พฤศจิกายน 2559

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
18 พฤศจิกายน 2559
จิตเกิด ดับ




 เคยได้อ่านตำรามาหลายเล่มและฟังอาจารย์มาหลายท่าน บอกว่าจิตมีหลายดวง จิตเกิด ดับ เกิดสงสัยว่า จิตเกิดมาปฎิสนธิอยู่ในกาย สัตว์โลกก็เกิด จิตดับสัตว์โลกก็ตายนี้พอจะเข้าใจได้ แตที่อ่าน ฟังมาบอกว่าจิตเกิด ดับตลอดเวลานี้ทำให้ไม่เข้าใจ  ได้มาฟังหลวงพ่อ ๆบอกว่าจิตไม่เกิดไม่ดับ จิตอยู่ท่ามกลางอกจิตไม่เกิดไม่ดับ กิเลสต่างหากที่เกิดที่ดับ นี้ฟังดูก็รู้สึกว่ามีเหตุมีผล พอได้มาทำสมาธิที่หลวงพ่อสอนให้ทำ พอได้สมาธิขึ้นมาถึงระดับฌาณเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสติก็เกิดควบคู่กัน วิปัสสนาญาณก็เกิดรู้สติปัฎธาน4เพราะมี สัมมาสติ ทำให้เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม จึงรู้ว่าจิตไม่เกิดไม่ดับ กิเลสที่เกิด ดับ กิเลสในจิตก็มีอันเดียวแตกิเลสแบ่งเป็นหลายรูปแบบ เหมือนปลา เขาก็เรียกว่าปลาแต่แยกเป็นปลานำ้เค็ม ปลาน้ำจืด ปลาน้ำกร่อย ปลาน้ำเค็มก็แยกออกไปอีก ปลาน้ำจืดก็แยกออกไปอีก ปลาน้ำกร่อยก็มีหลายชนิด แต่โดยรวมก็เป็นปลา เช่นกันกิเลสมีอันเดียวที่เกิดที่จิตนี้ แต่เรียกย่อยออกไป เป็นตัญหา เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง แล้วแต่จะเรียก เป็นคำพูด หรือเขียน เพื่อไม่ให้สับสน แต่ที่สับสนเพราะไม่เข้าใจในความหมายของคำว่า กิเลส ดงวจิตที่เกิดจะพูดว่าดวงจิตที่เกิดก็ไม่ถูกต้อง เพราะจิตไม่เกิด ไม่ดับ คือจิตปฎิสนธิในครรภ์ของสัตว์ร่างกายก็พัฒนาไปเรื่อยๆ จิตก็เป็นดวงเดิม แต่มีการพัฒนาไปตามความรู้ของจิต ที่เรียกกันว่าวิญญาน พัฒนาไปตามความจำของจิตที่เรียกกันว่าสัญญา พัฒนาไปตามความจงใจคิดของจิตที่เรียกว่าสังขาร ข้อนี้หลวงพ่อพูดให้ฟังบ่อยๆ พัฒนาไปตามความรู้สึกทุกข์ รู้สึกสุข รู้สึกเฉยๆที่เรียกว่าเวทนา  เหมือนเด็กที่เกิดมารู้สึกหิวก็ร้อง   ปวดท้องเกิดเวทนาก็ร้อง มีแม่คอยดูแล เด็กก็รู้ได้ว่าถ้าร้องแล้วแม่จะมาดูแลให้ จิตก็พัฒนามาเรื่อยๆและก็เป็นจิตดวงเดิม พอโตขึ้นความรู้ของจิตพัฒนาขึ้นตามสังขาร จิตก็เป็นดวงเดิม จิตมีกิเลสเพิ่มขึ้นมีความอยาก ความหลง ความโกรธ ความโลภ เพิ่มขึ้นเมื่อจิตยังมีอวิชชาอยู่ กิเลสก็เป็นกิเลสอันเดิมแต่มีมากขึ้นตามความหลง ที่จิตดวงนี้ถูกครอบงำด้วยอวิชชา ถึงเวลาที่จิตได้พัฒนาให้เกิดได้ สัมมาสมาธิ สัมมาสติ จิตดวงเดิมนี้ไม่เคยเกิดไม่เคยดับมาก่อนเลย ไม่ว่าอดีตชาติจิตดวงนี้จะอยู่สวรรค์ชั้นไหนหรือตกนรกขุมไหนไม่เคยดับ แต่จะเสวยกรรมตามที่จิตดวงนี้ได้กระทำไว้ เมื่อจิตได้เข้าถึงสัมมาสมาธิ สัมมาสติ จิตก็จะมีวิปัสสนาญาณ เห็นสติปัฎฐาน4 เห็นกายเห็นทั่วสรรพางค์กาย สิ่งที่มากระทบกาย จิตดวงเดิมนี้ก็รู้ ว่าเป็นสุขหรือทุกข์หรือเฉยๆนี้คือเวทนา จิตดวงเดิมรู้ว่าใจโกรธ เกลียด อยาก ไม่อยาก ฟุ้งซ่าน รำคาญ อันนี้จิตรู้จักดูจิต รู้อารมณ์ทั้งหลายเป็นการดูธรรม เมื่อจิตดวงเดิมรู้จักวิปัสสนาทำให้จิตดวงนี้เริ่มรู้วิชชา รู้ว่าอกุศลและกุศลที่เกิดขันที่จิตก็รู้ที่เรียกว่าสัมมัปธาน4 คือรู้จักแยกแยะอกุศลและกุศล ไม่ทำอกุศล ทำให้อกุศลหมดไป ทำกุศลให้เกิดและทำกุศลให้เจริญ จิตดวงนี้พัฒนาขึ้นตามลำดับไม่เกิดไม่ดับไปไหน ควงจิตนี้มีชาคริยะและอิทธิบาท4คืดมีความเพียรเพิ่มขึ้น มีความมุ่งมั่น ความจดจ่อ ค้นคว้า ความฝักใฝ่ในธรรมมากขึ้น ทำให้ดวงจิตดวงเดิมนี้มีความแก่กล้า สรุปแล้วผู้ที่จะปฏิบัติสมาธิให้ได้ง่ายและเป็นสุข จะต้องมีศีลบริสุทธิ สัมมาศีลในเบื้องต้น ก็จะได้ฌาณคือสัมมาสมาธิ จะเกิดปัญญา เห็นวิชชา ไม่ถูกกิเลสครอบงำ ปฏิบัติสมาธิมี ปฏิบัติได้เร็วเป็นสุข ปฏิบัติได้เร็วเป็นทุกข์ ปฏิบัติช้าเร็วเป็นสุข ปฏิบัติช้าเร็วเป็นทุกข์ ขึ้นอยู่กับว่า ถ้าศีลบริสุทธิ มีอาจารย์สอนถูก ฟังแล้วปฏิบัติ ตามถูก จะได้ผลดี อาจารย์สอนถูก ฟังแล้วปฏิบัติ ตามผิด ก็ไม่ได้ผล อาจารย์สอนผิดฟังแล้วปฏิบัติ ตามผิด ก็เสียเวลาเปล่า ทำให้จิตและกายนี้มีพลังที่จะมุ่งมั่นในการปฎิบัติธรรมให้เข้าถึงวิชชาทีดวงจิตยังสงสัยอยู่ ดวงจิตดวงเดิม สมาธิก็อันเดิม สติก็อันเดิม เพียงแต่สมาธิ สติ ของจิตดวงเดิมนี้ได้พัฒนาให้เข้มแข็ง แกล้วกล้าขึ้นกว่าเดิม เหมือนคนที่เรียนปริญญา ตรี โท เอก ความรู้ก็พัฒนาขึ้นแต่ก็เป็นคนเดิม เมื่อจิตดวงเดิมนี้ได้พัฒนาให้เข้มแข็ง แกล้วกล้าขึ้นกว่าเดิม จิตรู้ว่าอวิชชาครอบงำจิตดวงนี้อยู่ จิตดวงนี้ได้พํฃัฒนาจนเห็นวิปัสสนาญาณ ก็หาวิธีที่จะให้หลุดพ้นจากอวิชชาที่ครอบงำดวงจิตดวงนี้ จิตมีความเบื่อหน่ายอยากจะหลุดพ้นก็หาทางหลุดพ้นไม่ได้วนไปวนมาหาทางออกไม่เจอ ก็เลยวางเฉยเสีย วางอุเปกขา จิตเกิดสัมโพชณงค์ เข้าถึงอริยมรรค แต่ยังไม่ได้อริยผล เมื่อจิตวางใจเป็นกลาง คืออะไรจะดับ อะไรจะเกิด จิตดวงเดิมนี้ก็ดูเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ไม่ยินดียินร้ายใน สังขาร ในกิเลสที่เกิดขึ้น ที่ดับไป กิเลสอันเดิมนี้เมื่อจิตวางเฉยกิเลสก็กระทบกับจิตดวงเดิมนี้ไม่ได้กิเลสจะหลุดจากจิต จิตไม่ได้ละกิเลส คือจิตดวงเดิมนี้มันอยู่เฉยๆ จิตเป็นสังขารุเปกขาญาณ เมื่อดวงจิตไม่ถูกกิเลสครอบงำ จิตดวงเดิมนี้ก็จะรู้วิชชา เข้าสู่สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณจิตดวงเดิมนี้ยังมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิอยู่จิตดวงนี้ก็จะเห็นอริผลได้เป็นอริยบุคคลต่อไป ตั้งแต่เริ่ม จิตมีอวิชชาครอบงำ จนกระทั่งจิตรู้วิชชา ไม่ถูกอวิชชาครอบงำอีกก็เป็นจิตดวงเดิมดวงเดียวมาตลอด ฉนั้นจิตไม่เกิดไม่ดับ กิเลสต่างหากที่เกิดที่ดับ อย่างที่หลวงพ่อพูดไว้แต่ต้น จึงเป็นที่เข้าใจได้ หลวงพ่อพูดเสมอว่า จิตไม่ได้ละกิเลส กิเลสต่างหากที่ละเราไป ข้อนี้ฟังครั้งแรกก็งงงวยอยู่แต่พอได้ทำสมาธิ ที่หลวงพ่อสอน ก็รู้ได้ว่าเมื่อจิตเป็นฌาณ จิตเป็นอุเปกขา กิเลสไม่กระทบกับจิต จิตไม่ได้นึกละอะไร จิตวางเฉย จิตเห็นกิเลส มีความโกรธ กลัว อยาก กาม จิตก็ดูอยู่เฉยๆ ก็ไม่กระทบกับจิต ก็เห็นมั่นอ่อนไปและดับไปดวงจิตที่วางเฉยอยู่ไม่ได้ดับไปกับกิเลส และไม่ได้ไปนึกละอะไร จิตเป็นวิปัสสนา จิตจะเห็นเองรู้เอง ไม่ต้องไปนั่งนึกว่าอันนี้เป็นกิเลสต้องละ ไม่ต้องไปนั่งนึกว่าไม่โกรธ เจอรูปผี เสือจะเข้ามาทำร้าย ตัวเบาลอยไปมาเกิดความกลัวก็ไม่ต้องไปนึกว่าไม่กลัวหนอ หลวงพ่อบอกให้ดูเฉยๆ เมือ่จิตเป็นอุเปกขา มีวิปัสสนา จิตจะรู้เองจิตจะศึกษาอยู่ในวิปัสสนาญาณซึ่งมีอยู่9ญาณ ฉนั้นที่สอนกันมาว่าจิตเกิดจิตดับจึงไม่สมเหตูสมผล หลวงพ่อพูดเสมอว่า อาจารย์สอนถูกลูกศิษย์เข้าใจถูก ปฎิบัติถูกจะได้ผลดี อาจารย์สอนถูกลูกศิษย์เข้าใจผิด ปฎิบัติผิด ก็ไม่ได้อะไร อาจารย์สอนผิดลูกศิษย์เข้าใจผิด ปฎิบัติผิด มีแต่ผลเสีย เหตุนี้ จะต้องฟัง อ่าน คิด และลงมือปฎิบัติ ถ้าปฎิบัติแล้วเป็นอย่างที่ อาจารย์สอน ก็แสดงว่าอาจารย์สอนถูก ก็ปฎิบัติต่อไป แต่ถ้าปฎิบัติไม่แล้วเป็นอย่างที่ อาจารย์สอน แสดงว่า อาจารย์สอนผิดหรือลูกศิษย์เข้าใจผิด ก็ต้องทบทวนใหม่ สิ่งนี้จะต้องปฎิบัติด้วยตนเองจึงจะรู้ได้ด้วยตนเอง หลวงพ่อได้สอนว่าพระโสดาบันไม่ได้ละสังโยชน์3 แต่สังโยชน์3ได้ละพระโสดาบันไปเอง ครั้งแรกได้ฟังก็ไม่เข้าใจ ถ้าปุถุชนไม่ได้ละสังโยชน์3 แล้วจะได้พระโสดาบันได้อย่างไรกัน ขณะนี้ได้เข้าใจแล้ว ทำสมาธิดูท้องฟ้าอย่างที่หลวงพ่อสอนจนเข้าถึงฌาณ เป็นสัมมาสมาธิ และมีสัมมาสติ อยู่ด้วย เป็นสติปัฏฐาน4 มีสัมมาทิฐิ รู้สัมมัปทาน4 รู้ปฏิจจสมุปบาท ทำให้กิเลส สังโยชน์3มี สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ละไปจากจิต เข้าถึงโสดาบัน สีลัพพตปรามาส ครั้งแรกที่หลวงพ่ออธิบายให้ฟังก็ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจคือว่าเป็นคนทุศีล ต้องคอยอาราธนาศีล อยู่เรื่อย ทำผิดศีลเป็นประจำ เป็นพระ ต้องปลงอาบัติทุกวัน แบบนี้เรียกว่าสีลัพพตปรามาส คือไม่เคารพในศีล ทำผิดไม่เป็นไรเดียวเรื่มต้นใหม่แต่ไม่รู้ว่าจิตเกิดอกุศลเป็นบาป ตัดมรรค ตัดผล คนที่จะทำสมาธิจะต้องมีศีลบริสุทธิ จึงจะเกิดสัมมาสมาธิ และเข้าถึงสัมมามรรค ถึงนิพพานหลวงพ่อบอกว่าคนทีจะทำแบบนี้ได้จะต้องอาศัย ชาคริยะ และอิทธิบาท ทุกคนก็สามารถ เข้าถึง ศีล สมาธิ ปัญญาได้เหมือนกันหมด



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2559 21:57:06 น.
Counter : 260 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
MY VIP Friends