10 Cloverfield Lane : ตัวเลือกที่... เข้าท่า?





ผมรู้... 10 Cloverfield Lane ไม่ใช่ Cloverfield  2 จะว่ามันเป็นภาคแยก (spin-off) ที่อยู่ในจักรวาลเดียวกับ Cloverfield (หนังปี 2008) ก็ได้

แต่ถึงยังไงมันก็ไม่สามารถ "ยืนอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง" ยังไงคนดูก็ต้องมีความเข้าใจใน Cloverfield มาระดับหนึ่ง ฉะนั้นจะบอกว่ามันเป็นภาคต่อก็คงไม่ผิดอะไรนัก

และถ้ามันเกี่ยวข้องกับ Cloverfield ไม่ว่าจะเรียกว่า "ภาคต่อ" หรือ "ภาคแยก" หรือ "หนังในจักรวาลเดียวกัน" ก็เถอะ ผมมองว่านี่คือ “การตัดสินใจที่เข้าท่า”

ทำไม?

ปกติแล้ว เมื่อเราพูดถึง "หนังภาคต่อ" หรือ "หนังในซีรีส์เดียวกัน" หรือ "หนังในจักรวาลเดียวกัน" เราจะนึกถึงอะไรครับ เราจะนึกถึงหนังที่เป็นภาคแรกขึ้นมาก่อน เสร็จแล้วในหัวของเราก็จะนึกถึงความเป็นไปได้ของภาคต่อโดยอิงสไตล์ที่คล้ายๆกันกับภาคแรก

เช่น 

Cloverfield เป็นหนังแนวไคจูบุกเมือง และถ่ายทำด้วยกล้องส่วนตัว เป็นลักษณะเหมือน "พบภาพถ่ายของชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ (found footage)"

ฉะนั้นหนังภาคต่อหรือ...อะไรก็แล้วแต่ที่อิงจาก Cloverfield ก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน!

แต่ในกรณีของ 10 Cloverfield Lane กลับไม่ใช่แบบนั้น มันมีอะไรที่อิงกับหนังปี 2008 น้อยมากจนแฟน Cloverfield บางคนรู้สึกผิดหวังที่รู้สึกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ (หรือแปดสิบ? เก้าสิบ?) แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนังต้นฉบับของปี 2008 เสียเท่าไหร่

แต่ผมคิดว่ามันเป็นการเดินหมากที่เข้าท่ามาก!



จริงอยู่ที่บทหนังเริ่มแรกสุดของ 10 Cloverfield Lane ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Cloverfield เลยสักนิด (มันเป็นบทหนังที่มีชื่อว่า The Cellar) แต่พอบทมาอยู่กับสตูดิโอ Bad Robot ของเจ.เจ.อบลัมส์ที่ทำ Cloverfield มันก็ถูกรีไรท์ให้กลายเป็นหนังที่อยู่ในจักรวาลของ Cloverfield เฉยเลย...

มันเป็นหนังที่เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งมีปัญหากับแฟน แล้วระหว่างการเดินทางเพียงลำพังก็เกิดอุบัติเหตุก่อนจะฟื้นขึ้นมาพร้อมกับพบว่าตัวเองถูกขังอยู่ในบังเกอร์ (หลุมหลบภัย) โดยที่ไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ข้างนอกมันเกิดอะไรขึ้น แล้วเธอก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายสองคน หนึ่งคือเจ้าของบังเกอร์ (จอห์น กู้ดแมน) และผู้ชายอีกคนที่ขอมาอาศัยด้วย

โอ ห่างไกลจาก Cloverfield มาก... แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันเข้าท่ามาก!

ดูสองรอบก็คิดเหมือนกันทั้งสองรอบ!

ทำไม?

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเอา Paranormal Activity ภาค 2 กับ 3 มาดู ผมคิดว่าภาคแรกค่อนข้างจะโอเค แค่รู้สึกว่าภาคต่อไม่น่าจะน่าสนใจเท่าภาคแรก ผมเลยไม่ได้ดูตอนที่ภาค 2 กับ 3 ออกฉาย ทว่าจู่ๆก็เกิดรู้สึกสนใจเลยตั้งใจว่าจะลองดูหนังชุดนี้จนไปถึงภาคล่าสุด (น่าจะเป็นภาคสุดท้าย)

