พฤศจิกายน 2559

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
ดูท้องฟ้า ขอบฟ้า


⁞ที่ปฏิบัติอยู่หลวงพ่อสอนให้ดูท้องฟ้า ขอบฟ้า แผ่นดิน กาย ลมหายใจเข้าออกทั่วกาย ลมเต็มโลก ท้องฟ้ารอบโลก โลกกลม ให้ทำตลอดเวลาที่มีสติ จิตอยู่ท่ามกลางอก ไม่เกิดไม่ดับ จิตมีดวงเดียว เวลาขับรถก็ทำได้ เดิน นอน นั่ง ทุกกริยาบททำได้หมด เวลาเผลอสติ ท้องฟ้ามืด ก็ตั้งสติใหม่ นึกดูท้องฟ้าใหม่ ดูให้เป็นปัจจุบันธรรม เห็นมืดก็ดูแบบมืดๆ เห็นสว่างก็ดูไปไม่ต้องไปกดไปเก็ก ดูให้โล่งๆ ทั่วโลกทั่วท้องฟ้า หลวงพ่อมาบอกว่าให้ดู ความจงใจคิด ความจงใจคิด อันนี้คือเรียกว่าสังขารการทำสมาธิดูท้องฟ้า ขอบฟ้า แผ่นดิน กาย ลม ทำให้รู้สึกได้ว่าสมาธิเป็นฌาณได้ง่าย และทำให้ได้มีพื้นฐานในการดูสติปัฎฐาน4 การดูท้องฟ้าขอบฟ้า แผ่นดิน กาย ลม ก็เป็นการฝึกดู กาย เวทนา จิต ธรรม อย่างมีสติ ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เมื่อจิตเป็นฌาณ จิตก็จะเกิดวิปัสนาญาณ จิตก็จะรู้ถึงสติปัฎฐาน4คือ รู้กายภายใน รู้กายภายนอกเสมอกันมีธรรมสิ่งใดมากระทบอายตนะภายนอก กระทบอายตนะภายในจิตจะรู้อย่างมีสติ เป็นปัจจุบันธรรม ไม่ใช่ปัจจุบันกาล จิตรู้เวทนา จิตรู้จิต จิตรู้ธรรมจะเป็นเหมือนกันหมด ทำสมาธิดูท้องฟ้า ขอบฟ้า แผ่นดิน กาย ลม รู้สึกกายนิ่ง ใจนิ่ง กายเบาใจเบา กายมีความเข้มแข็ง ใจมีความเข้มแข็ง กายมีพลังใจมีพลัง เหมือนมีอินทรีย์5 พละ5ในโพธิปักขิยธรรมที่หลวงพ่อพูดให้ฟัง คือรู้สึก กายและจิตมีความแกล้วกล้า อาจหาญ ถึงขนาดไม่กลัวตายในขณะที่นั่งสมาธิอยู่ หลวงพ่อพูดถึง ชาคริยะและอิทธิบาท4รู้ได้ว่า เป็นแบบนี้เอง จิตดูท้องฟ้า ขอบฟ้า แผ่นดิน กาย ลม รู้สึกกายนิ่ง ใจนิ่ง กายเบาใจเบา หลวงพ่อบอกว่าจิตเป็นฌาณ หรือสัมมาสมาธิเป็นอันเดียวกัน เม่ือจิตดูท้องฟ้า ขอบฟ้า แผ่นดิน กาย ลม และได้ดูจิต ดูเวทนาดูธรรม ด้วยดูเสมอทั้งภายในและภายนอก ก็จะเป็นการเข้าถึง สติปัฎฐาน4 ขณะที่จิตเป็นฌาณ เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสติก็มีอยู่ด้วย จิตไม่ฟุ้งซ่านจิตเป็นกุศลเพราะมีอาตาปีเคยได้ยินหลวงพ่อพูดอยู่บ่อยๆแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร คือเป็นตัวที่คอยเผาผลาญให้กิเลสเร่าร้อน ทำให้จิตเข้าถึงสัมมัปปธาน4 จิตจะรู้ถึง กุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นที่ เม่ือจิตมีอาตาปี อกุศลที่มีอยู่จะดับไป อกุศลที่ยังไม่เกิดก็เกิดไม่ได้ เมื่อจิตไม่มีอกุศล จิตก็เป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลแล้ว กุศลที่เป็นอยู่ก็จะเจริญขึ้น เม่ือจิตเจริญกุศลบริบูรณ์ดีแล้ว จิตจะเข้าถึงสัมโพชฌงค์คือ ธรรมที่จะทำให้เข้าถึงอริยมรรค หลวงพ่อบอกมี7 ประการที่จำได้คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเปกขาสัมโพชฌงค์ ไม่เข้าใจอีกเช่นเคยว่า คำว่าสัมโพชฌงค์ แปลว่าอะไร เป็นอย่างไร รู้อย่างเดียวคือต้องมีธรรม 7อย่างนี้ประกอบรวมเป็นหนึ่ง ขาดอย่าใดอย่างหนึ่ไม่ได้คือ สติสัมโพชฌงค์ คือต้องมีสติเต็มเหมือนพระจันทร์เต็มดวง นำ้เต็มตุ่ม ไม่พร่อง คือมีสติเต็มพร้อมรู้ถึงภายในกายและภายนอกกาย เคยได้ยินหลวงพ่อพูดเคยมีลูกศิษย์ถามว่าสติภายในกายกับภายนอกกายคนละอันหรือ หลวงพ่อตอบว่า ก็อันเดียวกันซิ เป็นอันเดียวกันแต่รู้ถึงภายในกายและภายนอกกายพร้อมๆกัน เสมอกัน ถ้ารู้แตภายใน ไม่รู้ถึงภายนอก ก็โง่ ถ้ารู้แต่ภายนอกไม่รู้ถึงภายในก็ขาดสติ อันนี้เลยเป็นที่เข้าใจได้ ว่าสติต้องเต็มพร้อมทั้งภานในและภายนอก เหมือนเวลานักมวยต่อยมวยหลวงพ่อเปรียบให้ฟัง ถ้านักมวยไม่มีสติที่คิดจะสู้ก็แพ้สู้เขาไม่ได้ สติสัมโพชฌงค์ เป็นสติที่มีอำนาจที่จะพิชิตกิเลสในจิตได้ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ หลวงพ่ออธิบายว่า ก็ฟัง คิดตาม ปฎิบัติตาม ให้รู้ว่าที่ฟังมา แล้วคิดอันนี้ต้องปฎิบัติเองจะได้รู้ว่าถูกหรือผิด หลวงพ่อพูดบ่อยๆว่า คนสอนผิดเราทำตาม แบบผิดๆก็ไม่ได้อะไร คนสอนถูกเราคิดผิด ทำแบบผิดๆก็ไม่ได้อะไรเช่นกัน คนสอนถูก เราคิดตามไม่เข้าใจก็ถาม ทำตาม ให้ถูกก็จะได้ผลดี คือผู้ที่ได้อาจารย์สอนดีสอนถูก ลูกศิษย์ทำตามทำได้ถูกตามที่อาจารย์สอน ก็ย่อมได้ผลดี เคยได้ยินหลวงพ่อเปรียบให้ฟังว่าเวลาไปรบทัพจับศึก รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง แรกๆก็ฟังไปยังงั้นไม่เข้าใจ พอมาปฎิบัติตามถึงได้รู้ข้อเปรียบเทียบ ปุจฉา วิสัจชนา อันนี้จะทำให้เห็นทางอริยมรรค รู้ว่าจะต้องปฎิบัติอย่างนี้ถึงจะรู้วิชชา เมือรู้เห็นทาง อริยมรรค ซึ่งเป็นทางที่จะได้อริยผล มีโสดาบันเป็นอย่างแรก จิตก็จะรู้สึกมี ปีติ ปีติมี5อย่าง เช่นรู้สึกตัวว่าใหญ่ แข็งไปทั้งตัวเหมือนก้อนหิน บางครั้งก็เบาเหมือนปุยนุ่น บางทีก็ตัวโยกไปมา ตัวลอยได้ ตัวหมุนได้ ตัวคันยุบยับไปหมด เป็นต้น ปีติสัมโพชฌงค์ มีความเอิบอิมใจเพราะได้หลุดพ้นจากนิวรณ์5ไม่มีนิวรณ์5 ครอบงำ จิตจะสว่างเห็นอริยมรรค เกิดปีติอย่างยิ่งจนไม่ยอมออกจากสมาธิไม่รู้สึกเมื่อย ไม่รู้สึกเบื่อ ไม่กลัว เพราะได้หลุดพ้นจากนิวรณ์5 เมื่อจิตมีความแกล้วกล้าปฎิบัติต่อทำให้จิตมีความสงบเข้าถึง ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ทำให้มีความสงบทั้งกายและใจ คือกายเบา ใจเบาไม่มีความฟุ้งซ่าน มีแต่ความเยือกเย็น เหมือนว่ากายเราไม่มีนำ้หนัก ไม่ได้หายใจ เหมือนโลกทั้งโลกหยุดนิ่งหมด สมาธิ สติยังมีอยู่ มีความคิดปลอดโปร่งรู้ได้เร็ว ความสงบอันนี้เป็นคามสงบ รู้ถึงอริยมรรค แต่ยังไม่ได้อริยผล เคยถามว่าจะเข้านิโรธเลยได้ไหม หลวงพ่อบอกไปไม่ได้ ยังเข้าไม่ถึง แต่จิตมีความสงบอย่างยิ่งจิตเป็นสมาธิอย่างยิ่ง คือจิตทรงอยู่ ตั้งมั่น แน่วนิ่ง มีกำลังมาก มีความเป็นใหญ่ เป็น สมาธิสัมโพชฌงค์ รู้ถึงอริยมรรค สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นสัมมาสมาธิ เป็นฌาณ ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง อยู่ในฌาณ4 ทำให้จิตเป็นอุเปกขา จิตมีความวางเฉย เป็นเอกคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นใหญ่ในวิปัสนาญาณ มีวิปัสนาญาณ9ญาณ หลวงพ่ออธิบายฟังไม่ออก แต่มาถึงตอนนี้ก็เข้าใจได้ จืตมีความเบื่อหน่าย เห็นโทษทีจะเกิด จิตอยากหลุดพ้นแต่หลุดพ้นไม่ได้วนเวียนหาทางก็ไม่มีหนทาง ต่อไปจิตมีความเบื่อหน่ายก็วางเฉยอยู่ เพื่อหาหนทางหลุดพ้นมีความวางเฉยต่อสังขาร หลวงพ่อบอกความจงใจคิดคือสังขาร จิตวางเฉยต่อสังขาร คือจิตไม่คิดเพราะคิดแล้วหาหนทางไม่ได้จิตก็เลยวางเฉยเม่ือจิตวางเฉยหมด มีความวางเฉยในวิปัสสนูปกิเลสก็เกิดมีสมาธิสัมโพชฌงค์ และเป็นอุเปกขาสัมโพชฌงค์ ทำให้เข้าถึงปัญญา เห็นอริยมรรค8 มรรค มีสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง หมายถึง ความรู้-ปัญญา หรือมุมมอง ที่ถูกต้องตรงกับความจริง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดที่ถูกต้อง หมายถึง ความคิดที่ต้องละเว้นจากความพอใจ ความพยาบาทและการเบียดเบียนสัมมาวาจา คือ เจรจาที่ถูกต้อง หมายถึง การพูดที่ต้องละเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียดและเพ้อเจ้อสัมมากัมมันตะ คือ การปฏิบัติที่ถูกต้อง หมายถึง การกระทำที่ต้องละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์และประพฤติผิดในกามสัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง หมายถึง การทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการทุจริตและเอาเปรียบผู้อื่นสัมมาวายามะ คือ ความเพียรที่ถูกต้อง หมายถึง ความอุตสาหะหรือความพยายามที่อยู่ในวิถีทางที่ดีงาม คือการละบาปอกุศลทางใจ และเจริญกุศลให้ยิ่งๆขึ้นไปสัมมาสติ คือ การมีสติที่ถูกต้อง หมายถึง การระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา โดยกำจัดความฟุ้งซ่าน รำคาญ หดหู่ ง่วงซึม สงสัย และลังเล คือการพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เช่นการเจริญอานาปานสติสมาธิ มีสติรู้ลมหายใจสัมมาสมาธิ คือ การมีสมาธิที่ถูกต้อง หมายถึง การฝึกกายและอารมณ์ให้สงบ โดยกำจัดควาคิด,ความจำและอารมณ์ออกไปชั่วขณะหนึ่ง คือการเจริญฌานทั้งสี่ เมื่อเป็นเช่นนี้จิตจะเห็นอริยมรรคสมังคี คือธรรมที่แจกแจงมาในโพธิปักขิยธรรม37ประการ จะเกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าจิตยังอยู่ในสังขารุเปกขาญต่อไปไม่ออกจากสมาธิก็จะได้โสดาบันเป็นอย่างน้อย สรุปแล้วผู้ที่จะปฏิบัติสมาธิให้ได้ง่ายและเป็นสุข จะต้องมีศีลบริสุทธิ สัมมาศีลในเบื้องต้น ก็จะได้ฌาณคือสัมมาสมาธิ จะเกิดปัญญา เห็นวิชชา ไม่ถูกกิเลสครอบงำ ปฏิบัติสมาธิมี ปฏิบัติได้เร็วเป็นสุข ปฏิบัติได้เร็วเป็นทุกข์ ปฏิบัติช้าเร็วเป็นสุข ปฏิบัติช้าเร็วเป็นทุกข์ ขึ้นอยู่กับว่า ถ้าศีลบริสุทธิ มีอาจารย์สอนถูก ฟังแล้วปฏิบัติ ตามถูก จะได้ผลดี อาจารย์สอนถูก ฟังแล้วปฏิบัติ ตามผิด ก็ไม่ได้ผล อาจารย์สอนผิดฟังแล้วปฏิบัติ ตามผิด ก็เสียเวลาเปล่า



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2559 21:39:50 น.
Counter : 80 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
MY VIP Friends