Man of Steel ไม่ใช่หนังดีแต่ผมชอบมันว่ะ (+ ความเห็นเรื่อง Batman v Superman)
ไม่รู้ว่า Man of Steel จะถือว่าเป็นหนัง Guilty pleasure สำหรับผมได้หรือเปล่า Guilty pleasure คืออะไรก็ตามที่เรารู้ว่ามันไม่ดี ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเรา แต่ก็ยังชอบที่จะกินหรือทำมัน กรณีของหนัง ส่วนใหญ่จะหมายถึงหนังที่ทุกคนมองว่า “แย่” หรืออาจจะล้มเหลวบนบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่ “ฉันชอบว่ะ” อารมณ์ทำนองนั้น

ผมเป็นแฟนบอย DC Comics แต่ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องตามปกป้องหนังของ DC ทุกเรื่อง ผมเกลียด Batman & Robin แม้จะเป็นแฟนแบทแมน ผมเกลียด Green Lantern ไม่ได้ชอบอะไร Superman Returns มากนัก ขณะเดียวกัน ผมชอบหนัง Marvel (ทั้งจากของค่ายอื่นและที่สร้างเอง) อย่าง X-men, X2, X-men : First Class กับ Days of the Future, Iron Man, Guardian of the Galaxy, Captain America : The Winter Soldier หลักฐานคือบทความนี้

Man of Steel เป็นหนังมีปัญหาจริง หลายๆจุดผมเห็นด้วยกับคนที่ไม่ชอบหรือเกลียด เช่น บางซีนที่มีการนำเสนอแปลกๆ อย่างการตายของโจนาธาน เค้นท์ (เควิน คอสต์เนอร์) ที่จู่ๆก็หายไปกับพายุ (ก๊าก อันนี้ฮามาก), จังหวะการเล่าเรื่องที่แทรกฉากในอดีตมาแบบไม่สัมพันธ์กับตัวเหตุการณ์ในปัจจุบันมากนัก คนบางคนเลยรู้สึกเบื่อ แล้วก็ที่เห็นด้วยจริงๆคือ มันมีการทำลายล้างมากเกินไป... มากเกินไปจริงๆให้ตายเถอะ แม้แต่ตัวผมเองที่ชอบหนังเรื่องนี้ ตอนดูอีกรอบเมื่อเร็วๆนี้ยังคิดในใจว่า “เฮ้ย พอเถอะ พอได้แล้ว มันเยอะไปแล้ว!”


(Smileyฉากนี้สวย แต่น่าขำตรงที่ดาวกำลังระเบิด โลกกำลังสะเทือน แต่ชียืนได้นิ่งงดงามมาก!)


(Smileyโจนาธาน เค้นท์ถูก "กลืนหาย" มากกว่าจะถูกพายุพัดนะ ฉากนี้ดูกี่ทีก็รับไม่ได้จริงๆ)



สคริปท์เรื่องนี้ ความเห็นส่วนตัวคือไม่ได้ดีแต่ก็ไม่ได้ห่วยแตก ผมรู้สึกว่าเดวิด โกเยอร์เป็นนักเขียนบทที่ไอเดียเข้าท่าแต่การเขียนบทค่อนข้างเห่ย ผมไม่ชอบบทใน Batman Begins ที่โกเยอร์เป็นคนเขียนมากนัก แต่บางส่วนมันอาจจะออกมาดีได้เพราะมีคริสโตเฟอร์ โนแลนมาร่วมเขียนด้วย ในขณะที่ Man of Steel เป็นของเดวิด โกเยอร์คนเดียวเน้นๆเลย และแซค สไนเดอร์เป็นผู้กำกับที่เก่งด้านวิชวล แต่ความสามารถในการเล่าเรื่องถือว่าอยู่ระดับกลางๆ มีทั้งดีทั้งแย่ผสมกัน ผลเลยออกมาที่ Man of Steel ไม่ใช่หนังที่ลงตัวมากนัก

ผมเข้าใจคนที่เกลียดหนังเรื่องนี้ ผมเห็นประเด็นในหลายๆอย่างที่เขาว่ามา แต่ผมก็ชอบมันจริงๆว่ะ



อันดับแรก ผมไม่สนใจเรื่องที่อารมณ์ของหนังซูเปอร์แมนจะเคร่งเครียด อาจเป็นเพราะผมอ่านคอมมิคหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เลยรู้สึกว่ารับได้ถ้าเรื่องราวของซูเปอร์แมนหรือโลกของ DC Comics นับจากนี้จะเป็นไปในโทนมืดๆ จริงจัง ไม่เหมือนกับ Marvel ที่จะไปทางตลกหรือไม่ซีเรียสมากนัก อีกประเด็นคือ หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 9-11 เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เหมือนกับปลุกคนอเมริกาให้ตื่นจากฝัน มารับรู้ความเป็นจริง หลังจากนั้นมุมมองของฮีโร่หลายๆตัวก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่แบทแมน แต่ยังรวมถึงเจมส์ บอนด์หรือแม้แต่ลาร่า ครอฟท์ (Tomb Raider) ผู้คนต้องการอะไรที่ “จริง” มากขึ้น เข้าถึงมากขึ้น ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ที่จะพาคนดูไปสู่ความเพ้อฝันเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว ดังนั้นถ้ามองในแง่มุมนี้ ผมคิดว่าโทนซีเรียสก็ไม่เลวนัก

แล้วผมก็ชอบวิธีที่หนังเซ็ทอัพอารมณ์ตอนที่ซอดกำลังจะบุกโลกด้วยการส่งข้อความถึงโลกกับคาเอล (ซูเปอร์แมน) ก่อน คือมันได้อารมณ์แบบผู้ก่อการร้ายประกาศจะขู่ทำลายล้างหากไม่ทำตามความต้องการ มันจึงเป็นทั้งอารมณ์แบบหนังว่าด้วยการก่อการร้ายและหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลกในจังหวะเดียวกัน ดูแล้วน่าพรั่นพรึง


(Smiley ฉากนี้สไนเดอร์บิ้วอารมณ์ได้ดีมาก)


อันดับสอง ข้อนี้คือข้อที่ผมโดนใจที่สุด Man of Steel เล่าเรื่องซูเปอร์แมนในแง่มุมของตัวละครที่สับสน พยายามจะหา “ที่ลง” ของตัวเองในสังคมมนุษย์ เป็นความโดดเดี่ยวของผู้มีพลัง อารมณ์พวกนี้มีปรากฏอยู่ในคอมมิคอยู่ไม่น้อย และผมก็พอใจมากที่ได้เห็นมันปรากฏอยู่บนจอใหญ่บ้าง มันมีสาเหตุว่าทำไมผมถึงชอบแบทแมนมากกว่าซูเปอร์แมน นั่นก็เพราะผมมองว่าคาแร็กเตอร์คือตัวละครน่าเบื่อ เขาเป็นดั่งเทพ ทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและเสน่ห์ เป็นตัวแทนของสิ่งที่ทุกๆคนก็อยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง “ถ้าบินได้แบบซูเปอร์แมนก็คงจะดี” “ถ้าทรงพลังแบบซูเปอร์แมนได้ก็คงจะดี” “ถ้ามีเสน่ห์กล้ามใหญ่ๆเหมือนซูเปอร์แมน สาวๆก็คงชอบ” บลาๆๆ 

แต่จริงๆแล้วการเป็นซูเปอร์แมนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย 

ซูเปอร์แมนมีบุคลิกในแบบที่เรียกว่า needy คือต้องการการยอมรับจากคนอื่นสูง ในขณะที่แบทแมนจะเป็นประเภท “ใครจะด่าตูก็ช่าง ตูจะทำ ใครจะทำไม” แต่ซูเปอร์แมนคือความโดดเดี่ยวในโลกใบนี้ เขารู้ว่าตัวเองมีพลังที่คนอื่นไม่มี เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นลูกแท้ๆของครอบครัวเค้นท์ เขารู้ว่าเขาไม่ได้เป็นมนุษย์เหมือนคนทั่วๆไป มีคนยกย่องเขาเป็นเหมือนเทพเจ้า พอๆกับที่มีคนเกลียดเขาเพราะเพียงแค่ความเป็นเอเลี่ยน (เช่น เล็กซ์ ลูธอร์... ชื่อนี้จริงๆเขาอ่านว่าลูธอร์น่ะนะ)

ฉะนั้นในคอมมิคหรืออนิเมชั่น เวลาที่ซูเปอร์แมนจะทำอะไร เขาต้องแน่ใจว่าคนอื่นๆจะยอมรับได้ด้วย ซูเปอร์แมนจึงต้องคอยเก็บพลังของตัวเองไม่ให้ใช้ออกมาเต็มที่ พยายามรักษาความเสียหายให้น้อยที่สุด

แต่ Man of Steel เต็มไปด้วยความพินาศแบบไร้เหตุผลเลยนะ! ถูกครับ ข้อนี้ผมเห็นด้วย แต่ลองมองดูดีๆ นี่คือ Superman Begins ซูเปอร์แมนเพิ่งจะเรียนรู้ว่าตัวเองมีพลัง เพิ่งจะลองเหาะเป็นครั้งแรก เพิ่งจะลองสู้เป็นครั้ง เพิ่งจะลองปล่อยแสงออกจากตาเป็นครั้งแรก ทุกอย่างคือครั้งแรกหมดสำหรับซูเปอร์แมน เพราะฉะนั้นข้อนี้ผมถึงพอจะหยวนได้

อีกประเด็นหนึ่งคือความเป็น “เทพ” อันนี้ต้องเข้าใจนิดว่าสำหรับ DC Comics แล้ว เขาจะมองซูเปอร์ฮีโร่ของเขาเป็นเหมือนกับ “ตำนานเทพ” พวกซูเปอร์ฮีโร่เป็นเหมือน demi-god เป็นผู้ที่มีพลังรองลงมาจากเทพเจ้า (พวก old god อย่างซูสหรือฮาเดส หรืออะไรทำนองนั้น) แต่ในสายตามนุษย์ ฮีโร่ของ DC เป็นเหมือนเทพเจ้าเดินดิน ส่วนแบทแมน (ตัวละครที่เป็นมนุษย์ ไม่ได้มีพลังพิเศษ) ก็จะเป็นเหมือนพวกผู้กล้าอย่างเฮอคิวลิสหรือเจสัน (อาร์โกนอท) 


(Smiley ผมชอบอารมณ์ตอนที่คลาร์กเป็นเด็กและพลังของตัวเองเพิ่งตื่นเป็นช่วงแรกๆ รู้สึกได้เลยว่ามันทั้งแปลกแยกและทุกข์ทรมานเอาเรื่อง)


(Smiley ผมชอบเวลาที่ได้เห็นฮีโร่ออกค้นหาตัวเองแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นบรูซ เวย์นหรือคลาร์ก เค้นท์ก็ตาม บางทีมันอาจจะสะท้อนถึงความรู้สึกลึกๆในตัวผม ที่กำลังค้นหาตัวเองอยู่ตลอดเวลาก็เป็นได้)


(Smiley เพิ่งจะลองใช้ครั้งแรก ยังควบคุมได้ลำบากเป็นของธรรมดา รวมถึงการใช้พลังในการต่อสู้ก็ด้วย)



อันดับสาม ผมชอบฉากต่อสู้ในหนังเรื่องนี้ โอเคๆ ผมเข้าใจว่ามันทำลายล้างเกินอะไรชนิดไมเคิล เบย์ยังต้องอึ้ง ขยับนิดเดียวเป็นระเบิดกระจุยพังพินาศ บ้านเมืองเสียหายชนิดที่ยิ่งกว่ากอซซิลล่าบุก แต่วิธีการนำเสนอมันเป็นวิธีการที่ผมอยากเห็นในหนังมานานแล้ว คือการต่อสู้ของมนุษย์ต่างดาวที่เร็ว แรง ดุดัน มีคนบอกว่ามันเหมือน Dragonball เหมือนชาวไซย่าสู้กัน แต่... ทำไมไม่ลองคิดกลับกันดูบ้างล่ะครับว่า Dragonball ก็มีบางส่วนที่หยิบยืมมาจากซูเปอร์แมนเหมือนกัน เหมือนเจอศัตรูที่เหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนกัน มันจะยังมีวิธีการสู้อย่างอื่น “ที่ไม่งี่เง่า” อยู่ด้วยงั้นหรือ ถ้าจะมีการหยิบยืมมาใช้กันบ้าง มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ? 

อะไรนะ? ถ้าตูอยากดู Dragonball ตูก็จะไปดู Dragonball แต่ตูอยากดูซูเปอร์แมน?

ไม่เอาน่า ข้อประชดประชันอันนี้ไร้สาระมาก แบบนี้มันก็พูดกับหลายๆเรื่องได้ เพราะส่วนใหญ่หนังหลายเรื่องๆก็จะมีการหยิบยืมกันมาใช้อยู่แล้ว เช่น ฉากยิงสโลว์โมชั่นของ The Matrix ก็หยิบยืมมาจากหนังฮ่องกงหรือไม่ก็พวกหนังโฆษณาหรือมิวสิควีดีโอ คือถ้าจะเล่นมุกด่าแบบข้างต้น ผมว่ามันก็เอามาใช้ได้กับหนังทุกเรื่อง เช่น Captain America : The Winter Soldier “ตูอยากดูกัปตันอเมริกา ถ้าตูอยากดู Bourne ตูก็จะไปดู Bourne” อะไรแบบนี้เป็นต้น...

อย่างไรก็ตาม ถ้าฉากแอ็กชั่นลดความพินาศอย่างไร้เหตุผลลงบ้าง เสียหายน้อยกว่านี้บ้าง บางทีคนอาจจะรับได้ระดับหนึ่งก็ได้นะครับ เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่บ่นๆกันมาคือ “ฉากต่อสู้ไคลแม็กซ์น่าเบื่อ” ทั้งๆที่ชกกันตูมตาม... ซึ่งผมก็พอจะเข้าใจเสียงวิจารณ์ข้อนี้นะ


(Smiley ยกมือสารภาพสองข้างเลยว่า "ผมชอบฉากต่อสู้นี้")


(Smiley บึ้ม!)


(Smiley บึ้ม!)


(Smiley บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!)



โดยรวมแล้ว Man of Steel เป็นหนังน่าผิดหวังถ้ามองในแง่มุมโดยรวม แต่จะบอกว่าเป็นหนังห่วยเลยมันก็ "สุดโต่งเกินไป" (ยกเว้นแต่คุณจะเป็นพวกรักก็รักเลย เกลียดก็เกลียดเลย ไม่มีตรงกลาง) จริงๆมันมีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ มีการเซ็ตประเด็นเกี่ยวกับตัวซูเปอร์แมนและโลกในมุมมองหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ 9-11 ถ้าอย่างเก่งแล้วผมให้เรื่องนี้ 7 เต็ม 10 ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลที่สุดในมุมมองส่วนตัวครับ


(เสริม)

คิดยังไงกับ Batman V Superman : Dawn of Justice?

ครับ ในฐานะคนที่เคยอ่าน The Dark Knight Returns ที่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของเรื่องนี้ และเคยอ่าน Justice League มาพอสมควรโดยเฉพาะ New 52
ผมรู้สึกว่า “มันน่าสนใจ” ครับ

BvS (ขอย่อๆ) เน้นย้ำอารมณ์อย่างที่ผมว่ามาในข้างต้นเกือบทั้งหมด เช่น ในตัวอย่าง เราจะเห็นบรูซ เวย์นวิ่งเข้าไปในฝุ่นควันขณะที่ตึกกำลังถล่มเพราะซูเปอร์แมนสู้กับซอด อารมณ์ตรงนั้นทุกคนเห็นตรงกันว่า “อย่างกับเหตุการณ์ 9-11” เป็นไปได้ว่าหลังจากนี้ หนังทุกเรื่องของ DC ก็คงจะเล่นอารมณ์แบบนี้เหมือนกันหมด 


(Smiley บรูซ เวย์นวิ่งฉากนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ก่อการร้ายที่สะเทือนขวัญกันเมกันมาแล้ว)



หรือสถานะที่ซูเปอร์แมนเป็นเหมือน “พระเจ้าเดินดิน” มันคืออารมณ์คล้ายๆกับ Infinite Crisis ที่โลกมองเห็นฮีโร่เป็นผู้ที่มีอำนาจดุจพระเจ้า จึงเริ่มมีทั้งคนยกย่องและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่ามันสมเหตุสมผลกับคนในยุคนี้ที่พอเห็นใครมีอำนาจเกินไป จะเริ่มมีคนกลุ่มหนึ่งตั้งแง่เพื่อทอนอำนาจนั้นลงทันที ในความเป็นจริงถ้ามีคนแบบซูเปอร์แมนเกิดขึ้น ก็คงไม่เหมือนกับหนังหรือในคอมมิคสมัยก่อนที่จะมองไปในแง่บวกหรือยกย่องเพียงอย่างเดียวแล้ว


(Smiley มันก็สมจริงดีถ้าจะมีคนแบบซูเปอร์แมนมาอยู่ในโลกนี้จริงๆ)


(Smiley ซูเปอร์แมนถูกสร้างภาพลักษณ์เป็นเหมือนพระเจ้าสำหรับคนบางกลุ่ม)



หรือโทนเรื่อง “เทพเจ้าปะทะมนุษย์” ก็ด้วย ฉากที่แบทแมนเผชิญหน้ากับซูเปอร์แมน  มันเหมือนกับเฮอคิวลิสกำลังเผชิญหน้ากับซูสก็ไม่ปาน ถ้ามองในแง่มุมของตำนานกรีกเหมือนอย่างที่ DC พยายามจะนำเสนอมาตลอด ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจเอามากๆ


(Smiley เฮอคิวลิสปะทะซูส!)


แต่ที่น่าเป็นห่วง?

แน่นอนว่าผมเป็นห่วงการเล่าเรื่องของแซ็ก สไนเดอร์ ผมคิดว่าแซ็ก สไนเดอร์ไม่ใช่ผู้กำกับที่เล่าเรื่องเก่ง แต่งานด้านภาพออกมาสวยมาก 300 เป็นงานที่ภาพสวย แต่เนื้อหาไม่มีอะไรเป็นพิเศษ Sucker Punch นี่ติดอันดับ “หนังยี้” สำหรับผมไปตลอดกาล จึงค่อนข้างเป็นห่วงว่า BvS จะออกมาอีท่าไหน

ผมเป็นห่วงเรื่อง “การทำลายล้างที่มากเกิน” เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นใน Man of Steel

ผมเป็นห่วงเรื่องที่ “ตัวละครเยอะมาก” เพราะนอกจากซูเปอร์แมน แบทแมน กับวันเดอร์วูแมนแล้ว ยังจะมีแฟลช, อควอแมน หรือกรีนแลนเทิร์นโผล่ออกมาอีก... ในหนังเรื่องเดียวกันเนี่ยนะ? แล้วยังมีข่าวลือว่าจะมีศัตรูโคตรแกร่งระดับดูมเดย์ออกมาอีก! ฮ่วย! มันจะเยอะเกินไปแล้ว!

ก็คงต้องรอตัวหนังจริงๆละนะ...




Create Date : 26 กรกฎาคม 2558
Last Update : 26 กรกฎาคม 2558 11:27:24 น.
Counter : 909 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog