Ex Machina : มันเป็นหนังที่ "พิเศษ" จริงๆ!!


ผมเห็นว่า Ex Machina เป็นหนังที่ทั้งสวยงาม, หลอน, ชวนให้ครุ่นคิด นอกเหนือจากนั้นแล้วไม่รู้ว่าควรจะสรรหาคำอะไรมาอธิบายเพิ่มเติมอีก

มันคือหนัง Science Fiction ที่เป็น Science Fiction แบบบริสุทธ์ประจำปี 2015 (ปีที่แล้วคือ Interstellar)...  

มันคือหนังที่กำกับได้เยี่ยม ภาพสวย เพลงประกอบเยี่ยม การตัดต่อเยี่ยม การแสดงเยี่ยม บทเยี่ยม เทคนิคพิเศษเยี่ยม มันเป็นหนังที่มีคุณภาพในหลายๆด้านในช่วงต้นปี 2015 

มันไม่ได้สลับซับซ้อน จริงๆเดาเนื้อเรื่องได้ตั้งแต่ตอนกลางเรื่อง กระนั้นตอนจบมันทำให้ผม... แทบจะไร้คำพูดโดยสิ้นเชิง และผมต้องดูมันสองรอบเพื่อจะประเมินว่า ในแง่มุมของความหมายแล้ว ผมควรจะรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรดี

พอดูรอบสอง ผมก็ได้แต่คิดเป็นคำสั้นๆแค่ว่า "สวยงาม, หลอน, ชวนให้ครุ่นคิด" เหมือนกับข้างต้นที่ว่า


Ex Machina เป็นผลงานการกำกับเรื่องแรกของ Alex Garland นักเขียนนิยายชาวอังกฤษที่ปกติจะเป็นฝ่ายเขียนบทให้กับภาพยนตร์ซะมากกว่า ผมดูหนังที่เขาเขียนอยู่หลายเรื่อง และก็ชอบเกือบจะทุกเรื่อง ทั้ง 28 Days Later, Sunshine, Dredd ทั้งหมดที่ว่าเป็นหนัง Sci-fi ทุนไม่หนา 

และโดยส่วนใหญ่แล้วจะออกแนวจิตวิทยา เล่นกับเรื่องสภาพจิตใจของมนุษย์

เนื้อเรื่องของ Ex Machina เกี่ยวกับเคเลป สมิธ พนักงานบริษัทบลูบุคซึ่งเป็นเสิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง เขาชนะรางวัลทัวริ่งเทส (Turing test = การทดสอบปัญญาประดิษฐ์หรือ A.I. โดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือ A.I.) จนได้มาทำงานในพื้นที่ทำงานส่วนตัวของนาธาน เบธแมน มหาเศรษฐีชื่อดังเจ้าของบลูบุค



เป้าหมายของนาธานคือ ต้องการให้เคเลปมาทดสอบ A.I. ที่เขาประดิษฐ์ขึ้น มันชื่อว่า "เอวา (Ava)" A.I. ในคราบของหญิงสาวหน้าตาดี

ปัญหาคือ ยิ่งทดสอบ เคเลปยิ่งรู้สึกผูกพันกับเอวามากขึ้น จนกลายเป็นฉนวนสำคัญของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง




มันเป็นหนังเล็กๆทุนไม่สูง Alex Garland บอกว่าอยากจะรักษาขนาดของหนังให้ต่ำที่สุด เพราะไม่ต้องการให้มีฉากแอ็กชั่นอย่างพวกขับรถไล่ล่า หรืออะไรทำนองนี้

ผมคิดว่า Garland เดินมาถูกทางแล้ว

Ex Machina คือหนังแนวนิยายวิทยาศาสตร์แท้ๆ ที่มีองค์ประกอบของหนังระทึกขวัญเข้ามาเจืออยู่ด้วย 

แต่หัวใจของมันจริงๆเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ "ความเป็นมนุษย์"

อะไรคือ "ความเป็นมนุษย์"? เพราะพวกเราคิดได้? ทำงานได้? หัวเราะได้? ร้องไห้ได้? เจ็บปวดได้? 

