The Book of Eli (2010) : เมื่อเกม Fallout พาข้าพเจ้ามาเจอ (2)


ต่อเนื่องจากบล็อกคราวที่แล้ว กับเรื่อง A Boy and His Dog หนังปี 1975 



สารภาพว่าไม่เคยคิดจะสนใจ The Book of Eli เลย ผมรู้ว่าหนังมันทำเงินใช้ได้ แต่ตอนนั้นไม่มีความรู้สึกอยากจะดูเลยสักนิด

แต่ Fallout พาผมมาเจอกับหนังเรื่องนี้ 

The Book of Eli มีโทนคล้ายกับเกม Fallout พอสมควร ไม่ว่าจะคนทำหนังตั้งใจจะอิงถึงเกม Fallout หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็มีฉากหนึ่งที่แสดงโปสเตอร์ของ A Boy and His Dog (ที่เป็นแรงบันดาลใจหลักของ Fallout) ให้เห็นอย่างชัดเจน



หลายคนอาจบอกว่า เป็นแค่ความบังเอิญน่า! 

แต่! ผู้เขียนบทแกรี วิทต้า (Gary Whitta) เป็นผู้เกี่ยวข้องกับโปรเจคท์เกมไม่ว่าจะเป็น Duke Nukem Forever, Prey, Gears of War และเกม The Walking Dead ของค่าย Telltales Games ด้วย ฉะนั้นจะสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจาก Fallout ก็คงไม่แปลก



The Book of Eli เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคต เป็นเหตุการณ์สามสิบปีหลังเกิดสงครามนิวเคลียร์ ชายชื่ออีไลออกเดินทางไปตามถนนอันรกร้าง แต่ละวันต้องหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้ เป้าหมายคือการเดินทางไปสู่ทิศตะวันตก 

ระหว่างทาง อีไลแวะพักเมืองๆหนึ่งซึ่งปกครองโดยชายชื่อคาร์เนกี้ สิ่งที่คาร์เนกี้ต้องการครอบครองและส่งลูกสมุนออกไปค้นหาตามที่ต่างๆก็คือ "หนังสือหนึ่งเล่ม" 

และเรื่องยุ่งยากก็มาถึงตัวอีไลเมื่อคาร์เนกี้รู้ว่า "หนังสือหนึ่งเล่ม" ที่ว่า มันอยู่ในมือของอีไลนี่เอง!






3 สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับ The Book of Eli


1) แดนเซล วอร์ชิงตัน

ตัวละครในหนังเรื่องนี้ ไม่มีใครน่าสนใจเลยสักคนเดียว แต่การแสดงของแดนเซล วอร์ชิงตันทำให้ผมติดตามเรื่องนี้ได้จนจบเรื่อง

เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวละครอีไลมากนัก นอกจากว่าเขาเคยมีชีวิตอยู่ในช่วงก่อนที่โลกจะล่มสลาย เขามักหยิบ "หนังสือหนึ่งเล่ม" ออกมาอ่านอยู่เสมอ เขาเก่งพอที่จะเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ ใช้อาวุธได้ทุกรูปแบบตั้งแต่ปืนยันมีดดาบ




แต่ขณะที่อีไลเดินทาง เขาต้องเลือกระหว่าง "ภารกิจสำคัญ" กับ "การช่วยเหลือคน" อยู่เสมอ อีไลมักจะท่องพึมพำว่า เดินต่อไปเรื่อยๆ อย่าได้สนเรื่องอื่น อะไรทำนองนี้ มันทำให้ผมรู้สึกสนใจว่า เฮ้ย เบื้องลึกเบื้องหลังของอีไลคืออะไรกันแน่

และเมื่อมาถึงตอนท้าย ผมจึงได้เข้าใจว่า อ้อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ก็สมเหตุสมผลดี... ในมุมของตัวละครอีไลน่ะนะ




2) ไอเดียของเรื่องน่าสนใจ

หนังมีหลายไอเดียที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอารมณ์ที่เหมือนกับเกม Fallout

มันมีฉากหลังของเรื่องที่เป็นโลกหลังสงครามนิวเคลียร์ มีรถยนต์พังๆจอดระเกะระกะเต็มถนน มีซากปรักหักพังมากมาย มีสังคมเมืองที่พัฒนาขึ้นจากซากเมืองเก่า และมีอดีตว่าครั้งหนึ่งมนุษย์ส่วนหนึ่งมีชีวิตรอดมาได้เพราะอาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย ก่อนจะโผล่หน้าขึ้นมาบนโลกแล้วเริ่มหันกลับมาอาศัยบนพื้นผิวดินอีกครั้ง

เหมือน Fallout มาก





นอกจากนี้ยังมีอารมณ์แบบหนังคาวบอยอยู่ ซึ่งก็เป็นอารมณ์ที่เกม Fallout มีเช่นกัน

ความเป็นหนังคาวบอยนั้น มีอยู่ในฉากที่อีไลเดินทางในดินแดนที่รกร้าง มีอยู่ในฉากที่อีไลสู้กับลูกน้องของคาร์เนกี้ในบาร์เพราะเพียงแค่การหาเรื่องเพียงเล็กน้อย และมีฉากที่อีไลต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มของคาร์เนกี้ ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรกับหนังคาวบอยที่ตัวเอกต้องเผชิญหน้ากับนายอำเภอกังฉินและลูกสมุน หรืออะไรทำนองนั้น




แต่ประเด็นที่น่าสนใจจริงๆก็คือ ไอเดียที่อีไลออกเดินทางด้วย "ศรัทธา" ผมไม่ใช่คนของศาสนาใด จริงๆผมเลิกนับถือศาสนาใดๆในโลกแล้ว แต่ชอบไอเดียเรื่องการเดินทางเพื่ออะไรสักอย่างที่สูงกว่าตัวตนของตนเอง จะเรียกว่าเป็นการธุดงค์ หรือการเดินทางแสวงบุญ หรือการเดินทางเพื่อภารกิจที่สูงส่งก็ได้ทั้งนั้น 




3) งานด้านภาพที่สวยและฉากแอ็กชั่นที่ใช้ได้

The Book of Eli มีความโดดเด่นทางด้านภาพสูงมาก มันมีช็อตเจ๋งๆ อยู่เยอะ ฉากหลายฉากดูสวย มีใส่ฟิลเตอร์แปลกๆเข้าไปจนทำให้ภาพในหนังออกมาดูเก๋มาก




ส่วนฉากแอ็กชั่นก็มีส่วนทำให้หนังดูสนุกไม่น้อย อีไลสามารถใช้อาวุธได้ทุกรูปแบบ ดังนั้นจึงค่อนข้างเพลินกับวิธีการต่อสู้ด้วยปืนบ้าง อาวุธมืออย่างมีดหรือขวานบ้าง 

ฉากแอ็กชั่นกลางเรื่องที่กลุ่มของคาร์เนกี้ถล่มบ้านที่อีไลเข้าไปหลบซ่อน มีการเล่นมุมกล้องเจ๋งๆอยู่เยอะทีเดียว






3 สิ่งที่ไม่ชอบเกี่ยวกับ The Book of Eli


1) พล็อตโดยรวมน่าผิดหวัง

The Book of Eli มีไอเดียตั้งต้นที่ดีมากๆ แต่พอมาถึงตอนท้าย ตอนที่เฉลยว่าทำไมอีไลถึงต้องเดินทางไปตะวันตก ทำไมอีไลถึงมีความสามารถมากมาย ทำไมคาร์เนกี้ถึงได้อยากได้ "หนังสือหนึ่งเล่ม" นัก ทำไมโลกถึงได้เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น หนังกลับรู้สึก "ชวนให้สงสัย" มากกว่าจะสร้างความพึงพอใจ มันรู้สึกไม่สมเหตุสมผลแบบแปลกๆ 

กลายเป็นว่า มันจะสมเหตุสมผลมากถ้าคุณปิดหลักตรรกะทั้งหมด แล้วใช้ "ศรัทธา" เรื่องศาสนาคริสต์ในการเข้าถึงหนังเรื่องนี้

แต่ในฐานะคนที่ไม่ได้อะไรกับศาสนามาก จึงค่อนข้างจะแบบ... รู้สึกเสียดายโอกาสที่หนังอุตส่าห์สร้างขึ้น

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าผมชอบเรื่องการเดินทางของอีไล ชอบการเดินทางเพื่อภารกิจอะไรสักอย่างที่สูงส่ง เพื่อตัวตนที่เหนือกว่าตัวเขาเอง

แต่มันจะสมเหตุสมผลกว่าหรือไม่ ถ้า "อำนาจอะไรสักอย่าง" บีบให้อีไลต้องใช้ความสามารถที่ได้รับมา ในการช่วยเหลือเมืองให้พ้นจากเงื้อมมือของคาร์เนกี้ มันจะเป็นไม่เป็นเรื่องที่ถูกต้องกว่าหรือเปล่า ถ้าการเดินทางของอีไลไม่ใช่แค่เดินไปถึงจุดหมายปลายทางเพื่อ "นำส่งหนังสือหนึ่งเล่ม" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกช่วยเหลือผู้คนตามทางไปด้วย

แน่นอนว่า สำหรับคนที่นับถือศาสนาคริสต์ เป้าหมายของอีไลอาจจะสมเหตุสมผล เพราะหากไปถึงเป้าหมายปลายทาง แล้วสิ่งนั้นที่อีไลส่งมอบให้ เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมมนุษย์กลับคืนสู่สิ่งที่ควรจะเป็นได้จริง มันก็ย่อมต้องเป็นเรื่องที่ดี

แต่ก็มีคำถามตามมาอีก...

แล้วศาสนาอิสลามล่ะ?

แล้วศาสนาพุทธล่ะ?

แปลว่า The Book of Eli นี่ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา แต่ในประเทศอื่นๆก็มีคนแบบอีไลที่ออกเดินทางเพื่อเป้าหมายที่สูงกว่าตัวเอง เพื่อกอบกู้สังคมมนุษย์กลับคืนมาด้วย "ศรัทธาในศาสนาของตัวเอง"? 

บอกแล้ว... ไอเดียของหนังดี แต่พอมาถึงตอนท้าย มันกลายเป็นฉนวนให้ต้องตั้งคำถามอะไรต่อมิอะไรมากมาย เมื่อทุกอย่างลงท้ายที่ความเป็นคริสต์อย่างเดียว

และถ้าสมมติว่าผมไม่มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับประเด็นเรื่องศาวสนาคริสต์...

ในหนังเรื่องนี้ คาร์เนกี้คือผู้ปกครองเมืองที่ต้องการแผ่ขยายอำนาจของตัวเองด้วย "ศรัทธา" จึงต้องการ "หนังสือหนึ่งเล่ม" ที่อีไลมีอยู่

มันจะน่าสนใจกว่าหรือไม่ ถ้าคาร์เนกี้ตั้ง "ศาสนาของตัวเอง" ขึ้นมาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์ของตัวเอง แล้วอีไลคือคนที่นำพา "ศาสนาที่แท้จริง" มาสู่คนในเมือง? 

ผมรู้สึกว่าการเดินทางเพื่อส่งมอบ "หนังสือหนึ่งเล่ม" นั่น ไม่น่าจะช่วยให้โลกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้เลยนะ

เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะหนังก็บอกอยู่แล้วว่า "ศรัทธาคือต้นเหตุของสงครามล้างโลก" ด้วยซ้ำ คาร์เนกี้บอกว่า "ศรัทธา" มันเอามาใช้เป็นอาวุธได้ แล้วการนำสังคมมนุษย์กลับมาอีกครั้งด้วย "หนังสือหนึ่งเล่ม" เฉยๆ ไม่มีการกระทำอะไรที่ช่วยเตือนสติให้สังคมมนุษย์ มันจะช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไรกันล่ะ?

โอย... คิดถึงตรงนี้แล้วปวดหมอง... สำหรับคนที่ไม่ได้อะไรกับศาสนามากนักน่ะนะ




2) จังหวะการเดินเรื่องน่าเบื่อในบางช่วง

แดนเซล วอร์ชิงตันเล่นดี ภาพสวย ฉากแอ็กชั่นดูดี 

แต่การดำเนินเรื่องกลับชวนให้รู้สึกว่ามันน่าเบื่อในบางช่วง หลังจากที่อีไลกับโซราล่าออกเดินทางด้วยกัน หนังก็เริ่มมีจังหวะการเล่าเรื่องที่ลงตัวน้อยลง ทว่ายังมีฉากแอ็กชั่นเจ๋งๆให้ดูอยู่บ้าง



อย่างไรก็ตาม พอไปถึงองก์สามของเรื่อง หนังกลับเปลี่ยนจังหวะไปเสียอย่างนั้น โดยปกติแล้วฉากไคลแม็กซ์ควรจะเป็นจุดพีคที่สุดของหนัง ทว่าองก์สามของหนังเรื่องนี้ กลับอ่อนแรงลงไปจากสององก์แรกของหนังมาก ไม่มีอุปสรรค ไม่มีอะไรที่ทำให้อีไลกับโซราล่าต้องลำบากลำบนมากนัก ไม่มีอารมณ์ตึงเครียดในแบบที่ไคลแม็กซ์ควรจะเป็น 

กราฟการเล่าเรื่องด้านล่าง น่าจะเป็นตัวสรุปประเด็นตรงนี้ได้ดีที่สุด จะเห็นว่าในการเล่าเรื่องตามมาตรฐานนั้น ไคลแม็กซ์ควรจะอยู่สูงกว่าชาวบ้าน ในขณะที่ไคลแม็กซ์ของ The Book of Eli กลับพาไปไม่ถึงยอด เอาจริงๆช่วงที่มีความลงตัวที่สุดในหนัง กลับเป็นช่วงองก์แรกที่อีไลเดินทางตามลำพังมาจนกระทั่งมาเจอความขัดแย้งกับพวกคาร์เนกี้ในเมืองเท่านั้น




3) ตัวละครนอกจากอีไล ไม่มีใครน่าสนใจเลย

ไม่ว่าจะเป็นคาร์เนกี้ที่แสดงโดยแกรี่ โอลด์แมน หรือโซราล่าที่แสดงโดยมิล่า คูนิส ไม่มีตัวละครตัวไหนที่น่าสนใจเลยจริงๆ

แกรี่ โอลด์แมนเป็นนักแสดงที่เก่งกาจ ใครเคยดูเขาเล่นเป็นผู้ร้ายใน The Fifth Element เคยเห็นเขาเป็นแดร็กคูล่าใน Bram Stoker's Dracula แล้วเคยเห็นเขาเป็นตำรวจเจมส์ กอร์ดอนใน The Dark Knight น่าจะเข้าใจได้ว่าแกรี่ โอลด์แมนสามารถแสดงได้หลายบทบาทตั้งแต่คนดียันคนเลว และแสดงได้อย่างน่าเชื่อถือด้วย

แต่ตัวละครคาร์เนกี้มันขึ้นๆลงๆแบบแปลกๆ เดี๋ยวก็มีแง่มุมที่น่าสนใจ สื่อให้เห็นว่าเขาก็ไม่ใช่คนเลวอะไร เดี๋ยวก็มีแง่มุมแบบตัวร้ายโหดๆทั่วไป สุดท้ายไม่ได้เป็นตัวละครที่น่าสนใจเลยสักนิด แม้แต่การแสดงของแกรี่ โอลด์แมนก็ช่วยตัวละครนี้ไว้ไม่ได้





ส่วนตัวละครของมิล่า คูนิส... เหมือนจะมีไว้เพื่อช่วยให้อีไลเดินทางต่อไปจนถึงจุดมุ่งหมาย กับเพื่อเซาะแซะถามเรื่องราวความเป็นมาของอีไลให้คนดูได้รู้เฉยๆเท่านั้นแหละ ไม่มีประโยช์ต่อเนื้อหาอะไรเป็นพิเศษ



ฉะนั้นพอตอนท้ายมาถึง... เอ่อ... คือหนังไม่ได้ปูเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับตัวเธอไว้มากนัก พอตอนท้าย หนังแสดงให้เห็นว่าโซราล่าแข็งแกร่งขึ้น แล้วพร้อมจะออกเดินทางเพื่อกลับมาช่วยเหลือบ้านเกิดตัวเองแบบเท่ๆ... คือมันเท่จริง แต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบทสรุปของหนังเลย

มันเหมือนคนสร้างอยากจะให้โซราล่าได้รับอิทธิพลจากการเดินทางของอีไล จนทำให้ตัวละครของเธอแข็งแกร่งขึ้น อะไรทำนองนั้น

แต่... ในเมื่อหนังมันเป็นเรื่องของการเดินทางเพื่อ "ศรัทธา" ของอีไล... แล้วการเปลี่ยนแปลงคาแรกเตอร์ของโซราล่า มันไปเข้ากับประเด็นของอีไลตรงไหนกันล่ะ? มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแง่มุมแบบคริสต์เหมือนของอีไลเลยสักนิด

ถ้าการเดินทางของอีไลคือการช่วยเหลือชาวบ้านมากกว่าการเดินทางเพื่อไปส่งมอบ "หนังสือหนึ่งเล่ม" เพียงอย่างเดียว บางทีการเปลี่ยนแปลงของโซราล่า อาจจะเข้าท่าขึ้นมาก็ได้นะ 





โดยรวมแล้วผมให้ The Book of Eli...

6/10

มันมีไอเดียเข้าท่า มีโทนที่แฟน Fallout จะต้องชอบ มันมีฉากแอ็กชั่นที่ใช้ได้ โดยรวมหนังก็สนุกใช้ได้ แต่พอลงลึกเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราว... มันค่อนข้างจะชวนให้ขัดใจหรือสงสัยเสียมากกว่า




Create Date : 21 สิงหาคม 2559
Last Update : 27 สิงหาคม 2559 14:33:36 น.
Counter : 538 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog