แปลกแยกในหมู่สัตว์สังคม The Imitation Game, The Theory of Everything
ออสการ์ปีนี้มีหนังเกี่ยวกับอัจฉริยะบุคคลที่สร้างอิทธิพลในการวิทยาศาสตร์ถึงสองเรื่องคือ “อลัน ทัวริ่ง” ใน The Imitation Game และ “สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง” ใน The Theory of Everything

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ก็มีคนที่ไม่สามารถจะสื่อสารกับมนุษย์คนอื่นๆได้ บางคนมีปัญหาด้านการพูดคุยเพราะรสนิยมหรือแนวคิดแตกต่าง บางคนเพราะป่วยเป็นโรค กระนั้นพวกเขาก็สร้างอิทธิพลกับให้วงการวิทยาศาสตร์หรือโลกในแง่มุมที่ต่างกัน

มันจึงเป็นความแปลกแยกท่ามกลางมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม

(หมายเหตุ : จะว่า Spoil ดีหรือเปล่า เพราะเหตุการณ์ในเรื่องก็คือเหตุการณ์จริงซึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว บางเรื่องเสิร์ชหาในเนทก็เจอเลยนา...)




The Imitation Game 
“เมื่อสมัยก่อนมนุษย์สร้างแม่มด สมัยนี้มนุษย์สร้างคนป่วยทางจิต” , Thomas Szasz




ผมไม่ใช่เกย์ แต่ผมเข้าใจความแปลกแยกเพราะบางครั้งก็ทำอะไรไม่เหมือนกับชาวบ้านหรือเพื่อนๆ ตั้งคำถามอะไรประหลาดที่คนได้ฟังได้อ่านแล้วต้องหงุดหงิด (เช่น ขอบเขตของงานอดิเรก หรือ “ทำไมเราถึงได้ชอบ Sci-fi นะ”) หรือไม่ก็ตั้งคำถามกับวัฒนธรรมหรือสิ่งที่สังคมยึดถือ (เช่น ประเพณีต่างๆ บางอย่างมันจำเป็นด้วยเหรอ? มันจำเป็นยังไงล่ะ? แล้วถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น?) ทว่าสุดท้ายผมกลับไม่กล้าที่จะแหกคอก กลายเป็นคนขี้ขลาดที่ได้แต่ทำตัวตามครรลองไป ยอมทำตัวเป็นเด็กดีจะได้ไม่มีปัญหา...

และนั่นคือปัญหาในจิตใจของผม 

จะอย่างไรผมก็ไม่อาจซ่อนปัญหาในจิตใจของตัวเองได้ ยิ่งพยายามเดินตามคนอื่นมากเท่าไหร่ ผมยิ่งออกห่างจากตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ การได้เชื่อมต่อกับคนอื่นมันสนุกและมีชีวิตชีวาอย่างไรนั้นผมเข้าใจ แต่การต้องห่างไกลจาก “สิ่งที่อยู่ข้างในของตัวเอง” มันต้องทนทุกข์ยิ่งกว่า มันได้กลายเป็นปัญหาเรื่อง “การยอมรับคุณค่าของตัวเอง” ไปแล้ว

The Imitation Game พูดถึงอลัน ทัวริ่ง (เบเนดิกต์ คัมเบอแบทช์) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนาซีจะส่งรหัสลับติดต่อกันเพื่อจะโจมตียุโรป นั่นคือรหัสอีนิกม่าซึ่งยากจะถอดได้ มันมีความซับซ้อน และสามารถเปลี่ยนรูปแบบได้เป็นล้านล้านรูปแบบ และทุกๆเที่ยงคืนจะมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่ง ทำให้ฝ่ายพันธมิตรต้องช้ากว่านาซีอยู่ร่ำไป อลัน ทัวริ่งกับลูกทีมเข้ามาช่วยในการไขรหัส แต่อลันกลับคิดต่างจากคนอื่น แทนที่จะมานั่งไขรหัสที่เป็นได้ล้านล้านแบบภายในเวลาวันเดียว (แถมสิ่งที่ทำมายังต้องสูญเปล่าเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน) ทำไมไม่สร้างเครื่องที่ถอดรหัสอีนิกม่าเองซะเลยล่ะ?



เครื่องที่ว่านี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ มันต้องใช้ทุนสูง และยังต้องใช้เวลานานกว่าจะเวิร์ค พวกลูกทีมที่นั่งถอดรหัสแทบเป็นแทบตายต่างก็โกรธเกรี้ยวอลันเพราะเอาแต่ปันเวลามานั่งสร้างเครื่องบ้านี่ เรียกว่าต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง จนกระทั่งวันที่อลันได้เจอกับหญิงสาวชื่อโจอัน คลาร์ก เขาจึงได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการสื่อสารกับคนอื่น

ใช่ เขาอัจฉริยะ ใช่ เขาเก่งในเรื่องการถอดรหัส แต่งานนี้ถ้าไม่มีคนช่วย ความเก่งนั่นมันก็เปล่าประโยชน์ อลันได้เรียนรู้ถึงการ “เป็นสัตว์สังคม” ของมนุษย์ และในที่สุดเขาก็สร้างเครื่องถอดรหัสอีนิกม่าได้สำเร็จด้วยผลของ “การเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์” นี่แหละ



ไม่ว่าหนังจะตีแผ่ความโดดเดี่ยวของอลันได้ตรงกับตัวจริงหรือไม่ แต่ทั้งในหนังและชีวิตจริง อลัน ทัวริ่งมีปัญหาอีกข้อหนึ่งที่ตรงกัน

เขาเป็นเกย์ และคนในยุคนั้น (ค.ศ. 1951) ไม่ยอมรับการเป็นเกย์

ดังนั้นเมื่อวันที่สถานภาพการเป็นเกย์ถูกเปิดเผย เขาจึงต้องยอมรับการบำบัดด้วยการฉีดยาแทนการเข้าคุก

ตรงนี้ในหนังขยายค่อนข้างจะชัดเจนว่า อลันมีปัญหาทำอะไรไม่เหมือนคนอื่นเขาอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก สื่อสารกับคนอื่นไม่ค่อยได้จึงต้องถูกแกล้งอยู่บ่อยๆ ยิ่งมีประเด็นเรื่องเกย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ปัญหาการสื่อสารกับมนุษย์ก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ กลายเป็นความโดดเดี่ยวอ้างว้างแม้จะสามารถสร้างเครื่องถอดรหัสอีนิกม่าได้แล้ว ชีวิตก็มีแต่เลวร้ายลง

ตามประวัติศาสตร์จริง อลันตายในปี ค.ศ. 1954 ตอนอายุ 41 ปี (ก่อนหน้าที่จะอายุ 42 เพียงสิบหกวัน) ด้วยพิษของไซยาไนด์โดยไม่รู้ว่าจงใจฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุ

แต่นี่คือความโดดเดี่ยวของบุคคลจริงในโลกของมนุษย์ ไม่ว่าจะอัจฉริยะหรือเป็นวีรบุรุษสงครามเพียงใดก็ตาม ด้วยความเป็นสัตว์สังคม มนุษย์จึงมองคนที่คิดต่างหรือมีรสนิยมที่แตกต่างเป็นเหมือนกับตัวประหลาด

เหมือนอย่างที่ Thomas Szasz นักจิตวิทยาชาวฮังกาเรียนกล่าวไว้ว่า
“เมื่อสมัยก่อนมนุษย์สร้างแม่มด สมัยนี้มนุษย์สร้างคนป่วยทางจิต”

คนที่เป็น Introvert (เงียบๆ ไม่ค่อยชอบไปงานปาร์ตี้หรือสังสรรค์) มักถูกมองเป็นคนสุขภาพจิตไม่ดี เก็บกด ทั้งๆที่ก็แค่บุคลิกหนึ่งในหลายๆบุคลิกของมนุษย์ ซึ่งเป็นอีกขั้วของ Extrovert (พวกที่ชอบพูดคุย สังสรรค์) ขั้วที่พ่อแม่ “อยากให้” เด็กๆเป็น ขั้วที่คนในสังคมมองว่า “ปกติ”

ทั้งที่ Introvert ก็คือคนปกติแบบเดียวกับ Extrovert

ผมไม่ใช่เกย์ แต่ผมเป็น Introvert และหลายครั้งก็ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด จริงๆใจหนึ่งก็อยากจะติดต่อสื่อสารกับชาวบ้านตามแบบของสัตว์สังคม แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ในตัวเอง ในเมื่อพ่อแม่ต้องการจะให้ผมดูสนุกสนานเหมือนเด็กคนอื่นๆ (พวกท่านเคยบอกว่าผมเป็นพวกปิดตัวเอง ซึ่งในความรู้สึกผม มีค่าเท่ากับคำว่า “แย่”)

ดังนั้นตอนเวลาเข้าทำงาน ผมจึงต้องแสร้งทำเป็นสนุกสนาน ไปกินเหล้า ไปเที่ยว บลาๆๆ (เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องการทำงาน)

ได้สนุกกับเพื่อนหรือคนในออฟฟิศมันก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องแลกมากับการทนทุกข์เพราะนับวันก็ยิ่งห่างไกลจาก “ตัวตนของตัวผมเอง”

ทุกวันนี้ผมเรียนรู้ที่จะเป็น Introvert แบบมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น เข้าถึงในสิ่งที่ตัวเอง แต่ในขณะเดียว ถ้ามันจำเป็นต้อง Extrovert ในบางครั้ง ผมก็ต้องหาทางสวมหน้ากากและแสดงละครกันไป เพื่อรักษาสถานภาพของสัตว์สังคมไว้

ก็เข้าข่าย Persona กับ Shadow ของคาร์ล จุงนั่นแล มีหน้ากากหลายใบก็ไม่เลวเหมือนกัน

แค่ผมสงสัยว่าถ้าตัวเองยอมแข็งขืนและยอมโดดเดี่ยว แต่สามารถประดิษฐ์อะไรได้เหมือนอลัน ทัวริ่ง มันจะดีกว่าหรือเปล่านะ?



The Theory of Everything 
“คนที่เงียบมีเสียง (ในจิตใจ) ที่ดังที่สุด”, Stephen Hawking




ถ้าจำไม่ผิด สตีเฟ่น ฮอว์กิ้งตัวจริงเป็น Introvert กระนั้นก็ไม่มีปัญหากับการเข้าสังคมอะไรเท่าไหร่ เขามีเพื่อน ต่อมามีแฟน แถมตัวเขายังเป็นเด็กหัวดีอีกต่างหาก แต่สิ่งที่มาขัดขวางเส้นทางชีวิตอันสวยงามของเขากลับไม่ใช่ใครนอกจาก “โรคภัย” ซึ่งก็คือ Motor Neuron Disease หรือโรคที่มีปัญหาด้านระบบสั่งการของประสาทในสมอง มันทำให้สตีเฟ่นค่อยๆควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ จนกระทั่งกลายเป็นอัมพาตไปทั้งตัว ขยับได้แค่การกะพริบตากับบางส่วนของร่างกายเท่านั้น

โรคนั่นทำให้สตีเฟ่นเป็นเหมือนคนโดดเดี่ยวทางสังคม เขาไม่อาจสื่อสารกับใครได้เต็มที่ อาจจะพูดได้แต่ก็พูดไม่ชัด 

อลัน ทัวริ่งคือคนที่ต้องเรียนรู้ว่าการเป็นสัตว์สังคมมีประโยชน์อย่างไร แต่สตีเฟ่นอาจจะเข้าใจได้ดีกว่าใครเพื่อน เพราะถ้าเขาไม่มีคนอย่างเจน ไวลด์ หรือ เจน ฮอวกิ้ง (หลังแต่งงาน) ชีวิตอาจจะต้องแย่กว่านี้ก็ได้ เจนคอยปฏิบัติและคอยดูแลสตีเฟ่นอยู่เสมอ แม้สุดท้ายชีวิตคู่จะจบลงไม่สวยก็ตามที...

สุดท้ายสตีเฟ่น ฮอว์กิ้งคือ "ความแปลกแยกในหมู่สัตว์สังคม" ที่โชคดีกว่าอลัน ทัวริ่งมากโข เพราะบั้นปลายชีวิต เขาได้รับการยกย่อง หนังสือขายดีเป็นล้านเล่ม แม้จะมีร่างกายพิกลพิการก็ตาม 



The Theory of Everything ไม่ใช่หนังสมบูรณ์แบบ มันอ้างอิงจากหนังสือ Travelling to Infinity: My Life with Stephen (สู่อนันตกาล : ชีวิตฉัน และสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ของโพสต์บุ๊กส์) โดย “เจน ฮอวกิ้ง” เป็นคนเขียน ดังนั้นจึงเป็นแง่มุมของเจนที่ต้องแบกรับความกดดันและความเครียดจากการเลี้ยงดูสตีเฟ่นมากกว่าจะเป็นเรื่องของสตีเฟ่นเอง



ตรงจุดนี้มันทำให้ผมคิดว่า ถ้ามีสักวันที่นักทำหนังหันมาเล่าเรื่องของสตีเฟ่นผ่าน “มุมมองของสตีเฟ่น” เอง จะแบบ Inception หรือเป็นเชิงสัญลักษณ์สุดแนวก็ได้ มันก็คงน่าสนใจเอามากๆ

ผมอยากรับรู้เรื่องราวของ “เสียงในจิตใจที่ดังที่สุด” ของสตีเฟ่น กับคนที่ไม่สามารถขยับไปไหนมาไหน หรือพูดสื่อสารกับใครได้อย่างเต็มปากได้นั้น เขามีความคิดแบบไหน 

ที่สำคัญคือ เป้าหมายสำคัญของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง... การค้นหา “Theory of Everything” (ทฤษฎีที่ว่าด้วยสมการเดียวแต่สามารถอธิบายได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องแตกเป็น “ทฤษฎีสัมพันธภาพ” กับ “กลศาสตร์ควอนตัม” เหมือนทุกวันนี้)

นี่คือส่วนที่กระแทกใจผมมากในหนังเรื่องนี้

ชายคนหนึ่งใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเป้าหมายเดียว คือการไขความลับของจักรวาล

แล้วตัวผมล่ะ?

ตัวผมทำบ้าอะไรอยู่วะ?

อะไรคือเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวอันเป็นที่สุดของผม? 

คือเควสเพียงหนึ่งเดียวของผม? 

คือ Theory of Everything ของผม?

หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมต้องเคว้งอยู่ในอาการที่แม้แต่อ่านหนังสือก็ไม่รู้เรื่อง ได้แต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา 

หวังว่าคงไม่ต้องรอให้โรคภัยเข้ามาเล่นงานผม ถึงจะตาสว่างได้ว่าตัวเองต้องการจะลงมือทำอะไรหรอกนะ?




Create Date : 24 มกราคม 2558
Last Update : 24 มกราคม 2558 20:38:07 น.
Counter : 1419 Pageviews.

2 comments
  
เค้ามาอ่านรีวิวเรื่อง Imitation Game ค่ะ

แล้วก็มาให้กำลังใจเจ้าของบล็อคด้วยค่ะ

...

อ่านแล้วเกิดคำถามกับตัวเองบ้างเลย

ว่าตอนนี้ชั้นกำลังทำอะไร และต้องการอะไรในชีวิตนี้อยู่

โดย: LemonOnTheRock วันที่: 24 มกราคม 2558 เวลา:20:53:13 น.
  
ขอบคุณครับ
โดย: หมาหัวโจก วันที่: 30 มกราคม 2558 เวลา:21:34:09 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog