[มัดหนังออสการ์] Birdman, The Imitation Game, American Sniper, The Grand Budapest Hotel
ไม่ได้ตั้งใจจะดูหนังเข้าชิงออสการ์ทุกเรื่อง แต่ไปๆมาๆก็ได้ดูไปแล้ว 4 เรื่อง ซึ่ง... ผมรู้ว่าบางเรื่องยังไม่ได้เข้าฉายในไทย เอาเป็นว่าเราเข้าใจได้ตรงกันว่าผมหาหนังพวกนี้ดูได้ที่ไหน Smiley

นี่ไม่ใช่การ Review วิเคราะห์เจาะลึกอะไร เพราะคิดว่าคงมีคนทำหน้าที่ได้ดีกว่า แต่มันความคิดเห็นของผมที่มีต่อหนัง 4 เรื่องนี้ล้วนๆเลยละกันนะครับ


Birdman


(ไมเคิล คีตันผู้รับบทเป็น Batman เล่นเป็นริกแกน นักแสดงที่เคยรับบทเป็น Birdman...)


มันเกี่ยวกับ?

หลังบรูซ เวย์นเลิกเป็น Batman ก็เข้าสู่ภาวะตกต่ำจึงตั้งใจจะ Rises (ผงาด) ขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายๆเพราะเกวน สเตย์ซี่ซึ่งเป็นลูกสาวติดยา และยังเจอปัญหาเรื่องบรูซ แบนเนอร์หรือ Hulk ที่ควบคุมไม่ได้อีก...

ฮ่าๆๆๆ ขำๆครับ แต่ไอ้ที่ว่ามาข้างตนก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด

ไมเคิล คีตัน (อดีตผู้เล่น Batman, Batman Returns) เล่นเป็นริกแกน ธอมสัน นักแสดงที่เคยรุ่งโรจน์จากหนังซูเปอร์ฮีโร่ "Birdman" และตอนนี้ก็กำลังเชิญหน้ากับภาวะตกต่ำของตัวเอง จึงตั้งใจจะทุ่มกำลังทั้งหมดมาที่ละครบรอดเวย์ซึ่งเขาทั้งเขียนบท, กำกับ แล้วก็นำแสดงเอง โดยหวังว่าละครเวทีเรื่องนี้จะฉุดดึงเขาขึ้นมาอีกครั้ง

แต่หนทางก็ไม่ใช่ง่ายๆ เขาพบว่าลูกสาวของตัวเองคือแซม (เอมม่า สโตน a.k.a เกวน สเตซี่จาก The Amazing Spider-man) ติดยา นักแสดงชื่อไมค์ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน a.k.a. บรูซ แบนเนอร์จาก The Incredible Hulk) ก็เป็นพวกนักแสดงติสต์แตก แสดงเก่งแต่ควบคุมไม่ได้ แล้วยังเจอปัญหาหลากหลายโดยเฉพาะนักวิจารณ์หญิงที่สามารถ "เชือด" เขาทั้งเป็นได้เลย


คิดยังไงกับหนังเรื่องนี้?

Birdman ทำให้ผมนึกถึง Black Swan ด้วยอะไรหลายอย่าง มันเกี่ยวกับนักแสดงที่กำลังเจอภาวะกดดัน ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงสภาวะจิตของเขา ริกแกนเหมือนกับคนที่จิตไม่ปกติอยู่แล้วด้วย เขามักได้ยินเสียง Birdman วิพากษ์วิจารณ์ตัวเขาบ่อยๆ แล้วยังเห็นภาพว่าตัวเองสามารถลอยตัวหรือใช้พลังจิตได้ ริกแกนคิดว่าเขาน่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่าตอนนี้ 

ผมชอบประเด็นที่ว่ามานะ ปัญหาของผมคือ อย่างที่บอกไปแล้วว่ามันทำให้นึกถึง Black Swan ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่

แต่ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ ตรงกันข้าม Birdman ทรงพลังมากในเรื่องของการแสดง มันเหมือนกับไมเคิล คีตันเล่นบทนี้ด้วยพลังทั้งหมดที่มี "ปล่อยของ" ออกมาให้เห็นกันแบบชัดๆอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน (ไม่ได้ดูหนังเขาทุกเรื่องนะ) อาจเป็นเพราะริกแกนเป็นตัวละครที่เหมือนเขียนบทขึ้นมาเพื่อตัวเขา แล้วเขาก็เล่นด้วยความรู้สึกแบบนั้นจริงๆก็เป็นได้ มันเลยดู "อิน" ตั้งแต่ต้นจนจบ 

