สติมา ปัญญาเกิด เพราะเพื่อน

ไปอ่านเจอนิทานสอนใจมา เลย "สติมา ปัญญาเกิด" 

จึงอยากเล่าเป็นไดอารี่ส่วนตัว ขอหยิบยกมาให้เพื่อนๆ เพจนี้ อ่านเป็นตัวอย่างดีๆ ที่ได้ประสบมา ขอให้ชื่อตอนว่า : "ให้ปัญญาเพื่อน แต่เรามีเพื่อนเป็นคนโง่" ผลที่ตามมาเราต้องมีบทใหม่แทน มาดูกันว่าจบยังไง ... 

ดิฉันมีพื่อนสาวไกล้ชิดคนนึง จะว่าสนิทตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะว่าไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับความเป็น "ส่วนตัว" ของเพื่อนคนนี้มากนักแม้จะตัวติดกันแทบจะ 365 วัน แต่สำหรับดิฉันนั้น ความเป็นส่วนตัวเรา ให้เขาทราบหมด ไกลไปถึงห้องนอน ห้องส้วม ห้องครัว สารพัดเสระเพ ไม่มีมุมอับ หรือมุมปิดบัง แต่เพื่อน...ที่อยู่ปัจจุบันเขา เขาก็ไม่เคยให้เห็น  หลายๆครั้ง..ตอนที่จะมีเพื่อนๆมาพักด้วย บ่ายไปเบี่ยงมาดิฉันไม่ได้มองว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมคู ที่เพื่อนชอบทำๆ แต่เราขำๆเขามากกว่า (ด้วยความรัก) และด้วยมักรู้ใจ ตามทันว่า ออกแนวนี้แปลว่า ไม่ยินดี อะไรทำนองนี้ ดิฉันจะรับหน้าให้ ไม่ได้อับอาย บางทีบ้านตัวเองยังไม่ได้เช็ดถูพร้อมจะรับแขกด้วยซ้ำ ใครจะด่านินทา ช่างแม่งมัน ถ้ารักกันจริง จะมาคิดนู่นนี่ ได้ไง ...ไปนั่น !!!  

พอมาถึงตรงนี้ ... เราก็สติเริ่มมา เราจะเริ่มคิดว่า ...เพื่อนสนิท กับเพื่อนรัก ต่างกันนี่หว่า !!!! 

บางคนที่เราเห็นๆ เขาอาจเป็นทั้งเพื่อนรักและเพื่อนสนิท อันนี้ไม่ต้องห่วงเลย พอจะเห็นได้ว่า สติปัญญานั้นเขาต้องถ่ายโอนให้กันเป็นระยะแน่นอน ... และระดับสติปัญญาที่รับถ่ายโอนมา อีกฝ่ายรับได้เสมอเหมือนกันโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้และความเสียศักดิ์ศรีใดๆ ...นี่ก็คิดได้ตอนเจอประสบการณ์ตรงของเรื่องตนเอง 

แล้วนี่..เรามี เพื่อนสนิทหรือเพื่อนรัก ใครๆ นั้นมองว่า อ้อ สองคนนี้เขาเป็นเพื่อนรักกัน ... ดิฉันนั้นเมื่อทราบว่า เพื่อนเราเป็นคนโง่ แต่เป็นคนดี ไม่ใช่ไม่ดีนะคะ แต่เขาไม่มีสติปัญญา เราก็คิดว่าวันนี้ไม่ดี วันพรุ่งนี้ดีมาก วันมะรืนอาจเลวร้ายไปเรื่อยๆ ยิ่งขึ้นเพราะ สติปัญญาพากันไม่มี !!!!

คนไม่มีสติปัญญา สามารถใช้ชีวิตผิดพลาดไปได้เรื่อยๆ ค่ะ วันละเรื่องสองเรื่อง เดือนละสองสามเรื่อง ปีละห้าหกเรื่อง ... สะสมไปนานๆ จะเป็นอย่างไร ??? ดิฉันเริ่มมีสติกับคำว่าเพื่อน ด้วยอายุเราเยอะ เราอ่านชีวิตคนมากขึ้นจากโลกโซเชี่ยล อายุเรามากขึ้น เราก็เริ่มตีวงจำกัดคำว่าเพื่อน ... เพื่อนที่เสียเวลาอันมีค่าต่อชีวิตที่เหลืออยู่ เราก็เริ่มจำกัดวงสังคมลง ด้วยทุกสภาวะไม่ว่าจะ ศก. หรือ สังคม มันต้องจัดระเบียบหมด...แต่เราก็ไม่ทิ้งความเป็นตัวเรา สัมมาอาชีวะของเรากันนะคะ...คงดำเนินไปตามปกติ ดิฉันนั้นมีความยากลำบากในการอาชีพเพราะต้องจัดระเบียบใหม่อยู่บ้างรอจังหวะ แต่ก็ไม่ได้รบกวนอะไรเพื่อน..แฟร์ๆไป ทุกคนมีปัญหาของตนเอง นี่เป็นความเข้าใจตามบรรทัดฐานสติปัญญาที่เรามี *

เพื่อนรัก คือ เพื่อนที่รักห่วงใย แม้ไม่รู้อะไรจากอีกฝ่ายเลยก็ตาม ไม่แคร์ไม่สนใจว่า เพื่อนจะดี จะชั่ว จะร้าย จะลำบากยังไง มีความห่วงใยเป็นบรรทัดฐาน หากมีอะไรไม่ปกติ เพื่อนจะแสดงมุมห่วงใย มีความข้องจิตและพยายามคอยเตือน เผื่อว่าเพื่อนจะระบายปัญหาออกมาบ้าง (*) หรือ รอรับฟังพร้อมจะสนับสนุนทุกทางเท่าที่ทำได้ กล้าต่อว่าเพื่อให้เราปรับปรุงตน (เข้าใจความรักของเพื่อนก็ดีไป ไม่เข้าใจขณะนั้น แต่ความรักมันคือ ความรัก มีความจริงใจเป็นบรรทัดฐาน เราปฏิเสธยังไงก็ไม่ได้นานค้างคาในใจเสมอว่าไอ้คนนี้มันรักเรา แม้มันด่า เราก็รู้ว่านั้นคือ ความรักของเพื่อน) จะว่าไป เพื่อนรักมันก็มีแต่ความรักและเข้าใจ แทบจะไม่รับรู้มุมห่าๆ เหวๆอะไรของเพื่อน คือไม่ต้องบอกหรอกบอกไปก็ไม่รับรู้ รู้สึก ได้แต่ขำๆ มันก็เป็นยังงั้นของมันเอง...เป็นมุมมองจาก Outside in คือ จากตัวเธอมาที่ฉัน..ไม่รู้สึกอะไร 

คำสังเกตุ (Jargon) ที่เราจะเห็นได้ในบทสนทนา ...เธออย่าทำอย่างนี้สิ หรือ เธอเดียวมีผลเสียอย่างนี้นะ...      

เพื่อนสนิท คือ แค่เราสนิทสนมไปไหนมาไหน(แบบในละครทีวี) มุ้งมิ้งกันตามประสา แต่ความรักห่วงใยยังมีไม่พอ ต่อให้เรารู้อะไรๆ กันมากมาย มันจะกลายเป็นดาบ 2 คม ได้เสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่รักแต่สนิท จึงคิดว่า ชั้นรู้จักแกดี (แต่ไม่เคยเข้าใจจริงๆ ว่าอะไร เป็นอะไร จากเพื่อนสนิท) ดังนั้น มุมมองของความเป็นเพื่อน เป็นลักษณะ Inside out คือ จากตัวฉันไปที่เธอ ...แต่ประเด็นนี้ เป็นสันดานไปเลยก็มี หากเพื่อนมีนิสัยแบบนี้สม่ำเสมอ นั่นคือ สรุปได้ว่า คนคนนี้อาจไม่เคยรักใคร จริงๆ รึเปล่า?

คำสังเกตุ (Jargon) ที่เราจะเห็นได้ในบทสนทนา ... ชั้นทำอย่างนี้เพราะ หรือ เพราะชั้นมีผลเสียอย่างนี้นะ...อาจมีตามด้วย ชั้นไม่ยอมหรอก .. ให้ตะลึงกันไปบ้างคนเป็นเพื่อนก็อึดอัดสิคร้า ..เพราะต้องตามกันไปมั้ย ??? สติปัญญาต้องบริหารหละ ... มันต้องขนาดนี้มั้ย ??? 

ยิ่งคบกันไปนาน ดิฉันก็รู้สึกว่า ไม่รู้อะไรของเพื่อนคนนี้มากขึ้น มากขึ้น แม้แต่นิสัยจริงๆที่เราว่าดี มีธรรมะ จริตมารยาท และสำนึกชั่วดี อะไรควรอะไรไม่ควรมันมีอะไรเป็นแรงผลักดัน ในความเข้าใจของเพื่อน จนถึงนำไปสู่ภาคปฏิบัตินั้น เขามีตัวตนคืออะไร ยังไง ? อะไรคือบรรทัดฐาน อะไรคือสิ่งที่ใช่ และสิ่งที่ชอบของเขาต้องผลักดันด้วยอะไร ด้วยเงินทอง ด้วยฐานะทางสังคม หรือ ด้วยจิตใจพื้นฐาน ความมีจิตใจกว้างขวาง และมีคับแคบในมุมไหน อันไหนกว้างจริง อันไหนติดเป็นคอขวด จับไม่ถูกเลยค่ะ!! ... จนพาลจะเริ่มคิดว่า เพื่อนเราต้องมีปัญหาอะไรกันรึ แต่หาไม่เจอค่ะ บางเรื่องง่ายๆ มันค่อยๆ โผล่มาบ่อยครั้งขึ้น ...ไอย่ะ!   

มีอะไรมาให้แปลกใจในความกระตือรือร้น ยกเว้นธรรมมะที่คุยกันแล้ว สงบหน่อยเห็นตรงกัน ไม่เหนื่อย แต่ก็เริ่มเห็นว่า มันไม่เข้าไกล้ธรรมะเลยนี่หว่า แต่มีพิธีกรรมต่างหาก เราจำบทพระธรรมมาได้บ้างนั้นดี แต่เข้าใจนั้นยังไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนถึงเบาบางจัง .. เลยต้องไปสรุปแบบคนรักเพื่อนว่า อาจเป็นที่บารมีแต่ชาติปางก่อน ...ยังไม่ได้ระดับ ? เก๋มั้ยคะหาทางลงแทนการใช้สติปัสฐานพิจารณา (มองเป็นธรรมมะได้นะคะ ประเด็นนี้ว่าในพุทธศาสนาเขาเรียกว่า"บารมี" นั้นแท้จริงคืออะไร คือสติปัญญา นั่นเอง) ที่ผ่านมาเราคิดว่า คนคิดเก่ง พูดเก่ง แอ็คเก่ง เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งๆ คือ คนเก่ง คนมีสติปัญญา แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยค่ะ ไม่ตรงกับคำว่า คนมีปัญญาสักนิดเดียวเลย ในทางธรรมะ

ในความเป็นเพื่อนนั้น ก็เช่นกัน หากสติปัญญาเราไม่มีให้กัน มันจะก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ระยะยาว ยากยิ่่งเลยค่ะ เพราะคนแก่ๆ อย่างดิฉันเบื่อต้องอดทนเราไม่ใช่เด็กๆแล้ว เราจะไปผิดพลาดอะไรบ่อยๆ มันไม่มีเวลาแก้ตัวแล้ว...ท่านผู้อ่านเคยทำอะไร หรือตัดสินใจอะไรบางอย่างโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วนก่อนหรือไม่ เช่นได้ยินเรื่องอะไรที่ไม่ดี ก็คิดไปเอง และตัดสินใจไปด้วยการคิดที่ไม่รอบคอบ ขาดสติ จนทำให้เกิดผลเสียตามมาอีกมากมาย ... เราเป็นแบบนี้กันเสมอๆ เลยค่ะ ซึ่งแต่ก่อนดิฉันไม่เคยเป็น เพราะไม่พิจารณาเพื่อนรักที่ไหนนอกจากเพื่อนสนิท คือ สนิทเป็นช่วงๆ มีเยอะค่ะ ตอนนั้นเลยไม่มีเวลาฟังใครคนใดคนนึ่ง มันมาจากสถานะทางสังคม และ ฐานะ เพิ่งมาถึงตอนที่เราเบาบางภาระอื่นๆ จึงเริ่มมองเพื่อนสักคนไว้แก่ไปด้วยกัน ...พบว่า...นี่เราต้องดูลึกไปถึงสติปัญญากันเลย 

ข้ามมากิจกรรมครั้งสุดท้าย ที่ดิฉันพิจารณาว่า ความเป็นเพื่อนของเราขอวางไว้ที่คนรู้จักก็พอ แค่เพื่อนร่วมรุ่นธรรมดาๆ คนนึงก็พอ เหมาะสมแก่สติปัญญาที่เขาแสดงออกมาแล้ว เรื่องคือ เกิดจาก เดือนก่อนนี้ ..ความเดิม..เพื่อนคนนี้มักจะชอบกระทำตนเป็นคนมีเพื่อนมาก คนนี้ก็รัก คนนี้ก็คิดถึง คนนั้นก็สนิทกะชั้น คนนี้ชั้นก็ดีกะเค้า (ฟังๆก็เฉยๆจริตอิสสตรี เพียงคิดว่า มันเป็นอะไรที่จิตเศร้าหมองอยู่ในตนก็ค่อยๆ ดูไป ถ้าช่วยให้เพื่อนมีความสุขก็ให้ทำไป) เธอมักมีกิจสรรหา เสวนา ถ้าหากไปเจอเพื่อนที่กำลังโหวงเหวงอยากสร้างกิจกรรมสังคม สังสรรค์ ปลาบปลื้มด้วย สักพัก เธอก็ไม่ไหว อ้าวเมินกันไปเสียเพื่อนไปเลย เพราะเรารักเพื่อนก็ต้องเลือกข้าง...นี่เป็นความไม่มีสติปัญญาของดิฉันเอง

เธอมักทราบเรื่องเพื่อนๆ ทั่วไป มักจะเป็นฝ่ายคอยโทรไปติดตามข่าวสารคนนั้นคนนี้ ดูผิวเผินก็ว่าดี แต่ดูดีๆ มันไม่ใช่เลย เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้ตนเองลำบาก เสียค่าใช้จ่ายในการเสวนาที่ไม่มีสาระอะไร เช่นค่าโทรฯ แถมลามปาม ไปใช้โทรฯของหน่วยงาน มันก็ดูไม่ดีเอาเสียเลยในสายตาเจ้านาย แต่เธอคงไม่รู้ตน (ว่าเขาตรวจสอบได้) หรือรู้แต่บ่อยครั้งเพื่อนบอกว่า "ไม่แคร์ไม่สนหรอก" (โชคดีที่หน่วยงานหละหลวม) สารทุกข์สุขดิบที่ได้รับรู้ ก็ไม่ใช่เรื่องปกติชีวิตของเพื่อนที่จะเล่าสู่ คนที่จู่ๆ คนร้อยวันพันปีไม่ได้พบพาน มาถามไถ่ ดิฉันก็มองไปเรื่อยๆ ดีใจที่ได้ทราบบ้าง ไม่ได้ทราบบ้างตามไปด้วย แต่...สังคมยุคนี้มันมีโซเชี่ยล ให้ติดตามให้ติ๊ต่างว่า ทักทาย ติดตามดู สรรเสริญชีวิตเขา ถ้าชอบเช่นนี้ก็กระทำสิคะ แต่ไม่ใช่เลยค่ะ เห็นห่างๆ และไม่มุ้งมิ้งกริ๊งแกร๊งอะไรหรอกค่ะ ...สติปัญญาไม่ไปทางนั้น...จะขี้เล่นมุขก็ไม่เข้าใจ หวานไปก็จนเลี่ยน ตัวตนเองอ่านข้อความตนเองยังมองว่าไม่สนิทใจ ...ประมาณนั้น น่ารักเสมอๆ ไม่มีธรรมชาติของตนเบ่งบานในบรรทัดนั้นเลย ทุกๆ ครั้ง ดิฉันอ่านและพิจารณา เริ่มตกใจ ....เมื่อมีคำถามว่า อ่านแล้วดูเขาจริงใจมั้ย ? คำนี้แท้ๆ เชียว ดิฉันก็เริ่มคิดว่า เพื่อนคงมีอะไรติดในใจเรื่องนี้..จึงพยายามช่วยเธอให้เป็นคนที่เปิดตนเองบ้าง ...จะยากดีมีจนอย่างไรกิ๊บเก๋ยูเรก้ายังไง ตัวเราก็คือ ตัวเรา !! ใครไม่ยินดีกะเราก็ดีแล้ว เราจะได้ไม่เป็นกรรมเป็นเวรไปก่อทุกข์กับเขา ... ที่ทำให้ต้องขัดใจกันไปนั้นก็เป็นกรรมเป็นเวรกันขนาดไหนแล้ว ... ไม่เห็นต้องดิ้นรนอะไรเลย มันเสียเวลาและเสียหายตามมาปล่าวๆ ไม่มากก็น้อย  กลับมาที่ประโยคนี้อีก ....ท่านผู้อ่านเคยทำอะไร หรือตัดสินใจอะไรบางอย่างโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วนก่อนหรือไม่ เช่นได้ยินเรื่องอะไรที่ไม่ดี ก็คิดไปเอง และตัดสินใจไปด้วยการคิดที่ไม่รอบคอบ ขาดสติ จนทำให้เกิดผลเสียตามมาอีกมากมาย ... ต้องมีสติ ถึงจะคิดได้ว่า มันมีความไม่จำเป็น หรือจำเป็นอะไรต้องไปทำอย่างนั้น...ทำไปเพื่อ ? แล้วได้มั้ย ดีมั้ย สติปัญญาอีกแล้ว ...

พักหลังๆ ด้วยวัย เราก็มีกิจกรรมทุกข์บ้าง สุขบ้าง แต่เธอจะหลีกหนี งดสละ งดแสดงตน เหตุผลเป็นเหตุผลที่ไม่มีสติปัญญาเอาเสียเลย และที่คิดหนักคือ พฤติกรรมต่างๆมีเราพว่งไปด้วย แต่สติปัญญาโง่เขลาที่แสดงออกมามันทำให้เราต้องเสียหายมากบ้างน้อยบ้างแลวแต่ ก็แอบๆนอยด์ แอบเสียใจไปด้วยบ่อยครั้ง เช่นการไม่รักษาคำพูด การโกหกนาทีสุดท้าย มันช่างไม่เหมาะสมกับวัย และ สถาณการณ์เอาเสียเลย และ มาครั้งสุดท้ายเสนอตัวอาสาบริการ แสดงออกถึงการให้ความคาดหวังในสภาวะที่ไม่สามารถ เรียกง่ายๆว่า ไม่มีการประเมินตนเอง สิ่งนี้น่ากลัวต่อความผิดพลาดเพราะเป็นสติปัญญาขั้นต่ำสุดที่จะใช้แล้ว เพราะการประเมินตนเองนั้นเรารู้จักตัวเราเองทุกมุม น่าจะง่ายที่สุด แต่ยังทำไม่ได้ หมดคำถามและคำตอบค่ะ ดังนั้นดิฉันก็เพียงปล่อยไปให้มันถึงที่สุด หากย้อนคิดไปถึงคู่กรณีเก่าๆ มันจะจบลงด้วย ไม่พอใจ ตัดสัมพันธ์ด้วยวิธีการโง่ๆ อีก ...มาดูกันต่อ 

ดิฉันก็ยังถนอมน้ำใจ ไม่ทุกเรื่องตอนนี้ มีตำหนิบ้าง สอนไปบ้าง ไม่ได้อยากทำอยากว่าเลยนะคะ แม้จะเบื่อแสนเบื่อ ว่านี่เขาจะทำอะไรได้อีก จะไปดันทุรังทำอะไรอีก สรรหาอะไรมาอีก ก็มีค่ะ...แต่พอถึงเวลา เธอก็จะทิ้งไปให้เราซึ่งอยู่ในฐานนะ "คู่หู" ดันให้มันไปถึงจุดคาดหวังของใครต่อใคร ที่หล่อนไปหย่อนไว้ ดูว่าเราโง่และเขาฉลาดหรือคะ? สำหรับดิฉันมันเป็นเพราะเราเห็นเขาเป็น "เพื่อนรัก" ต่างหาก แต่จริงๆ เราคือ เพื่อนสนิท ที่เพื่อนจะทำอะไรก็ได้ จาก inside out ค่ะ ....สติมาแล้ว ๆ ๆ !!!!

มาดูต่อค่ะ จนมาถึงวันนั้น วันที่เํธอก็ก็ทำดังเดิม แต่เราเตือนเธอ เพราะเธอเป็นเพื่อน เพื่อไม่ให้มีครั้งต่อไปอีก เรามองว่ามันถึงเวลาแล้ว ตึงเต็มที่แล้ว ที่จะต้องเตือนก่อนที่จะมีอะไรที่มันเลยเถิดไปเรื่อยๆ เพราะสรุปได้ว่า เหมือนทุกๆ กิจกรรมคือ สร้างให้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ หล่อนก็เอาตีนขยี้ให้มันดับไป ไม่ได้ดับไปตามธรรมชาติ แต่ดับไปตามสันดาน ...ต้องเตือนแล้วค่ะ !!! 

สำหรับดิฉันนั้น เตือนไปแล้วก็จบ แต่เป็นครั้งแรกที่เตือน ก็ไม่มีอะไรแล้ว ยังมานั่งเฮฮา ห่วงใยว่าจะเหนื่อยจะหิว มันโกรธใครเราโกรธด้วย ในขณะที่เธอมีกิริยาน่าตกใจ พลุ่งพล่านออกมาเช่น แสดงกิริยาแดกดัน ปึงปังสั่งอาหาร หน้าบึ้งตึงตัง ดูน่าเกลียดจนดิฉันสะอึกในใจ แต่ความรัก มักทนได้ ...แล้วก็ลืมไปค่ะ ผ่านไปอีกไม่กี่ ชม. ก็ยังนั่งคุยกัน เรายกกันไปต่ออีกร้านขนมหวานตามความต้องการของเธอ คงเสียหน้าและเสียจริตมาก เลยไม่อยากจบการพบป่ะเร็วๆ แต่ยังไงก็เสียหายไปแล้วค่ะ คือ การไม่รักษาสัญญาของเขาครั้งนี้รุนแรงขนาดเพื่อนบางคนป่วยในกาย กระเพาะพัง นี่จึงเป็นเหตุให้เราแก้สถานการณ์ด้วยการละเลยต้องเด็ดขาดในการตัดใจและตำหนิออกไปตรงๆ เมื่อแยกย้ายกันไป เธอถึงบ้านก่อนก็คงคลั่งเครียด (นิสัย) ไปโพสต์ธรรมมะ ในลักษณะอย่ามองแต่คนอื่นไม่ดี ให้มองตนเองบ้าง ด้วยความที่เราคือ เพื่อนที่รักเขา กูรู้จักมึงดีว่าเกิดอะไรขึ้น ก็สอนกลับไปในช่องทางเดียวกันว่า เพื่อนไม่ต้องรักมากก็ได้ แต่ให้รักษาสัญญากัน หมายถึงว่า เพื่อนที่เราไปสร้างความคาดหวัง ถึงคุณไม่รักเขาแต่ให้คุณรักษาสัญญาที่ไปสร้างความคาดหวัง เพราะหากเขาคือเพื่อนของคุณ ...นิยาม สนิท หรือ รัก หละ ???? สำหรับเธอและคนพวกนั้น ดิฉันไม่ทราบค่ะ ....

เธอตอบกลับมาว่า เลิกคบเลย !!! ดิฉันอึ้งค่ะ ... คำนี้มันไม่ใช่คำทีคนฉลาด สติดีๆ นำมาใช้กับเพื่อนสนิท หรือ เพื่อนรักเลย ...ตกลงนี่เราเป็นอะไรของเขา ...สติมา ...ปัญญาเกิด แต่เพื่อนคนนี้ไม่มีสติเอาเสียเลย คิดไม่เป็นแม้จะเห็นแล้วว่า เพื่อนแก่ๆคนนึงนั่งเรอเพราะลมกัดกะเพาะ..หาได้สำนึกไม่ จะโกรธเราว่าตำหนิเขาก็ได้ แต่ควรสำนึกเสียใจว่าทำให้เพื่อนต้องเจ็บป่วยเพราะคำสัญญา... (ที่ไม่คิดจะทำหรือให้ความสำคัญจริงๆ ดิฉันเกิดอารมณ์รับรู้แบบนี้ค่ะ เลยตัดสินใจตำหนิ อย่ามีอีก หากเราไม่อยากทำจริงๆ ก็หยุดเสนอตัว เท่านั้นเอง เพื่อนก็เอาความคาดหวังไปทางอื่นแล้วนอกจากตนเองคิดอะไรอยู่ ?? Inside out อีกแล้ว ???)  

นี่เราเสียหายจิตใจ กายเหนื่อย เสียเวลา เสียๆๆๆ ไปกับเขาทำใมกัน เขามีสติปัญญาแต่นี้เอง ...คำเตือนของเราคือ ศักดิ์ศรีของเขาหรือตอกย้ำสำนึกว่า แกเป็นคนไม่ดี ...ต๊ายยยยยย ขออภัยค่ะ ทำไปทำไม จริงมั้ย ??!!!!  

ดิฉันอ่านแล้วโกรธมากเหมือนกัน และตามมาด้วย "หัวเราะอย่างดังเลย" ตอนไปเล่าให้เพื่อนสนิทคนนึงฟังว่า"เราผิดหวัง ผิดคาดแต่ไม่เกินความคาดหมาย เป็นไปตามที่ใครๆ ว่าไว้แล้วความรักทำให้เราเถียงหัวชนฝา ตามสติปัญญาที่ไม่มี" และแล้ว มันก็มาถึงเวลาของมันเอง ...ดีใจค่ะ บอกตรงๆ ขำตัวเองที่สติปัญญาโง่เขลามาตลอด แต่ก็รู้สึกตะหงิดๆ ที่มันขัดกับศีลธรรมความเป็นเรา เหมือนสติปัญญามันปริ่มๆ จะถึงขอบแต่ไม่ถึงขีดสักที...อย่างไง อย่างนั้น      

และคำตอบที่ว่า เขาดูจริงใจมั้ย ก็ผุดขึ้นมาในใจ มันต้องฝืนขนาดไหนหนอ... เราก็ไม่น่าไปสะกิดต่อมนี้เลย ทั้งๆที่เคยตั้งปมไว้แล้ว..แต่ความรักเพื่อน เราไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งหมดหรอก ขอให้เพื่อน OK ก็พอ...ไม่ใช่แล้วสิ... 

และคิดไปถึงเพื่อนเสเพลคนนึง สำหรับเพื่อนคนนี้ เวลาเราเจอกัน มองกันก็เข้าใจ เห็นกิริยาอะไรก็รู้ มันคิดไง โต้ตอบมันทางโซเชี่ยลอย่างขำๆ แรงๆ บ่อยครั้ง แต่ในใจลึกๆ มันคือเพื่อนและมันรักเราจริงๆ มันพูดเสมอเวลาใครๆ กล่าวบ่นว่าดิฉันอย่างนั้นอย่างนี้ ...เห้ย อีนี่ มันไม่ใช่คนแบบนั้น นั่นแหละอีนี่หละ ...นิสัยมันแบบนั้นหละ ปล่อยมันสิ ... ดิฉันลืมระแวง และไม่เคยจะระแวงว่า ไปพูดอะไรไปเตือนอะไรไปมันจะด่าว่าหรือเกรงว่ามันโกรธเลย เพราะสู้มันด่ากลับมาเรายังรู้ว่ามันหมายถึงอะไร ...ไม่เคยพูดไพเราะกันเลยค่ะ ...คนทั่วไปเขารู้ และเขาชอบดู ชอบยุ ชอบอ่านเวลาเราโต้ตอบกัน เขาปลื้มในความเป็นเพื่อนของเรา อยากเป็นแบบนี้บ้าง ... เกือบเสียเพื่อนรักคนนี้ไปเพราะเพื่อนสนิท เหมือนกันค่ะ ...เผอิญเพื่อนคนนี้มีสติปัญญามากกว่าเรา .. เราก็มีสติปัญญาแจ่มแจ้งในจิตกับเพื่อนคนนี้จึงไม่ได้ไหวติงไปกับสติปัญญาของอดีตเพื่อนสนิท...

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับการกระทำของตน นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา...

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร หรือลงมือทำอะไรสักอย่างจงอย่าใจเร็วด่วนได้ หรือจงอย่าคิดแค่เพียงผิวเผิน จงทำตนเองให้มีสติ คิดให้รอบคอบก่อน เพราะในช่วงที่เรายั้งคิดไว้ก่อนนั้น เราอาจจะเกิดปัญญาขึ้นมาได้ ดีกว่าตัดสินใจผิดด้วยความเชื่อในใจที่ผิดพลาดและไร้สติ เพราะผลที่ตามมานั้นมันอาจจะทำให้ท่านต้องเสียใจไปทั้งชีวิตก็ได้...

เรื่องใกล้ตัวนิดเดียวค่ะ เกิดได้ทุกวันด้วย แต่เราจะปล่อยให้มันเกิดได้ทุกวันเชียวหรือ ...ถ้ามีสติ ... 



Create Date : 06 มีนาคม 2559
Last Update : 6 มีนาคม 2559 15:56:33 น.
Counter : 317 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
MY VIP Friends