จดหมายนักบุญฟรังซิสในหมู่บ้านชาวประมง (2)


จดหมาย ที่เหลือจากนักบุญฟรังซิสนี้เองทำให้เราล่วงรู้การเทศน์สอนช่วงแรก ๆ ในอินเดียของท่านได้ เราทราบว่าท่านไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ เลยนอกจากนักเรียนจากวิทยาลัยเซนต์ปอล 2 คนในเวลานั้น มันซิอัสกับคุณพ่อปอลแห่งคาเมริโนยังไม่มาถึง ฟรังซิสอาจจะกลับไปกัวครั้งหนึ่งหลังจากอยู่ที่ปารวาส ท่านคงจะเขียนจดหมายนี้ในตอนเดินทางกลับ ท่านข้าหลวงแห่งกัวได้ขอร้องให้ท่านเขียนเรื่องพระคุณการุณย์ดังเราจะเห็นในบทสุดท้ายของจดหมาย เพื่อที่จะเสนอไปทางสันตสำนักท่านเดินทางกลับมาที่ชายฝั่งอีกพร้อมกับมันซิอัสและให้คุณพ่อปอลแห่งคาเมริโนไว้เป็นมหาธิการที่วิทยาลัยเมืองกัว


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ถึงชาวคณะของเราในโรม

ขอพระหรรษทานและความเมตตาของพระคริสต์ช่วยเหลือเราตลอดไปอาแมน

     นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ข้าพเจ้าออกจากโปรตุเกสข้าพเจ้าเขียนถึงท่านเป็นครั้งที่ 3 เช่นกันแต่ได้รับจดหมายตอบกลับเพียงครั้งเดียวจากท่าน ซึ่งลงวันที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 1542พระเป็นเจ้าทรงเป็นพยานว่าข้าพเจ้ายินดีเพียงไร ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้รับเมื่อ 2เดือนก่อน ช้ากว่ากำหนดไปเล็กน้อย เพราะเรือต้องหยุดรอในฤดูหนาวที่โมซัมบิค

ข้าพเจ้าและฟรังซิสมันซิอัส ใช้ชีวิตร่วมกันในพระคริสต์ที่โคโมริน พวกเขามีจำนวนมากและเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน เมื่อข้าพเจ้ามาถึงที่นี่ครั้งแรก ได้ถามชาวบ้านว่ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ และรู้คำสอนอะไรมากกว่าตอนที่เป็นคนนอกศาสนาบ้างเขาตอบเพียงแค่ว่า เขารู้ว่าตัวเองเป็นชาวคริสต์เท่านั้นแต่พวกเขาพูดภาษาโปรตุเกสไม่ได้เลยเขาไม่รู้รหัสธรรมล้ำลึกใดๆเกี่ยวกับข้อศาสนาของเรา เราต่างไม่เข้าใจกันข้าพเจ้าพูดภาษาคาสติเลียน และพวกเขาพูดภาษามะละบาร์ดังนั้นข้าพเจ้าจึงแสวงหาคนที่สามารถพูดได้ 2 ภาษา เราค้นหากันหลายวันและยากมากที่จะแปลคำสอนเป็นภาษามะละบาร์ที่นี่ข้าพเจ้าเรียนรู้ด้วยจิตใจและข้าพเจ้าเริ่มที่จะท่องเที่ยวไปตามหมู่บ้านริมชายหาดสั่นกระดิ่งเรียกบรรดาเด็กๆมารวมกัน ข้าพเจ้าทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้งเพื่อสอนคำสอน เมื่อผ่านไปเดือนกว่าเด็กๆ ก็เรียนรู้ได้ดี จึงได้กำชับให้พวกเขากลับไปสอนพ่อแม่ ครอบครัวและเพื่อนบ้านด้วย

ทุกๆวันอาทิตย์ข้าพเจ้ารวบรวมพวกเขาในวัด ชาวบ้านมากันอย่างพร้อมเพรียงและมีความยินดีที่จะได้เรียนคำสอน ดังนั้น ข้าพเจ้าเริ่มโดยออกพระนามพระตรีเอกภาพพระบิดา พระบุตร และพระจิต ข้าพเจ้าสวดบทข้าแต่พระบิดาเสียงดัง บทวันทามารีอาและบทข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเป็นเจ้าในภาษาของประเทศนี้พวกเขาสวดตามคำต่อคำด้วยเสียงดังและด้วยหัวใจที่เชื่อหนักแน่นมั่นคง ข้าพเจ้าใช้บทยืนยันความเชื่อมากกว่าบทอื่นๆและบอกพวกเขาว่าผู้ที่เชื่อตามนี้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นชาวคริสต์หลังจากนั้นก็ตามด้วยบัญญัติสิบประการ สอนกฏต่างๆของชาวคริสต์ว่าใครก็ตามที่ทำตามเช่นนี้อย่างซื่อสัตย์ก็จะเป็นชาวคริสต์ที่ดีและคริสเตียนแท้และจะได้รับความรอดนิรันดรและใครก็ตามที่ไม่ทำตามแม้แต่ข้อเดียวก็จะเป็นคริสเตียนที่ไม่ดีพวกเขาจะถูกโยนลงไฟนรก ยกเว้นแต่ว่าจะได้สำนึกบาปแล้วข้าพเจ้าแสดงกฎอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นเหตุเป็นผลเช่นนี้กับพวกเขาสำหรับคนที่จะรับศีลล้างบาปข้าพเจ้าให้พวกเขาท่องบทสารภาพบาป ให้พวกเขายืนยันความเชื่อ และเตรียมตัวอย่างดีกิจกรรมทั้งหมดจบลงด้วยบทซัลเวเรยีนา วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระมารดาของเรา

มีคนจำนวนมากลับใจเป็นคริสเตียนและข้าพเจ้าเหนื่อยล้ามากที่จะล้างบาปผู้คนทั้งหมู่บ้านในวันเดียวหลายครั้งที่ข้าพเจ้าไม่มีแรงและไม่มีเสียงจะเปล่งบทแสดงความเชื่อออกมาจำนวนเด็กทารกที่ล้างบาปและเด็กเล็กๆที่มาเรียนคำสอนมีเยอะจนน่าตกใจทีเดียวเด็กๆพวกนี้เป็นพระพรของพระเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นคนดีกว่าบรรดาบรรพบุรุษพวกเขาจะรักกฏของพระ และมีความร้อนรนอย่างล้นเหลือที่จะเรียนรู้พระศาสนาของเราและสอนคนอื่นๆอีกด้วย


พวกเขาเกลียดชังรูปเคารพนอกรีตอย่างยิ่งและไม่ชอบการปฏิบัตินอกรีตด้วยเมื่อรู้ว่าบรรดาพ่อแม่ของเขายังแอบทำพิธีนอกรีตอยู่ เด็กๆจะรีบมาบอกข้าพเจ้าแล้วเมื่อข้าพเจ้ารู้ว่ามีการบูชาเทพเจ้านอกรีตแล้วก็จะไปที่นั่นพร้อมกับกลุ่มเด็กๆจำนวนมากผู้ซึ่งจะทำให้ปีศาจต้องอับอายด้วยการดูถูกเหยียดหยามมันตรงกันข้ามกับที่มันได้รับเกียรติจากการบูชาของบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง เมื่อไปถึงพวกเขาจะวิ่งไปยังรูปเคารพเหล่านั้น ผลักให้ล้มลงและถ่มน้ำลายรดทุบตีเตะต่อยจนกระทั่งแตกเป็นชิ้น ๆ”


ข้าพเจ้าอาศัยอยู่กับหมู่บ้านคริสตชนนี้กว่า4 เดือนแล้ว ใช้เวลาในการแปลคำสอน พวกชาวบ้านมักจะมาตามข้าพเจ้าไปเยี่ยมคนไข้ซึ่งเมื่อไปถึงข้าพเจ้าก็จะอ่านพระวรสารเหนือพวกเขา[1]ในเวลาอื่นๆเราก็จะทำงานประจำวัน เช่น สอนเด็กๆ โปรดศีลล้างบาป และตอบคำถามยากๆฝังศพคนตาย ข้าพเจ้าทำทั้งหมดด้วยความยินดีพวกชาวบ้านเชื่ออย่างเต็มใจว่าศาสนาของเราสามารถบรรเทาความเจ็บไข้ได้และถ้าข้าพเจ้าไม่สามารถไปเยี่ยมคนไข้ด้วยตนเองได้ข้าพเจ้าก็จะส่งเด็กๆที่ข้าพเจ้าเชื่อใจไปแทน พวกเขาจะไปหาคนไข้รวบรวมครอบครัวและเพื่อนบ้านมาสวดบทข้าพเจ้าเชื่อร่วมกัน และกระตุ้นเตือนให้คนเจ็บมีกำลังใจว่าจะได้รับสุขภาพที่ดีกลับมาหลังจากนั้นก็จะร้องเพลงสวดด้วยกัน ด้วยความศรัทธาและร้อนรนซื่อๆของเด็กเหล่านี้ก็ได้ทำให้คนป่วยจำนวนมากฟื้นคืนสุขภาพดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ

พระองค์ช่างดีอะไรเช่นนี้ พระเจ้าทรงโปรดให้การเจ็บไข้เหล่านี้เป็นโอกาสที่จะเรียกคนป่วยกลับคืนสู่ความรอดและนำพวกเขามาสู่ศรัทธาได้ทันที


ข้าพเจ้ายังกำชับให้เด็ก ๆ สอนพื้นฐานคำสอนคริสเตียนให้กับคนไม่รู้ตามบ้านบนถนน และตามสี่แยก เมื่อเห็นว่าหมู่บ้านใดมีความเชื่อมั่นคงดีแล้วข้าพเจ้าก็ออกไปยังที่อื่นๆ และทิ้งสำเนาคำสอนเอาไว้ทั้งบอกคนที่รู้หนังสือให้คัดลอกเก็บไว้ และย้ำให้ชาวบ้านท่องทุกๆวันเมื่อถึงวันฉลองต่างๆข้าพเจ้าก็ให้พวกเขามาชุมนุมกันร้องเพลงเกี่ยวกับความเชื่อพื้นฐานข้าพเจ้ามีหมู่บ้านที่ดูแลทั้งหมด 30 หมู่ และได้รวบรวมหนุ่มๆที่ฉลาดเอาไว้เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการชุมนุมท่านข้าหลวงดอนมาติน อัลฟอนโซยังได้บริจาคเงินกว่า 4000 เหรียญทองฟานัมต่อปีเพื่อเป็นเงินเดือนสำหรับครูคำสอนเหล่านี้ และหวังว่าจะมีการส่งครูคำสอนบางคนไปที่โปรตุเกสเพราะท่านเขียนขอร้องไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวแล้ว


“ผู้คนเหล่านี้แท้จริงแล้วมีสติปัญญาดีบางคนก็แสดงความเฉลียวฉลาดอย่างน่าทึ่ง จนข้าพเจ้ามั่นใจว่าหากเขาได้รับการสั่งสอนอย่างดีแล้ว เขาจะเป็นชาวคริสต์ที่ดีเลิศทีเดียวคนเหล่านี้มีเหตุผลเดียวที่จะไม่มาเป็นคริสตังก็คือไม่มีใครเดินทางมาสั่งสอนชี้นำทางให้เขาเป็นคริสตังได้ ข้าพเจ้าคิดอยากจะออกเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยทั่วทั้งยุโรปโดยเฉพาะในปารีส ตะโกนร้องเหมือนคนบ้าเผื่อว่าใครก็ตามที่ถูกฝึกให้เรียนหนังสือมากกว่าฝึกงานเมตตาจิตจะได้เกิดความสำนึกบ้างว่า น่าโศกเศร้าเพียงใดที่วิญญาณจำนวนมากจะต้องสูญเสียไปเพียงเพราะไม่มีใครนำเขาไปรู้จักพระเยซูคริสต์บางทีพวกนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเหล่านั้น ที่ได้เล่นเกมกับการศึกษามามาก อาจจะกลับใจพิจารณามโนธรรมใหม่เพื่อเข้าถึงความจริงอันเป็นนิรันดรจะได้ละทิ้งความทะเยอทะยานปรารถนาฝ่ายข้างโลก แสวงหาเลือกเอาน้ำพระทัยของพระ และร้องออกมาจากส่วนลึกของจิตใจว่า“ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้วพระเจ้าข้า พระองค์ทรงพระประสงค์ให้ข้าฯทำสิ่งใดโปรดส่งข้าพเจ้าไปยังที่ ๆ พระองค์ต้องการเถิด แม้แต่ในอินเดียก็ตาม! พระเจ้าผู้ทรงพระทัยดี!ชาวบ้านเหล่านี้จะเปี่ยมด้วยความยินดีเพียงใดหนอจากการวางใจในพระองค์และปลอดภัยในจิตวิญญาณตราบจนถึงชั่วโมงสุดท้ายในชีวิตที่ซึ่งเราจะต้องผ่านการพิพากษาอันเข้มงวดและไม่มีใครหนีรอดไปได้พวกเขาคงจะยินดีอย่างยิ่งทีเดียวเหมือนกับคำพูดของคนใช้ที่ดีในพระวรสารที่ว่า“นายเจ้าข้า ท่านให้เงินข้าพเจ้า 5 ตาแลนต์ นี่ ข้าพเจ้าทำกำไรเพิ่มได้อีก 5ตาแลนท์” พวกเขาทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนเพื่อจะได้รับความรู้ใหม่ๆและร้อนรนที่จะเข้าใจวิชาต่างๆที่ศึกษา แต่พวกเขาใช้เวลาไปกับการเรียนเท่านั้นมิได้สนใจที่จะสั่งสอนความรอดทางวิญญาณเลยพวกเขาอยู่ห่างไกลจากการเตรียมพร้อมที่จะคิดบัญชีตัวเองต่อหน้าพระเป็นเจ้าเมื่อพระองค์จะตรัสกับเขาว่า “จงให้บัญชีของท่านแก่เราเถิด”ข้าพเจ้ากลัวว่าคนเหล่านี้ ผู้ใช้เวลามากมายในมหาวิทยาลัยเพื่อจะศึกษาศิลปศาสตร์เสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์เพื่อแสวงหาเกียรติยศเพื่อจะเป็นพระราชาคณะมากกว่าที่จะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และการผูกมัดตัวเองกับเกียรติเช่นนี้ย่อมเป็นกับดัก ข้าพเจ้าเคยผ่านมันมาแล้วเท่าที่เคยรู้มา คนฉลาดเหล่านี้เรียนให้สูง พัฒนาตัวเองให้เก่งกาจเพื่อหวังจะได้รับตำแหน่งสูง ๆ ในพระศาสนจักรแต่พวกเขาก็เสียเวลาไปอย่างไรค่าเพราะสิ่งต่างๆที่พวกเขาทำมุ่งตรงไปที่ผลประโยชน์ของตัวเองหาใช่มุ่งศึกษาเพื่อความดีของส่วนรวมไม่พวกเขาเกรงว่าพระเจ้าจะไม่เป็นความปรารถนาที่สองของเขานี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ละทิ้งทุกสิ่งและมาทำตามพระประสงค์ของพระข้าพเจ้าสารภาพต่อพระเจ้าว่า ข้าพเจ้าตัดสินใจแล้วเพราะข้าพเจ้าไม่สามารถกลับไปยุโรปด้วยตนเองได้ ว่าจะเขียนไปยังมหาวิทยาลัยแห่งปารีสไปหาอาจารย์ Cornet และ Picard เพื่อแจ้งให้ท่านทราบว่ามีคนนอกรีตอีกเป็นพันๆที่สามารถนำเข้ามาเป็นคริสตังได้โดยปราศจากปัญหายุ่งยากถ้าหากเรามีเพียงชายหนุ่มสักคนที่สามารถแสวงหาน้ำพระทัยของพระ ไม่ใช่น้ำใจของตัวและดังนั้น พี่น้องที่รัก กรุณาภาวนาต่อพระเป็นเจ้าให้ส่งคนเช่นนั้นมาทำงานในสวนองุ่นของพระองค์เถิด”

ข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านเมื่อปีที่แล้วเรื่องวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นในเมืองกัว และโครงการต่างๆที่จะเกิดขึ้นเรื่องการวางโครงสร้างอาคารนั้นเสร็จสิ้นไปแล้วและมีนักเรียนต่างศาสนาจำนวนมากจากหลากหลายชาติมาเรียนที่นี่ บางคนเรียนภาษาละตินบางคนเรียนอ่านและเขียน คุณพ่อปอลเป็นอธิการใหญ่ของวิทยาลัย ท่านทำมิสซาทุกวันฟังสารภาพบาป และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง วิทยาลัยนี้กว้างขวางมาก มีนักเรียนถึง500 คน และมีสิ่งต่างๆเพียงพอแล้ว เงินทุนก็มีบริจาคเข้ามาจากผู้ใจศรัทธาหลายคนโดยเฉพาะท่านข้าหลวง คริสตชนที่นี่ต่างขอบคุณพระเจ้าสำหรับสามเณราลัยที่มีชื่อเรียกว่าซานตาเฟเราหวังว่าจะกลับใจคนต่างศาสนาได้มากมายด้วยความโปรดปรานของพระเป็นเจ้าและคงจะส่งนักเรียนเหล่านี้ออกไปตามดินแดนที่พระศาสนจักรภาคตะวันออกปกครองไปถึง

“ที่นี่เรามีพวกนอกศาสนาที่เรียกว่าพราหมณ์พวกเขาบูชาพระเจ้าหลายองค์กระทำพิธีกรรมที่ลี้ลับเหนือธรรมชาติในเทวาลัยและบูชารูปเคารพ ข้าพเจ้าคงจะนิยามพวกเขาด้วยคำพูดของดาวิดว่า“โปรดนำข้าพเจ้าออกจากจากกลุ่มชนที่ไม่บริสุทธิ์และชั่วร้ายด้วยเถิดพระเจ้าข้า”พวกพราหมณ์เป็นนักโกหกและขี้โกงจนเข้ากระดูกดำ พวกเขาศึกษาเรียนรู้อย่างเดียวคือจะทำอย่างไรจึงจะโกงคนยากจนได้ พวกเขาประกาศกับชาวบ้านว่าพระเจ้าต้องการทรัพย์สินเพื่อสร้างวิหารใหม่ ซึ่งจริง ๆแล้วก็เป็นเงินที่พวกพราหมณ์เองต้องการ หรือเป็นสิ่งของที่ครอบครัวของพราหมณ์ต้องการดังนั้นเขาจึงหลอกลวงชาวบ้านที่น่าสงสารว่า รูปเคารพเหล่านั้นสามารถกินและดื่มได้หรือตื่นและหลับได้เหมือนกับมนุษย์สามัญ ชาวบ้านน่าสงสารที่เคร่งครัดมาก ๆจึงต้องถวายบูชาให้เทพวันละ 2 รอบ คือก่อนอาหารเย็นและก่อนอาหารค่ำเป็นเงินจำนวนหนึ่ง


พวกพราหมณ์จะกินเลี้ยงและดื่มไปพร้อมกับเสียงกลองเพื่อให้พวกชาวบ้านเชื่อว่าเทพเจ้ากำลังเสวยอยู่ด้วยและหากใครไม่ยอมถวายทรัพย์สินที่ต้องการพวกเขาก็จะอ้างว่าจะเป็นการทำให้เทพเจ้าพิโรธ และส่งภัยพิบัติต่าง ๆ นานามาให้ทั้งโรคระบาด ผีร้ายต่าง ๆ ชาวบ้านที่น่าสงสารก็จะเชื่อฟังอย่างไม่ยั้งคิดพวกพราหมณ์ไม่พอใจที่ข้าพเจ้ารู้ทันและพยายามส่งของขวัญต่าง ๆ มาติดสินบนแต่ข้าพเจ้าก็ส่งคืนทั้งหมด ในที่สุดพวกเขาก็สารภาพว่าเขาเชื่อว่ามีพระเจ้าหนึ่งเดียวเช่นกัน และสวดภาวนาให้กับข้าพเจ้าด้วยแต่ข้าพเจ้าตอบปฏิเสธไปว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อประกาศยกเลิกการนับถือศาสนาที่เท็จเทียมหากพวกเขาจะอยู่ในหนทางที่หันหลังให้กับศาสนาพราหมณ์แล้วข้าพเจ้าก็คงยินดีสวมกอดพวกเขาด้วยศาสนาของพระเยซูคริสต์ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่กับพวกพราหมณ์ ข้าพเจ้าไม่สามารถกลับใจใครได้เลยนอกจากชายหนุ่มเพียงคนเดียว


วันหนึ่งข้าพเจ้าเดินผ่านเทวาลัยฮินดูซึ่งในนั้นมีพราหมณ์อยู่กว่า 200 คน พวกเขาพร้อมใจกันออกมาพบข้าพเจ้าและได้สนทนากันกว่าชั่วโมง หลังจากข้าพเจ้าถามพวกเขากลับไปว่าพระเจ้าของเขาบัญญัติอะไรบ้างเพื่อจะได้รับชีวิตที่มีความสุขพวกเขาถกเถียงกันและส่งคนหนึ่งมาตอบข้าพเจ้า เป็นพราหมณ์ชราที่ดูมีประสบการณ์มีอายุกว่า80 ปี เขากลับย้อนถามข้าพเจ้าว่า “แล้วพระเจ้าของพวกคริสเตียนกำหนดอะไรไว้บ้าง”ข้าพเจ้าสังเกตพฤติกรรมของเขาและนิ่งอยู่ไม่ยอมตอบจนกว่าเขาจะตอบคำถามแรกของข้าพเจ้าก่อนในที่สุดเขาก็สังเกตได้ว่าข้าพเจ้าจงใจที่จะไม่ตอบก่อน จึงกล่าวว่าเทพเจ้าของพวกเขามีบัญญัติ 2 ประการเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตได้รับความสุขสมบูรณ์ข้อแรกคือห้ามฆ่าโค เพราะว่าในรูปของโค พระเป็นเจ้าจะได้รับการเคารพคำตอบนี้ทำให้ข้าพเจ้าต้องลดความโกรธลง กลายเป็นความเศร้าใจสังเวชเพราะนี่คือความมุ่งหมายของปีศาจที่ดลใจให้พวกเขาเคารพบูชาพวกมันด้วยหัวใจที่มืดบอดแทนที่จะนมัสการพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้


ข้อที่สองคือต้องแสดงความกรุณาต่อเหล่าพราหมณ์ซึ่งเป็นนักบวช เมื่อรับฟังแล้วดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอให้พวกเขาฟังบ้าง โดยเริ่มจากการประกาศบทข้าพเจ้าเชื่อฯด้วยเสียงอันดัง และบอกพวกเขาว่า สวรรค์เป็นอย่างไร นรกเป็นอย่างไรหลังจากพวกเขาฟังถ้อยคำเหล่านี้แล้ว ก็กรูกันมาสวมกอดข้าพเจ้าและประกาศว่าพระเจ้าของชาวคริสต์คือพระเจ้าเที่ยงแท้ และกฎของพระองค์ก็มีเหตุผลสมบูรณ์พวกเขาถามต่อไปอีกว่า วิญญาณของมนุษย์นั้นเหมือนกับวิญญาณของสัตว์ ที่ต้องสูญสลายไปพร้อมกับร่างกายหรือไม่ในข้อนี้ต้องขอบพระคุณพระเป็นเจ้า ที่ช่วยประทานพระญาณสอดส่องลงมาให้ข้าพเจ้าจึงได้ตอบพวกเขาไปอย่างสมบูรณ์ข้าพเจ้าสามารถกล่าวพิสูจน์ความเป็นอมตะของวิญญาณได้พวกเขายังถามข้าพเจ้าวิญญาณออกจากร่างกายได้อย่างไรหลังความตาย และเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในความฝันด้วยหรือเปล่า


    สุดท้าย พวกเขาถามข้าพเจ้าว่า พระเป็นเจ้ามีสีผิวอะไรเพราะเขาเห็นว่ามนุษย์มีผิวกายหลายสีและด้วยเหตุที่ชาวอินเดียมีผิวสีดำจึงคิดว่าพระเป็นเจ้าควรต้องมีผิวกายสีดำ และเป็นสีดำอย่างยิ่งด้วยนอกจากนั้นรูปเคารพเหล่านี้ยังถูกทาด้วยน้ำมันจนเป็นมันลื่น ส่งกลิ่นประหลาด ๆ นั่นทำให้ดูยิ่งน่าเกลียดขึ้นไปอีกจากที่โดยปกติก็น่าเกลียดอยู่แล้วข้าพเจ้าสามารถตอบคำถามพวกเขาด้วยเรื่องราวทางศาสนาได้ทั้งหมดจนกระทั่งเป็นที่พอใจแล้ว ก็มาถึงจุดประสงค์ของการแพร่ธรรม คือขอให้พวกเขายอมรับพระคริสต์ศาสนาแต่ทว่าพวกเขากลับลังเลและพูดกันว่าหากเปลี่ยนศาสนาแล้วพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรและใครจะมาหาเลี้ยงพวกเขาได้”


“แม้ว่าคนในแถบนี้จะไม่มีความรู้ไม่รู้หนังสือ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ข้าพเจ้าได้พบพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งที่มีการศึกษาดีเขาบอกว่าได้รับการศึกษามาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงของอินเดียด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงอยากจะสอนศาสนาเขาโดยลำพังในที่สุดเขาก็ยอมบอกความลับทางศาสนาของเขา ซึ่งข้าพเจ้ารับรองว่าจะไม่บอกกับใครข้อหนึ่งในหลายข้อก็คือ ในที่สุดแล้วมีพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้แค่องค์เดียวเป็นพระผู้สร้างฟ้าและแผ่นดิน เป็นผู้ที่เรามนุษย์สมควรจะกราบสักการะเขาบอกว่ารูปเคารพต่าง ๆ นั้นแท้จริงเป็นรูปจำลองของปีศาจพวกพราหมณ์มีตำรับตำราต่าง ๆ ที่บรรจุคำสอนของพระเจ้าเที่ยงแท้ไว้แต่เวลาเรียนนั้นต้องใช้ระบบมุขปาฐะคือถ่ายทอดปากต่อปากก็เหมือนกับที่เราเรียนในภาษาลาติน เขาได้อธิบายข้อความเชื่อต่าง ๆของเขากับข้าพเจ้าโดยลำพัง


เขาย้ำอีกว่า ในวันสำคัญทางศาสนาของพราหมณ์พวกเขาจะไปชุมนุมกันสวดซ้ำ ๆ ว่า “โอ้พระเจ้า ข้าพเจ้าอ้อนวอนพระองค์ตลอดนิรันดร”พวกเขาปฏิญาณว่าจะต้องสวดซ้ำ ๆ เช่นนี้ด้วยเสียงต่ำ เขายังอธิบายว่า ด้วยกฎของธรรมชาติพวกพราหมณ์สามารถมีภรรยาได้หลายคน และในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ยังเสริมว่า ในอนาคตจะมีวันที่มนุษย์ทั่วทั้งโลกจะนับถือศาสนาเดียวกัน เมื่ออธิบายจบเขาก็ขอให้ข้าพเจ้าช่วยอธิบายข้อความเชื่อในศาสนาคริสตังและสัญญาว่าจะเก็บไว้เป็นความลับ แต่ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าจะไม่สอนสักคำเดียวถ้าท่านไม่สัญญาว่าจะเผยแพร่พระคริสต์ธรรมออกไป หลักธรรมของศาสนาคริสตังก็คือ“ผู้ที่เชื่อและได้รับศีลล้างบาปก็จะรอด”ด้วยพระวาจานี้และด้วยคำอธิบายของข้าพเจ้า ก็เป็นการสรุปบทข้าพเจ้าเชื่อฯทั้งครบชายหนุ่มรีบจดบันทึกไว้อย่างระมัดระวัง รวมทั้งเรื่องของบัญญัติสิบประการด้วย


ในที่สุดเขาก็เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าเขาได้ฝันว่าตัวเขาเองกลายเป็นชาวคริสต์ด้วยความยินดีอย่างล้นเหลือและกลายเป็นพี่น้องร่วมงานกับข้าพเจ้า เขาขอให้ข้าพเจ้าล้างบาปเขาอย่างลับ ๆแต่ด้วยการกระทำเช่นนี้ย่อมขัดกับความชอบธรรมและไม่ถูกต้องข้าพเจ้าจึงมิได้ล้างบาปให้เขา แต่มั่นใจว่าด้วยพระเมตตาของพระเป็นเจ้าวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นชาวคริสต์ที่ดีข้าพเจ้าจึงย้ำให้เขาออกไปประกาศแก่คนไม่รู้หนังสือทั้งหลายว่ามีพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว ผู้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดิน แต่เขากลับขอร้องข้าพเจ้าว่าเขาจำเป็นต้องยึดมั่นในคำสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์เพราะหากเขาประกาศความลับนี้ออกไป เขาอาจถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงได้”


ข้าพเจ้าคงไม่มีอะไรจะเล่าให้ท่านฟังนอกจากความชื่นชมยินดีอย่างล้นเหลือที่พระเป็นเจ้าประทานให้ผู้รับใช้ของพระองค์ผู้ทำงานในสวนองุ่นที่ป่าเถื่อน และในที่แห่งเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าเชื่ออย่างมั่นคงว่าหากจะมีความจริงและความสุขแท้สถิตอยู่ที่ใด ก็ต้องเป็นดินแดนแห่งนี้เป็นแม่นมั่น ข้าพเจ้ามักจะได้ยินคำพูดของบรรดามิชชันนารีที่ทำงานของพระเจ้าบางคน เขามักจะร้องออกมาว่า

“ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าวิงวอนพระองค์อย่าประทานความสุขในโลกนี้แก่ข้าพเจ้ามากมายนักหรืออย่างน้อย เพราะพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์โปรดกรุณานำข้าพเจ้าไปยังดินแดนบรมสุขเถิด”เพราะใครก็ตามที่ได้ลิ้มรสความหวานซึ้งในจิตวิญญาณของตนก็ไม่คิดว่าการมีชีวิตยืนยาวโดยมิได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์นั้นจำเป็นอีกต่อไป”


นี่คือการปลอบโยนจิตใจของข้าพเจ้าพี่น้องที่รัก ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านทั้งหลายแล้วก็คิดถึงตัวเองในอดีตข้าพเจ้าเสียเวลาอันมีค่าไปอย่างไร้ประโยชน์ และเกิดผลทางจิตวิญญาณน้อยเหลือเกินแม้จะได้เห็นตัวอย่างชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และได้สนทนาธรรมเกี่ยวกับความรู้ด้านเทววิทยากับท่านอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณคำภาวนาของท่าน พระเป็นเจ้าประทานพระหรรษทานให้ข้าพเจ้าผ่านทางท่านที่ได้ตั้งใจดูแลและวิงวอนเพื่อข้าพเจ้าพระองค์ทรงเผยให้เห็นบาปอันนับไม่ถ้วนที่ข้าพเจ้าได้กระทำ และทรงประทานพละกำลังให้ข้าพเจ้าปลูกฝังความเชื่อลงในวิญญาณของคนนอกศาสนา

ขอขอบพระคุณพระเป็นเจ้าตลอดนิรันดร และขอบคุณสำหรับความกรุณาของท่านด้วยพระพรมากมายที่ข้าพเจ้าได้รับมาในปัจจุบันนั้น ข้าพเจ้าต้องขอบพระคุณพระเป็นเจ้าโดยเฉพาะเมื่อได้ทราบข่าวว่าสมเด็จพระสันตะปาปาทรงรับรองคณะของเราแล้วข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ว่าในขณะนี้พระองค์ทรงมีผู้แทนอย่างเป็นทางการแล้ว

ตอนนี้ข้าพเจ้าต้องจบจดหมายแล้วข้าพเจ้าอ้อนวอนต่อพระเจ้าทรงผู้รวมเราเข้าในทางแห่งชีวิตแล้วก็ได้ทรงแยกเราออกไปเสียห่างกันเพื่องานในพระศาสนาของพระคริสต์ และในที่สุดขอโปรดทรงรวมเราเข้าอีกครั้งเข้าอาศัยในบ้านบรมสุขแท้ที่ซึ่งพระองค์จะประทานพระหรรษทาน ให้เรามั่นคงในการสวดภาวนาร่วมกันกับผู้อื่นโดยเฉพาะกับบรรดาวิญญาณของทารกที่ข้าพเจ้าได้โปรดศีลล้างบาปและร่วมกับเด็กๆผู้ที่พระเป็นเจ้าทรงเรียกจากโลกนี้ไปอาศัยในบ้านแท้ของพระองค์ในสวรรค์ก่อนจะพ้นวัยไร้เดียงสา ข้าพเจ้าคิดว่าผู้คนเหล่านี้มีมากกว่า 1,000 คนข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อนขอให้พวกเขาเสนอวิงวอนพระเป็นเจ้าให้นำชีวิตที่เหลือของเรา (หรือในอีกแง่หนึ่งคือชีวิตในห้วงเวลาเนรเทศนี้) ขอพระองค์โปรดชี้นำให้เราเข้าใจพระประสงค์และทำงานของพระองค์ให้สำเร็จไปอย่างบริบูรณ์ด้วยเถิด


ฟรังซิส

จากเมืองโคชิน 31 ธันวาคม 1543



[1]การอ่านพระวรสารที่กล่าวถึงนี้หมายถึงบทแรกของพระวรสารนักบุญยอห์น ที่ใช้อ่านในตอนจบมิสซา (ยอห์น 1-14)เป็นธรรมเนียมที่จะอ่านบทนี้ต่อหน้าคนป่วย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการรับเอากาย อีกธรรมเนียมที่คล้ายๆกันคือให้ใครคนใดคนหนึ่งถือบทคัดลอกพระวรสารตอนนี้ขับร้องบทลูกแกะพระเจ้า หรือใส่สายจำพวก






Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 13:31:46 น.
Counter : 270 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



New Comments