ปรากฏว่าผมดูมาได้แค่ภาค 3 ก็ประกาศยอมแพ้แล้ว

สไตล์การถ่ายทำหนังบางอย่าง ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะมีขอบเขตที่ “จำกัด” ถ้าไม่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ชนิดขุดคุ้ยกันจริงๆ ก็ยากจะทำหนังภาคต่อโดยใช้สไตล์แบบเดียวกับภาคแรกให้น่าสนใจได้ หนึ่งในสไตล์ที่ผมว่าก็คือพวกบรรดาหนัง “พบฟุตเตจ” ทั้งหลายนั่นแหละ

ผมดู Paranormal Activity 2 กับ 3 แล้วรู้สึกว่ามุกมันซ้ำขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำขึ้นเรื่อยๆ... พอจบภาค 3 ปุ๊บ ผมล้มเลิกแผนการจะดูภาคหลังจากนั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น “ภาคแยก” และภาค 4

Cloverfield ก็อารมณ์เดียวกัน

ผมสงสัยว่าถ้า "ภาคต่อ" ของมันจริงๆคิดจะยึดสไตล์แบบภาคแรกอยู่ มันจะทำยังไงให้น่าสนใจ?

จะยังเป็น “พบฟุตเตจ” เหมือนเดิมเพื่อคงคลาสสิคของภาคแรกไว้เหรอ?

แล้วความตื่นเต้นที่เกิดจากการทำให้มอนสเตอร์ปรากฏตัวแบบแวบๆในตอนแรก จะเปลี่ยนให้เป็นอะไรล่ะ?

ส่วนตัวผมคิดว่า การดำเนินเรื่องที่ยังเป็นหนังแนวไคจูบุกเมือง ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การถ่ายทำแบบหนังทั่วไป หรือแบบ “พบฟุตเตจ” มนต์เสน่ห์ของมันก็ไม่น่าจะเท่ากับ Cloverfield ปี 2008 

หนำซ้ำในช่วงไม่กี่ปีนี้ ยังมีหนังไคจูบุกเมืองมาให้ดูไม่น้อย ทั้ง Godzilla เอย Pacific Rim เอย แล้วเดี๋ยวจะมี Godzilla เวอร์ชั่นญี่ปุ่นภาคใหม่อีก สไตล์มันจะดูซ้ำๆกันไปมั้ย?

ถ้าเป็นตามปกติ สตูดิโอส่วนใหญ่จะทำภาคต่อ (หรือหนังในจักรวาล, หรือหนังในซีรีส์ หรืออะไรทำนองนี้) มักจะพยายามอิงสไตล์จากหนังต้นฉบับเอาไว้ ทว่า 10 Cloverfield Lane กลับไม่ใช่แค่นำเสนอด้วยสไตล์ที่แตกต่างจาก “ภาคหลัก” ทั้งตัวละครและพล็อตยังต่างกันแบบสุดโต่งเลยด้วย กว่าจะรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกันจริงๆก็นู่น... ช่วงสุดท้ายของหนังนู่น...

ผมชอบว่ะ

ผมชอบแนวความคิดแบบนี้จริงๆ

แล้วผมชอบ 10 Cloverfield Lane มากกว่า Cloverfield ด้วย

เพื่อจะยืนข้อเท็จจริงตรงนั้น ผมจึงเอา Cloverfield ภาคหลักมาดูอีกรอบ พร้อมกับทำลิสต์สิ่งที่ชอบและไม่ชอบไปด้วย

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม 10 Cloverfield Lane ถึงได้น่าสนใจกว่า Cloverfield



1) ตัวละครน่าสนใจกว่า

แม่เจ้า หลังจากเอา Cloverfield มาดูอีกรอบ ผมชักรู้สึกรำคาญตัวละครหลายๆตัว 

โอเค ผมรู้ว่าเขาพยายามจะทำให้มันดูสมจริงที่สุด แต่... บางครั้งผมก็ยังรู้สึกว่ามันคือการแสดงอยู่ดี แล้วประเด็นว่าใครจะอยู่ใครจะไป... ผมก็ไม่ได้รู้สึกอินมาตั้งแต่ตอนที่หนังฉายในโรงครั้งแรกแล้วด้วย ดังนั้นพอเอามาดูรอบล่าสุด และเห็นตัวละครบางตัวต้องตายด้วยอะไรสักอย่าง ผมก็คิดในใจอย่างเย็นชาประมาณว่า “บ๊ายบาย”...

แต่ 10 Cloverfield Lane มีตัวละครที่น่าสนใจกว่ามาก เราได้เห็นว่ามิเชลมีปัญหากับคู่หมั่น เราได้เห็นว่าเธอเป็นสาวแกร่ง ฉลาดเป็นกรด ไม่ยอมให้ใครมากักขังหน่วงเหนี่ยวเธอได้ง่ายๆ ไม่ได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวหรืองี่เง่ามากนัก ผมคิดว่าเธอให้อารมณ์แบบเอเลน ริปลีย์ใน Alien ภาคแรกสุดๆ 

พูดก็พูดเถอะ ถ้าตอนท้ายเฉลยว่าเธอเป็นลูกสาวของจอห์น แมคเคลนใน Die Hard ก็คงไม่แปลกอะไรสักนิดเดียว... ก็คนแสดงเป็นคนเดียวกับที่เล่นเป็นลูซี่ แมคเคลนใน Live Free or Die Hard นี่นะ!





ส่วนตัวละครของจอห์น กู้ดแมนก็... ชวนให้บรรยากาศของหนังมันอึดอัดได้ดีทีเดียว





2) มันคือหลบหนีสัตว์ประหลาด

ไม่ผิดแน่นอน

10 Cloverfield Lane เป็นหนังที่ตัวเอกต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด... 

ใช่ครับ "สัตว์ประหลาด"... เอ๊ะ แล้วใครกำหนดล่ะครับว่าสัตว์ประหลาดจะต้องเป็นตัวอสุรกายจากนอกโลก มีตัวมหึมา  มีขาหลายๆขา คำรามโฮกฮากแล้วทำลายตึกเพียงอย่างเดียว? ทำไมจะเป็นมนุษย์ไม่ได้?

มันคือหนังที่ว่าด้วยการติดอยู่ในสถานการณ์ที่มี "สัตว์ประหลาดยักษ์" คุกคาม แล้วตัวเอกก็ต้องหาทางรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ?




3) การดำเนินเรื่องสนุกกว่า

โอเค ถ้าจะเอาความบันเทิงอย่างเดียว แน่นอนว่า Cloverfield ต้องสนุกกว่า มันดูง่ายกว่า ถล่มทลายกว่า ผมชอบฉากที่มีการระเบิดเริ่มขึ้น แล้วหัวเทพีสันติภาพก็ลอยกระเด็นมา ผมชอบฉากที่พวกตัวเอกติดอยู่ตรงกลางระหว่างสัตว์ประหลาดกับกองทัพที่ระดมยิงปืนและใช้รถถังสู้ สองฉากนี่ดูกี่รอบก็ชอบ




แต่พอเข้าตรงกลางๆเรื่อง ผมเริ่มรู้สึกว่าหนังมันแผ่วลง ความน่าสนใจเริ่มน้อยลง โดยเฉพาะตอนที่พวกตัวเอกต้องไปช่วยแฟนของร็อบบนตึก ผมเฉยมาก

แต่ก็ชอบฉากไคลแม็กซ์ที่พวกทหารทิ้งบอมบ์ใส่สัตว์ประหลาดอยู่พอประมาณนะ

อย่างไรก็ตาม 10 Cloverfield Lane กลับดึงดูดความสนใจผมได้มากกว่า สถานการณ์ที่รุมเร้าใส่มิเชลทำให้ผมอยากติดตามตั้งแต่ต้น ทั้งๆที่อยู่แค่ในบังเกอร์แคบๆ แต่กลับมีอะไรมาเล่นกับคนดูเกือบตลอด อารมณ์ประมาณหนัง Psychological Thriller สไตล์ฮิทช์ค็อก ถึงแม้จะไม่ค่อยมีฉากไล่ล่ามาก แต่ "ความรู้สึกเคลือบแคลง" หรือ "บรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจ" ทำให้หนังมันน่าติดตามตลอดเรื่อง และประเด็นที่ว่ามันคือ "หนังในจักรวาลเดียวกับ Cloverfield" ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจเข้าไปใหญ่



ที่สำคัญคืองานด้านการถ่ายภาพ!

โอ้ ตอนที่ผมดู Cloverfield รอบล่าสุด ผมรำคาญวิธีการถ่ายของกล้องมากถึงมากที่สุด 

โอเค ผมเข้าใจว่ามันพยายามทำให้เป็นมือสมัครเล่น แต่ให้ตายเหอะ ผมเคยถ่ายกล้องแบบโฮมวิดีโอมาก่อน ผมไม่เห็นว่าแม่งจะต้องซูมเข้าซูมออก เอากล้องออกห่างจากตัวแล้วปล่อยให้มันเอียงๆแบบนั้นเลย (เป็นผม ผมจะกด pause ก่อน)

ผมเข้าใจอารมณ์ที่อยากจะให้มันดูสมจริง ผมนับถือในความพยายามนั้น...

แต่มันไม่สมจริงพอมานั่งนึกถึงสิ่งที่ “คนส่วนใหญ่จะทำกันในสถานการณ์นั้น”

เข้าใจใช่ไหม?

คุณน่าจะเข้าใจใช่ไหม?

แต่เนื่องจาก 10 Cloverfield Lane ไม่ใช่หนังสไตล์ “พบฟุตเตจ” ผมจึงดูได้อย่างสบายใจมาก

เฮ้อ... สบายตาดีจัง!



4) ช่วงสุดท้ายของหนังทำให้ผม “กระหาย”

ฉากโคตรไคลแม็กซ์ (หมายถึง... ไคลแม็กซ์ที่ต่อท้ายฉากที่น่าจะเป็นไคลแม็กซ์อีกที) มันทำให้ผมร้องในใจว่า "เอ๋ เอางี้เลยเรอะ!" ตามด้วยการครุ่นคิดว่า "โอเค เข้าใจแล้วว่าเกี่ยวกับ Cloverfield อีกท่าไหน แต่... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ล่ะ!? เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ตอนจบของ Cloverfield มันมีอะไรตกลงมา... แล้วตอนกลายๆเรื่องจอห์น กู้ดแมนก็พูดถึง.. แสดงว่า... ปัทโธ่เว้ย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

ผมรู้สึกว่าเหตุการณ์ในช่วง "โคตรไคลแม็กซ์" มันออกจะแปลกๆไปนิด โดยเฉพาะ... วิธีการเอาตัวรอดในช่วงท้ายๆ... แต่ด้วยความที่หนังมันไม่ได้อธิบายร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไม่ได้ถึงกับปล่อยให้เราอยู่ในความมืดไปเสียทั้งหมด ในสมองของผมจึงพยายามจะต่อชิ้นจิ๊กซอว์ในหัวโดยเอาสิ่งที่เห็นใน Cloverfield มาร้อยเข้ากับหนังเรื่องนี้

ผลคือ... มันเหมือนกับภาพจิ๊กซอว์แมวที่พวกมิเชลต่อกันในบังเกอร์น่ะครับ มันมีชิ้นส่วนที่ขาดหายไป แต่ก็พอจะมองเห็นภาพอะไรบ้างแล้ว

และไอ้การได้เห็นภาพคร่าวๆแบบนี้แหละ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าการได้รับข้อมูลทั้งหมดมาตรงๆซะอีก! 

มันเหมือนกับตอน Cloverfield ออกฉายในโรงครั้งแรกแล้วซ่อนคำใบ้ของที่มาของสัตว์ประหลาด จนคนดูบางคนชี้ให้คนอื่นๆได้เห็นว่า “ฉากในตอนท้ายมันมีอะไรตกลงมาที่ทะเล” นั่นแหละ
หนังเรื่องนี้ไม่ใช่ Cloverfield 2 แต่มันกระตุ้นความกระหายของเราได้ชะงัดเลยทีเดียว!



โดยรวมผมให้ 10 Cloverfield Lane

8/10

ในขณะที่ Cloverfield ผมลดคะแนนลงมาเหลือราว 

7/10

มันอาจจะมีจุดที่ชวนให้รู้สึกติดใจอยู่บ้าง (ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสมจริงของวิธีการอะไรสักอย่าง) 

แต่ถ้าเทียบกับวิธีการดำเนินเรื่องที่ชวนให้ติดตาม จุดที่ชวนให้ติดใจพวกนั้นก็พอจะเป็นอะไรที่หยวนได้
ความเป็น Psychological Thriller ก็น่าจะทำให้หนังดูสนุกในรอบๆมากกว่า Cloverfield (ซึ่งยิ่งดูก็ยิ่งเฉยมากขึ้นเรื่อยๆ)

ผมกระหายอยากจะดูว่า "จักรวาลของ Cloverfield" จะแผ่ขยายออกไปในท่าไหน แล้วเรื่องต่อไปจะเล่นมุกการเล่นเรื่องแบบไหนอีก ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถดูจบได้ภายในตัวเช่นกัน เพราะอย่างน้อยมันก็มีความสมบูรณ์ในฐานะ "หนังหนึ่งเรื่อง" อยู่พอสมควร



Create Date : 17 พฤษภาคม 2559
Last Update : 18 พฤษภาคม 2559 13:17:04 น.
Counter : 413 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog