลุ่ม เรียกที่ราบลุ่มราษีไศล หรือทุ่งราษีไศล เขตนี้มีหลักฐานการอยู่สืบเนื่องของชุมชนโบราณมาหลายยุคหลายสมัย เช่น บ้านโนนสูง แหล่งทำเกลือเก่าแก่ บ้านดอนเกลือ ทำนาเกลือและถลุงเหล็ก พัฒนาการของชุมชนบ้านเมืองในที่ราบลุ่มราษีไสล ได้หยุดชะงักลงช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-15 และไม่ปรากฏร่องรอยโบราณวัตถุสถานแบบขอม รูปแบบทางวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นที่เห็นได้ชัดคือ เครื่องปั้นดินเผาใช้ในพิธีเผาศพแบบเขียนสีเป็นริ้วรอยด้วยสีดำ น้ำตาล และแดง อย่างไรก็ตามแถบจังหวัดยโสธร และอุบลราชธานี กลับพบเมืองโบราณยุคเริ่มแรกของอาณาจักรเจนละ (ขอมโบราณ) คือ เมืองเตย
เขตที่สูง คือฝั่งใต้ของแม่น้ำมูล ลาดขึ้นไปถึงเทือกเขาพนมดงรัก พบชุมชนโบราณและโบราณวัตถุสถานที่พบมีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 ขึ้นไป โดยรับความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของขอมเป็นพื้นฐาน จนสามารถปรับความชำนาญทางเทคโนโลยี่จนสามารถตั้งถิ่นฐานในที่สูงได้ สร้างปราสาทเป็นศาสนสถานศูนย์กลาง ขุดสระน้ำ ทำอ่างเก็บน้ำที่เรียกว่า บาราย ร่องรอยของชุมชนที่สัมพันธ์กับปราสาทสำคัญเช่น ปราสาทสระกำแพงใหญ่ แสดงถึงการปรับความเชื่อในพระศิวะเจ้าให้เป็นเรื่องของเทพประจำท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนับถือบรรพบุรุษของกลุ่มชนชั้น ดังปรากฏการนับถือเทวะ ที่ชื่อ ศรีพฤทเธศวร แห่งเมืองสดุกอำพิล เป็นต้น ปราสาทพระวิหารนั้นได้รับการสร้างเสริมอย่างมากมายตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 ตรงกับสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยุคนี้กล่าวได้ว่ามีการติดต่อระหว่างภาคอีสานของประเทศไทย กับเขมรต่ำ อย่างชัดเจนจึงปรากฏหลักฐานการสร้างปราสาทหลายแห่ง อยุ่ทางด้านตะวันออกของช่องตาเมียง ที่สำคัญได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทบ้านพลวง ปราสาทยายเหงา โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม อยุ่บนเส้นทางติดต่อระหว่างเขมรต่ำกับภาคอีสานของไทย จารึกบางหลักที่พบที่เขาพระวิหารเป็นจารึกสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นสมัยที่ขอมแผ่อิทธิพลเข้าสู่ภาคอีสานโดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร

สิ่งน่าคิด ชนชาติใดอยู่แถบนี้มาก่อน ไม่มีหลักฐานเกี่ยวพันกันเลยถึงก่อนสมัยพวกขอมเข้ามา เราจะรู้เรื่องราวผู้คนบริเวณนี้โดยผ่านจารึกขอมเท่านั้น ข้อความจากจารึกศิวะศักติ ซึ่งพบที่ปราสาทพระวิหาร มีข้อความกล่าวถึงเกียรติยศของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ที่แผ่เข้าไปในฐานะผู้มีชัยชนะ พระองค์ได้แต่งงานกับสตรีผู้หนึ่งชื่อ ปราณ เป็นเชื้อสายตระกูลคนพื้นเมือง ภายหลังเธอได้นามใหม่ว่า กัมพูชาลักษมี หรือ กัมโพชลักษมี และทรงแต่งตั้งเชื้อสายของตระกูลเดิม เช่น วิษณุวาล ให้มีตำแหน่งหน้าที่รับใช้พระองค์ จากข้อความในจารึกทำให้อนุมานได้ว่า สมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 15 มีคนพื้นเมืองสืบเชื้อสายอยู่ มีชื่อเสียงเรียงนามปรากฏ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเรียกเพื่อความเหมาะสมกับวัฒนธรรมใหม่

จารึกจากเขาพระวิหาร สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กล่าวถึงปรากฏของคนพื้นถิ่นที่มีผิวดำในจารึกเรียกว่า พวกกบฏดำ หรือ ปาสคะเมา และพงศาวดารเขมร สมัยหลัง เรียกบริเวณหนึ่งว่า “เมืองที่อยู่แถวเขาพนมดงรัก” ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เมืองเหล่านี้แข็งข้อ ทำให้พระองค์ต้องไปปราบปรามอยู่ถึง 3 ปี คนพื้นเมืองเดิมแถบนี้คือ พวกกวย หรือ กูย เป็นคนผิวดำ ชำนาญในการจับช้าง ภายหลังเรียกพวกกวยนี้ว่า ส่วย ตามคำเรียกของไทยสยาม แต่ในสมัยอยุธยา เรียกว่า เขมรป่าดง เรามีความเห็นร่วมกับนักวิชาการฝรั่งว่า พวกกวย ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา เมื่อประมาณ 3000 ปีมาแล้ว

พวกกวย เป็นกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร เป็นพวกเลือดผสมระหว่าง เวดดิก และเมลานีเชียน คล้าย เซมัง หรือเงาะ ผมหยิก ผิวคล้ำ จมูกบาน ริมฝีปากหนา เนื่องจากอยู่กลุ่มชาติพันธ์เดียวกับข่า พวกเขมรในกัมพูชา ที่เรียกพวกชนเผ่านี้ว่า กวย หรือ กูย พวกกวยปรากฏในหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ภายหลังพวกนี้ตั้งบ้านตั้งเมืองมีหน้าที่ ส่งส่วยช้างถวายกษัตริย์อยุธยา นี่คือจุดเริ่มต้นที่พวกกวย หรือ กูย ขยายตัวไปตามที่ต่างๆในภาคอีสาน ด้วยความที่ด้อยกว่าในการการเมือง ทำให้ต้องอยู่ในระบบ ไพร่-คนส่วย คือ เป็นไพร่ที่ถูกเกณฑ์ให้ส่งส่วยต่อรัฐเป็นสิ่งของ หรือเป็นเงิน บางกรณีถูกขายเพื่อให้ได้เงินเป็นส่วย

สมัยรัชกาลที่ 3 เรียกดินแดนและผู้คนบริเวณลุ่มน้ำมูล แขวงจำปาศักดิ์ สาละวัน อัตตะปือ ว่า บริเวณเขมรป่าดง พวกนี้เป็นไพร่ส่วย ที่จะต้องส่งของป่าให้ครบตามอัตรากำหนด และได้รับการยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน

สมัยรัชกาลที่ 5 เจ้ากรมการเมืองจับคนเขมรป่าดงไปขาย เพื่อส่งส่วยแทนเงิน จึงโปรดให้เลิก จะเห็นได้ว่าถ้าอาศัยหลักฐานขอมและเขมรอ้างอิง อาจกล่าวได้ว่า พวกกวย น่าจะอยู่ในบริเวณแถบภูเขาดงรักและเขตอีสานมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ที่มีจารึกกล่าวถึงตระกูลพื้นเมืองต่างๆในแถบอันเป็นถิ่นกำเนิดของพระนางกัมพูชาลักษมี มีพวกที่ชำนาญในการจับช้าง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก พวกกวย หรือ กูย และพวกข่า ซึ่งเป็นชนกลุ่มเดียวกันแต่ถูกเรียกแตกต่างกันตามฐานะทางสังคม

หลายคนมีความเห็นประกอบด้วยหลักฐานว่า กวย หรือ กูย เป็นเผ่าเขมรเดิม เรียกพวกมุณฑ์ ได้ถูกชนเผ่าอารยันขับไล่มาจากแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย อพยพมาทางตะวันออกในลุ่มแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง เข้าสู่ที่ราบสูงแถบเทือกเขาดงรัก และบริเวณที่ราบต่ำทะเลสาบเขมรและชายทะเลใก้ลเคียง จนกลายเป็นบรรพบุรุษของพวกขอม คแมร์ ขแมร์ เขมร ซึ่งเรียกตนเองว่า กัมพู , กัมพุช

ส่วนพวก ข่า บางส่วนสามารถตั้งบ้านตั้งเมืองได้ มีกำลังสู้รบแข็งแรง มักปรากฏเรื่องราวในเอกสารบันทึกตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 เช่น พศ.2163 สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้าง ย้ายเมืองไปสุ่เวียงจันทน์ ต้องปราบปรามพวกข่า มากมายที่สร้างบ้านสร้างเมืองแถวฝั่งน้ำโขงใต้นครเวียงจันทน์ พระครูหลวงวัดโพนเสม็ก อภิเษกเจ้าหน่อกษัตริย์เป็น เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร นครจำปาศักดิ์ ก็ด้วยความยินยอมของนางเภา ซึ่งเป็นหัวหน้าชนเผ่าข่า ที่มีอำนาจอยู่แถบจำปาศักดิ์มาก่อน

พงศาวดารเขมร กล่าวถึง กษัตริย์พื้นเมือง วงศ์ตาแตงหวาน (พุทธศตวรรษที่ 19) เริ่มต้นด้วยพระบาทสมเด็จพระแตรซกแผอม ซึ่งเป็นชาวป่าเผ่าสำแร ทำไร่ปลูกแตงรสหวานอร่อย ได้บังเอิญใช้หอกพุ่งถูกพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 กษัตริย์ขอมสวรรคต ได้ขึ้นเสวยราชสมบัติและสถาปนาพระราชบุตรีของพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 ขึ้นเป็นอัครมเหสี นี่คือการปรากฏตัวครั้งแรกของเขมรในประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ซึ่งปรากฏตัวหลัง พวกขอม ข่า กวย หรือกูย แสดงให้เห็นว่า ราชอาณาจักรยิ่งใหญ่ของขอมนั้น มีชนเผ่าอื่นเป็นพลเมือง อยู่ด้วย ก่อนที่จะมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมความเชื่อ และการครอบครองทางการเมือง

ที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร ในอดีต ไม่มีเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ใดกำหนดขึ้นมาแทนอำนาจอธิปไตย หรือเขตแดนการเมือง อันเป็นเส้นกำหนดของ รัฐชาติ แต่ผู้คนชุมชน ผู้ปกครอง สร้างศรัทธา ความเชื่อ และการยอมรับอำนาจระหว่าง หรือต่อกันโดยผ่านบารมี ของเทพเจ้า กษัตริย์ หรือผู้ปกครองเปรียบเหมือนเทพเจ้า ถูกสร้างให้เป็นเทพโดยระบบความคิดความเชื่อ อีกทั้งยังผูกติดและแนบแน่นไปกับความเชื่อในธรรมชาติ ก้อนหิน แท่งหิน หน้าผา ต้นไม้ใหญ่ ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ของความเชื่อ ความศรัทธา อำนาจ ซึ่งเป็น สากล ไม่ผูกพัน ผูกติดอยู่เฉพาะกลุ่มชนใดเชื้อชาติใดโดยเฉพาะ

ประวัติศาสตร์ขอมและปราสาทพระวิหาร

ได้มีผู้ศึกษาข้อเท็จจริงว่าด้วย ชนชาติขอม ก็พบว่าเป็นคำเรียกคนต่างกลุ่ม ต่างประสบการณ์แต่มีสัมพันธ์กับชนชาติขอม และได้พบว่า รากเหง้าของคำว่า ขอม หรือ กรอม พวกนี้กระจายทั่วไปในบริเวณลุ่มน้ำโขง ส่วนที่สัมพันธ์กับพวก ไต หรือ ไท รวมทั้งคนไทย ลาว กัมพูชาในปัจจุบัน

บรรพบุรุษชาวไต ในล้านนา รู้จักพวกขอมในชื่อว่า กร๋อม หรือ กรอม บางทีเรียก กร๋อมดำ หรือ ขอมดำ หมายถึงชาวกรอมพื้นเมืองซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง ขึ้นมาจากปากน้ำโขงจากใต้ขึ้นมาเหนือ ศิลปะของชนชาติกรอมคือการสร้างปราการและปราสาทหิน ดังปรากฏต้นเค้าของเรื่องในตำนาน เช่น ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ และ ตำนานสิงหนวัติ พอสรุปได้ว่า ขอมมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ เป็นพวกที่มีความรู้มากกว่าคนพื้นเมือง พวกกรอมได้สร้างสังคมตนเองได้เข้มแข็งขึ้นในบริเวณที่ๆเป็นปัจจุบันคือลาวใต้และลุ่มน้ำมูลในภาคอีสาน พวกนี้เป็นชาวลุ่มน้ำโขง คือพวกเจนละ หรือ เจิ้นลา หรือเขมร ประวัติศาสตร์ของพวกวกเจนละได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกับฟูนาน หรือพนม โดยมีสตรีคนสำคัญผู้หนึ่งชื่อ กัมพุชราชลักษมี นี้เองคือที่มาของเชื้อสาย วงศ์กัมพุช หรือกัมพู หรือศรีกัมพุ ที่คน ไต หรือ ไท ในโบราณรู้จักอยู่ในความทรงจำคือ เรื่องของพระทอง-นางนาค นางกัมพุชราชลักษมีได้อภิเษกกันเป็นต้นตระกูลกษัตริย์กัมพูชา เขมรในปัจจุบันจึงถือว่าตนเองคือ กัมพุช และพระทอง-นางนาค เป็นต้นราชวงศ์ของบ้านเมือง

ข้อสรุปที่น่าสนใจ ว่า พวกลาวล้านช้างโบราณ ใช้คำว่า ขอม เรียกรวมๆพวก ข่า กับเขมร ด้วยจึงเห็นได้ว่า ชนชาติหรือชนเผ่านั้น มีการปะทะสังสรรค์ หรือผสมกลมกลืนกันหลายกลุ่มในอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาล มิใช่อยู่ในขอบเขตของรัฐใดรัฐหนึ่งโดยเฉพาะ (จิตร ภูมิศักดิ์:2525)

ในราชพงศวดารกัมพูชา พวกกัมพูชาเรียกแผ่นดินของตนเองว่า โคกธลอก แปลว่า แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นธลอก หรือต้นหมัน ภาษาเขมรแปลว่า ประเทศของพวกขแมร์ (ทองสืบ ศุภะมาร์ค:2526)

ในจารึกจาม เรียกพวกนี้ว่า กัมพูชา หรือกัมวูชา ภายหลังเพี้ยนเป็น ควิร์ หรือ ขแมร์ หรือ คแมร์ (Majumda and R.C. :1995)

นักเดินทางอาหรับสมัยศริตศตวรรษที่ 9-10 เรียกพวกนี้ว่า คมาร์ คิเมร์ โคมาร์ คุมาร์ และคแมร์ หรือขแมร์ (Farrand and Gabriel :1910) (F.G :1922)

ถ้าเราพิจารณาถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และรัฐ ของกลุ่มชนเหล่านี้ เราจะพบว่าทั้ง พนม ฟูนัน เจนละ กัมพุช นั้นเกี่ยวพันกันทั้งในส่วนที่เป็นตำนานเรื่องเล่าชาวบ้านและประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของผู้รู้หนังสือ อาณาจักรขอมโบราณ หรือเขมรโบราณ ภาษาไทยเรียกว่า พนม ส่วนในพงศวดารจีนเรียกว่า ฟูนัน ฟูนำ หรือปานำ ตามสำเนียงของจีน และในเอกสารจีนยังกล่าวถึงชนชั้นว่ามี ชนชั้นพื้นเมืองทำไร่ไถนา และชนชั้นปกครองที่มีความรู้และติดต่อค้าขาย ร่ำรวย สร้างบ้านเมืองสวยงาม มีตัวหนังสือใช้และมีหอสมุด ที่สำคัญมีพิธีแต่งงานและพิธีเผาศพ จะเห็นได้ว่าสมัญญานามกษัตริย์ฟูนานมักมีคำว่า วรมัน ต่อด้วยชื่อพื้นเมือง กษัตริย์ฟูนานอันปรากฏชื่อเริ่มแรกและลงท้ายด้วยคำว่า วรมัน คือ พระเจ้าเกาณฑินยะชัยวรมัน ซึ่งตามบันทึกจีนว่ามีอำนาจช่วงศตวรรษที่ 5-6 กษัตริย์ผู้นี้เองที่ตำนานชาวบ้านได้นำมาผูกเรื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ พระทอง-นางนาค ปฐมวงศ์กษัตริย์แห่งโคกธลอก ของชาวพื้นเมือง คือประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน

นำกรอบแนวคิดและทฤษฏีมาอธิบาย

ภูมิรัฐศาสตร์

รัฐ มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ
- ประชาชน
- ดินแดนที่แน่นอน
- รัฐบาล
- อำนาจอธิปไตย

ในเรื่องดินแดนที่แน่นอนนั้น วิชารัฐศาสตร์จำเป็นต้องสัมพันธ์กับวิชาภูมิศาสตร์อย่างมาก คือต้องใช้ความรู้จากวิชาภูมิศาสตร์ในการสร้างแผนที่ที่มีความละเอียดถูกต้อง ทำให้เราสามารถกำหนด ดินแดนที่แน่นอน ของรัฐได้ อันที่จะนำมากำหนดขอบเขตการใช้อำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ

ปัจจุบันเรื่องดินแดนที่แน่นอนนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครจะมาละเมิดมิได้ ดังนั้นเขตแดนของประเทศใดอยู่ ณ ตำแหน่งใดต้องชี้กันให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยการปักปันเขตแดน สร้างรั้ว หรือใช้พรมแดนตามธรรมชาติ ต้องมีการตกลงกันให้แน่นอน เนื่องจากภายในดินแดนของแต่ละประเทศ มีทรัพยากรล้ำค่า แตกต่างกันไป การครอบครองดินแดนหมายถึงการครอบครองทรัพยากรเหล่านั้นด้วย ฉะนั้นการกำหนดความแน่นอนของดินแดนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ รัฐสมัยใหม่
แนวคิดอำนาจของชาติของรูดอล์ฟ คเจลเลน

คเจลเลน เห็นว่า การที่จะเข้าใจรัฐใดๆได้อย่างลึกซึ้งนั้นจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องภูมิศาสตร์ของรัฐนั้นเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นอาณาเขตพื้นที่ ที่ตั้งของรัฐ รูปร่างรัฐ ภูมิประเทศ แนวพรมแดน รัฐที่จะสามารถเป็นรัฐมหาอำนาจได้นั้นต้องประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 3 อย่างคือ

- มีเนื้อที่กว้างขวาง
- ติดต่อโลกภายนอกได้สะดวก
- มีเนื้อที่หรือดินแดนที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียว

ประเทศที่จะเป็นมหาอำนาจได้นั้นไม่ต้องขยายอาณาเขตเพียงอย่างเดียว การสร้างอำนาจยังสามารถทำได้โดยการใช้ความล้ำหน้าทางวัฒนธรรม เทคนิคและเทคโลโลยี่ของประเทศเป็นการสร้างอำนาจขึ้นมาได้

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นกษัตริย์ขอมที่สถาปนาเทวาลัยที่เขาพระวิหารให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นแหล่งจาริกแสวงบุญ พร้อมผสมผสานคติการนับถือพระศิวะเข้าด้วยกัน ที่น่าสนใจคือหน้าบันของปราสาทพระวิหารด้านทิศเหนือสลักเป็นรูปพระศิวะฟ้อนรำอยู่เหนือศรีษะช้าง ซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่เหนือกว่าชนเผ่าอื่น

ในอดีตนั้นเราไม่มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์กำหนดแทนอำนาจอธิปไตยในลักษณะหรือสิ่งที่เรียกว่าเขตแดนทางการเมืองอันเป็นรัฐชาติแต่ผู้คนสมัยนั้น ผู้มีอำนาจ ผู้ปกครอง สร้างศรัทธาความเชื่อและการยอมรับอำนาจระหว่างกันหรือติดต่อกันโดยผ่าน บารมี ของเทพ เทพเจ้า กษัตริย์ หรือผู้ปกครองอันเปรียบเสมือนเทียบ หรือถูกสร้างให้เป็นเทพโดยระบบความเชื่อ
ปราสาทพระวิหารถูกสร้างขึ้นบนเขาอันเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมความเชื่อ บนทำเลที่ตั้งของศาสนสถานแห่งนี้ยากที่จะถูกดึงเข้าสู่ปริมณฑลแห่งอำนาจของกษัตริย์ หรือชนชั้นปกครอง ถูกสร้างให้เป็นความเชื่อสากล เพื่อให้ความเคารพต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือเขาพระวิหารนั้น
ประวัติศาสตร์

แนวคิดและทฤษฏีที่ว่าด้วยรัฐ

ว่าด้วย การกำเนิด ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ระหว่างองค์กรและบุคคล ผู้นำของรัฐ นโยบายของรัฐต่อผู้ใต้การปกครอง และชนกลุ่มน้อย เป็นต้น เป็นการช่วยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆในสังคมในอดีต ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับความรู้ ความคิด ประสบการณ์ และพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีต ซึ่งมีคุณค่าในการนำมาพิจารณาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมและคาดการณ์เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตได้

รัฐ คือ กลไกทางการเมือง ซึ่งได้แก่ สถาบันต่างๆ ของรัฐบาล และข้าราชการที่ทำงานให้สถาบันเหล่านั้น ผู้ทำหน้าที่ในการปกครองบ้านเมือง โดยอำนาจตามกฎหมาย
รัฐ (State) คือ อะไร คำถามนี้เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญ หากสังคม คือ การที่มนุษย์อยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่า รัฐก็ย่อมมีความหมายถึง สังคมซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระเบียบ นั่นเอง

ความหมายของรัฐ Roger Benjamin และ Raymond Duvall เสนอว่า ได้มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ ๔ แนวด้วยกัน คือ

1) รัฐในฐานะที่เป็นรัฐบาล (The State as Government) ซึ่งหมายความถึง กลุ่มบุคคลที่ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจในการตัดสินใจในสังคมการเมือง

2) รัฐในฐานะที่เป็นระบบราชการ (The State as Public Bureaucracy) หรือเครื่องมือทางการบริหารที่เป็นปึกแผ่น และเป็นระเบียบทางกฎหมายที่มีความเป็นสถาบัน

3) รัฐในฐานะที่เป็นชนชั้นปกครอง (The State as Ruling Class)

4) รัฐในฐานะที่เป็นโครงสร้างทางอุดมการณ์ (The State as Normative Order)

แนวความคิดที่หนึ่ง และที่สอง เป็นแนวความคิดของนักสังคมศาสตร์ ซึ่งมองว่า รัฐ คือ กลไกทางการเมือง ซึ่งได้แก่ สถาบันต่างๆ ของรัฐบาล และข้าราชการที่ทำงานให้สถาบันเหล่านั้น ผู้ทำหน้าที่ในการปกครองบ้านเมือง โดยอำนาจตามกฎหมาย ขณะที่แนวความคิดที่สามนั้น เป็นแนวความคิดของมาร์กซิสต์ส่วนแนวความคิดที่ ๔ จะเป็นแนวความคิดของนักมานุษยวิทยาสะท้อนว่าหากพิจารณาในแง่ความหมายของรัฐแล้ว ย่อมมีผู้ที่เห็นแตกต่างกันไป หลากหลาย แล้วแต่ว่าจะมองมาจากศาสตร์ใด แต่ในแง่กฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว อาจพอให้ความหมายของ รัฐ ได้ว่า หมายถึง “สังคมการเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยดินแดนหรืออาณาเขตอันแน่ชัด และราษฎรหรือสมาชิกของสังคมการเมืองนั้นๆ ตลอดจนอำนาจทางการเมือง การปกครอง ในอันที่จะรักษารัฐนั้นไว้ให้ดำรงต่อไปได้

เมื่อนำแนวคิดและทฤษฏีว่าด้วยรัฐ มาอธิบายปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยชนชาติขอมโบราณ หรือ เจนละ เจิ้นลา

1. มีความเกี่ยวพันระหว่างชนชาติที่เป็นกลุ่มขอมโบราณ ฟูนาน และเจนละ หรือเจิ้นลา

2. กลุ่มชนชาตินี้ตั้งถิ่นฐานและสร้างอำนาจตามเมืองบริเวณลุ่มน้ำโขง ทั้งที่อยู่ในอีสานประเทศ(ไทย)และที่ติดต่อกับทะเลใต้หรือชายฝั่งทะเลซึ่งสอดคล้องกับเอกสารจีน

3. ประชากรมีหลายกลุ่มหลายอำนาจ และยังผสมผสานกันหลายเผ่าพันธุ์ สื่อสารกันด้วยภาษาเดียวกันคือ ภาษาเขมร และภาษาอีสาน

4. ศาสนาและคติความเชื่อดั้งเดิม เห็นได้ชัดว่ามีความเชื่อสัมพันธ์กับความเชื่อของชนพื้นเมืองในอินเดียฝ่ายใต้

5. ชนเผ่าเหล่านี้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติและสินค้า ระหว่างกันเองและภายนอก ตลอดจนมีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงการตั้งถิ่นฐาน รวมถึงการตั้งถิ่นฐานของชุนต่างแดน ทำให้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ความเจริญ ผสมผสานความรู้ ขัดแย้ง ทำสงครามเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ พวกชนชั้นปกครองมักตั้งเมืองหลวงซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจตรงบริเวณชุมทางภายในหรือที่ๆติดต่อโลกภายนอกได้สะดวก (ธิดา สาระยา:2535)

ขอม พัฒนาบ้านเมืองรุ่งเรืองอยู่ในลุ่มน้ำโขงมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ปราสาทหินนครวัต-นครธม ได้ดำรงสืบต่อกันมาสู่คนรุ่นหลังซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน แต่ประวัติความเป็นมาของโบราณสถานทั้งสองแห่ง กลับไม่เป็นที่รู้จักกันในบรรดานักวิชาการคนรุ่นหลังเลย มีแต่เพียงตำนาน นิทานพื้นบ้าน ซึ่งมาได้รับการบันทึกในภายหลังเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ได้รู้ว่าบริเวณนี้ ภายหลังสมัยขอมรุ่งเรือง แผ่นดินได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองซึ่งตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน กลุ่มชนที่ได้รับการกล่าวขานถึงคือ ชนชาติกวย ซึ่งเกี่ยวกันพันกับประวัติของ ตาแตงหวาน หรือบุรุษแตงหวาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ เข้ามาปกครองแผ่นดินเขมรสมัยหลัง อันเป็นผลจากการเสี่ยงราชรถ จึงทำให้ตาแตงหวาน หรือบุรุษแตงหวาน ผู้นี้ได้เป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติสืบต่อกันมาหลายพระองค์จนมาถึงพระเจ้าบรมนิพันธบท (ประชุมพงศาวดาร เล่ม 45 )

ชาตินิยม

คืออุดมการณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อบำรุงรักษาชาติในลักษณะที่เป็นมโนทัศน์ แสดงอัตลักษณ์ของกลุ่มมนุษย์ บางทฤษฏีการรักษาลักษณะพิเศษของอัตลักษณ์ เป็นความอิสระในทุกๆเรื่อง การกินดีอยู่ดี ความชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของชาติตนเอง จัดว่าเป็นพื้นฐานของการเป็นชาตินิยม แต่ความหมายสมัยใหม่มักหมายถึง การใช้อำนาจทางการเมืองของกลุ่มเชิงชาติพันธุ์ หรือเชิงศาสนา พูดง่ายๆ คือการปลูกฝังให้คนในสังคมเห็นความสำคัญของชาติเน้นการกระทำทุกอย่างต้องถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

อำนาจอธิปไตย

หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ ดังนั้น สิ่งอื่นใดจะมีอำนาจยิ่งกว่าหรือขัดต่ออำนาจอธิปไตยหาได้ไม่

อำนาจอธิปไตย ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละระบอบการปกครอง ตัวอย่างเช่น ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ คือ กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นต้น

อนึ่ง อำนาจอธิปไตยนี้ นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของความเป็นรัฐ เพราะการจะเป็นรัฐได้นั้น นอกจากต้องประกอบด้วย อาณาเขต ประชากร และรัฐบาลแล้ว ย่อมต้องมีอำนาจอธิปไตยด้วย กล่าวคือ ประเทศนั้นต้องเป็นประเทศที่สามารถมีอำนาจสูงสุด (อำนาจอธิปไตย) ในการปกครองตนเอง จึงจะสามารถเรียกว่า "รัฐ" ได้

สำหรับราชอาณาจักรไทย ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น อำนาจอธิปไตยจึงเป็นของประชาชน

อำนาจอธิปไตยนั้น โดยหลักสากล แต่ละรัฐจะมีองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยอยู่ 3 องค์กร ได้แก่ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ

แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ในกฎหมายระหว่างประเทศ ระบุไว้ว่าอำนาจประการนี้หมายความถึง การใช้อำนาจโดยรัฐ อำนาจอธิปไตยโดยนิตินัย (De jure Sovereignty) หมายความถึง สิทธิอำนาจตามกฎหมายที่จะกระทำการหนึ่งใด ส่วนอำนาจอธิปไตยโดยพฤตินัย (De facto Sovereignty) ความสามารถในทางจริงที่จะกระทำการเช่นนั้น

อำนาจตามความที่กล่าวถึงข้างต้น หมายความไปถึงอำนาจในลักษณะการที่สามารถเข้าใจได้ง่ายว่าเป็นอำนาจสูงสุดทางการปกครองของประเทศหนึ่งประเทศใด หรือรัฐหนึ่งรัฐใด ในฐานะหนึ่งที่อำนาจอธิปไตยเป็นองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นและขาดเสียมิได้ของรัฐสมัยใหม่ (Modern State) หรือรัฐประชาชาติ (Nation-State) มิเช่นนั้น รัฐหรือรัฐประชาชาตินั้น ย่อมขาดความเป็นเอกราชในทางการเมืองการปกครอง


บทสรุปปราสาทเขาพระวิหาร

ปราสาทเขาพระวิหารในด้านประวัติศาสตร์ ด้านนิติศาสตร์ และด้านภูมิศาสตร์ คือทางขึ้นลงหรือสันปันน้ำนั้นไม่ได้การรับรองจากศาลโลก แต่เหตุการณ์ทางการเมืองคดีปราสาทเขาพระวิหาร ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทางด้านการสูญเสียผู้คนและทรัพย์สินรวมถึงจิตใจของประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก กระแสชาตินิยมและการเสียดินแดนของไทย ได้ถูกปลุกระดมขึ้นมา

“ปราสาทเขาพระวิหารได้ตกเป็นของกัมพูชาทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์ ด้านนิติศาสตร์ โดยการตัดสินของศาลโลก ข้ออ้างของฝ่ายไทยด้านภูมิศาสตร์ คือทางขึ้นหรือสันปันน้ำนั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่ การสร้างวาทะกรรมของ อำมาตยาเสนาชาตินิยม และการเสียดินแดน ได้ถูกสร้างและถูกผลิตซ้ำ มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว เริ่มด้วยกระบวนการสร้างจิตสำนึกให่มว่า ปราสาทพระวิหาร เป็นของไทย หรือขยายความการตีความประวัติศาสตร์ให้ไทยมีความชอบธรรมในการครอบครองเขาพระวิหารยิ่งขึ้น มีการเสนอความคิดว่า ขอมไม่ใช่เขมร ดังนั้นเมื่อ ขอม ไม่ใช่บรรพบุรุษของเขมรหรือคแมร์-ขแมร์ กัมพูชา ประเทศนั้นก็ไม่มีสิทธิที่จะครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร” (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ:2551)

จะเห็นได้ว่าวาทะกรรมในเรื่อง อำมาตยาเสนาชาตินิยม และ การเสียดินแดน นั้นได้ถูกปลุกระดมครั้งแล้วครั้งเล่า จนฝังลึกอยู่ในจิตใจของคนไทยมาหลายชั่วอายุคน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ พธม. ดูจะจับประเด็นได้ถูกจุดและเปรียบเสมือนเป็นอาวุธชิ้นใหม่ซึ่งทันสมัยและมีอานุภาพร้ายแรงในการที่จะใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองถึงขั้นรู้แพ้รู้ชนะกันเลย จนรัฐบาลในอดีตคือรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช จนมาถึง รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ล้มอย่างไม่เป็นท่า จนกระทั่งรัฐบาลปัจจุบัน คือรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งก็ออกอาการบ่อยๆ เรียกว่าเป็นใบ้ ไม่รู้จะทำอย่างไรกันเลยทั้งคณะรัฐมนตรี ครั้งเกิดเหตุการณ์ปะทะกันทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา จนเป็นสาเหตุทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา จนถึงทุกวันนี้ มองแล้วว่าไม่เห็นทางว่าจะเจรจาตกลงกันแบบทวิภาคีได้สำเร็จเลย ผู้ทำรายงานอาจมองโลกในแง่ร้ายเกินไป ที่มองว่า เป็นเรื่องยากมากที่ไทยกับกัมพูชา จะสามารถทำข้อตกลงเรื่องการเจรจาปักปันเขตแดนกันได้

สิ่งสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การเมืองภายในประเทศ

- ประชาชนคนไทยได้ผ่านเหตุการณ์รุนแรง เลวร้ายมาแล้วหลายครั้ง รวมเป็นเวลากว่า 70 ปี ทั้งการปฏิวัติ รัฐประหาร ทั้งกบฏ การลุกฮือของประชาชน นิสิต นักศึกษา จนมาท้ายสุดคือรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดย คมช.
ประสบการณ์และเหตุการณ์ดังกล่าวพอจะเป็นบทเรียนให้เราได้ศึกษาเพื่อหาแนวทาง ช่องทาง ข้อเสนอแนะ กระจายต่อเป็นทอดๆเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดทางการเมืองเกิดขึ้นมาอีก ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่ประเทศไทยในทุกๆด้านเลย ได้แต่เพียงความสะใจของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง

การเมืองระหว่างประเทศ

เรื่องปราสาทเขาพระวิหารจะบานปลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือสามารถจบลงโดยข้อตกลงทวิภาคีด้วยกันทั้งสองฝ่าย สิ่งที่ผู้ทำรายงานอยากจะให้ข้อสังเกตคือ ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีพรมแดนติดต่อกันยาว 800 กิโลเมตร เป็นประเทศเพื่อนบ้าน และยังเป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน จึงสมควรที่จะตกลงเสนอปราสาทเขาพระวิหาร พร้อมสะตราวอาณาบริเวณเป็นมรดกโลกร่วมกัน จัดการบริหารร่วมกัน แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนทั้งสองประเทศ หยุดความคิดอคติซึ่งมีต่อกัน ต้องหนักแน่นและมั่นคง เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ



บรรณานุกรม


จิตร ภูมิศักดิ์ (2525) “ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม” พิมพ์ครั้งแรก
กรุงเทพมหานคร สำนักพิมพ์ไม้งาม

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (2551) “ปราสาทเขาพระวิหาร-กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม”
สาระสังเขปออนไลน์ ค้นวันที่ 13 มีนาคม 2554
http://onknow.blogspot.com/2009/09/blog-post_2940.html
http://www.prachatai.com/journal/2008/07/17359

ธิดา สาระยา (2535) “ปราสาท(เขา)พระวิหาร” พิมพ์ครั้งที่ 4
กรุงเทพมหานคร ด่านสุทธาการพิมพ์ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2551) “แฉเอกสารลับที่สุด” ปราสาทพระวิหาร พศ.2505-2551 พิมพ์ครั้งที่แรก
กรุงเทหมหานคร สำนักพิมพ์มติชน

ประชุมพงศาวดาร เล่ม 45 (ประชุมพงศาวดาร ภาค 71-73)
กรุงเทพมหานคร คุรุสภา , 2512

ศรีศักร วัลลิโภดม (2532) “ศรีสะเกษ:เขตเขมรป่าดง” วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 15
ฉบับที่ 4 หน้าที่ 27-49

สมปอง สุจริตกุล (2551) “กรณีปราสาทพระวิหาร” พิมพ์ครั้งแรก
กรุงเทพมหานคร สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต

Ferrand , Gabriel (1922) “Voyage du marchand arabe Sulaym an” His work on the Chinese and Arab
Trade in the twelth and thirteenth centuries.

Majumda , R.C. (1995) “The Khmers” Oxford
Kambuja-Desa.







Create Date : 01 เมษายน 2554
Last Update : 27 เมษายน 2554 14:01:18 น. 3 comments
Counter : Pageviews.

 
ขออนุญาตcopy บทความ

ขอโทษค่ะ พอดีเจ้านายต้องทำรายงานส่งให้กับสถาบันฯ ก็เลยให้ดิฉันหาใน internet ก็เลยพบบทความของคุณ ขออนุญาตcopy ได้ไหมคะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: very good tonight IP: 58.8.27.139 วันที่: 4 เมษายน 2554 เวลา:12:57:20 น.  

 
อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นแต่ ก็มีบางข้อความไม่ตรงกับความเป็นจริง ร.5ไม่ได้ยอมรับแผนที่ พระองค์รู้ทันเล่ห์ว่าถ้าเราไปร่วมทำเราก็เสร็จมันจึงได้อ้างว่าไทยไม่ชำนาญให้เขาไปทำแผนที่แล้วกัน แต่อีกทางหนึ่งก็ให้คนฝ่ายเราที่เดินสำรวจไปพิมพ์แผนที่ ที่ประเทศอังกฤษ แผนที่ฉบับนี้ได้รับรางวัลดีเด่นในการจัดทำ เราแบ่งเขตแดนกันตามสนธิสัญญา1904และ1907 และตามสนธิสัญญาให้ยึดแนวขอบหน้าผาและสันปันน้ำ ในบันทึกวาจาของแบร์นาที่เขียนรายงานถึงประเทศแม่(ฝรั่งเศส)ก็บอกว่า"แทบทุกหนทุกแห่งสันปันน้ำประกอบเป็นพรมแดนและจะมีปัญหาโต้เถียงกันได้ก็แต่เพียงที่เกี่ยวกับจุดปลายสุดของทั้งสองด้านเท่านั้น"พระวิหารไม่ได้อยู่จุดปลายสุด และฝรั่งเศสก็พิมพ์แผนที่มาตอนที่คณะกรรมการผสมสยามกับฝรั่งเศส ได้สลายตัวไปแล้วไม่มีการตรวจรับจากคณะกรรมการแต่อย่างใด แผนที่เก๊ไม่มีผลทางกฏหมาย แต่ที่เราปฏิตามคำพิพากษาเพราะเรารู้ว่ามันเป็นศาลการเมือง
ในปีนั้นไทยได้ว่าจ้างสถาบันแผนที่ในประเทศเนเธอแลนด์มาสำรวจพระวิหาร จากการศึกษาของสถาบันนี้จึงทำให้ศาลโลกไม่สามารถตัดสินแผนที่ภาพผนวก1
อธิบายเพียงให้เหตุผลแต่มิใช่บทปฏิบัติการ จากการศึกษาของศาสตราจาย์อัคเคอร์มาณ เราก็ใช้ทวงคืนตัวปราสาทได้ ไทยไม่เคยยอมรับแผนที่1:200000 และไม่ยอมรับคำพิพากษา และไม่มีสิทธิมาตีความขยายคำพิพากษา
พื้นที่4.6ตรกม เป็นของคนไทย100% ถ้าเราต้องเสียพื้นที่ในแถบนี้เพราะแผนที่1:200000 เราก็ต้องเสียที่อื่นๆอีก เพราะเขมรกำลังรุกรานเราเพิ่มเติม ในจุดอื่นแล้ว
ทุกประเทศต่างใช้พรมแดนทางธรรมชาติเป็นเขตแดน และตรงพระวิหารก็เป็นหน้าผาสูง กรุณาให้ข้อเท็จจริงตามความเป็นจริง


โดย: คนไทนคนหนึ่ง IP: 49.237.131.83 วันที่: 8 กรกฎาคม 2554 เวลา:0:43:55 น.  

 
กลุ่มเพื่อน 5.63 โรงเรียนอุตรดิตถ์ ขอเชิญเพื่อนๆสมาชิกทุกมหาสาขาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ร่วมทริปอีสานสัญจร ""ม่วนซื่นโฮแซว แอ่วแดนอีสาน 5.63 เบิกบาน ยามนำกันถิ่นดอกคูณ" ณ จังหวัดขอนแก่น วันที่ 23-24 ก.ค. 2554 สนใจเดินทางมาร่วมงานเชิญติดต่อได้ที่ เรืองวิทย์ ล้อศิริรัตน์ 081-5453575 วิชรัตน์ บุปผาพันธ์ 0892060812 กมนวรรณษ์ วัฒนศรีทานัง 0898559931 และ พ.ต.ท.เสฏฐวุฒิ รอดจันทร์ 0817862143


โดย: กลุ่มเพื่อน 5.63 อ.ต. IP: 210.246.186.4 วันที่: 18 กรกฎาคม 2554 เวลา:12:29:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
พิษณุ อกอุ่น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Education is life long learning
การศึกษา เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
Friends' blogs
[Add พิษณุ อกอุ่น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.