เรียกว่าเป็น The Dark Knight Returns ของแท้เลยก็ว่าได้

นอกจากนั้นหนังยังมีวิธีการเล่นมุมกล้องที่ต่อเนื่อง หลายๆฉากเป็น long take (ถ่ายไหลไปเรื่อย) หลายฉากเป็นการเล่นเทคนิคตัดต่อที่ร้อยกันเป็นเนื้อเดียว แล้วยังดนตรีประกอบสไตล์แจ๊ซซึ่งช่วยขับเน้นสภาวะจิตใจอันยุ่งเหยิงของริกแกนได้เป็นอย่างดีอีก

ผมไม่คิดว่า Birdman เป็นหนังที่สมบูรณ์ ดูเป็นดราม่าหนักๆมากกว่าจะเป็น "ตลกร้าย" มีการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์ (โดยเฉพาะตอนจบ) และมีจิกกัด Pop culture คือคนดูยุคปัจจุบันกับหนังบล็อกบัสเตอร์ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย อย่าง Transformers หรืออะไรประมาณนั้น

แต่สิ่งที่ทำให้ผมติดใจกับหนังเรื่องนี้ก็คือ การแสดงของไมเคิล คีตันที่เหมือนทุ่มเททั้งจิตวิญญาณเลยนั่นแหละ


The Imitation Game


(เบเนดิคท์ คัมเบอแบทช์ จัดเต็มในบทของ "อลัน ทัวริ่ง" อัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวในทุกๆเรื่อง)


มันเกี่ยวกับ?

เชอล็อค โฮล์มส์ อัจฉริยะผู้มีปัญหาสื่อสารกับคนอื่น ไขปริศนารหัส "อีนิกม่า" ของเยอรมัน พร้อมๆกับที่... ต้องปิดบัง "รสนิยมทางเพศที่แตกต่าง" ไปด้วย

เอาจริงๆคือ...

มันเป็นหนังดราม่า-ระทึกขวัญ-ประวัติศาสตร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง พวกนาซีสื่อสารกันด้วยรหัสอีนิกม่าซึ่งตัวเครื่องมีการเซ็ทระบบใหม่ทุกๆเที่ยงคืน จึงทำให้ยากจะถอดรหัสได้ อลัน ทัวริ่ง (นักคณิตศาสตร์, นักตรรกศาสตร์) จึงได้เสนอตัวจะช่วยถอดรหัสอีนิกม่า เพื่อได้ข้อมูลสำคัญว่าเยอรมันจะไปโจมตีที่ไหนยังไง 

ปัญหาคือเครื่องอีนิกม่านี่สามารถส่งรหัสได้เป็นล้านล้านรูปแบบ ถ้าใช้คนที่มีอยู่แล้วคิดจำนวนเป็นปีคือต้องใช้เวลา 24 ล้านปี แต่ทีมของทัวริ่งต้องไขมันให้ได้ภายในเวลา 20 นาที ซึ่งนับว่าเป็นงานที่โหดหินมาก ถ้าระหว่างไขปริศนารหัสอยู่แล้วถึงเวลาเที่ยงคืน เป็นอันว่างานทั้งหมดที่ทำมาทั้งวันต้องเหลวเป๋ว

แต่ทัวริ่งมีแนวคิดที่ดีกว่านั้น... มันเป็นแนวคิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับ โดยเฉพาะการที่มีแต่คนไม่ชอบหน้าเขา ยกเว้นหญิงสาวชื่อ "โจน คลาร์ก"...


คิดยังไงกับหนังเรื่องนี้?

มันเป็นหนังดีที่สนุกและลงตัว 

พูดไปจะเป็นการสปอยล์มั้ยนะ? แต่ไม่หรอกมั้ง เพราะเรื่องของอลัน ทัวริ่งเนี่ย แค่เสิร์ชเน็ตก็เจอข้อมูลเป็นตับแล้วนา...

เบเนดิคท์ คัมเบอแบทช์สมควรได้รับคำชมชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาแสดงเป็นอลัน ทัวริ่งที่มีปัญหาด้านการสื่อสารกับคน รวมถึงปัญหาเรื่องการซ่อนประเด็นที่เขาเป็น "เกย์" ด้วย คัมเบอแบทช์ตีโจทย์ตัวละครตัวนี้ได้แบบแตกกระจุยจนละเอียดเลยทีเดียว 

ข้อเสียมีเพียงอย่างเดียวคือ คัมเบอแบทช์เคยผ่านการเล่นเป็นตัวละครฉลาดและไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ในทางที่ดีกับมนุษย์คนอื่นมาแล้วอย่าง Sherlock และ Star Trek into Darkness ดังนั้นจึงไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์มากนัก

หนังมีจังหวะการเล่าเรื่องที่ลงตัวทั้งด้านดราม่าและฉากระทึกขวัญตื่นเต้น (เกี่ยวกับการไขปริศนาอีนิกม่าก่อนที่นาซีจะโจมตีในแต่ละครั้ง) น่าติดตามตั้งแต่ต้นยันจบแม้จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ใครหลายคนรู้อยู่แล้ว หนังขับเน้นอารมณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวของทัวริ่งได้อยู่หมัด ตั้งแต่ปัญหาที่เพื่อนร่วมทีมไม่ค่อยชอบหน้าเขา, วิธีคิดที่แตกต่างจากคนอื่นและดูเหมือนเพ้อเจ้อ (แทนที่จะมานั่งไขรหัสแทบเป็นแทบตาย ก็สร้างเครื่องที่ฉลาดพอจะไขรหัสได้ซะเลยสิ), ความอึดอัดเรื่องที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็น "สายลับของโซเวียต" เพราะเพียงแค่เขาทำตัวแตกต่าง หรือการที่เครื่องที่เขาสร้างยังไม่สามารถถอดรหัสอีนิกม่าได้อย่างที่คิด

ปัญหาที่ผมมีกับตัวหนังเรื่องนี้คือ... มันตามสูตรหนังรางวัลแนวประวัติศาสตร์ไปนิด โดยเฉพาะตอนจบที่ขึ้น text ว่าหลังจากหนังจบไปแล้วเกิดอะไรขึ้นน่ะ


(อลัน ทัวริ่ง ผู้กลายเป็นบิดาแห่งคอมพิวเตอร์เชิงทฤษฎีและปัญญาประดิษฐ์)


American Sniper


(แบรดลีย์ คูเปอร์ลงทุนไว้หนวดไว้เครา อัพร่างกายให้กำยำโตใหญ่เหมือนคริส ไคล์ตัวจริง)

มันเกี่ยวกับ?

ร็อกเก็ตแรคคูนแห่งทีม Guardian of the Galaxy ล่าตัวผู้ก่อการร้ายในตะวันออกกลาง!

อืม... จริงๆมันคือ...

American Sniper อิงจากเรื่องราวจริงๆของคริส ไคล์ (แบรดลีย์ คูเปอร์) วีรบุรุษสไนเปอร์ในตำนานที่สังหารศัตรูเป็นร้อยด้วยกระสุนนัดเดียว ตัวหนังเล่าเรื่องตั้งแต่คริสถูกสอนจากพ่อว่าจะต้องเป็นผู้ปกป้องคนอื่น (หมาเลี้ยงแกะ) ไม่ใช่ทั้งแกะ (เหยื่อ) และหมาป่า (ผู้ล่า) เขาจำคำสอนของพ่อจนกระทั่งวันที่ได้ดูข่าวในโทรทัศน์และเจอเรื่องการก่อการร้าย คริสก็ตัดสินใจสมัครเป็นทหารรับใช้ชาติจนได้อยู่ในหน่วย U.S. Navy SEAL และได้ไปรบที่อิรักครั้งแรกหลังเกิดเหตุการณ์ 9-11 

ความสามารถของคริสเป็นที่เรื่องลือระดับ "ตำนาน" จนการไปสนามรบรอบสอง เขาได้รับหน้าที่ให้หัวหน้าออกล่าตัว "อาบู มุซาบ อัลซาร์คาวี" หนึ่งในผู้ก่อการร้ายตัวเอ้ที่เกี่ยวข้องกับบิล ลาเดน และต้องเผชิญหน้ากับ "มือสไนเปอร์" อันร้ายกาจของฝ่ายตรงข้ามด้วย!


คิดยังไงกับหนังเรื่องนี้?

อารมณ์เหมือน The Hurt Locker มันพูดถึงสภาวะจิตใจของคริสที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ลำบาก บางครั้งเขาต้องสังหารเด็กเพราะจะเป็นอันตรายต่อหน่วยทหารที่ลงไปเดินอยู่ข้างล่าง ทุกครั้งที่ไปสนามรบ เขาก็จะกลับมาพร้อมกับท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมจนภรรยารู้สึกได้ ทำให้เกิดเป็นดราม่าขึ้นมาในช่วงหลังๆ 

คลินต์ อีสวู้ดกำกับฉากแอ็กชั่นได้ดี โดยเฉพาะฉากสไนเปอร์ มันมีทั้งอารมณ์แอ็กชั่นและความกดดันในเวลาเดียวกัน ติดแค่... เราเห็นอะไรแบบนี้มาพอสมควรในระยะหลังๆ มันดี ทรงพลัง แต่ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากนี้ยังมี "ลายเซ็น" ของอีสต์วู้ดอยู่ในเรื่อง คือการบิ้ลด์อารมณ์ให้คนดูรู้สึกเกลียดตัวร้ายของเรื่อง

แต่ศัตรูที่คริสจะต้องเผชิญหน้าด้วย มีตัวละครเท่ๆอยู่ นั่นคือตัวคือสไนเปอร์รับจ้างของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งพอฝ่ายผู้ก่อการร้ายโทรเรียกทีไรเป็นต้องได้เห็นศพของฝ่ายอเมริกาอยู่ร่ำไป 

ฉะนั้นฉาก "สไนเปอร์ VS สไนเปอร์" ในไคลแม็กซ์ แม้จะสั้นแต่ก็เจ๋งเอาเรื่อง


(คริส ไคล์ตัวจริง ฮีโร่ชาวเมกันที่ต้องจบชีวิตน่าเศร้าเมื่อปี 2013 เพราะถูกยิงในประเทศตัวเอง...)

The Grand Budapest Hotel 


(แค่ฉากนี้สั้นๆฉากเดียว ผมก็ขำน้ำตาเล็ดเลยจริงๆนะ ท่าเด็กกดลิฟต์นี่มันเหลือแดร๊กจริงๆ)


มันเกี่ยวกับ?

ลอร์ดโวลเดอมอร์ถูกปรักปรำเรื่องฆาตกรรมยิงชราจึงต้องถูกจับเข้าคุก...

เฮ้ย มุกบ้านี่พอได้แล้ว!!

มันเป็นการผจญภัยของกุสตัฟ (เรล์ฟ ไฟนส์) พนักงานต้อนรับระดับตำนานในโรงแรมที่โด่งดังของสาธารณรัฐแห่งซูโบรวก้า (หาไม่เจอในแผนที่หรอก...) กับบ๋อยประจำโถงรับแขกซึ่งเป็นเพื่อนที่กุสตัฟไว้ใจที่สุด กุสตัฟต้องไปเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมหญิงชราซึ่งเขาเคยมีเพศสัมพันธ์ด้วย (กุสตัฟชอบสาวแก่) จนต้องถูกจับโยนเข้าซังเต!


คิดยังไงเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้?

ผมควรจะหวังอะไรกับ Wes Anderson!? (Fantastic Mr. Fox, The Life Aquatic with Steve Zissou, The Royal Tenenbaums แต่ละเรื่องทั้งแนวทั้งประหลาด)

มันประหลาด มันแนว มันตลกจนบางฉากต้องหัวเราะท้องแข็ง (แต่ไม่ใช่หนังแนวตลาด) มันเหมือนนิทานเด็กแบบดาร์คๆ ที่มีการฆาตกรรม เลือด เซ็กส์ และฉากโป๊ มันเป็นเหมือน "สารรัก" ถึงหนังสมัยก่อน ทั้งจออัตราส่วนแบบ 4:3 เทคนิคการตัดต่อภาพหรือมุมกล้องแบบหนังสมัยก่อน (มีอารมณ์ล้อกับหนังฮิทช์ค็อกอย่าง Macguffin วัตถุสำคัญที่ตัวละครจะต้องตามหา) เทคนิค CG ที่ทำเลียนแบบสต็อปโมชั่นหรือการแมทช์ฉาก ฯลฯ 

มันมีความหมายอะไรลึกซึ้งมั้ย? ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องนี้เหมือนไม่มีประเด็นอะไรพิเศษ แต่ผมอาจจะพลาดอะไรไปก็ได้ อย่างไรก็ตาม มันแนว มันสนุกแบบแปลกๆ ตัวละครเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนสไตล์ยุโรป

ดังนั้นถ้าใครด่าหนังเรื่องนี้ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่า "ไม่สมจริงเลย!" หรือ "ไร้สาระว่ะ" ผมคิดว่าคนๆนั้นควรลองตีลังกากลับหัวแล้วดื่มว็อดก้าด้วยปลายจมูกดูนะ... อ๊ะ! นี่ผมกำลังจิกกัดแบบ Wes Anderson สินะ!! (ล้อเล่นน่า! ลางเนื้อชอบลางยาหรอกโธ่!)








Create Date : 18 มกราคม 2558
Last Update : 18 มกราคม 2558 20:35:58 น.
Counter : 1751 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog