^^ ...ก้าวแรกของการลงทุนในหุ้น 10,000 บาทก็ลงทุนหากำไรได้ ...^^

กระทู้นี้ภูมิใจนำเสนอ เพื่อแม่ ๆ ชานเรือนโดยเฉพาะค่ะ ....อืม...ต้องการให้เริ่มเล่าหรืออธิบายศัพท์ทางวงการหุ้นให้ เลยหรือเริ่มจากตรงไหน ....แจ้งมาเลยนะคะ จะได้จัดเรียงลำดับข้อมูล ให้ง่ายต่อการเข้าใจ แบบไม่งง ไม่ต้อง วิชาการมากเกินไป เอาแบบเล่าสบาย ๆ ไหมเอ่ย .....

คำว่า " การลงทุน " นั้น แม่อิงเชื่อว่า ทุกท่านได้ผ่านมาหมดแล้ว อาทิเช่น
1. การลงทุนรูปแบบการฝากเงินกับธนานคาร
2. การทำธุกิจส่วนตัว หรือ ค้าขาย ต่าง ๆ
3. การซื้อที่ดิน
4. การซื้อบ้านและอาคารพาณิชย์ ไว้เก็งกำไร หรือขายต่อ นั่นก็คือการลงทุน เหมือนกัน
5. การซื้อสลากออมสิน / ธกส.
6. การซื้อหวย ล็อตเตอรี่ อันนี้ก็ใช่ อิอิ
7. การซือพันธบัตร /ตั๋วเงินคลัง /หุ้นกู้ /หุ้นสามัญ /หุ้นบุริมสิทธิ์ /TFEX
8. การปล่อยเงินกู้ สินเชื่อ นี่ก็ใช่ ( แต่พวกนี้คือ การลงทุนทางด้านมืด )

และ อื่น ๆ แม่อิงอาจจะไม่ได้กล่าวถึงนะคะ แต่สิ่งไหนที่ซื้อมาขายไป หรือ เกิดออกออกผล หรือ แม้กระทั่งการที่นำเงินไปเพื่อเก็งกำไร จะได้หรือเสีย มันก็คือ วิถีการลงทุนทั้งนั้นค่ะ

แต่เราจะพูดถึงการลงทุน ในหุ้น และการจัดสรร portfolio

การลงทุนที่ถูกวิธีนั้น ข้อสำคัญและควรระวังมากอันดับแรกคือ การศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน เพื่อผลประโยชน์ของเรา เพื่อพิทักษ์ทรัพย์ที่มีอยู่ไม่ให้สูญเสียไป และ ผลักดันให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยเกิดดอกออกผล และ เงินลงทุนนั้นจะต้องเป็นเงินเก็บที่เราจัดสรร แยกค่าใช้จ่ายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จะได้ไม่ปะปน และเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ ว่าง่าย ๆ เงินก้อนนี้จะต้องเป็นเงินที่นอนนิ่ง ๆ แล้วพร้อมที่จะวิ่งหาผลตอบแทนที่ดีกว่าได้เสมอ เช่น เงินฝากแบงค์ ที่ดอกเบี้ยน้อยนิด ...

หลายท่าน สอบถามมา เรื่องเงินลงทุน ที่มีไม่มาก สามารถลงทุนได้หรือไม่... ขอตอบไว้เลยว่า ท่านอย่ากังวลว่าเรามีเงินน้อยแล้วจะต่อยอดหารายได้ไม่ได้ ....เพราะ การที่เราคิด และ พร้อมเริ่มลงมือ ด้วยความรู้ที่เราศึกษามาอย่างดีแล้วนั้น เป็นก้าวแรกที่ดี ลงทุนก่อน หรือ ตามหนังสือออมก่อน ก็รวยกว่า ....แต่ ณ ตรงนี้เรายังไม่ต้องคาดหวังว่าเราจะต้องรวยจากตรงนี้ในเร็ววัน ....

แต่ขอให้ระลึกไว้ แค่ว่า เราลงทุนก็เหมือนออมเงินส่วนหนึ่ง แต่ออมแบบมีระบบ มีชั้นเชิง ว่าง่าย ๆ คือ ศิษย์มีครู ไม่ใช่มวยวัด หรือ ว่าง่าย โยนฝากแบงค์อย่างเดียวไปเลย อะไรแบบนั้น ก็เท่ากับว่าเราปิดกั้น โอกาสดี ๆ ที่จะเข้ามาอีกมากมายเลย

เราต้องกำหนดเป้าหมายเอาไว้ให้ชัดเจนเลยว่า เงินก้อนนี้ เราจะใช้เงินทำงาน ในลักษณะไหน เช่น บางท่านอยากเก็งกำไร บางท่านบอกฉันเอาไปซื้อหุ้นตัวดี ๆ ยัดไหลืมไปเลย กินปันผล ...อะไรแบบนั้้นตามแต่ วิถีของใคร แต่ละคนไม่ว่ากันค่ะ ...

เราอย่าเพิ่งคาดหวังว่ากำไรฉันต้องเท่าโน้นเท่านี้ เพราะมันจะทำให้เราเครียดเมื่อไม่ได้ ตามหวัง และไม่มีความสุขเมื่อเราจ้องแต่ว่า เมื่อไหร่ ๆ กำไร ๆ มันจะทำให้เราลงทุนด้วยความคาดหวังเกินไป แล้วจะไม่เป็นอันทำอะไร ...แต่ บางท่านอาจจะถามว่า อะไรฟระ !! ลงทุนไมาหวังกำไร จะลงไปทำด่อย อะไร ( 555+++ แอบวัยรุ่น ) ...คำตอบก็คือ ลงทุนเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และ เน้นออมเงิน หาจังหวะ หาสไตล์ของตัวเองให้เจอ แล้วจากนั้น บางท่านและหลาย ๆ ท่าน เก่งกว่าแม่อิงอิีกค่ะ ....ทีนี้ ก็ราบรื่นเลย ....

ต้องเผื่อใจเพื่อรับความเสี่ยง ....กับการลงทุนให้ได้ เพราะเหรียญมี 2 หน้า ตลาดหุ้นก็มี 2 แบบคือ ขาดทุน และ กำไร ...ดังนั้น ต้องถามตัวเองให้แน่ ๆ ว่า ...ยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน .... เราจะเป็นไรไหมถ้าเงินจำนวนนี้ หมดไป เดือดร้อนหรือ ไม่ ....เพราะ High risk High return ค่ะ


เมื่ออ่านทำความเข้าใจกันดีแล้ว เราก็มาเริ่มกันเลยค่ะ ....

คำว่าตลาดหุ้น ฟังดูแล้วมันเหมือนช่างไกลตัวเรา และชีวิตประจำวันมากจริง ๆ เลย ใช่ไหมคะ .... มันไม่เหมือนการไปซื้อของที่ตลาด ไม่เหมือนการไปแบงค์ ที่เราและคนในวงกว้าง รู้จักกัน .... เมื่อ ปี 40 ฟองสบู่แตก จะบอกว่า สมัยนั้นก็ยังเด็ก ๆ ค่ะ มัธยมเอง แต่ แก่แดด พอจะตามข่าว แต่ก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง .... แต่ ผลจากปีนั้น ทำให้นักลงทุนน้อยใหญ่ ยิ่งรวยเยอะก็ยิ่งเจ๊งเยอะ ... กลายเป็นปากต่อปากไปว่า มีลุกบอกลูกมีหลานบอกหลานอย่าได้หัดให้เล่นหุ้น ..

เพราะคนที่บอกนั้น ไม่เหลืออะไรเลย เหลือแค่ใบหุ้นที่เป็นกระดาษทำประโยชน์อะไรไม่ได้ มาติดที่ข้างฝา ...มองทีไรเจ็บใจทุกที ฉะนั้น หลายปีก่อน จึงมีนักลงทุน 3 กลุ่ม คือ เคยเจ๊ง กำไร และ หน้าใหม่ ที่ยังดาหน้าเข้ามาขุดทอง ... และปัจจุบัน ก้ไม่ได้แตกต่างมากนัก แต่เหมือนเป็นการกลายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาตัวเอง จาก...กลุ่มหน้าใหม่ ... มาเป็น VI คือพวกเน้นคุณค่า ...

ปัจจุบัน VI ก็มี 2 แบบ ( บทความนี้ มาจากมุมมองแม่อิงล้วน ๆ มาจากประสบการณ์ อิงวิชาการบ้างประปราย ดังนั้นการนิยาม หรือเรียกอะไร จะเรียกตามมุมมองของเรา )

คือ 1. VI แท้ ๆ **พวกนี้เล่นหุ้นแล้วเป็นกลุ่มคนที่กำไรจากการค้นหามูลค่าที่เหมาะสม และแท้จริงของหุ้นที่ซ่อนอยู่ จะถูกซ่อนด้วยหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งเป็นการจงใจของเจ้าของหุ้น หรือ เป็นการตั้งใจปกปิดถ่ายเทเรื่องงบ ก็มีให้เห็นมากมาย
2. VI จำเป็น ** พวกนี้ จะอุปโลกตัวเองว่า เป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า เมื่อตัวเองติดหุ้นสูง ๆ และ จะเปลี่ยนเป็น speculate ( นักเก็งกำไร ) ทันทีเมื่อ ตัวเองกำไร และเห็นช่องทางทำกำไร


************************

การจัดสรรเงิน เพื่อจัดport การลงทุน

เมื่อท่านได้รับรายได้มาในแต่ละเดือน เมื่อหักค่าใช้จ่ายประจำออกแล้ว จะเหลือเงินเก้บ ที่ต้องออม ถูกไหมคะ ....ดังนั้น วันนี้กลับไปเปิดสมุดบัญชีดู ไปเปิดกระปุกออมสินดู ไปสำรวจทรัพย์สินของท่านดู ว่า มีอะไรเท่าไหร่ ( จดไว้ แต่ไม่ต้องบอกใคร 555+++ เดี่ยวโจรปล้น ...)

จากนั้น จะสอนวิธีจัดพอร์ตอย่างง่าย ๆ
1. เงิน 100 % แบ่งเงินออกเป็น ส่วนเพื่อลงทุน ดังนี้

1.1 ออมทรัพย์เผื่อเรียก
1.2 ซื้อประกันชีวิต
1.3 ซื้อหุ้นกู้ / พันธบัตร /สลากออมสิน /กองทุนรวม ( แต่แม่อิงไม่เคยซื้อกองทุนรวม เพราะไม่ไว้ใจ ง่าย ๆ เลยถ้ามีเวลาศึกษาเล่นเองดีกว่า หรือ ท่านใดอยากลดหย่อนภาษี ก็เทียบความคุ้มค่าชั่งใจดูค่ะ )
1.4 เปิดพอร์ตเล่นหุ้นกับโบรกเกอร์

เช่น ตัวอย่าง ....เงิน 100,000 บาท

1. แบ่งไว้จ่ายค่าเบี้ย สมมติ 20,000 บาท
2. ซื้อสลากออมสิน 20,000
3. saving 20,000
4. เปิด Port ลงทุนหุ้นสามัญ 40,000


ท่านสามารถยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้หมดค่ะ .....





Create Date : 26 มีนาคม 2555
Last Update : 26 มีนาคม 2555 17:11:16 น.
Counter : Pageviews.

23 comments
  
ปัจจุบัน นโยบายประกันเงินฝากแค่ 1 ล้านบาท ( ยกเว้น ออมสิน ธกส อิสลามแบงค์ ธอส.)ทำให้ หลายท่านกังวลใจมาก กลัวแบงค์ล้มเงินสูญหาย เหมือน กรุงเทพพาณิชยการ หรือ BBC ในอดีต จะบอกว่าอย่าไปกังวลค่ะ เพราะปัจจุบัน แบงค์ชาติเรียกสำรองเงินฝากไว้เกิน 100 % อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ท่านต้องกังวลคือ interest rate หรือ ดอกเบี้ยค่ะ ....ที่แสนต่ำมาก หลายท่านที่แม่อิงจัดพอร์ตให้ ต้องเซ็งไปตาม ๆ กัน ที่เงินฝากใยธนาคารแทบไม่งอกเงิยเลย แถมดอกเบี้ยที่ได้ ต้องโดน ภาษีไป 15 % อีก ปวดหัวและเซ็งกันหนักไปเลย ....

ดังนั้น ปัจจุบัน จึงมีหลายท่านที่พยายาม หนีจุดศูนย์ถ่วงตรงนี้ให้ได้ ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ย ...บางท่านบารมีเยอะ เส้นใหญ่ และใจถึง กล้าได้กล้าเสียมาก ๆ ก็ จัดการวัดดวงกับการปล่อยกู้นอกระบบ ร้อยละ 5-10-20 ไปเลย ทีเดียว แต่นั่นก็คือ ด้านมืด ของการลงทุน เป็นการทำนาบนหลังคน รีดเลือดกับปู หากินกับคนที่ไม่มีทางไป ทางตัน จนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันและรุนแรงอย่างในปัจจุบัน ...อันนี้ Super High risk Super High return ค่ะ ตรงนี้แย่สุดก็คือ ถึงกับตายได้จากความแค้นของลุกหนี้ อันตรายมาก ๆ

บางท่านการลงทุนซื้ออสังหา ด้วยเงินก้อนโต อันนี้ จะเรียกว่าอะไรดีหนอ some /no High risk s ome /no High return แล้วกันค่ะ 555+++ เพราะว่า บางครังซื้อปุ๊บขายได้ปั๊บเลย และบางครั้งซื้อไปตั้งแต่ท้องลูก ยันหลานบวชยังขายไม่ได้เลย สิ่งนี้พิสูจน์ได้จากยุคน้าชาติ ....สมัยที่ดินเป็นทองคำ แม้แต่ที่ดินตาบอดยังยิงกันตายเพื่อแย่งซื้อ ที่แย่ก็ถ้าเจอจุดน้ำท่วมซ้ำซาก ก็ราคาฮวบฮาบ & ขายไม่ออก แต่ก็ยังเพาะปลูกได้บ้างในหน้าแล้ง

บางท่าน intrend สุด ๆ นำเงินที่ได้ไปซื้อทองคำ เพราะขึ้นลงมากเป็นประวัติกาล อันนี้ ที่แย่สุดก็แค่ซื้อเครื่องประดับในราคาแพง แค่นั้น แต่ใส่ให้เหลืองอร่ามเป็นคุณนายได้อยู่

บางท่าน Classic นิยม เอาวะ ดอกน้อย ๆ สะสม เพขร พลอย สวยงามดีกว่า อย่างน้อย ก็เป็นมรดกให้ลุกหลานหล่ะวะ !! ก็ว่ากันไป

บางท่าน ช่วยชาติเดือนละ 2 งวด เจียดค่าหนมลูกนิดหน่อย ลุ้นเงินก้อน กับสโลแกน " พรุ่งนี้รวยยยยย "

บางท่าน ใจถึงกว่า + ใจนักเลง มุ่งหน้าสู่มหานครแห่งบ่อน อาทิ ปรอยเปรต ...แต่ต้องระลึกเสมอนะคะ ...น้ำท่วมยังเหลือเสา เหลือไม้ ไฟไหม้ ยังเหลือที่ทาง แต่ บาคาร่า ป๊อกเด้ง กบดำกบแดง เก้าเก หรือ โปกเกอร์ ไม่เหลือสิ่งใด เหลือ แค่หะมอย กับรอยตีนกา เท่านั้น ....บางราย ขอขึ้นรถด่วนไปทัวร์แดนสนธยาก็มีให้เห็นอยู่ .....คริคริ ...อ่ะ ...อ่านกันแล้วแอบขำอ่ะดิ๊ ....!!! คิดถึงลุก สามี ภรรยา และครอบครัวนะคะ การพนันอย่าไปหลงใหลมาก ....

เมื่อเราต้องการลงทุนสิ่งใดแล้ว สิ่งที่จะต้องเตรียมคือ ความรู้ และ เงินทุน ซึ่ง ความรู้หาได้จากการหมั่นศึกษา หาความรู้ใส่ตัว ตามข่าวสาร มองและวิเคราะห์ ให้เป็นระบบ และ พินิจให้เป็นมิติ ....ต่อ จิ๊กซอว์ให้เป็น ส่วนที่มาของเงินทุนก็คือเงินออม ที่สะสมมาแหล่ะค่ะ ....เท่าไหร่ก็อย่าสนใจเรื่องตัวเลข เราจะลงทุนเท่าไหร่ก็ สิทธิ์ของเรา ....เพียงเพื่อ ชิม ...และ ปรุงรสชาติ คือค่อย ๆ เติมทีละน้อย ๆ อย่าไปใส่ตูมเดียวประเภทกระเป๋าหนัก จัดหนัก จัดเต็ม นั้น มันไม่อร่อยค่ะ เผลอ ๆ อยากเปลี่ยนถ้วยใหม่เสียเงินซ้ำสอง สองต่อเลย อันนี้ก็ไม่แนะนำ มันก้เหมือนเราอยากกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้จัง ผ่านมาบ่อย ๆ เห็นคนเยอะดี ก้เลยเอามั่ง

สั่งมา แล้วตักน้ำตาล น้ำปลา น้ำส้ม พริก ใส่แบบหนัก ๆ ไปเลย แล้วมาชิมดู แล้วมันจะอร่อยไหมเล่า ถ้าเกิดร้านเขาเค็มอยุ่แล้ว ยิ่งเพิ่มเค็มลงไป ....ดังนั้น เราต้องค่อย ๆ ซดน้ำตักชิมไปก่อน ขาดเหลืออะไรก็ค่อย ๆ เติมลงไป จนได้รสชาติ ที่พอดี และกลมกล่อมลงตัว ถ้าอร่อยเราก็สั่งใหม่ สั่งไปฝากเพื่อนฝูง ....แบบนี้เป็นต้น

มันก้เหมือนกับการลงทุน ที่เมื่อเราเริ่มทดสอบ แล้ว เออใช่ว่ะ .... มาถูกทาง เราก็เพิ่มลงทุนลงไปเรื่อย ๆ และยิ่งพอใจกับผลลัพธุ์ เราก็ อาจจะบอกต่อ เผยแพร่คนอื่น ๆ ให้เขาได้สัมผัส กับสิ่งที่เราได้รับ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนอื่นอีก ได้กุศลไปในตัว ....

การลงทุนเป็นสิ่งดี

แต่เราต้อง จริงจัง จะเหยาะแหยะ เล่น ๆ หัว ๆ กับการลงทุนไม่ได้เด็ดขาด พึงระลึกไว้เสมอว่า เงินทองที่ได้มาทุกบาท นั้นคือหยาดเหงื่อของเรา ดังนั้น ถ้าจะมีการลงทุนเกิดขึ้น เราต้องมั่นใจได้ว่าเงินก้อนนี้ จะเป็นตัวช่วย ผู้ช่วย ที่จะทำงานแทนเราทุกอย่าง เพื่อให้ได้ดอกผลกลับมา ไม่ใช่ปล่อยเงินไปวื่งเล่นสนุก ๆ ( ไม่ใช่ลูก ...ว่างั้นเหอะ ) อ่ะ ...ไปหาเพื่อนนะ เอาให้สนุก ๆ นะ อะไรแบบนั้นไม่ได้ค่ะ เราต้อง มีมาตรการที่จะวางแผนอย่างเข้มเพื่อให้เงินนั้นทำงานเต็มประสิทธิภาพ เพราะถ้าละเลย แล้วมันหนีไปกับคนอื่น เราจะตามกลับมานั้นก็ยาก ....ถ้าไม่มี พรรคพวกมันนอนรอ พร้อมระดมออกตามหามันอย่างสุดขั้ว ...

เราต้องเชื่อมั่น มั่นใจ กล้าพอที่จะ ก้าวข้ามคำว่า ....ตลาดลักทรัพย์ แต่ จงมองว่ามันคือ ตลาดหลักทรัพย์จริง ๆ เพราะถ้าเรามีความรู้ มีความเข้าใจ ก็ไม่สามารถมีใคร มาหลอก มาลัก มาล้วง เอาเงินในกระเป๋าเราไปได้หรอกน้า ....

เอาหล่ะ เกริ่นนำ ขู่ และ ให้ความหวังกันมาพอสมควรละ ทีนี้ ได้เวลามาเรียนรู้กันเลยดีกว่า ว่า ....ตลาดหุ้น....มีอะไรบ้าง จะพยายามเอาแบบอ่านสบาย ๆ แบบไม่วิชาการจ๋า นะคะ จะได้ไม่เครียด และเบื่อกันไปซะก่อน


หุ้นมี 3 ประเภท แต่จริง ๆ แล้ว จะแยกกันเป็นทางการคือ ตราสารหนี้ และตราสารทุนค่ะ ตามอ่านที่ link ข้างล่างได้เลยค่ะ แต่คนส่วนใหญ่จะติดและพุดกันในลงกว้าง ๆ คือ หุ้นกู้ หุ้นสามัญ อะไรแบบนี้ค่ะ

1. หุ้นกู้ *** เมื่อเราซื้อแล้วเราคือเจ้าหนี้ ของบริษัท สิ่งที่ได้รับคือ ดอกเบี้ย และ เงินต้นคืนเมื่อครบอายุไถ่ถอน เช่น PTT ออกหุ้นกู้ โดย ให้ด/บ 5 % ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ฉะนั้น ถ้าเราลงทุน ซื้อ 100,000 บาท เราจะได้ดอกเบี้ย ปีละ 5000บาท ตลอด 5 ปี พอถึงกำหนดไถ่ถอน เราก้ได้เงินต้นคืน 100,000 ถ้า คิดเป็นผลตอบแทนแล้วก็คือ ได้มา 25,000 บาท ( เอาตัวเลขกลม ๆ แบบง่าย ๆ แล้วกัน ) การซื้อหุ้นกู้ ส่วนมากก็จะเป็นการจองซื้อและ random ผ่านธนาคาร เป็นต้น ส่วนรายละเอียด สนใจอ่านเพิ่มก็ที่นี่เลยค่ะ ...

http://www.sec.or.th/webedu/content.html;jsessionid=9548793E412408240C0129A3CC1F7206?menu_id=436

2. หุ้นสามัญ *** เมื่อซื้อแล้วเราคือ สถานะเจ้าของ หุ้นส่วน มีส่วนได้เสียกับบริษัท มีสิทธิ์ Vote เช่น

ส่วนได้คือ

1. ผลกำไรในรูปเงินปันผล (Dividend yield ) อาจจะในรูปเงินสด หุ้น หรือ warrant ก็ได้

2. Capital gain เราสามารถขายเปลี่ยนมือเพื่อเอากำไรได้ ว่าง่าย ๆ ขายเอาส่วนต่างได้ แบบที่เขานิยมกันในปัจจุบัน

3. ....เราสามารถได้รับ Warrant ( ใบแสดงสิทธิ์การซื้อหรือ แปลงเป็นหุ้นสามัญ ) จะเห็นบ่อย ๆ พวกนี้จะหวือหวา เช่น MINT-w1 หมายความว่า ตัวนี้เป็นใบแสดงสิทธิ์ ของหุ้นสามัญตัว MINT เสี่ยงสูง เพราะซื้อไป แล้วได้แค่ 2 แง่คือ

3.1. เก็งกำไร

3.2. ซื้อเพื่อรอแปลงเป็นตัวแม่ คือ MINT แต่จะกำไรหรือ ไม่ขึ้นอยู่กับ ราคาแปลง เช่น สมมติ ราคาแม่ 13 บาท เราซื้อ MINT -w1 ราคา 3 บาท ถ้าราคาแปลงคือ 10 บาท เท่ากับว่า ทุนเราคือ 13 บาท เจ๊า ....ถ้าราคาแปลง คือ 11 บาท ทุนเรา คือ 14 ขาดทุน 1 บาท /หุ้น .....ถ้าราคาแปลงคือ 9 บาท เรากำไร 1 บาทต่อหุ้น
*** พวกนี้จะมีอายุและเงื่อนเวลาอยู่ แนะนำว่า อย่าเล่น ยกเว้น เราได้ฟรีมาในรูปแบบปันผล ....

4. มีสิทธิ์ยกมือ ออกเสียง ในวาระการประชุมได้

ส่วนเสีย *** เราสามารถเลือกได้ ที่จะเสียหรือไม่เสีย เช่น การเพิ่มทุน ทางบริษัทอาจจะมี นโยบายเพิ่มทุน กับผู้ถือหุ้นเดิม อัตราส่วน 1/1 ราคา 1 บาท เช่น เรามีหุ้น 1000 หุ้น เท่ากับว่า เราสามารถเพิ่มทุน อีก 1000 บาท ได้ แต่เท่าที่เคยเห็น การเพิ่มทุนพวกนี้ จะเกิดในบริษัท 2 ประเภท คือ

1. เน่า เพราะขาดสภาพคล่องทางการเงิน กู้ที่ไหนก้ไม่ได้ หรือ ได้แต่งกเรื่องดอกเบี้ย หาอนาคตไม่ค่อยเจอเช่น Bliss IEC หุ้นในตำนาน หุ้นพวกนี้ นักลงทุนที่เขาเป็นงานมักจะเมิน แต่ บางท่านที่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ก็ใส่เงินให้มันเอาไปแดร๊ก ฟรี ๆ จากนั้น ก็จะด่าตามหลังไปว่า Go to hell ....

2. Growth คือ หุ้นที่พร้อมจะขยายงาน เพื่อความเติบโต แต่ไม่ต้องการเสียดอกเบี้ยแพง ๆ เลย ใช้วิธีหาพันธมิตรที่ดี คือ ผู้ถือหุ้นเดิม กรณีนี้ ผู้ถือหุ้น จะเห็นอนาคต เห็นของดี จะเต็มใจเพิ่มทุน และ ส่วนมากเมื่อธุรกิจนั้นดีวันดีคืน เจ้าของบริษัทมักจะตั้งโต๊ะรับซื้อคืน เพราะเขารู้ว่าของเขาดีจริง ... และราคาหุ้นก็จะทะยานสูงเป็นกำไร คนก็จะร้องกันว่า Oh!! Go to heaven ....


หุ้นบุริมสิทธิ์ *** ตราสารสิทธิที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการที่มีการจดบุริมสิทธิไว้อย่างชัดเจนไม่สามารถยกเลิกได้ โดยผู้ถือหุ้นมีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่สิทธิในการออกเสียงอยู่ที่การกำหนดว่าจะให้กี่หุ้นเท่ากับ 1 เสียงยกตัวอย่างเช่น 2 หุ้นเท่ากับ 1เสียงหมายความว่าถ้าเราถือหุ้นอยู่ 100หุ้น จะถือว่าเรามีสิทธิออกเสียง 50เสียง และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเป็นจำนวนที่ระบุไว้เมื่อกิจการมีกำไรจากการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ตามที่จดบุริมสิทธิไว้ อาจจะมากหรือน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้ แต่หากกิจการนั้นต้องเลิกดำเนินการและมีการชำระบัญชีโดยการขายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินคืนทุนก่อนผู้ ( ไม่ได้รับ ความนิยมเท่าไหร่ ข้าม ๆ ไปเลยค่ะ )


....อาจจะช้าหน่อยนะคะ เพราะช่วงนี้เข้าวิชาการแล้ว ต้องผิดไม่ได้เลย เดี๋ยวเข้าใจคลาดเคลื่อน ....แม่อิง พยายาม ใส่มุกตลกเข้าไปเพื่อไม่ให้เครียดกัน เพราะ บางครั้งวิชาการมากมันก็น่าเบื่อเนอะ ....


มาถึงพระเอกของเรา ต่อไปนี้จะลึกที่ " หุ้นสามัญ " นะคะ

การซื้อขายหุ้นสามัญจะมี 2 ตลาด คือ
1. ตลาดแรก *** ( รถป้ายแดง ออกห้าง ) หุ้นที่ซื้อขายมือแรกเลย คือ IPO หรือ เรียกกันว่าหุ้นเข้าใหม่ บริษัทใหม่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ออกขายให้กับผู้ที่สนใจ เป็นมือแรก ....บางตัวใหญ่ยักษ์มาก ต้องออกขายผ่านธนาคาร เช่น PTT THAI AOT ใครสนใจก็จองซื้อ แต่จะได้หรือไม่ แล้วแต่ดวง เพราะ สุ่มขาย หรือ Random นั้นเอง .... บางตัวก็จองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับมอบและว่าจ้าง ให้เป็น ผู้จัดจำหน่าย หรือ under righter อันนี้ จะได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ

1. Vol. ที่เราซื้อขาย เสีย com. ให้โบรกมากหรือน้อย ถ้ามาก ก็ได้รับสิทธิ์นั้นอันดับแรก ๆ
2. สายสัมพันธุ์กับน้องมาร์ ถ้าโอเค๊ โอเค click Click กันก้จัดเต็มโลดดดด ถึงจะเทรดน้อยก็ให้ เอิ๊ก เอิ๊ก ๆๆๆ
3. ความ hot ถ้ามากก็ แย่งกันอุตลุด ถ้า หมาเมินแล้วมันจะมาถึงเรา อย่างไว เลยจร้าาาา

2. ตลาดรอง คือ ตลาดหลักทรัพย์ นี่แหล่ะ ( รถมือ 2 เต๊นท์ นายพ้ง อิอิ มิได้โฆษณา ) ก็เหมือนเราได้ IPO มาใช่ป่ะ ....จากนั้น เราก็เอามาขาย ในกระดานค่ะ ...

คราวนี้ก็มาถึง ศัพท์เทคนิค ที่ควรทราบ จะเเอาแต่สำคัญ ๆ ที่ได้ใช้แน่นอนมาละกันนะคะ เพราะเอามาหมด นี่ ....เยอะมากเลย

1. Bid *** คือ ฝั่งซื้อจะอยู่ฝั่งซ้าย การตั้งซื้อเราจะเรียกว่า bid เช่น เราชอบหุ้น SCC อาจจะสั่ง mar ว่า น้อง ๆ bid ปูนใหญ่มา 100 หุ้น ราคา 350 บาท อะไรแบบนี้ เวลาเราอยากไดหุ้นก็จะประมาณว่า เอาเด๊ กล้าทิ้งป่ะ ....หรือไม่ก็ ทิ้งมากรูเอานะเมิงงง ...หรือ สาดมาเลยน้องพี่รับด้ายยยย หรือ ใจถึงป่ะ ...อะไรงี้ แต่พอเวลา ...เขาทิ้งมาให้จริง ๆ ไม้โต ๆ จนถึงคิว ละ ก็กลัวก็มี ลนลานรีบบอก มาร์ เลย น้อง ๆ cancle ๆ หรือ น้องถอน bid ถอด bid

ถ้าน้องถอนทันก็จะแบบว่า โล่งอก เฮ้อ....เกือบได้ ( 555+++ )
ถ้าร้องถอนไม่ทัน .... น้องอ่ะช้า ...หรือ บางทีเซ็งจัด เพราะ ราคาลงไปถูกกว่าที่ซื้อมาก็จะ เอ่อ....น้องมีน้ำจิ้มไหม หรือสารกันบูดก้ได้ พี่จะห่อกลับบ้าน ...ฮาาาา กันไปค่ะ ....

2. OFFER *** ฝั่งขายจะอยู่ฝั่งขวา อย่างเวลา จะขายก็จะบอก ตั้งขายให้หน่อย หรือ Offer ให้หน่อยตรงนี้ เท่านี้ อะไรแบบนั้น ..... ก็จะมีการท้าท้าย แบบกรณีรอนาน ...จ้าวไหนว้าาา ใจไม่ถึง ป๊อดนี่หว่า กล้า ๆ เคาะหน่อยเว้ยเฮ้ย .... หรือ ถ้าตั้งขายสูงเวอร์ ๆ น้องมาร์ก็จะ แซว .... เฮียกลัวได้ขายเหรอ ..หรือ เจ๊ เอาเสื้อหนาวไปใส่นั่งกินกาแฟรอก่อนก็ได้นะ ...กระเช้ามาแล้วหนูจะบอก ....อันนี้ก็ ฮาาาา

หรือตรูฮา คนเดียววะ ....อิอิ เผาลุกค้าเล้ก ๆ น้อย ๆ พอหอมปากหอมคอ ....อิอิ




โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 26 มีนาคม 2555 เวลา:17:18:07 น.
  
โปรดเรียนรู้หน้าจอด้านบนนะคะ หน้าจอโบรกนี้ ไม่ใช่คำตอบของ ที่ทำงานแม่อิงนะคะ .....อันนี้ เพื่อนส่งให้เมื่อกี๊นี้ค่ะ มาต่อ

Volume *** ตรงตัวค่ะ ปริมาณ
PRIOR *** ราคาปิดเมื่อวาน
OPEN *** ราคาเปิด
HIGHT / LOW *** ราคาสูง/ต่ำ ของวันนั้น ๆ
AVG *** ราคาเฉลี่ยทั้งวันจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา และราคาที่เปลี่ยนไป
FLAG *** สถานะ เช่น ช่วงที่ปันผลของตัวนี้ ก็จะขึ้นว่า XD ( เดี่ยวจะอธิบายเรื่อง X )

แถวบนสุด ...PTTGC คือชื่อหุ้น LAST คือ ราคาล่าสุด ณ ตอนนั้น +1.25 คือ ราคาบวกเพิ่มจากราคาปิดเมื่อวาน 1.75 % คือ เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น คิดเป็น % PETRO คือ กลุ่มธุรกิจ 1095.70 คือ บอกตรง ๆ ก็ลืม ....แต่ไม่เป็นไรมันไม่สำคัญค่ะ ข้าม ๆ ไป อิอิ....

แถวที่ 8 *** C คือ Ceiling ราคาที่สูงสุดได้ต่อวัน หรือ เพดาน ( จะคิดที่ 30 % จากราคาปิดเมื่อวาน ) F คือ Floor ราคาที่ต่ำสุดได้ ต่อวัน ( 30 % เช่นกัน ) par คือ มูลค่าที่ตราเอาไว้ตั้งแต่ออกหลักทรัพย์ครั้งแรก Spd คือ spread หรือ ช่วงราคา ขึ้นลงในแต่ละช่อง อันนี้ ที่ 1 สลึง ( เดี๋ยวจะมีช่วงราคาให้ดู spd กัน )

แถวที่ 9 *** Mdeal คือ จำนวนเข้าซื้อขายนับเป็น order ...Mvalue คือ มูลค่ารวม หน่วยคือ ล้านบาท ( K ต้องเติม เลข 0 เข้าไปอีก 3 ตัว ) BAvg คือ ราคาซื้อโดยเฉลี่ยในวัน ณ ขณะนั้น ...SAvg คือ ราคาขายโดยเฉลี่ยในวัน ณ ขณะนั้น
Mrgn/TSFC 50/50 หมายความว่า หุ้นตัวนี้สามารถซื้อขายในบัญชีมาร์จิน ทั้งของโบรกเอง และ TSFC ได้ ครึ่งหนึ่ง ....

Opnv *** จำนวนซื้อขายที่ matching กันตอนเปิด
BuyV *** ปริมาณซื้อ real time ณ .ตอนนั้น
SelV *** ปริมาณขาย real time ณ .ตอนนั้น
Mvol *** ปริมาณซื้อ-ขาย รวมกัน real time ณ .ตอนนั้น

ขวาสุด *** แสดงผลการซื้อขาย real time โดยจะบอกเวลา ราคา และจำนวน ส่วน อันบนสุด 73 บอกว่า หุ้นตัวนี้ราคาปิดคือ 73 จำนวน 1,520,700



OK ... เข้าใจหน้าจอกันแล้วเนาะ ...ทีนี้ ก็ รอ step ต่อไป แต่ ขอเป็นวันหลังนะคะ วันนี้ ง่วงแล้วค่ะ ....ท่านใดมีคำถามก้ฝากไว้ได้เลยจะตอบให้ทุกคนจ้า .... Nite Nite นะคะ ....

สำหรับท่านที่สอบถามมา ว่าเปลี่ยนเทรนหรือยัง ....จริง ๆ แล้ว เทรนใหญ่มันคือขาขึ้นค่ะ แต่ระหว่างทางก็มีย่อขึ้น ย่อขึ้น ลงแล้วเพื่อขึ้นต่อ แบบนี้ไปเรื่อยค่ะ ปีนี้ความตึงเครียดทางการเมืองบ้านเราถือว่าเบากว่าทุกปี ยุโรป นั้นข่าวร้าย ๆ แทบจะซึมซับกันพอสมควร อเมริกานั้น ปลายมีมีเลือกตั้ง ประธานาธิปดีคนใหม่ ตอนนี้ทั่วโลก เงินมันล้นระบบ และเจอปัญหาเงินเฟ้อ ไม่ใช่เงินฝืด ประกอบเงินร้อนมันออกมามหาศาล แต่ถามว่า เงินที่ออกมานั้น ไปไหน ทำไมอัตรว่างงานของอเมริกา หรือ EURO ZONE ทำไมยังเยอะอยู่ ดังนั้น จะบอกว่า พฤติกรรมตลาดหุ้นตามทฤษฎีแล้ว จะบ่งบอกภาวะเศรษฐกิจล่วงหน้า 6 เดือน แต่ด้วยปริมาณเงินก้อนยักษ์ นี้ออกมามันไม่ได้ลงไปที่ real sector โดยตรง ไงคะ แต่มันผันเงินมาที่ Financial Sector แทน ..เลยไม่ได้มีผลโดยตรงต่อ ระบบการจ้างงาน และภาคการผลิต ค่ะ

เงินนี้ไปไหน *** ก็อย่างที่บอกเงินมันร้อน ก็ต้องเล่นเก็งกำไร ในระยะสั้น และให้ได้ผลตอบแทนเร็ว และมาก อาทิ stock bond gold silver oil เป็นต้น ...ดังนั้น สังเกตุว่า ปีนี้บ้านเรา ดัชนี ทำ New hight ในรอบ 16 ปี ถ้าเราได้มาร์เก็ตติ้ง ที่เป็นงาน เก่ง มองเทรนเป็น เขาจะให้คำแนะนำโดยการ let profit run แม่อิง เข้าซื้อหุ้นไม้แรก หลังจาก พอร์ตลุกค้าว่างลง ก่อนจะลงรอบก่อนโน้นไป 850 บอกตรง ๆ ว่า ไม่ได้ซื้อเลย ของถูก ....มาตามซื้อเอาตอนมันกลับตัวชัดเจนช่วง 990 โน่นเลย บอกตรง ๆ ว่ายังไม่ได้ขายไปหมด ขายไปแค่ 20 % ส่วนอีก 80 % เรากะลุ้น 1250 จุด จะขายหมด แล้วรอซื้อ ช่วงพักฐาน มองที่ 1180 1150 1135 ตามลำดับ

แต่มุมมองโดยส่วนตัว ลึก ๆ แล้ว ปีนี้ 1400 จุด เป็นไปได้ ค่ะ แต่การลงทุนทุกอย่างเราต้องมีแผน 1 2 3 เอาไว้ตลอดนะคะ .... ดังนั้น ท่านจงทำการบ้านให้หนัก อย่าไปเชื่อแค่เขาเล่ามา อย่าไปเชื่อแค่เขารวยกว่า อย่าไปเชื่อเพราะว่าเขาประสบความสำเร็จ และอย่าไปเชื่อแค่ว่าเขาเป็นถึง ***นักวิเคราะห์ *** เพราะแม่อิง ไม่เคยเชื่อ ไม่เคยอ่านบทวิเคราะห์ด้วยซ้ำ มันทำให้แนวการคิด และ กระบวนการคิดเราไขว้เขวได้ค่ะ ....ฉะนั้น แม่อิงจะสอนวิธีเลี้ยงไก่ เพาะปลูก จับปลา หาปลา ทานเองนะคะ แต่จะไม่ใส่จานให้ทานค่ะ เพราะ เมื่อปลาหมด ท่านจะไม่รู้วิธีหา แล้ว ในที่สุดก็เสียเงินซื้อเขาแพง ๆ เพราะเขาโก่งราคา .....

ดังนั้น บทต่อไปเราจะมาคุยกันเรื่องอารมณ์ตลาด และ ความคาดหวังของนักลงทุนค่ะ ....

การเป็นอัจฉริยะ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืนฉันใด การที่เราจะเริ่มลงทุนและเก่งแล้วได้กำไรทุกรอบก็เป็นไปได้ยากฉันนั้น ....แต่ก็ไม่ใช่ว่า เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น ทุกอย่างล้วนเกิดจากการเรียนรู้ สังเกตุ ขยัน วิเคราะห์ หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา โอกาสที่เราจะ succes กับมันก็มีมากขึ้นเท่านั้น

แม่อิงขอเล่ากรณีศึกษา ที่เกิดขึ้นจริงในสนามการลงทุน ให้ฟังกันนะคะ ในบางครั้งเชื่อเถอะว่า ประสบการณ์ หรือ อายุการลงทุนที่ยาวนานกว่า ไม่ได้การันตีว่านักลงทุนคนนั้น จะSucces นะคะ บางคน ลงทุนมาร่วม 20 ปี ผ่านวิกฤตมาก็หลายรอบ แต่ทุกวันนี้ทำไมพวกเขายังขาดทุนอยู่ ถ้าเทียบเงินตั้งต้นที่ลงทุนครั้งแรก และคนเหล่านี้ จะยึดติดกรอบ กติกาเดิม ๆ คือ ถ้าอยากได้ผลลัพธุ์ เท่ากับ 4 ทฤษฎีของพวกเขาคือ 2+2 เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ 3+1 1+3 4+0 หรือ 10-6 5-1 ฯลฯ เหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ยอมคิดให้มันนอกกรอบ นาน ๆ เข้า ก้กลายเป็นความเซ็ง พวกนี้จะเป็น พวกที่กลัวตลาด กลัวจะกำไร กลัวจะขาดทุน กลัวทุกอย่างที่ขวางหน้า กลัวแม้กระทั่งที่จะกดรับโทรศัพท์ จากน้องมาร์เก็ตติ้ง และกลัวติดหุ้นที่เขาแนะนำ นิยามคือ อนุรักษ์นิยม หรือ conservative

กับอีกคน ประสบการณ์ การลงทุน แค่ 2-3 ปี แต่ ผลลัพธุ์ที่ได้ นั้น กำไรแบบคนละเรื่องเลย เมื่อเทียบกับคนแรก ... แม่อิงสังเกตุเห็นอยู่อย่างว่า คนนี้จะเล่นตามเทรน ไม่ค่อยยึดติดกับไร หรือขาดทุน เช่น บางครั้งหุ้นที่เขาถือบางตัว กำไรแล้ว 100,000 บาท เขาจะไม่รีบขายทันที เขาจะรอ let profit ไปซักพัก บางทีกำไรเพิ่มไปเป็น 130,000 บาท แต่เขาก็ยังไม่ขายอยู่ดี จนกระทั่งวันหนึ่ง หุ้นม้วนตัวลงมา กำไรเขาเหลือ 80,000 บาท เขาขายทันที ....แม่อิงถามว่า อ้าว ...ไม่เสียดายกำไรเหรอคะ หายไปจากจุด peak ตั้ง 50,000 แน่ะ รอไหมคะ เผื่อมันเด้งมา 130,000 หรือ ไม่ก็ 100,000 อีกรอบค่อยขาย .....ลุกค้า ตอบว่า ไม่เป็นไรพอแล้ว เท่าไหนก้เท่านั้น ...เราจะได้รู้จักรอบของมัน กำไรน้อยลงก็ยังดีกว่า ถือรอ ความหวัง ที่อาจจะไม่มาถึงในเร็ววันนี้ ....

แต่ ....แต่ ถ้าเป็นประเภทแรก ถ้ากรณี เขาติดหุ้นอะไรก็แล้วแต่ ยิ่งติดเป็นเวลานาน เท่าไหร่ ความอยากเป็นอิสระภาพมันก็กระตุ้นให้รีบขายออกมากขึ้นเท่านั้น บางรายยอมขาดทุนนิดหน่อยพอที่ตัวเองรับได้ บางรายขายคืนคอมไป จากนั้น กำเงินสดแน่นสุดชีวิต ออกมายืนสั่นอยู่นอกตลาด เพราะเมื่อขายไปแล้วจะเกิดความเสียดายอยู่ในที กล้า ๆ กลัว ๆ อยากเข้าก็ใจไม่ถึง พอขายไปแล้วหุ้นขึ้นก็เกิดความเสียดาย บางรายค่อมรอบต้องไปตามซื้อที่แพง ๆ .... ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ขาดการไตร่ตรอง ด้วยเหตุและผลที่ถูกต้อง ไม่ได้มองเทรนเป็นสำคัญ และ ไม่ได้เชื่อมั่นในพื้นฐานของหุ้น .....และบางรายเขว เพราะคนนั้นบอกมา คนนี้ว่างั้น ....ขอบอกเลยว่าตราบใดที่ท่าน ยังเล่นหุ้นโดยฟังเขาเล่าว่า ....ตราบนั้นท่านจะไม่มีทาง หาหนทางและ สไตล์ ของตัวเองเจอ ....


แม่อิง ให้ข้อคิด อีกอันนะคะ

1. .... อย่าเอาความล้มเหลว ผิดพลาดของผู้อื่นมาคิดให้เกิดอคติในการลงทุน เพราะ นั่นเท่ากับว่า เป็นการแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงแข่ง ....แต่จง นำความผิดพลาดของตัวเองมาจำเป็นบทเรียน และหาทางแก้ไข จุดบอดให้ได้ ต่างคนต่างเวลา ต่างวาระ และต่างมุมมอง ไม่อย่างนั้น ในตลาดหุ้นคงไม่มีคนถึง 2 กลุ่ม หรอก นั่นก็คือ คนกำไร และ คนที่ขาดทุน .....

2. และให้มองความสำเร็จของผู้อื่น ไว้เป็นกำลังใจ แล้วศึกษาวิธีของได้บ้าง แล้วมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง

3. จงอย่าลำพองใจกับชัยชนะ และความสำเร็จของตัวเอง จนละเลยที่จะพัฒนาตัวเอง เพราะหลงผิดว่าตัวเราเก่งแล้ว เพราะ ตลาดหุ้นมีคนเก่ง และ เซียนเกิดใหม่ขึ้นทุกวัน คลื่นลุกใหม่ มุมมองและแนวคิดใหม่ ๆ มักถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการลงทุนกับตลาดหุ้น อยู่เสมอ .....


เอาหล่ะทีนี้ พื้นฐาน ศัพท์เทคนิค สำหรับหน้าจอ เราก็ได้ทราบกันไปแล้ว ทีนี้เราจะมาว่ากันด้วย อักษร X .... จะเอาเฉพาะที่เห็นบ่อย ๆ ใช้บ่อย ๆ ละกันนะคะ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปจำเยอะ เดี่ยวสับสน

XD = Exclude dividend *** ว่ากันง่าย ๆ ค่ะ ถ้าหุ้นตัวไหนที่เราเห็นขึ้นเครื่องหมายนี้ มันบอกว่า ท่านซื้อแล้วจะหมดสิทธิ์ในปันผล รอบนั้น ๆ ต้องซื้อก่อนจะเห็น XD เช่น สมมติ PTT ประกาศจ่ายปันผล 5 /3/2555 ถ้าท่านต้องการปันผล ท่านจะมีเวลาซื้อหุ้น วันสุดท้ายคือ 2/3/55 ( เพราะ 3-4 เป็น ส-อา. ) ถ้าไปซื้อ วันที่ 5 จะไม่ได้ค่ะ ในทางกลับกัน ถ้าท่านมี PTT ในมืออยู่แล้วแต่ต้องการปันผล ท่านจะต้องถือหุ้นไปจนถึงวันที่ 5 /3/2555 จะขายก่อนไม่ได้ ....แต่ เมื่อท่านถือไปจนถึงวันที่ 5/3/2555 แลัว ต้องการใช้เงิน หรือจำเป็นต้องขาย ก็สามารถขายในวันที่ 5/3/2555 ได้เลยจะไม่เสียสิทธิ์แต่อย่างใด .....งง กันไหมคะ ไม่งง เนาะ งั้นต่อ

XR = Exclude right *** ตรง ๆ คือ ท่านได้สิทธิ์ทุกอย่างตามแต่เขาจะให้เช่น สิทธิ์ในการได้หุ้นเพิ่มทุน เป็นต้น ถ้าใครเห็นเครื่องหมายนี้แล้วซื้อจะไม่ได้สิทธิ์อะไรค่ะ

XW = Exclude Warrant *** สิทธิ์ในการได้ Warrant ถ้าใครเห็นเครื่องหมายนี้แล้วซื้อจะไม่ได้สิทธิ์.ใน warrant ค่ะ

ทีนี้ มาถึงพวกสัดส่วนทางเงิน เพื่อใช้ในการพิจารณาในการซื้อหุ้น หรือหาความคุ้มค่าของหุ้น เอาที่เด่น ๆ และนิยมแล้วกันนะคะ

P/E Ratio *** price / Eps (earning per share ) *** ราคาหุ้น หาร กำไรต่อหุ้น ...........P/E ratio จะเป็นตัวบอกว่า จากกำไร 1 บาทต่อหุ้น เราจะยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นตัวนี้เป็นกี่เท่าของกำไรทั้งปี หุ้นที่มี P/E ratio สูงหมายถึงว่าเรายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นอีกตัวนึงที่มี P/E ต่ำกว่า ดังนั้นหลายคนมักจะบอกว่า หุ้นที่มี P/E ratio สูงๆ คือหุ้นที่แพง และหุ้นที่มี P/E ratio ต่ำๆ คือหุ้นที่ถูก ***แต่บ่อยครั้ง ที่หุ้น P/E ต่ำ ราคาก็ยังต่ำแล้ว ต่ำอีก ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เป็นได้หลายปัจจัย เช่น 1. เจ้าของไม่สนใจ 2. แนวโน้มธุรกิจไม่โต 3. สภาพคล่องต่ำมากว่าง่าย ๆ จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดมันน้อย เลยไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน เพราะ เขากลัวว่า จะเล่นได้แค่ ขาเดียวแบบเหมาเที่ยว ....คือได้แต่ขายไป ไม่มีขากลับ ซื้อได้แต่ขายไม่ได้ ว่างั้นเถอะ ....

ส่วน Ratio อื่น ๆ ท่านสามารถ คลิกเข้าไปอ่านได้ที่นี่ ....

http://www.bkkonline.com/investment/

ถ้ามีข้อสงสัยหรือ อ่านแล้ว งง.... สอบถามมาได้เลยค่ะ ....

เมื่ออัตราส่วนทางการเงินพวกเราได้ทราบโดยทั่วกันแล้ว เราจะมาเบรคความเครียดกันสักหน่อย .....เพื่อผ่อนคลาย ความตึงเครียด

หลายท่านต้องมีคำถามเกิดขึ้นในใจ รวมทั้งแม่อิงเอง ที่แต่ก่อนก็ยังติดยึดกับทฤษฎีอะไรเดิม ๆ อยู่ ว่าง่าย ๆ คือ ในเมื่อเราทราบ และ หาอัตราส่วนคำนวณเป็น แล้ว แบบนี้ทำไมเรายังเห็นลูกค้าบางราย ที่โคตรเก่งเลย คำนวณเป๊ะ ๆ แบบสุโค่ยยยย มาก ๆ เลย บางรายเป็นุถึงคุณหมอ เหตุไฉนเขาเหล่านั้น ถึงไม่ได้ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ที่แม่อิงยกตัวอย่างมา ไม่ได้บอกว่า หมอไม่เก่งหรือไปว่าอะไรใครนะคะ .....แต่ แม่อิงกำลังจะชี้ให้เห็นว่า ไอ้เจ้าอัตราส่วนพวกนี้ ใคร ๆ ก็ทราบ ถึงจะมีคนส่วนน้อยที่เล่นหุ้นแบบไม่สน P/E PV ก็เหอะ ....แต่เชื่อแน่ว่า เดินมา 10 คน 5 คนนี้รู้จักแน่ ๆ แต่แปลก คนที่กำไรกลับไม่ใช่คนทั้ง 5 คนที่รู้จัดสัดส่วนพวกนี้ ....

ฉะนั้น จะบอกว่า การที่จะกำไรหรือขาดทุน ไม่ได้อยู่ที่ ratio พวกนี้ 100 % นะคะ มีอะไรประกอบอีกเยอะแยะ ....แต่เราจำเป็นต้องทราบ ต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์กรอง ของดี ๆ เข้ามาอยู่ในมือเรา ...ตรงนี้ไม่ งง นะคะ ....แต่ .... จะติดยึดที่ ratio อย่างเดียวเลย เอาตัวรอดลำบากค่ะ ในการลงทุน เพราะอะไร น่ะหรือ .... เวลาหุ้นดิงเหว ฝรั่ง หัวแดง หัวดำ กองทุน หรือ รายย่อยผู้เป็นงาน เขาไม่ได้ติดยึดกับ ratio พวกนี้หรอกค่ะ ....แต่สิ่งสำคัญ ที่จะทำให้เราได้หรือเสีย รอดหรือตาย นั้น ....เน้นย้ำอยู่หลายรอบนะคะ ว่า มันคือ Trend ... เขาถึงมีคำกล่าวกันว่า เล่นหุ้นตาม trend รวยไม่รู้เรื่อง แต่เล่นหุ้น ฝืน trend เล่นจนตายก็ไม่ได้กำไร แถม...เผลอ ๆ แม้แต่ หะมอย ก็จะไม่เหลือเอาอ่ะ ....

ท่านคงจะเคยได้ยิน หรือ เขาเล่ากันปากต่อปาก อย่างอร่อยปาก ว่า ....เฮ้ย ......หลับตาซื้ออะไรก็กำไรว่ะ ...... ดูดิ๊ เพิ่งซื้อยังไม่ได้เอาไปนอนกอดอุ่น ๆ เลย กำไรซะละ !!! ....สิ่งเหล่านี้เหตุการณ์นี้ มันมักจะเกิดในช่วงจังหวะขาขึ้น หรือ ตลาดกระทิง (bullish trend ) ....ตรงกันข้าม แมร่งเอ๊ย เฮงสวย ....ซื้อ SCC PTT BBL KBANK กรูว่ามันโคตรจะพื้นฐานดีสุด ๆ เลย ยังเจือกลงอีก กรูว่าได้ราคาต่ำแล้ว ยังเจือกมีต่ำกว่า ....รับจนมือจะขาดอยู่ละ เซ็งงงงงง .....สิ่งเหล่านี้เหตุการณ์นี้ มันมักจะเกิดในช่วงจังหวะขาขึ้น หรือ ตลาดหมี (baerish trend )

คำว่า ตลาดกระทิง นั้น เขาเทียบจากพฤติกรรมสัตว์ ชนิดนี้ว่า คึกคักตื่นตัว
คำว่า ตลาดหมี นั้น เขาเทียบจากพฤติกรรมสัตว์ ชนิดนี้ว่า เชื่องช้า เซื่องซึม หงอย ไม่กระตือรือร้น ....


เคยได้ยินลูกค้าบางรายที่มาด้วยกัน แต่ซื้อหุ้นคนละตัวกัน คนนึงซื้อแล้วขึ้นได้กำไรมาก อีกคนซื้อผิดตัวมีแต่ลงกะลง ....ก็เย้ากันเกทับ สุดฤทธิ์ คนที่ได้ก็แซวคนเสียว่า ....เมิงง ไงโดนหมีเหยียบ แถมกระทืบอีก มึนเลยเรอะ ....ฝ่ายคนเสีย ไม่น้อยหน้า ....ตอกกลับทันที เออ....เมิงอ่ะหนีให้ทันละกัน ระวังกระทิงจะขิดเมิงไส้แตก .... ก็ฮาาาา กันไปตามเคย ....


อ้าว...หายใจทั่วท้องกันไหมคะ บางคนบอก มือข้างนึงจับเมาท์ ส่วนอีกข้างถือยาดม ...555++++ กรูจะรอดไหมว้าาาาา .....อิอิ



**********************

โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 26 มีนาคม 2555 เวลา:17:27:31 น.
  
**** จะรบกวนคุณ ขงเบ้งน้อยลอยฟ้า เกินไปไหมคะ ถ้าจะชวนมาเขียนบอกวิธีการเริ่มเล่นหุ้น หรือ ถ้าคุณมีเคล็ดลับ แล้วถูกต้อง ดี อะไรแบบนี้ เชิญเลยค่ะ เขียนหน้ากระทู้ได้เลย แต่ เดี๋ยวนี้ห้องสินธรเด็กใหม่ ๆ เข้ามาเล่นเยอะค่ะ พอร์ตเล้กพอร์ตน้อย มาร์เก็ตติ่งก็เยอะมาก ๆ บางคนก็เก่งมากนะคะ เพราะเคยเห็นเหมือนกันเวลา comment แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ คนก็ใส่ใจการลงทุนมากขึ้น .....****

การอธิบายอะไรที่มันเป็นวิชาการมาก ๆ มันยากต่อการเข้าใจนะคะ ตราบใดที่สาระสำคัญของสิ่งนั้น มันไม่ได้ขาดหายไป ก้ไม่ต้องไปกังวลหรอกค่ะ หรือ ถ้าสำหรับคนที่เขาต้องการไปสอบหรือวัดความรู้ แน่นอนว่า หนังสือเล่มโตเขาก็อ่านกันแน่นอนค่ะ และ ในข้อความนั้นก็มี Link ของเวปให้เข้าไปศึกษาเพิ่มเติมนี่คะ ก็ถือว่า ตรงนั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะแน่ ๆ ค่ะ

วิชาการและภาษาพูด มันไม่ตรงเป๊ะหรอกค่ะ ....เคยมีลุกค้าหลายท่าน ก็ไม่เคยเรียกว่า น้อง ๆ พี่ไปได้ตราสารหนี้ PTTEP มานะ ดอกเบี้ย 5.75 % แน่ะ .....ยืนยันว่าไม่เคยได้ยินค่ะ .....ได้ยินแต่เขาเรียก น้อง ๆ พี่ไปได้ หุ้นกู้ PTTEP มานะ ดอกเบี้ย 5.75 % แน่ะ .... เอาแค่ว่าหลัก และแก่น ยังเข้าใจจากนั้น จะง่ายแล้วค่ะ ไม่งั้นก็สับสน .....เออ ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก เออ....อันนั้นค่อยเรียก

แต่ก็นะ มันก้เป็นความเคยชิน ของเราเองก็ได้ที่ ชอบที่จะเรียกแบบนั้น ก็ ถ้าท่านใด สงสัยหรือ ไม่เคลียร์ก็สอบถามกันได้นะคะ จะตอบและ หาคำตอบให้ทั้งหมดเลยค่ะ

*** ส่วนเรื่องไปซื้อกองทุนรวมนั้น เอ่อ ...ศึกษาก่อนให้ดีก็ จะดีกว่านะคะ บางกอง ทุกวันนี้ NAV ยังไม่เท่ากับที่ลงทุนตอนแรกแลยค่ะ ....และ ถ้าใครเป็นงาน เขาจะเมินกองทุนกันค่ะ ....เพราะอะไรโปรดหาคำตอบเองเองนะคะ ....เพราะ ตรงนี้ ไม่ขอเอ่ยถึงค่ะ ***

เพื่อป้องกัน มาม่า ที่จะเกิดขึ้นในกระทู้ จากเหล่าผู้ (ที่คิดว่า ) รู้จริง แบบว่าหนัก วิชาการและ ทฤษฎี มาก ๆ ก็ กันเอาไว้ก่อน เพราะอิ่ม และเบื่อมาม่าค่ะ ....5555++++ ก็ว่ากันไป เพราะสมัยนี้ คำว่า หวังดี กับ จับผิด มันมีแค่เส้นแบ่งกลาง บาง ๆ เท่านั้นเองค่ะ .....

ลิงค์ที่เกี่ยวข้องนะคะ

http://www.set.or.th/set/commonslookup.do?language=th&country=TH

http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=4&t=25820&view=unread

http://www.settrade.com/C04_02_stock_historical_p1.jsp?txtSymbol=ESSO&selectPage=2


แค่นี้ก็ครบถ้วนแล้วหล่ะค่ะ .....อย่ามาสาดมาม่า ใส่แม่อิงนะคะ .....บอกตรง ๆ เบื่อค่ะ .....เข้าใจกันแล้วเนาะ .....งั้นก็รอบทต่อไปเลยค่ะ .....


หลายท่านกังวลใจมาก ๆ ว่า เฮ๊ย ....มันวิชาการจ๋าขนาดนี้ เราจะไหวเหรอ บางท่านบอกเกลียดสุดคือวิชาเลข ทำไม ๆๆๆๆๆ ต้องเจอแต่คำนวณ ๆ แล้วแบบนี้ เราจะsucces เหรอ .....คำตอบก็คือ อย่าไปกังวลกะมันเลยค่ะ อ่านบ้างเพื่อทราบ ทำความเข้าใจกะมันด้วยวิธีง่าย ๆ เพราะ เดี๋ยวนี้เข้า เวปตลาดปั๊บ ก็ได้สัดส่วนทางการเงินที่เขาทำไว้ให้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราก้พิจารณาเอาเอง ....ไม่ยากใช่ไหมคะ แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ มุมมอง และ วิสัยทัศน์มากกว่า และที่ยากกว่ามุมมองคือ insider ( ข่าววงใน ) แต่ตรงนี้ อย่าไปงมงายมากค่ะ ไม่แนะนำเพียงแต่ว่า เล่าให้ฟังเฉย ๆ ....ค่ะ 2 คนยล2ช่อง มองต่างกัน คนหนึ่งเห็นว่าขี้ อีกคนเห็นดีว่าเป็นทอง .....ยกตัวอย่าง case ของลูกค้าแม่อิงนะคะ

*** ความรู้ วุฒิการศึกษา ไม่ได้การันตีเสมอไปว่า คน ๆ นั้นจะต้องได้กำไร***

วันนี้เรามา เมาท์ มอย ลูกค้าเสียหน่อย เคยไหมที่เพื่อนคุณ ญาติคุณ และคนที่คุณรู้จักนั้น เล่นหุ้นแล้ว กำไร เอ๊า กำไรเอา ทั้ง ๆ ที่เขาก้ไม่ได้มีทฤษฎีซับซ้อนมากมายอะไรนัก บางคน ไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่าอัตราส่วนทางการ เงิน นั้นมันทำอะไรได้บ้าง มันบ่งบอกอะไร อ่านงบการเงินก้ไม่เป็น แต่ก็เล่นทีไรก็กำไรตลอด ( ส่วนจะเป็น % ที่มากหรือน้อย อีกเรื่องนึงค่ะ ).... เทียบกับอีกคนหนึ่งที่ ความรู้ มุมมอง ประสบการณ์ท่วมท้น ทฤษฎีนี่เป๊ะ ไปทุกตารางนิ้วของรอยหยักสมอง แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นเท่าที่ควร

บางคนขาดทุนจนเข็ดเดินหันหลังให้ตลาดหุ้นไปเลยก็เยอะ แม่อิงถามเขาว่า เคล็ดลับของเขาคืออะไร เขาบอกว่า ก้มีอย่างที่คุณเห็นน่ะ ....โอเค ...อย่างที่แม่อิงเห็นนั้น คือ เขาเล่นหุ้นแค่ 2 ตัว แบบพื้นฐานดี ๆ นะคะ ก็สลับกันไปมาแค่นั้น สรุปตั้งแต่เทรดกันมาร่วมสิบปี ....เข้าไม่สนใจตัวอื่นเลย เล่นแค่นั้นจริง ๆ อย่าไปถามเรื่องอัตราส่วนเชียวนะคะ เดี๋ยวโดนศอกกลับ .....ว่าที่ผ่านมากี่ % กัน สำหรับเม่าอย่างเรา ๆ จะกำไรจาก อัตราส่วนพวกนั้น ทุกรอบ ....เออ ก้จริงแหล่ะ ....แต่จะบอกว่า เมื่อโลกก้าวไกล เราต้องก้าวไปก่อน คือ ประดับความรู้ ไม่เสียหาย มันช่วยเราได้ อาจจะไม่ 100 % แต่ก็ดีกว่าไหม ถ้าเราจะรู้เขารู้เรา

บางคนถึงกลับกลัวขยาด กับตลาดหุ้น และปฏิญาณตนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับตลาด หุ้นชั่วชีวิต ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านี้ มีการศึกษาจบสูง ตั้งแต่ ป.ตรี - ดร. ขอยกตัวอย่าง นายแพทย์หลายคนที่เป็นลุกค้าของแม่อิง จะไม่ยอมเลยกับความเสี่ยงในตลาดทุน เพราะ เพื่อนเขา ญาติเขา คนรู้จักเขา เจ๊ง ๆๆๆๆ และ นายแพทย์บางราย กำไรพอกล้อมแกล้ม ทั้ง ๆ ที่เงินลงทุนหนามาก ๆ บางท่านยังขาดทุนอยู่เลย และ อย่าริอาจคิดเอง นะคะ ว่า คุณหมอเหล่านั้น จะไม่เล่นหุ้นปั่น ประเภท ถูกและดี P/E ต่ำ ทุกวันนี้ พอร์ตยังติดลบกันอยู่เลย และ นายแพทย์ อีกหลายคน ชื่นชอบในการลงทุนในตลาดหุ้นมาก ๆ และ ประสบความสำเร็จมาก ๆ ด้วยก็เยอะเลยค่ะ แต่เขาเหล่านั้น มีวิธีคิด ที่ซับซ้อน มาก ๆ เพราะแม่อิง ช่วยเขาในแค่ส่วนที่เขาต้องการให้ช่วย นอกนั้น เราไม่ต้องเสนอหน้าไป บอกหุ้นเขาเลยค่ะ เพราะ เขาจัดการของเขาเอง แม่อิงและน้อง ๆ มีหน้าที่ รับคำสั่งเท่านั้น

....ลุกค้าแม่อิง ที่เป็นนายแพทย์ท่านหนึ่ง ที่เป็นเจ้าของพอร์ตพันล้าน ที่ไม่ต้องการดัง และออกสื่อ นั่นก็เริ่มจากความเกลียด อยากท้าทาย เพราะคนเพื่อนฝูง ญาติมิตร ที่ดาหน้าเข้ามาหาเงินในตลาดทุน โดนทุบซะหัวแบะออกไปนอกตลาด ไปบ่นให้ฟัง จากนั้นก็เข้ามา ....ลุยเอง.... จะเรียกว่าเก่ง + เฮงก็คงไม่ผิดอะไร เพราะ ประสบความสำเร็จงดงามค่ะ ....ที่ยกตัวอย่าง case คุณหมอ เพราะว่า เป็นระดับกัวกระทิทางสมอง ที่สังคมไทยเรายอมรับและรับรู้ในวงกว้างถูกไหมคะ .....

ก้เลยเป็น การเม้าท์กัน สนุก ๆ ว่า บางคนที่กำไร เขาไม่ใส่ใจเรื่องเล้กน้อยหยุมหยิม ....แต่บางคนที่ขาดทุน หรือ ไม่กำไร เพราะ ใส่ใจรายละเอียดเยอะไปหมด ว่าง่าย ๆคือ " หนักทฤษฎีจนคอหักตายน่ะค่ะ " .....

อย่าเพิ่งเครียดกันนะคะ อ่านไปเรื่อย ๆ จนถึงบทสุดท้าย แม่อิงจะสรุป ทริคง่าย ๆ ของการลงทุนในตลาดหุ้น สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ และ ไม่มีเวลา แต่สามารถทำเงินได้ และ เงินที่มีไม่หายไปกับกระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่า ....หุ้น ....

เอาเป็นว่าง่ายมากกกกกกกกกกกกกก ไม่ต้องเฝ้า ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องทะเลาะกันกับสามีเลย และ ปิดประตูแพ้ ไปเลยค่ะ .....การันตี....เลยค่ะ และ ทฤษฎี ข้างบนโน้น เหล่าแม่ ๆ ทั้งหลาย จะรู้เลยว่ามันคือ เครื่องประดับ ให้มันเติมเต็มเท่านั้นเองค่ะ ......และจะได้ความรู้สึกที่ ชิลด์ ชิลด์ มาก ๆ เลยค่ะ

มาต่อกันนะคะ

เมื่อเราทราบและเข้าใจดีแล้วในเรื่องของอัตราส่วน ทางการเงินต่าง ๆ เราก็จะมาเข้าขบวนการที่ว่า .....เราจะลงทุนอะไรดี ถึงจะกำไร อันนี้เป็นวิธีการส่วนตัวที่แม่อิงทำมาแล้วได้ผล .....และ ลุกค้า เสมือนเป็นครูของเราในหลายเรื่อง ค่ะ ....เขาบอกว่าคนเรา อยากเก่งต้องศึกษา ความสำเร็จของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า แก่กว่า หรือ ลงทุนก่อน แต่มันอยู่ที่ว่า ความสม่ำเสมอ ของการศึกษาค้นคว้า และตามข่าว การจะได้หุ้นตัวเอกของเรามานั้น จะได้จากสิ่งต่อไปนี้

1. ข่าวสารต้องสม่ำเสมอ เป็นกิจวัฒน์ หรือ Present tense กันไปเลย 555++++
2. จากนั้นคิด ต่ออีกว่า อะไรได้ประโยชน์ อะไรเสียประโยชน์ ในระบบเศรษฐกิจ อะไรต่อยอดได้ หรือ อะไร ที่จำเป็นต่อชีวิต หรือ อะไรจะเป็นอนาคต หรือ อะไรจะเป็นอดีต ( ในที่นี้หมายถึง ธุรกิจนะคะ ....)
3. เลือกดูว่า ในตลาดหุ้นเนี่ย มีบริษัทไหนบ้างที่ตรงตาม สเปคของเรา และคัดกรอง ด้วยงบการเงิน จะให้ link เข้าไปศึกษานะคะ ตรงนี้ไม่ยากค่ะ เพราะอ้างอิงจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยค่ะ

http://panwasit-stock.** ไม่ใช่ลิควิด **/2011/03/blog-post_3093.html

http://panwasit-stock.** ไม่ใช่ลิควิด **

เข้าไปในหัวข้อ วิธีดูงบการเงินคร่าว ๆ

*** มันแะ link แล้วไม่ได้ค่ะ ***

4. เมื่อได้แล้วก็มาเปรียบเทียบ เอาตามข้อมูลที่เราได้ จากนั้นก็ ....เป็นอันได้หุ้นมาครอบครอง ค่ะ .....

การซื้อขายหุ้น นั้นการรับจ่ายเงิน หรือ เราเรียกกันว่า Due จ่าย Due รับกันนั้น จะไม่เหมือน การไปซื้อขายผัก ปลา หรือ เสื้อผ้า อะไรแบบนั้นนะคะ โดยระเบียบการแล้ว วิธีที่ใช้กันในปัจจุบันนั้น ทำได้โดยการจ่าย เงินสด เป็นเช็ค และ หักเงินผ่านทางธนาคาร ( ATS ) แต่วิธีที่นิยมกันที่สุด และ สะดวกมากที่สุด ก็คือ ATS ดังนั้น เราจะมาลงรายละเอียดในเรื่องของการทำความรู้จักกับบัญชีต่าง ๆ ที่เราใช้ซื้อขายกัน นะคะ มีด้วยกัน คือ หลายบัญชี มีทั้ง เงินสด... cash balance ...credit balance ( มาร์จิ้น )... SBL (short หุ้น )...TFEX ( อันนี้เป็นอนุพันธุ์แถมให้ค่ะ ....แต่หวือหวามาก ๆ )

1.บัญชี เงินสด cash *** จะเปิดโดย ใช้เอกสาร 1. สำเนาบัตร ปชช. 2 . หน้า book ที่เราจะใช้ทำการติดต่อซื้อ - ขายกับทางโบรกเกอร์ เพื่อเป็น ATS 3. ยอดเงินเคลื่นไหวเข้าออก 3-6 เดือนย้อนหลัง 4. สำเนาทะเบียนบ้าน บัญชีนี้ระยะเวลาของ Due คือ T+3 วันทำการ .... หมายความว่า เมื่อท่านซื้อหรือขายหุ้น ท่านจะต้องจ่ายเงินหรือได้รับเงินเป็นเวลา นับไปอีก 3 วัน ไม่รวม เสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษณ์ .....เช่น ซื้อหุ้น วันจันทร์ ที่ 26 /3/2555 ต้องจ่ายเงินคือ พฤหัส 29/3/2555 ...... ในขณะที่เราขายหุ้น วันพุธ 28/3/2555 เราจะได้รับเงินคืนเข้าบัญชี วันที่ 2/4/2555 แบบนี้เป็นต้น .....

บัญชีประเภทนี้ หลายปีก่อน เมื่อเราได้วงเงินมาแล้ว เปิดบัญชีเรียบร้อยเสร็จสรรพ เราก็สามารถซื้อ-ขายกันได้เลย ....แต่ พอมาหลังนั้น ๆ ลุกค้า และ โบรกเกอร์เกิดความเสียหาย จากการซื้อขายจนเกินตัว คือ Over limit จนไม่มีสตางค์มาจ่าย เมื่อถึงวัน due จนเกิดการบังคับขายหุ้น ในพอร์ต ออก เพื่อทำการหักกลบลบยอดหนี้ ในกรณีที่หุ้นขึ้นก็ยังไม่อันตรายมาก เพราะ โบรกเขาหักเอาเงินต้น + ค่าปรับ + ดอกเบี้ย ไปแล้ว ถ้าเงินเหลือ เขาก็โอนคืนลุกค้าไป และก็ขึ้น black list ไป แต่ ในกรณีที่ พอซื้อแล้วหุ้นลง ๆๆ พอขายไปแล้วเงินที่ได้ไม่พอจ่ายหนี้ค้าง due เกิดส่วนต่างคือ ผลขาดทุน +ค่าปรับ+ด/บ ลุกค้าก็ยังจ่ายไม่ได้ จนเกิด case ต้องประนอมหนี้ ..... กรณี นี้คือ Net of settlement หรือ เราจะเรียกติดปากกันง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า Net of set .... ค่ะ ( น่าจะเขียนแบบนี้ค่ะ เพราะชินปากกับภาษาพุด ไม่ค่อยได้เขียนเท่าไหร่ )

ดังนั้นทางการจึงได้ออกกฎเพื่อลดความเสี่ยง โดยการ ให้วางหลักประกัน 15 % ของวงเงินที่ลูกค้าอยากเทรด เพื่อคัดสรร และ ป้องกันสำหรับทุกฝ่ายค่ะ



โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 26 มีนาคม 2555 เวลา:17:28:18 น.
  
ขอรบกวนสอบถามแม่อิงนิดนึงน่ะค่ะ ว่ามีหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดทุนเล่มไหนแนะนำเป็นพิเศษมั้ยคะ พอดีต้องการศึกษาข้อมูลเพื่อมาลงทุนอย่างจริงจังน่ะค่ะ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมนิดนึงว่ามีความรู้พื้นฐานจากการเรียนกฎหมายหลักทรัพย์ค่ะ ขอขอบคุณแม่อิงล่วงหน้า และขอขอบคุณที่มาแบ่งปันความรู้ให้อ่านเข้าใจง่ายๆและก่อให้เกิดแรงกระตุ้นค่ะ ^^
โดย: AlpacaCutie วันที่: 26 มีนาคม 2555 เวลา:23:35:12 น.
  

แนะนำเป็นหนังสือ ตีแตก ของ ดร.นิเวศน์ ค่ะ มีตามร้านหนังสือทั่วไปเลยค่ะ ....
โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:0:14:01 น.
  

2. บัญชีแบบวางเงินก่อนเล่น ( cash balance ) เอกสารที่ใช้ประกอบ ก็เหมือนกับ แบบ cash นะคะ เพียงแต่แบบนี้ จะต่างกันตรงที่ว่า เราจะสามารถควบคุมและจำกัด จำนวนเงินที่ใช้ในการเล่นของเราได้ดีกว่า แบบนี้เราจะไม่เกิด กรณี Over limit ค่ะ เพราะ โอนเงินเข้าไปวางเท่าไหร่ก็เล่นได้เท่านั้น จะสบายใจ ปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ลงทุนเอง และ โบรกเกอร์ด้วย เช่น เราต้องการควบคุมการเล่นแค่ 20,000 บาทเราก็โอนไปเท่านั้น ซื้อได้เท่านั้น แต่วิธีการนี้ การรับจ่ายจะไม่เหมือน cash ซะทีเดียวค่ะ เพราะ วิธีนี้เวลาเราซื้อหุ้น แล้วขายออกเงินจะไม่ถูกโอนเข้าบัญชี ของเรานะคะ เราต้องทำการแจ้งถอนกับทางโบรกเกอร์เสียก่อน จากนั้น เงินถึงจะเข้า บัญชีของเราค่ะ

บัญชีนี้ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือ และมาตรการ ที่ใช้กำกับดูแล กรณีหุ้นตัวนั้น ๆ เกิดความผิดปกติ ทางด้านราคาที่ผันผวนไปทางขึ้น มาก ๆ โดยมีนัยยะสำคัญ เมื่อสวนทางกับผลประกอบการ เช่น หุ้นที่ผลประกอบการขาดทุน ...มี P/E เกิน 50 เท่า ....หรือซื้อขายเกิน หรือ เท่ากับวันละ 100 ล้าน ในรอบสัปดาห์ ว่าง่าย ๆ คือ หุ้นปั่นที่ผลประกอบการสวนทางกับราคา ทางการเลยต้องมีมาตราการนี้มาเบรคความร้อนแรงของหุ้นค่ะ .....แบบสกัดกั้นดาวรุ่ง ( นักลงทุนหน้าใหม่ ) พุ่งสู่เมร น่ะค่ะ .....อิอิ ..
โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:0:44:29 น.
  
เข้ามาตามอ่าน สนุกดีค่ะ
มือใหม่ แค่ลอง click2winเองค่ะ
แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่แล้วววว

ขอเก็บๆข้อมุลไปก่อน
อย่าน้อย blog นี้ก็อ่านสนุก มีสาระ และให้ความรู้ได้ดีเลยค่ะ
โดย: toony (toontile ) วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:0:52:05 น.
  

ยินดีต้อนรับค่ะ คุณ toony และ คุณ AlpacaCutie แม่อิงจะพยายามเขียนและอธิบายให้ไม่เครียด แต่เนื้อหาสาระยังครบถ้วนนะคะ .....จะเขียนไปเรื่อย ๆ จบบท เคล็ดลับ แล้วก็จะมีมาเล่ามาเขียนเรื่อย ๆ ค่ะ ....อย่างน้อย ๆ น่าจะเป็นอีกวิธี ที่ทำให้หลาย ๆ ครอบครัว มีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกทางหนึ่ง ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ สะสมองค์ความรู้ไปเรื่อยค่ะ .....การเริ่มต้นใหม่ ไม่มีคำว่าสายค่ะ

ยินดีต้อนรับค่ะ คุณ toony และ คุณ AlpacaCutie แม่อิงจะพยายามเขียนและอธิบายให้ไม่เครียด แต่เนื้อหาสาระยังครบถ้วนนะคะ .....จะเขียนไปเรื่อย ๆ จบบท เคล็ดลับ แล้วก็จะมีมาเล่ามาเขียนเรื่อย ๆ ค่ะ ....อย่างน้อย ๆ น่าจะเป็นอีกวิธี ที่ทำให้หลาย ๆ ครอบครัว มีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกทางหนึ่ง ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ สะสมองค์ความรู้ไปเรื่อยค่ะ .....การเริ่มต้นใหม่ ไม่มีคำว่าสายค่ะ
โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:1:00:41 น.
  
แวะมาเยี่ยม แม่อิง เป็นกำลังใจให้ค่ะ ติดตามอ่านอยู่นะคะ
โดย: กาหยู วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:11:23:23 น.
  
แม่กาหยูคะ เดี๋ยวแม่อิง จะ ลงเรื่อง TFEX ให้ แต่ ตัวนี้หวือหวามาก ๆ เลย ค่ะ แต่ลองอ่านดูนะคะ ....
โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:11:42:24 น.
  
ท่านที่ PM มาถามแม่อิง เรื่องหุ้น แม่อิงให้ PTT ไปแล้ว กำไรกันถ้วนหน้านะคะ อิอิ
โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 28 มีนาคม 2555 เวลา:12:51:29 น.
  
แวะมาเจิม อิอิ จะบอกว่า ถ้าจะเล่นจะแวะมาถามล่ะกันว่าอันไหนดี อิอิ เพราะคุณน้องเขียนละเอียดดีแต่พี่เองที่ไม่อ่าน ฮ่าาา
โดย: AiroPinky วันที่: 28 มีนาคม 2555 เวลา:20:46:05 น.
  
จะแวะมาอ่านเรื่อยๆ นะครับ
โดย: cougar 9 (cougar no.9 ) วันที่: 3 เมษายน 2555 เวลา:10:48:24 น.
  
สวัสดีค่ะ แม่อิง มาตามบล็อคอยู่เรื่อยๆค่ะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะคะ
โดย: กาหยู วันที่: 4 เมษายน 2555 เวลา:16:35:07 น.
  
แม่อิงคะ สุขสันต์วันหยุดยาวนะคะ
โดย: กาหยู วันที่: 7 เมษายน 2555 เวลา:13:35:03 น.
  
สงกรานต์สนุกกันไหมคะ ....อิอิ แม่อิงไม่ได้ไหนเลยค่ะ ลงเรื่อง stock น้ำมันแล้วนะคะ
โดย: ภูพิงค์กับอิงดาว วันที่: 20 เมษายน 2555 เวลา:23:29:00 น.
  
สวัสดีค่ะแม่อิง เป็นน้องใหม่เพิ่งสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกในบล็อกแม่อิงวันนี้เองค่ะ
อ่านบทความของแม่อิงแล้วชื่นชอบ และได้ความรู้มากขึ้น เดิมความรู้ตัวเองที่มีเพียงหางอึ่ง ตอนนี้เริ่มงอกยาวขึ้นมาแล้วจากบทความท่ีแม่อิงกรุณาสละเวลาเขียนไว้ ขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้แม่อิงตลอดไปค่ะ


โดย: Pla Nonthaburi วันที่: 21 เมษายน 2555 เวลา:11:03:46 น.
  
ขอบคุณค่ะ..............แอบมาอ่าน.............ได้ความรู้มากมาย
โดย: tannicha (Tanicha ) วันที่: 21 เมษายน 2555 เวลา:23:41:30 น.
  
อ่านสนุก เข้าใจง่าย ขอบคุณมากนะคะ

โดย: เศษฝ้ายใยฟาง (เศษฝ้ายใยฟาง ) วันที่: 6 พฤษภาคม 2555 เวลา:9:31:40 น.
  
ตามด้วยคนค่ะ
โดย: แม่น้องอิงอิง (ksaelor ) วันที่: 17 พฤษภาคม 2555 เวลา:14:48:42 น.
  
โห เพิ่งเห็นว่าแม่อิงเขียนบล๊อคกด้วย เราก็ไปค้นหากระทู้เก่าๆอยู่ตั้งนานแหน่ะ แต่ทำไมอ่านไปง่วงไปล่ะเนี่ยไม่เข้าหัวเล้ย

แล้วมะไหร่จะเล่นเป็นกะเค้ามั่งเนี่ย
โดย: Aommy & Arty (JJH ) วันที่: 24 กรกฎาคม 2555 เวลา:10:54:52 น.
  
เรื่องหุ้นนี่ถ้าคุยนี่ยาวเลยคะ เจนเคยทั้งได้กำไร6-7เท่า และก็เคยทั้งซื้อไว้สามบาทแล้วเหลืออยู่ 15 สตางค์
โดย: JanE & IK วันที่: 16 สิงหาคม 2555 เวลา:21:18:55 น.
  
สวัสดีค่ะ ตามบล็อกด้วยคนนะคะ ^_^
โดย: joyly_polly วันที่: 12 กันยายน 2556 เวลา:13:37:34 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ภูพิงค์กับอิงดาว
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่ ...อาณาจักรแห่งการแบ่งปันนะคะ ....

มือใหม่ก็สามารถเล่นหุ้นได้

ก้าวแรกของการลงทุน เพื่ออนาคต ที่สดใส

ท่านใดสนใจศึกษาก่อนก็เป็นการดีค่ะ

ที่แห่งนี้ ....เม้าท์มอยได้ ระบายได้ สอบถามได้ ค่ะ .....



... นิสัย อารมณ์ร้อน โวยวาย เอาแต่ใจ ดุมากๆ และก็ใจดีมาก ๆ ปากจัด ขาลุย ไม่ยอมใคร และ จริงใจกับคนที่ดีกับเราสุด ๆ

ไม่ชอบหาเรื่องใคร แต่ถ้าใครกัดไม่ปล่อย เราก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน .....

ชอบอยู่เงียบ ๆ เกลียดการนินทา กาเลที่สุด

และชอบให้โอกาสคน ชอบสร้างคน

และ ให้อภัย แต่ไม่ลืม ในทุกสิ่ง


*** อายุงานที่เพิ่มขึ้นทุกปี นั้น ถ้าเงินเดือนรายได้ ไม่เพิ่มตาม บ่งบอกว่าคุณไร้ประสิทธิภาพ อย่างแรง ....

*** โปรดอย่าเอาอคติที่คุณมี และ บรรทัดฐานแย่ ๆ ของตัวเอง มาตัดสินคนอื่น ว่าจะเป็นเหมือนตัวเอง ***

มีนาคม 2555

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31