เด็กคลินิก 11 - นอกเรื่อง




นอกเรื่อง.

สมัยที่ข้าพเจ้ายังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมต้นนั้น อาจารย์ในหมวดศิลปะก็เริ่มเห็นแววที่พอจะเปล่งแสงออกมารำไรของข้าพเจ้า ไม่ว่าจะงานเขียนลายเส้นลงสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงานปั้น ซึ่งมีความชอบเป็นทุนเดิม (ข้าพเจ้าเริ่มไม่แน่ใจกับคำกล่าวที่ว่า สายเลือดศิลปินสร้างงานศิลป์ มักถูกตกทอดตามบรรพบุรุษจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ตามคำบอกเล่าที่ข้าพเจ้าได้ฟังจากแม่นอกจากอาชีพทำนำและแพทย์ประจำตำบลของคุณตาแล้ว พี่ชายของท่าน...เป็นช่างปั้น ทำมาหาเลี้ยงตัวด้วยการปั้นดินปั้นตุ่มใส่เรือล่องขายไปตามแม่น้ำ ถึงรุ่นลูกท่าน ก็เป็นช่างปฏิมากรที่มีชื่อเสียงและตกทอดมายังรุ่นลูกหลานของท่านด้วย) หลายต่อหลายกิจกรรมด้านศิลปะ อาจารย์ท่านจึงมักถูกเรียกใช้ข้าพเจ้าให้ไปร่วมกิจกรรมเสมอ ๆ
คราหนึ่งในความทรงจำ ข้าพเจ้าถูกเรียกไปรายงานตัวที่หมวดศิลปะ เมื่อพบกับอาจารย์ ท่านก็ชี้แจงให้ทราบว่าต้องการให้ข้าพเจ้าไปร่วมกิจกรรมแข่งขันงานปั้น ณ ห้างสรรพสินค้าย่านปิ่นเกล้า ซึ่งในเวลานั้น ห้างแห่งนี้มีชื่อเสียงและความทันสมัยสูงสุดแห่งยุคก็ว่าได้ อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องต่าง ๆ ทางหมวดได้จัดหาไว้ให้แล้ว ข้าพเจ้าเพียงไปทำหน้าที่เหล่านั้นให้เรียบร้อย...เท่านั้น ด้วยเป็นเหตุกะทันหัน อาจารย์พละท่านหนึ่งจึงอาสาทำหน้าที่รับ-ส่งข้าพเจ้าจนเสร็จงาน
อาจารย์ประจวบ สงวนคำ อาจารย์ประจำหมวดพละศึกษา ท่านเป็นผู้มีความเอื้ออารีต่อนักเรียนเสมอ มักทักทายคุยเล่นอย่างไม่ถือตัวและเป็นที่รักเคารพของนักเรียนทุกคน (ซึ่งต่างจากปัจจุบัน ที่นักเรียนมักหยอกล้อ พูดกล่าวทักทายครูอาจารย์ประหนึ่งเพื่อนร่วมห้อง) ผิวเกรียมแดง ไหล่กว้าง รูปร่างสมส่วน มีกล้ามเนื้อที่สวยงาม การเดินอย่างทะมันทะแมง คล่องแคล่ว เป็นลักษณะที่พบเห็นได้จากตัวท่าน ท่านมักใช้เวลาหลังเลิกเรียนลงมาเตะตะกร้อลอดบ่าวกับนักเรียนในสนาม ด้วยลีลาการเล่นที่สวยงาม จึงเป็นที่ฮือฮาและสร้างวงผู้ชมจำนวนมากได้ทุกครั้ง
อาจารย์ประจวบ มายืนรอข้าพเจ้าหน้าอาคารเรียนพร้อมส่งรอยยิ้ม สื่อความอาทรของครู ออกมาจากดวงตา (มันไม่ใช่ยิ้มที่ออกมาจากมุมปาก แต่เป็นยิ้มที่ออกมาจากสายตาที่ท่านที่มองมาหาข้าพเจ้า) ก่อนกล่าวทักและเดินนำข้าพเจ้าไปยังรถคู่ใจ รถของท่านเป็นรถมอเตอร์ไซด์ รุ่นเก่าจนเรียกได้ว่าโบราณมาก สีแห้งกรัง สภาพโทรม จอดนิ่งดูไม่น่าใช้งานได้ แต่เมื่ออาจารย์บิดกุญแจแล้วกระแทกเท้าไปบนคันสตาร์ท เสียงคำรามแผ่ว ๆ พร้อมควันขาวบาง ๆ ก็พวยพุ่งออกจากท่อไอเสีย ข้าพเจ้ายืนมองก่อนถูกเรียกให้ขึ้นนั่งซ้อนท้าย แล้วอาจารย์ก็ค่อย ๆ ขับขี่มัน พาข้าพเจ้าออกจากโรงเรียนไป
สำหรับสุจริตชนความเป็นอยู่ระดับปานกลางในสมัยนั้น ความอัตคัดขัดสน (ไม่รู้จะเรียกว่าจนดีรึเปล่า) มักแฝงไปทั่ว ทั้งหัวบ้านท้ายบ้าน โดยเฉพาะกับข้าราชการระดับล่างรายได้ต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าประสบมากับตัวดังที่เคยกล่าว อาจารย์ประจวบของข้าพเจ้าเองก็เช่นกัน เสื้อยืดโปโลสีขาวหม่น กางเกงวอร์มสีน้ำเงินเข้มหรือไม่ก็เสื้อเชิ๊ตแขนสั้นสีอ่อนลวดลายปกปิดรอยยับกับกางเกงผ้าขาลอยจากรองเท้า แต่ข้าพเจ้ากลับไม่เคยพบเห็นอาการหวั่นวิตกกับสิ่งเหล่านั้นบนใบหน้าของอาจารย์ประจวบ ระหว่างทางไป ท่านจอดรถเพื่อเติมน้ำมันที่ปั้ม มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าสตางค์ที่เก่าจนผ้าสับกระเป๋าขาดวิ่น หยิบธนบัตรที่พับอย่างปราณีตส่งให้เด็กปั้ม ก่อนใช้มืออีกข้าง ล้วงกระเป๋ากางเกงที่เก่า ตะเข็บปริแยกจนเห็นเนื้อ เพื่อหาเศษสตางค์ มันเป็นภาพที่ทับถมอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้า

อาจารย์ประจวบพาข้าพเจ้าไปถึงที่หมาย แม้จะสายไปก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อลงทะเบียนรายงานตัวเสร็จก็ลงมือสร้างงานตามหัวข้อที่งานกันทันที หัวข้อที่ตั้งไว้เป็นเรื่องสัตว์โลกล้านปี ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนไปกว่าภาพของไดโนเสาร์คอยาว (อะแพโทซอรัส) สองแม่ลูกอยู่กลางลานกว้างใกล้บึงน้ำขึ้นมาทันที (อะแพโทซอรัส มันสื่อง่ายสุดแล้วในมุมของข้าพเจ้า ณ ตอนนั้น) ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจสำหรับข้าพเจ้าและดูท่าทีอาจารย์ประจวบท่านก็พอใจเช่นกัน จากสายตาที่มองอยู่ห่าง ๆ หมดเวลาคณะกรรมการประมาณ 3 ท่าน เดินตรวจผลงานตามโต๊ะผู้แข่งขัน จนเดินมาถึงงานของข้าพเจ้า “อะแพโทซอรัส อืมม...คุณทำด้วยวิธีไหน ” กรรมการอาวุโสท่านหนึ่งถาม ข้าพเจ้าจำบุคคลิกที่ไม่เหมือนใครของท่านได้ดี รูปร่างท้วม ไม่สูงนัก ไว้เครายาวกว่าผมบนศรีษะ ใส่ชุดซาฟารี่ สวมแว่นสายตาและมักมองรอดแว่น ยามสนทนา “ผมใช้ลวดดัดเป็นโครงก่อนครับ แล้วจึงลงมือปั้นงาน” ผมตอบไปประมาณนั้น ขณะที่คณะกรรมการก้มลงตรวจชิ้นงานของข้าพเจ้าอีก ก่อนหันไปถามกรรมการอาวุโสท่านนั้นอีก “อย่างนี้ผิดกติการึป่าวครับ อาจารย์” “อืม...ม คุณทำผิดกติกานะ เราไม่ได้ให้ใช้ลวดดัดเป็นโครงสร้างก่อน” ท่านกล่าว (ไดโนเสาร์คอยาว ไม่ใช้โครง มันจะยาวสมจริงและทรงตัวอยู่ได้ยังงัยล่ะ ในตอนนั้นข้าพเจ้าได้แต่นิ่งฟัง ไม่ได้คิดโต้ตอบอะไร) ข้าพเจ้าได้แต่ก้มหน้ารับฟัง เมื่อคณะกรรมการเดินผ่านไป ข้าพเจ้าเงยหน้าหันมองหาอาจารย์ของข้าพเจ้าทันที อาจารย์ประจวบยังคงมองมาที่ข้าพเจ้าพร้อมส่งสายตาที่เต็มไปด้วยกำลังใจ งานจบลงแล้ว ผลงานของผู้แข่งขันทุกคนถูกนำไปรวมไว้ในที่เดียว มีผู้คนมากมายเดินเข้ามาชมผลงาน อาจารย์ประจวบเดินมาหาข้าพเจ้า มือข้างหนึ่งจับที่ไหล่อย่างผู้ใหญ่ที่ให้ความเอ็นดู “กรรมการบอกว่าผมทำผิดกติกาครับ” ข้าพเจ้ากล่าว จำได้ว่าก้มหน้าบอกท่านไปเพียงเท่านั้น ท่านดึงข้าพเจ้าไปโอบก่อนถามข้าพเจ้า “จะเดินดูงานต่อไม๊ ถ้าไม่งั้นเดี๋ยวเรากลับกันเลย” ข้าพเจ้าพยักหน้าตอบตกลงทันที
กิจกรรมและการแสดงยังดำเนินต่อไป แต่มันไม่อยู่ในความใส่ใจของข้าพเจ้าอีกเลย ข้าพเจ้าซ้อนรถคู่ใจเกาะท้ายอาจารย์ประจวบกลับโรงเรียน กว่าจะถึงมันก็เวลาเย็นพอดี ข้าพเจ้ากราบขอบพระคุณท่านก่อนขอตัวไปเก็บของที่ห้องเรียนเพื่อกลับบ้าน โลกมันกลม...วงจรชีวิตข้าพเจ้าวนให้มาพบกับกรรมการผู้ตัดสินผลงานท่านนั้นอีกครั้ง ในวันต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่เวชนิทัศน์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์วิโรจน์ นุตพันธุ์ รุ่นพี่เวชนิทัศน์ รุ่น 10 และนายกเวชนิทัศน์สมาคม (ประเทศไทย) ชุดที่ 5-7

หมายเหตุ สำหรับความผูกพันธ์ระหว่างข้าพเจ้ากับอาจารย์ประจวบ ไม่เคยจางไปจากความทรงจำ แม้นหลังจากนั้นไม่นาน ท่านจะถูกขอตัวไปช่วยราชการที่โรงเรียนอื่น ภายหลัง...ได้ทราบข่าวอาจารย์ประจวบ ประสบอุบัติเหตุขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซด์ของท่านกลับที่พักจนเสียชีวิต

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะบรรยายความรู้สึกของข้าพเจ้าในตอนนี้ออกมาเป็นตัวอักษรได้อย่างไร.




Create Date : 30 ธันวาคม 2559
Last Update : 30 ธันวาคม 2559 1:09:25 น.
Counter : 64 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

pine studio
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]



First link Second link Third link
New Comments
ธันวาคม 2559

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
All Blog