Group Blog
 
All Blogs
 
เธอคือทาสหัวใจของฉัน : Chapter 14 ป่าดำ




***Chapter 14 ป่าดำ: Black Forrest***










เดรโก มัลฟอยมองภาพของเฮอร์ไมโอนี่ที่กำลังเดินสะเปะสะปะอยู่กลางป่าดำพลางกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาสีเงินของเราราวโรจน์ด้วยเพลิงแค้น และในวินาทีนั้นเองเด็กหนุ่มก็เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักข้างเตียงของเขาเพื่อหยิบไม้กายสิทธิ์สำรองออกมา

ไม้กายสิทธิ์ที่มัลฟอยหยิบออกมานั้นเป็นอันเดียวกับที่เขาใช้ตรวจสอบไม้ของเขาหลังจากเฮอร์ไมโอนี่ขโมยมันไปในวันที่เธอทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ ความจริงแล้วไม้อันนี้เคยเป็นของแม่ของเขา แต่หลังจากที่พ่อของเขาเสกคาถาสะกดใส่เธอ นายลูเซียสก็ยึดไม้กายสิทธิ์ของภรรยามาเก็บไว้ เนื่องจากเขากลัวว่าถ้าเธอมีไม้กายสิทธิ์อยู่ในมือ เธอจะสามารถต่อต้านคาถาสะกดใจที่เขาเสกใส่เธอได้เขาจึงต้องยึดมันมาเก็บไว้

เดิมทีนายลูเซียสเป็นคนเก็บไม้อันนี้ไว้เอง แต่เมื่อเขาต้องออกไปทำภารกิจให้จอมมารอย่างไม่มีกำหนดจะกลับเช่นนี้เขาจึงให้ลูกชายของเขา เดรโกเป็นคนเก็บรักษามันไว้แทน ในตอนแรกที่เดรโกรับไม้อันนี้มาจากพ่อของเขาเด็กหนุ่มก็ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะได้ใช้มัน จนกระทั่งในวันนี้
มัลฟอยจัดการใช้ไม้กายสิทธิ์เงียบเสียงลูกแก้วเตือนภัยก่อนเป็นอันดับแรก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มนึกขอบคุณที่พ่อของเขาให้เขาเก็บไม้อันนี้ไว้ เพราะถ้าเขาไม่มีมันเขาก็คงไม่มีทางได้ออกไปตามตัวเฮอร์ไมโอนี่กลับมาเป็นแน่

‘ เฮอร์ไมโอนี่ ’

มัลฟอยเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึงชื่อนี้ ชื่อของผู้หญิงคนเดียวที่เขารักและเป็นคนเดียวกับที่ทรยศเขา เฮอร์ไมโอนี่รู้มาตลอดว่าเขารักเธอ รักอย่างหมดหัวใจ รักเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้หญิงคนหนึ่งได้ เธอรู้ดีว่าเขารักเธอ แต่เธอกลับหักหลังเขาอย่างเลือดเย็นโดยการแกล้งบอกรักเขาเพื่อให้เขาตายใจแล้วหาโอกาสขโมยไม้กายสิทธิ์ของเขา!

‘ ทั้ง ๆ ที่ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอ ตอนที่เธอบอกรักฉัน ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ แต่เธอกลับหลอกลวงฉัน! ’ เด็กหนุ่มคิดอย่างปวดร้าว ทั้ง ๆ ที่เขาตัดสินใจแล้ว นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอบอกว่ารักเขา เขาก็ตัดสินใจว่าจะปกป้องเธอ เขาจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้ เขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือเธอเพียงแค่เธอบอกว่ารักเขาเท่านั้น! แต่คำว่า ‘ รัก ’ ที่ออกมาจากปากเธอมันกลับเป็นแค่คำโกหกคำหนึ่ง!

................................................


แน่นอนว่ามัลฟอยรู้มาตลอดว่าจอมมารเก็บชีวิตเฮอร์ไมโอนี่ไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง จอมมารมีเหตุผลที่ไว้ชีวิตเธอและยกเธอให้มาเป็นทาสของครอบครัวเขา ในตอนแรกเด็กหนุ่มก็เดาไม่ออกว่าจอมมารต้องการอะไรจากเธออีกท่านถึงยอมไว้ชีวิตเธอทั้ง ๆ ที่เธอไม่ยอมบอกข้อมูลของภาคีแก่ท่าน

จนกระทั่งวันที่พ่อของเขาส่งจดหมายมาหาเขาขณะที่เขากำลังทานอาหารค่ำอยู่กับเธอ มัลฟอยนึกย้อนไปถึงวันที่พ่อของเขาส่งจดหมายฉบับสุดท้ายกลับมา พ่อของเขาได้อธิบายแผนการทุกอย่างของจอมมารให้เขาฟังทางจดหมาย เขาบอกว่าจอมมารต้องการใช้เฮอร์ไมโอนี่เป็นเหยื่อล่อแฮร์รี่ พอตเตอร์ให้มาติดกับของท่าน และเมื่อแผนการทุกอย่างสำเร็จท่านก็จะฆ่าพวกมันทั้งหมด รวมทั้งเธอ เด็กสาวที่เขารักด้วย

วินาทีแรกที่มัลฟอยอ่านจดหมายจบ ในใจของเด็กหนุ่มปั่นป่วนอย่างที่สุดเมื่อเขารู้ว่าจอมมารวางแผนไว้อย่างไร และอะไรจะเกิดขึ้นกับเฮอร์ไมโอนี่เมื่อแผนการจบลง มัลฟอยจำได้ว่ามือที่ถือจดหมายของเขานั้นสั่นเทา และเขาแทบจะปกปิดสีหน้าหวาดกลัวของเขาจากสายตาของเด็กสาวที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่ด้วยไม่ได้เลย

เมื่อเฮอร์ไมโอนี่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็รีบปรับเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เธอสงสัยแล้วบอกเธอว่าไม่มีอะไร แต่ขณะที่ทั้งสองกลับไปทานอาหารต่อนั้นในสมองของมัลฟอยได้แต่ครุ่นคิดว่ามีทางใดบ้างที่เขาสามารถทำเพื่อรักษาชีวิตเธอไว้ได้

มัลฟอยได้แต่ครุ่นคิดเรื่องหนทางที่จะช่วยชีวิตเธอตลอดทั้งมื้ออาหาร และหลังจากทานอาหารเสร็จ เด็กหนุ่มก็พาเด็กสาวเข้ามายังห้องนอนของเขา แม้ว่ามัลฟอยจะดีใจมากก็ตามที่เธอจะมานอนเป็นเพื่อนเขาในคืนนี้ แต่ในใจของเขากลับไม่รู้สึกยินดีเท่าที่ควรเลย เพราะมันถูกแทนที่ด้วยความวิตกกังวลไปเสียจนหมด

มัลฟอยไม่หยุดคิดหาทางช่วยเฮอร์ไมโอนี่แม้แต่น้อย แม้ยามที่เขากอดร่างของเด็กสาวไว้ใต้ผ้านวมและมองใบหน้าของเธอที่หลับอย่างเป็นสุขอยู่ก็ตาม เด็กหนุ่มละสายตาไปจากใบหน้าของเฮอร์ไมโอนี่ยามหลับ ดวงตาสีเงินลืมโพลงในความมืด มันแลดูสับสนระคนวิตกเหลือเกิน แต่แน่นอนว่าเฮอร์ไมโอนี่ไม่มีโอกาสได้เห็นมัน เธอไม่รู้เลยสักนิดว่ามัลฟอยลำบากใจเช่นไรกับหน้าที่ที่พ่อของเขาเพิ่งสั่งให้เขาทำในจดหมาย ที่นายลูเซียสสั่งให้เขาจับตาดูเธอเอาไว้ให้ดีอย่าให้เธอหนีไปไหนได้ เด็กสาวไม่มีทางรู้เลยว่าเด็กหนุ่มที่กำลังนอนกอดเธออยู่นั้นพยายามแค่ไหนในการหาหนทางเพื่อช่วยชีวิตเธอ!

.................................................


ในตอนแรกเขาคิดจะขอร้องพ่อของเขาให้เก็บเธอไว้ แน่นอนว่ามัลฟอยไม่มีทางบอกเหตุผลที่แท้จริงที่เขาต้องการจะเก็บชีวิตเธอไว้ให้พ่อของเขารู้เป็นแน่ เพราะขืนเขาทำอย่างนั้นพ่อของเขาคงได้ฆ่าเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ว่าลูกชายตัวเองหลงรักเลือดสีโคลนอย่างแน่นอน

มัลฟอยคิดไว้ว่าเขาจะบอกพ่อให้เก็บเธอไว้เป็นทาส เพราะเมื่อถึงตอนที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ตายไปแล้ว เฮอร์ไมโอนี่ก็จะกลายเป็นแค่เด็กเลือดสีโคลนคนหนึ่งที่ไม่มีพิษสงใด ๆ ต่อจอมมารหรือแม้กระทั่งต่อผู้เสพความตายทั้งสิ้น เดรโกอาจจะขอร้องให้พ่อเขาเก็บเธอไว้เป็นทาสของครอบครัวได้ไม่ยาก แม้ว่านั่นอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีนักสำหรับเขาในการช่วยชีวิตเธอ แต่เขาก็สามารถซื้อเวลาให้เธอได้ และทำให้เธอรอดพ้นจากการถูกฆ่า หรือร้ายไปกว่านั้นคือการถูกผู้เสพความตาย โดยเฉพาะป้าเบลลาทริกซ์ของเขาทรมานจนเสียสติ

แต่ถ้าพ่อของเขาไม่ยอมล่ะ มัลฟอยคิดอย่างหนักใจ เขารู้ดีว่าพ่อของเขาเกลียดชังพวกเลือดสีโคลนกับพวกมักเกิ้ลมากกว่าอะไรทั้งหมด เด็กหนุ่มแน่ใจว่าพ่อของเขาไม่ต้องการให้เธอเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่พ่อปฏิเสธคำสั่งของจอมมารไม่ได้ และถ้าแผนการของจอมมารสำเร็จลงแล้ว ถ้าหากแฮร์รี่ พอตเตอร์ตายอย่างที่ท่านปรารถนา แล้วท่านสั่งให้พ่อของเขาฆ่าเฮอร์ไมโอนี่ตามไปด้วยอีกคนมีหรือที่พ่อของเขาจะปฏิเสธโอกาสนี้ โอกาสที่จะทำให้เลือดสีโคลนที่เขาเกลียดชังหมดจากโลกไปคนหนึ่ง แล้วถ้ามันเป็นอย่างนั้นล่ะ ถ้าพ่อของเขาไม่ยอมไว้ชีวิตเธอล่ะ มัลฟอยจะทำอย่างไรต่อไป

‘ เขาต้องพาเธอหนี! ‘ นั่นเป็นคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาในตอนนั้น ถ้าหากว่าเขาขอร้องพ่อให้ไว้ชีวิตเธอไม่สำเร็จ เขาจะพาเธอหนีไปจากที่นี่ซะ ไปยังที่ที่มีแค่เธอและเขาเพียงสองคน ไปให้ไกลจากพ่อของเขาและพวกผู้เสพความตาย

‘ แต่ถ้าเขาทำอย่างนั้นก็เท่ากับเขาทรยศ! พ่อของเขาจะออกตามล่าตัวเขาทันทีที่รู้ว่าทั้งสองหายไป พ่อจะฆ่าเฮอร์ไมโอนี่ทิ้งในวินาทีที่พ่อพบเธอ จากนั้นเขาจะถูกจับกลับมาที่คฤหาสน์เพื่อลงโทษ และไม่แน่ว่าพ่ออาจจะเสกคาถาสะกดใจใส่เขาแบบแม่อีกคน! ’

มัลฟอยคิดอย่างวิตกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาพาเฮอร์ไมโอนี่หนีไปจากคฤหาสน์แล้วถูกจับได้ แล้วผลลัพธ์ที่ได้ตามมานั้นมันก็ไม่น่าพิศมัยเอาเสียเลย ที่สำคัญเด็กหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่าเฮอร์ไมโอนี่จะยอมหนีไปกับเขา แม้ว่ามันจะเป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเธอไว้ได้ แต่การหนีไปกับเขาหมายถึงเธอต้องไปใช้ชีวิตร่วมกับเขาในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะเมื่อถึงตอนนั้นเขาเองก็ไม่สามารถกลับไปที่คฤหาสน์ได้อีกแล้ว พอ ๆ กับที่เขาจะไม่มีวันยอมปล่อยเธอกลับไปยังภาคีอย่างแน่นอน เธอจะต้องอยู่กับเขาเท่านั้น แต่เฮอร์ไมโอนี่จะยินยอมหรือในเมื่อเธอไม่ได้รักเขา

มัลฟอยมองไปกลับยังร่างบางในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง เฮอร์ไมโอนี่กำลังหลับอย่างเป็นสุข ดวงตาสีน้ำตาลปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบาของเธอรดแก้มของเด็กหนุ่มอย่างเป็นจังหวะ เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบแก้มเนียนนั้นอย่างรักใคร่โดยที่เธอไม่รู้สึกตัว

ถ้าเธอบอกเขาซักคำว่าเธอรักเขา เขาจะไม่ลังเลเลยที่จะพาเธอหนีไป ถ้าเธอบอกเขาเพียงคำเดียวว่าเธอรักเขา เขาจะยอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ เขาจะยอมทิ้งครอบครัว ยอมทรยศทุกคนเพื่อรักษาชีวิตเธอไว้

................................................


บางทีอาจจะไม่จำเป็นต้องให้เธอรักเขาก็ได้ ถ้าหากเขาบอกเรื่องทั้งหมดกับเธอ แล้วให้เธอเลือกระหว่างหนีไปกับเขากับถูกจอมมารใช้เป็นเหยื่อล่อพอตเตอร์ให้มาติดกับ แน่นอนว่าเฮอร์ไมโอนี่ต้องเลือกอย่างแรกเป็นแน่ และเมื่อถึงตอนนั้นเธอก็จะยอมตามเขาไปโดยดี เพราะเขาเป็นคนเดียวที่จะช่วยเธอให้ออกไปจากที่นี่ได้ แต่เดรโกกลัวเหลือเกิน เขากลัวว่าหลังจากที่พวกเขาหนีไปจากคฤหาสน์มัลฟอยได้แล้ว เฮอร์ไมโอนี่จะดึงดันที่จะกลับไปยังภาคีนกฟินิกซ์เพื่อไปหาไอ้เจ้าเพื่อนรักของเธอสองคนนั่น ซึ่งเขาจะไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้นเป็นอันขาด!

บางทีเธออาจจะไม่ต้องรักเขาก็ได้ แต่แค่ให้เธอยอมอยู่กับเขาเท่านั้น แค่ให้เธอสัญญาว่าเธอจะอยู่ข้างกายเขาตลอดไป แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่เขาต้องให้เธอสัญญาก่อนว่าเธอจะยอมอยู่เคียงข้างเขา หลังจากนั้นเขาจะพาเธอหนีไปจากที่นี่เสีย ไปยังที่ไกลแสนไกลที่ไม่มีใครรู้จักพวกเขา และถ้าเธออยากจะกลับไปที่ภาคีนกฟินิกซ์หลังจากนั้นก็ย่อมได้ แต่เขาจะยอมปล่อยตัวเธอไปเป็นครั้งคราวเท่านั้น หลังจากนั้นเธอต้องกลับมาหาเขา มาอยู่กับเขาคนเดียว

แต่อีกใจหนึ่งมัลฟอยก็คิดว่ามันคงเป็นการง่ายกว่าถ้าหากเขาจะปล่อยเธอหนีไปจากที่นี่เสียโดยที่เขาไม่ต้องไปกับเธอด้วย แค่ให้เธอเอาไม้กายสิทธิ์ของเขาไปแล้วบอกทางหนีกับเธอก่อนที่พ่อของเขาจะกลับมา และเมื่อพ่อของเขากลับมาถึงคฤหาสน์เฮอร์ไมโอนี่ก็คงหนีไปได้ไกลแล้ว เขาอาจจะถูกพ่อลงโทษฐานที่เขาปล่อยให้เหยื่อชั้นดีหนีรอดไปได้ แต่มันก็คงไม่หนักหนาเท่าไหร่นัก ถึงอย่างไรเสียพ่อก็คงไม่ฆ่าเขาซึ่งเป็นลูกของพ่อเองและเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลมัลฟอยได้ลงคอ เมื่อถึงตอนนั้นเฮอร์ไมโอนี่ก็จะปลอดภัย แต่เมื่อเธอหนีไปจากที่นี่แล้วเขาก็จะไม่มีโอกาสได้พบเธออีกต่อไป ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่เขายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้

‘ ยังไงเธอก็ต้องไปกับเขา! ’ มัลฟอยคิด เขาไม่มีทางยอมให้เธอจากเขาไปตลอดกาลเป็นแน่ อย่างไรเสียเขาก็จะหนีไปกับเธอ เดรโกหลับตาลงพลางครุ่นคิด เขาเหลือเวลาอีกสามวันก่อนที่พ่อของเขาจะกลับมาที่นี่ อีกสามวันที่เขาจะเกลี้ยกล่อมเธอ ให้เธอยอมพูดว่าเธอรักเขา หรืออย่างน้อยให้เธอสัญญาว่าเธอจะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไปไม่หนีจากเขาไปไหน และเมื่อเธอทำเช่นนั้นเขาก็จะพาเธอหนีไปจากที่นี่ ไปอยู่กับเพียงคนเดียวเท่านั้น!

เมื่อมัลฟอยได้บทสรุปของความคิดที่แสนยุ่งเหยิงของเขาเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มก็หลับตาลง เขากระชับอ้อมแขนเพื่อกอดร่างบางของเฮอร์ไมโอนี่ให้แน่นขึ้น แล้วหลับไปอย่างมีความสุข

.................................................


“นายน้อยคะ......นายน้อย” เสียงของเอลฟ์สาวปลุกมัลฟอยขึ้นจากภวังค์ เมื่อรู้สึกตัวเด็กหนุ่มก็พบว่าเขากำลังนั่งเหม่ออยู่บนเตียง ในมือถือไม้กายสิทธิ์อของแม่อยู่
“อะไร” เขาพูดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าดีน่า เอลฟ์ประจำบ้านมองเขาด้วยท่าทีเป็นห่วง
“เป็นไม่มีอะไรเจ้าค่ะนายน้อย ดีน่าเห็นว่านายน้อยนั่งเหม่อ เธอสงสัยว่านายน้อยอาจจะเป็นอะไรไป เธอก็เลยลองเรียกนายน้อยดู” ดีน่าพูดด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อมันเห็นสายตาของมัลฟอยที่มองมาทางมัน
“ฉันไม่เป็นไร” เด็กหนุ่มพูดพลางลุกขึ้นจากเตียง เขาจัดการวางลูกแก้วเตือนภัยไว้ในที่ของมันแล้วหันมาพูดกับเอลฟ์ “ฉันจะออกไปข้างนอก”
“นายน้อยจะไปไหนเจ้าคะ ในเวลาแบบนี้น่ะหรือเจ้าคะ” ดีน่ามีสีหน้าแปลกใจ
“ฉันจะเข้าไปในป่าดำ แกลงไปข้างล่าง ไปบอกเอลฟ์ตัวอื่น ๆ ว่าไม่ต้องตกใจเรื่องเสียงเตือนนั่น แล้วก็ให้เอลฟ์ตัวอื่นเฝ้าคฤหาสน์ไว้ดี ๆ ด้วย” มัลฟอยออกสั่งเรียบ ๆ แต่ดีน่ากลับหน้าซีดเผือดทันทีที่รู้ว่านายน้อยของมันจะไปที่ไหน
“ป่าดำหรือเจ้าคะ!” เอลฟ์สาวกรีดเสียงแหลมอย่างตกใจ “นายน้อยเข้าไปในป่าดำตอนนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ มันอันตรายมากนะเจ้าคะ” มันพูดพลางดึงชายเสื้อคลุมของมัลฟอยเอาไว้ แต่เขากลับสะบัดมันออกทันที
“ปล่อย!” เขาตะคอก “ฉันจะไปที่ไหนมันก็เรื่องของฉัน แกไม่มีสิทธิ์มาออกความเห็น!” ดีน่าตัวลีบแต่เพราะความเป็นห่วงนายน้อยของมันทำให้มันกล้าพูดประโยคต่อไปโดยไม่กลัวว่าจะโดนมัลฟอยลงโทษ

“แต่คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงนะเจ้าคะ” เอลฟ์สาวพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เด็กหนุ่มมองหน้ามันก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่หน้าตาอย่างฉับพลัน ใบหน้าของเดรโกซีดลงทันทีที่เขาเห็นดวงจันทร์เต็มดวงสีเงินทอแสงอยู่ด้านนอก เด็กหนุ่มรู้ดีว่าดีน่าหมายถึงอะไร ในคืนพระจันทร์เต็มดวงแบบนี้ป่าดำจะอันตรายมากกว่าปกติเป็นสองเท่า!
“นายน้อยได้โปรดอย่าไปเลยค่ะ นายท่านสั่งไว้ว่าให้ดีน่าดูแลนายน้อยให้ดี แล้วถ้านายน้อยเข้าไปในป่าดำตอนนี้......” ดีน่าอ้อนวอน น้ำตาเม็ดโตร่วงจากดวงตาที่เหมือนลูกบอลชายหาดของมัน

“ฉันต้องไปดีน่า ฉันต้องไปตามตัวยายนั่นก่อนที่เธอจะถูกมนุษย์หมาป่าลากไปฉีกเนื้อออกเป็นชิ้น ๆ !” มัลฟอยพูดกับเอลฟ์ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหากแต่แววตาสีเงินของเขากลับครุกรุ่นไปด้วยเพลิงแค้น!

.................................................


ทางด้านเฮอร์ไมโอนี่ เด็กสาวเดินสะเปะสะปะเข้ามาในป่าดำเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เธอก็ยังไม่พบหนทางว่ามันจะนำเธอออกไปยังโลกภายนอกได้แต่อย่างใด ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกว่ายิ่งเธอเดินลึกเข้าไปในป่าเท่าไหร่ ต้นไม้รอบข้างก็ยิ่งหนาแน่นและเบียดเสียดกันมากขึ้นราวกับหนทางนี้มันนำเธอเข้าไปสู่ใจกลางป่ามากกว่าจะพาเธอออกไปด้านนอก
เฮอร์ไมโอนี่เหยียบเท้าลงบนโคลนลื่นแฉะ ชายเสื้อคลุมของมัลฟอยเปื้อนโคลนสูงขึ้นไปหลายนิ้ว แถมยังมีเศษกิ่งไม้ติดตามตัวเสื้อไม่น้อย ทางเดินในป่านั้นรกชัฎแถมยังเต็มไปด้วยหลุมบ่อจนเฮอร์ไมโอนี่คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นเส้นทางที่ผู้คนใช้สัญจรไปมาแต่อย่างใด

“ให้ตายสิ!” เด็กสาวอุทานเมื่อขาของเธอจมลงในหลุมที่มีโคลนอยู่เกือบคืบอีกครั้ง เธอพยายามดึงมันออกจากโคลนเหนียวหนืดอย่างลำบาก ก่อนจะออกเดินต่อโดยไม่สนใจจะร่ายคาถากำจัดโคลนเหล่านั้นออกจากรองเท้า ในตอนแรกที่เฮอร์ไมโอนี่ก้าวเข้ามาในป่านี้แล้วตกลงไปในหลุมโคลนเป็นครั้งแรกเธอก็ร่ายคาถาเพื่อกำจัดมันออก แต่หลังจากเธอเดินตกหลุมโคลนไปสามสี่ครั้งเด็กสาวก็ไม่สนใจที่จะร่ายคาถาทำความสะอาดรองเท้าและเสื้อคลุมที่เลอะโคลนของเธอแต่อย่างใด

เฮอร์ไมโอนี่เดินมาหยุดตรงทางแยก เบื้องหน้าของเธอมีลักษณะเหมือนเป็นทางเดินแยกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งไปทางด้านซ้าย อีกทางหนึ่งไปทางด้านขวา เด็กสาวยกไม้กายสิทธิ์ขึ้น

“จงชี้ทาง” เธอกระซิบกับไม้กายสิทธิ์ขณะวางมันราบลงบนฝ่ามือ มันหมุนไปทางซ้าย
เฮอร์ไมโอนี่กระชับไม้กายสิทธิ์ให้มาอยู่ในฝ่ามือ และเลือกเดินไปตามทางที่มันบอก โดยที่เด็กสาวไม่รู้เลยว่ามีอะไรรอคอยเธออยู่ในเส้นทางนั้นบ้าง

.................................................


ทางเดินด้านซ้ายที่เฮอร์ไมโอนี่เลือกเดินนั้นเป็นทางเดินเล็กแคบที่เบียดเสียดไปด้วยต้นไหม้จากสองข้างทาง เด็กสาวคิดว่ามันน่าจะเป็นทางเดินซึ่งสัตว์ขนาดเล็กที่อยู่ในป่านี้ใช้มากกว่าเป็นทางเดินที่มนุษย์ใช้เดิน เมื่อเดินมาได้พักหนึ่งทางเดินเส้นนี้ก็เริ่มสูงและลาดชันขึ้น ราวกับว่ามันกำลังจะพาเธอขึ้นเดินขึ้นเนิน มือข้างหนึ่งของเฮอร์ไมโอนี่จับเสื้อคลุมด้านหน้าไว้แน่นและพยายามดึงมันให้พ้นจากกิ่งก้านของต้นไม้ข้างทาง ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งของเธอกำไม้กายสิทธิ์ไว้ในลักษณะระวังภัย

ผ่านไปราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเฮอร์ไมโอนี่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากทางเดินช่วงหลังที่นำเธอขึ้นเนินมานั้นเริ่มสูงชันชึ้นเรื่อย ๆ บางระยะทางเธอจำเป็นต้องปีนป่ายก้อนหินขึ้นไป เด็กสาวรู้สึกว่าขาของเธอเริ่มประท้วงเพราะเส้นทางที่แสนลำบากนี้ เธออยากหยุดพักเหลือเกิน แต่เฮอร์ไมโอนี่รู้ดีว่าเธอไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เพราะเด็กสาวกลัวว่าขืนเธอชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว มัลฟอยที่ตอนนี้อาจจะคลายสะกดได้แล้วจะตามเธอมาทันและจับตัวเธอกลับไปที่คฤหาสน์ของเขา

เฮอร์ไมโอนี่กัดฟันเดินผ่านเนินที่สูงชันช่วงสุดท้ายจนมาถึงที่ราบบนเนินเขา เด็กสาวทรุดตัวลงนั่นพิงต้นไม้ต้นหนึ่งด้วยอย่างเหนื่อยอ่อนเมื่อเธอขึ้นมาถึงยอดเนิน เธอนั่งหอบหายใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะใช้แขนเสื้อคลุมเช็ดเหงื่อที่ออกมาจากหน้าผากพลางมองสำรวจไปรอบ ๆ

ตรงที่เธอนั่งอยู่เป็นที่ราบของเนินเขาที่เธอเพิ่งปีนขึ้นมา มันมีความกว้างพอ ๆ กับสนามกีฬาขนาดใหญ่เลยทีเดียว เด็กสาวแหงนหน้าซบศีรษะของตนเองเข้ากับต้นไม้ที่พิงอยู่ พลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ราบโล่งเตียนและมีต้นไม้อยู่รอบนอกเท่านั้น มันจึงทำให้เฮอร์ไมโอนี่สามารถมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างที่เธอไม่สามารถเห็นได้จากป่าด้านล่าง เธอเห็นดวงจันทร์เต็มดวงซึ่งลอยเด่นส่องแสงสีเงินอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสีกำมะหยี่ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ก็ตาม แต่เด็กสาวก็อดคิดไม่ได้ว่ามันช่างสวยเหลือเกิน

เฮอร์ไมโอนี่ชื่นชมความงามของดวงจันทร์อยู่ได้ไม่นานก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้น มันเป็นเสียงหอนสูงของสัตว์ชนิดหนึ่ง เด็กสาวสะดุ้งโหยง ขนทั้งร่างกายเธอลุกเกรียวเมื่อเธอจำได้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงที่เธอเคยได้ยินมาก่อนครั้งหนึ่งตอนที่เธออยู่ปีสาม

เสียงของมนุษย์หมาป่า!!!!

เฮอร์ไมโอนี่ผุดลุกขึ้นทันที เธอชี้ไม้กายสิทธิ์ไปรอบด้านอย่างหวาดระแวง เด็กสาวพยายามตั้งใจฟังเสียงนั้นอีกครั้งว่ามันใช่สิ่งที่หวาดกลัวหรือไม่ และแล้วมันก็ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เสียงหอนสูงที่แสนจะบาดหูนั้นดังยาวนานอยู่หลายอึดใจก่อนที่จะเงียบลง เสียงนั้นฟังดูโหยหวนจนทำให้ขนต้นด้านหลังคอของเฮอร์ไมโอนี่ลุกชัน ซึ่งเด็กสาวก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะเสียงนั้น หรือเป็นเพราะการที่เธอได้รู้ว่า สิ่งที่เธอกลัวนั้นได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงแล้วกันแน่!

ป่านี้มีมนุษย์หมาป่าอยู่!!! แถมเสียงนั้นยังดังอยู่ไม่ห่างจากเธอด้วย!!!

.................................................


ใบหน้าของเฮอร์ไมโอนี่ซีดเผือด เธอตกใจไปประมาณสองสามวินาทีกับความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนั้นก่อนที่เธอจะเรียกสติของตัวเองกลับมาได้ แล้วพยายามหาทางหนี

เด็กสาวลองหายตัวดู แต่ปรากฏว่ามันล้มเหลว! นั่นแสดงว่าเธอยังไม่ได้ออกจากเขตของคฤหาสน์มัลฟอยแต่อย่างใด และเป็นไปได้อย่างแน่นอนว่าเธอคงจะต้องออกจากป่านี้ไปก่อนจึงจะพ้นเขตของคฤหาสน์มัลฟอยไปได้ และเธอต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้โดยไม่ถูกมนุษย์หมาป่าขย้ำออกเป็นชิ้น ๆ เสียก่อน

เฮอร์ไมโอนี่รีบวางไม้กายสิทธิ์ของมัลฟอยในมือเธอทันที เด็กสาวกระซิบออกมาอย่างร้อนรนว่า

‘ จงชี้ทาง ’
ไม้ของในมือของเธอหมุนไปยังทิศทางหนึ่งซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกับที่เธอยืนอยู่ มันชี้ไปทางราวป่าที่มืดมิดอีกด้านหนึ่ง เด็กสาวกำไม้กายสิทธิ์กลับไว้ในมือแน่นแล้วจึงรีบวิ่งไปยังทิศทางนั้น

เฮอร์ไมโอนี่วิ่งเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่ากิ่งไม้จะข่วนเนื้อตัวของเธอจนเกิดเป็นบาดแผลจำนวนนับไม่ถ้วน ที่เธอต้องการก็คือหาทางออกไปจากป่านี่ก่อนจะเจอเข้ากับมนุษย์หมาป่าตัวนั้น เพราะเธอคงถูกฆ่าตายอย่างแน่นอนถ้าเธอเจอมันเข้า หรือร้ายไปกว่านั้นก็คือเธอโดนมันกัดแต่ไม่ตายและต้องใช้ชีวิตที่เหลือของเธอเป็นแบบเดียวกับมัน!

เฮอร์ไมโอนี่ออกแรงวิ่ง เธอวิ่ง วิ่ง และวิ่งอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับที่ขาเล็ก ๆ ของเธอจะสามารถวิ่งได้ เธอวิ่งผ่านป่าที่มืดมิดไปอย่างไม่คิดชีวิต เธอไม่คิดด้วยซ้ำว่าเธอจะเหยียบลงบนบ่อโคลน หรือสะดุดรากไม้ล้มลงกี่ครั้ง แต่สิ่งที่เธอต้องทำก็คือลุกขึ้นและวิ่งต่อไปเท่านั้น เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตของเธอไว้ได้!

จนกระทั่งผ่านไปครู่หนึ่งที่ซึ่งเฮอร์ไมโอนี่เองก็ไม่แน่ใจว่ามันนานเท่าใด พอ ๆ กับที่เธอไม่รู้ว่าเธอวิ่งมาไกลแค่ไหนแล้ว เด็กสาวจำต้องหยุดพักเพื่อหายใจ เธอทรุดตัวพิงต้นไม้พลางหอบด้วยความเหนื่อย ขณะที่เธอกำลังปรับลมหายใจให้เข้าที่อยู่นั้น เสียงหอนก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่ามันลอยมาจากที่ไกลแสนไกล เฮอร์ไมโอนี่สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงนั้น แต่เธอก็รู้สึกใจชื้นขึ้นไม่น้อยเมื่อเธอได้ยินมันดังอยู่ไกลจากตัวเธอมากกว่าก่อนหน้านี้มากนัก

เมื่อปรับลมหายใจได้แล้ว เด็กสาวก็ออกเดินต่อ แม้ว่าครั้งนี้เธอจะไม่ได้วิ่งเต็มฝีเท้าเหมือนช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความเหนื่อยก็ตาม แต่เธอก็ค่อนข้างแน่ใจว่ามนุษย์หมาป่าตัวนั้นคงอยู่ไกลจากเธอพอสมควรแล้ว และเธอคงสามารถเปลี่ยนมาเดินเร็ว ๆ แทนที่วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตอย่างเช่นเมื่อครู่ได้

เฮอร์ไมโอนี่รู้สึกปวดแปลบที่ซี่โครงราวกับมันเริ่มจะขยายตัวออกและฉีกปอดของเธอ เธอยกมือกุมอกไว้แน่นขณะที่เริ่มออกเดินต่อ แต่ไม่ทันที่เธอจะออกเดินไปได้เกินห้าก้าว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น คราวนี้มันไม่ใช่เสียงหอนน่าขนลุกของมนุษย์หมาป่า แต่มันก็เป็นเสียงที่น่ากลัวไม่แพ้กันเลย!
เสียงกระพืบปีกพลั่บ ๆ ๆ ดังขึ้นจากท้องฟ้าเบื้องบน และเมื่อเฮอร์ไมโอนี่เงยหน้าไปดู เธอก็พบว่าห่างจากเธอไปไม่เกินยี่สิบเมตร มีเงาดำของสัตว์กลุ่มหนึ่งกำลังบินอยู่กลางอากาศเหนือศีรษะของเธอไปราว ๆ ห้าเมตร มันเป็นสัตว์ที่เฮอร์ไมโอนี่คุ้นเคยดีจากหนังสือเรียนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด เรื่องสัตว์ร้ายที่เป็นอันตราย แต่เด็กสาวไม่คิดว่าก่อนว่าเธอจะมีโอกาสมาเจอมันที่นี่!

มันคือค้างคาวดูดเลือดนั่นเอง!

จากที่เฮอร์ไมโอนี่เคยเรียนมาค้างคาวดูดเลือดเป็นสัตว์ที่หากินเป็นฝูงในเวลากลางคืน ยิ่งฝูงของมันมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นอันตรายมากเท่านั้น พวกมันเป็นสัตว์ร้ายที่สามารถรุมสูบเลือดเหยื่ออย่างหิวกระหายได้อย่างรวดเร็วพอ ๆ กับฝูงปลาปิรันย่าในแม่น้ำอะเมซอน พวกมันสามารถดมกลิ่นของเหยื่อได้ในระยะไกลหลายร้อยเมตร มันเป็นสัตว์ร้ายที่เป็นอันตราย พวกมันไม่เคยปล่อยให้เหยื่อของมันรอดชีวิตไปได้ เพราะเมื่อฝูงของมันเจอเหยื่อที่เป็นเป้าหมาย พวกมันจำนวนมากจะเข้ามาล้อมเหยื่อไว้รอบด้าน จากนั้นมันก็จะเข้ามารุมสูบเลือดเหยื่อจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว!

และจากการสังเกตดวงตาสีดำเหมือนลูกปัดที่ทอประกายของพวกมัน รวมทั้งขนาดของฝูงของมัน เฮอร์ไมโอนี่บอกสามารถบอกได้ว่าฝูงที่เธอเจออยู่นี้มีจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยตัว! และในตอนนี้ค้างคาวกลุ่มนั้นซึ่งเดิมทีบินอยู่สูงกว่าเด็กสาวราว ๆ ห้าเมตร ก็เริ่มลดเพดานบินของพวกมันลงมา และมุ่งตรงมาที่เธอราวกับมันได้กลิ่นเลือดที่หอมหวานมาจากตัวเธอ!

................................................


เฮอร์ไมโอนี่หันหลังกลับและเริ่มวิ่ง เธอลืมไปเลยว่าในมือของเธอมีไม้กายสิทธิ์อยู่ เธอลืมแม้กระทั่งวิธีปราบค้างคาวดูดเลือดที่เคยเรียนในชั่วโมงป้องกันตัวจากศาสตร์มืด สิ่งที่เธอคิดในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือเธอต้องหนี!

แต่เด็กสาวก็วิ่งไปได้ไม่ไกลนัก เธอสะดุดรากไม้และล้มลงกับพื้น เฮอร์ไมโอนี่พยายามตะเกียดตะกายขณะที่ค้างคาวดูดเลือดพวกนั้นเริ่มบินมาล้อมร่างเธอไว้ราวกับพวกมันเห็นเธอเป็นเหยื่ออันโอชะ!

แม้เฮอร์ไมโอนี่จะเคยเรียนหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับค้างคาวดูดเลือดมามากแล้วก็ตาม แต่เธอเพิ่งเคยเห็นตัวเป็น ๆ ของมันอย่างชัดเจนก็ในวันนี้ พวกมันเหมือนค้างคาวปกติแต่มีขนาดใหญ่กว่า แต่ละตัวมีขนสีดำขลับปกคลุมร่างที่มีขนาดพอ ๆ กับแม่ไก่ตัวย่อม ๆ ดวงตาสีดำมันของพวกมันทอประกายได้ที่มืด เฮอร์ไมโอนี่เห็นแม้กระทั่งเขี้ยวสีขาวคู่หนึ่งงอกออกมาจากปากของพวกมันขณะที่พวกมันบินเข้ามาใกล้เธอ!

เด็กสาวตัวแข็งค้าง! เธอไม่มีแรงแม้กระทั่งยกตัวเองขึ้นจากพื้น เธอทำได้แค่จ้องมองพวกมันบินเข้ามาหาเธอ และเริ่มล้อมรอบเธอราวกับมันเห็นเธอเป็นเหยื่ออันโอชะ!

เฮอร์ไมโอนี่ยกไม้กายสิทธิ์ชึ้น เธอตะโกนก้อง
“สตูเปฟาย! สตูปาย!” เธอสะกดนิ่งมัน ร่างของค้างคาวที่โดนคาถาหล่นร่วงลงบนพื้นห่างจากเธอไปไม่กี่เมตร แต่เด็กสาวก็ตระหนักได้ว่าคาถาสะกดนิ่งไม่อาจช่วยอะไรเธอได้มากกว่าจำกัดพวกมันไปทีละตัว ขณะเดียวกันพวกมันที่เหลือซึ่งไม่ได้ถูกคาถาของเธอก็บินเข้ามาโอบล้อมเด็กสาวมากขึ้น เฮอร์ไมโอนี่รู้ดีว่าเธอต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่เธอจะถูกพวกมันรุมสูบเลือดจนตาย!

‘ คิดสิเฮอร์ไมโอนี่ คิดว่าค้างคาวดูดเลือดกลัวอะไรมากที่สุด! ’ เธอเตือนตัวเองอย่างร้อนรน และในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเองคำตอบก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ

‘ แสงอาทิตย์ไงล่ะ พวกมันกลัวแสงแดด แต่ฉันจะไปเอาแสงอาทิตย์มาจากไหนในเวลาแบบนี้ล่ะ อ้อ จริงสินะ! ’ เด็กสาวคิดพลางยกไม้กายสิทธิ์ขึ้น

“เฟรลิคูลัส!” [คาถานี้คิดเองนะคะ] เธอตะโกนพลางชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่พวกมัน แล้วจู่ ๆ ก็มีแสงจ้าบาดตาระเบิดขึ้นจากปลายไม้กายสิทธิ์ของเธอพุ่งตรงไปยังค้างคาวเหล่านั้น

เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของค้างคาวนับร้อยตัวดังขึ้น มันเป็นเสียงที่โหยหวนมากจนเฮอร์ไมโอนี่นึกอยากยกมือขึ้นปิดหูถ้าไม่ติดว่าเธอกำลังถือไม้กายสิทธิ์อยู่ แต่ไม่นานนักเสียงนั้นก็หายไป และเมื่อเป็นเช่นนั้นเด็กสาวจึงลดไม้กายสิทธิ์ในมือเธอลง แสงสว่างที่พุ่งมาจากปลายไม้ก็พลอยหายไปด้วย!

และที่อยู่ตรงหน้าของเฮอร์ไมโอนี่ห่างจากเธอไปไม่เกินสองเมตรนั้นคือซากของค้างคาวดูดเลือดจำนวนนับร้อยที่ถูกเผาด้วยคาถาของเธอกองสูงอยู่บนพื้นหญ้า กลิ่นเหม็นไหม้น่าสะอิดสะเอือนอบอวลไปทั่วบริเวณนั้นจนเด็กสาวต้องยกแขนเสื้อขึ้นอุดจมูก

เฮอร์ไมโอนี่ถอนใจอย่างโล่งอกที่เธอรอดพ้นจากการถูกค้างคาวผีพวกนั้นรุมดูดเลือดมาได้อย่างหวุดหวิด พลางคิดว่าเธอต้องรีบออกไปป่านี้เสียก่อนที่เธอจะเจอกับสัตว์ร้ายอย่างอื่นเข้าอีก! เด็กสาวพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เธอรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้า และเมื่อเฮอร์ไมโอนี่ลองคลำมันดูเธอก็พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณนั้นบวมและเจ็บแปลบ แสงจากปลายไม้กายสิทธิ์ที่เธอจุดขึ้นทำให้เธอเห็นรอยม่วงช้ำปรากฏขึ้นตรงข้อเท้าซ้ายของเธอ ข้อเท้าข้างที่ฟาดเข้ากับรากไม้ก่อนที่เธอจะล้มลงกับพื้น

‘ ไม่น่า เฮอร์ไมโอนี่ เธอต้องไม่บาดเจ็บเอาตอนนี้นะ ’ เธอคิดอย่างสับสน
เด็กสาวพยายามจะเกาะต้นไม้เพื่อลุกขึ้น แต่ก็ปรากฏว่าเธอไม่สามารถลุกขึ้นได้ เธอรู้สึกปวดแปลบไปถึงกระดูกในขณะที่ยืนขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนั้นเธอจึงจำเป็นต้องนั่งลงอีกครั้ง

เฮอร์ไมโอนี่ถอนใจ เธอรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันดวงตกของเธอเหลือเกิน เธอโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่ามาเกือบตลอดคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอหายตัวกลับภาคีไม่ได้ เรื่องที่ต้องเดินผ่านป่าน่าขนลุกนี่ยามค่ำคืน เรื่องที่เธอได้ยินเสียงหอนของมนุษย์หมาป่าดังอยู่ใกล้ ๆ ตัว เรื่องที่เธอเกือบจะถูกค้างคาวพวกนี้รุมสูบเลือด และสุดท้ายเธอยังมาขาแพลงในตอนนี้อีก เด็กสาวหวังไปว่าเธอคงจะไม่เจอเรื่องเลวร้ายอีกเรื่องหรอกนะ หลังจากที่เธอผ่านเรื่องสยดสยองมาเกือบตลอดทั้งคืนแล้ว

แต่เมื่อเฮอร์ไมโอนี่กำลังคิดว่าจะให้คาถาใดรักษาข้อเท้าที่บวมช้ำของเธอดี เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงเหยียบใบไม้ที่ดังขึ้นไม่ไกลจากตรงที่เฮอร์ไมโอนี่นั่งอยู่นัก ราวกับผู้มาเยือนไม่ต้องการปกปิดการมาของตนเองกับเธอเลยแม้แต่น้อย!

หัวใจของเด็กสาวแกว่งวูบ ในตอนแรกเธอคิดว่าเป็นมัลฟอย เธอคิดว่าเด็กหนุ่มคงคลายสะกดแล้วและออกมาตามเธอจนพบ แต่เมื่อเธอหันหลังกลับไปดู เฮอร์ไมโอนี่ก็พบว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นมันเลวร้ายกว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก มันเลวร้ายกว่าการเจอมัลฟอยหลายเท่านัก จนเด็กสาวคิดไปว่าเธอยอมเปลี่ยนไปเจอมัลฟอยดีกว่าที่จะเจอสิ่งนี้ในเวลาแบบนี้!
เพราะที่ยืนอยู่ด้านหลังเฮอร์ไมโอนี่ ห่างจากเด็กสาวไปราว ๆ ห้าเมตรคือมนุษย์หมาป่าที่มีขนรุงรัง ดวงตาวาวโรจน์ของมันจ้องมาที่เธออย่างมุ่งร้าย!




*************************************************









Create Date : 17 มกราคม 2553
Last Update : 19 มิถุนายน 2555 12:17:30 น. 1 comments
Counter : Pageviews.

 
ในภาค 1 มีคาถาแสงอาทิตย์ไม่ใช่เหรอคะ


โดย: Ceeya IP: 171.7.104.87 วันที่: 10 เมษายน 2555 เวลา:21:25:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
BlogGang Popular Award#10


 
piksi
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




สวัสดีค่ะ เรา piksi นะคะ เรียกสั้น ๆ ว่าพิกก็ได้ค่ะ เราเป็นแฟนแฮร์รี่ พอตเตอร์คนหนึ่งที่ชื่นชอบคู่ D/Hr มากเลยค่ะ รวมทั้งรัก Tom Felton สุดหัวใจ >-< ใครที่ชอบคู่นี้และชื่นชอบทอมเหมือนกัน เค้ามาคุยกันนะคะ
Friends' blogs
[Add piksi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.