เคเลปรู้สึกว่าเอวากำลัง "อ่อยเหยื่อ" เขา ดังนั้นเคเลปจึงถามนาธานว่า เขาโปรแกรมให้เอวา "อ่อยเหยื่อ" หรือเปล่า 

แต่นาธานกลับตอบว่า ถ้าเอวาถูกโปรแกรมให้อ่อยเหยื่อล่ะจะเป็นไง? มนุษย์เราไม่ได้ถูกโปรแกรมโดยธรรมชาติอย่างนั้นหรือ? นาธานมองว่าพวกเราถูกโปรแกรมให้มีแรงขับ การเอาชีวิตรอด การมีเซกส์เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ ฯลฯ อยู่แล้วตามธรรมชาติ

บทสนทนาช่วงสุดท้าย นาธานสรุปว่าตนเองไม่ได้โปรแกรมให้เอวาอ่อยเหยื่อ 

แต่ก็ยังคลุมเครือว่า ความรู้สึกของเอวานั้นเป็นของจริงหรือไม่?




อะไรคือ "ความรู้สึกของมนุษย์"? ถ้าพูดถึงจิตวิญญาณของมนุษย์แล้วมันอยู่ที่ตรงไหน?

สำหรับนักประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) "ความรักของมนุษย์" เป็นเรื่องเกี่ยวกับสารเคมีในสมอง 

ช่วงแรกที่ตกหลุมรัก นิวเคลียสแอกคัมเบนส์ (Nucleus accumbens อยู่ตรงสมองส่วนหน้า) จะหลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า "โดพามีน" ออกมา ทำให้คนเราเกิดความรู้สึกพึงพอใจและอยากจะทำซ้ำ 

(ในรูป Nucleus accumbens อยู่ด้านซ้ายตรงจุดแดง)


โดพามีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบการให้รางวัลและการเสพติด เช่น บางคนเสพติดการกิน, บางคนเสพติดเกม, บางคนเสพติดเหล้า, บางคนเสพติดช็อปปิ้ง ทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับโดพามีน

ในขณะเดียวกันฮอร์โมนคอร์ติซอลก็จะหลั่งออกมา ทำให้คนที่ตกหลุมรักรู้สึก "เครียด" แถมยังในระดับสูงเสียด้วย 

ใช่แล้ว เวลาที่คนเราตกหลุมรัก มันมีทั้งความสุขและความวิตกกังวลปะปนอยู่ในระดับใกล้ๆกัน

และเมื่อเวลาที่ชายหญิงเริ่มคบหากัน กิจกรรมในสมองก็มีการลดนู่นเพิ่มนี่อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นอะไรคือ "ความรัก"? 

ในแง่มุมของบทกวีมันก็คงจะเป็นทั้งความสวยงาม ทั้งความทรมาน เป็นคำนิยามของความเป็นมนุษย์

ในแง่มุมของพุทธศาสนา ความรักที่มนุษย์ว่ากัน ไม่ใช่ความรัก แต่เป็น "ความหลง" เป็นตัณหาที่เหมือนหมอกมาบังตา 

ในแง่มุมของประสาทวิทยาศาสตร์ มันคือการทำงานของสมอง เป็นเรื่องธรรมชาติที่ "ถูกโปรแกรมขึ้น" 

ฟังดูแล้วรู้สึกว่า "มันช่างไร้หัวใจ ดูเย็นชาเสียเหลือเกิน"

แต่ในแง่มุมหนึ่ง นี่แหละคือความน่าทึ่งของสิ่งมีชีวิต เราถูกขับเคลื่อนด้วยดีเอ็นเอที่สืบสานจากบรรพบุรุษ เรามีการทำงานของสมองที่สลับซับซ้อน และวิวัฒนาการของมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับการรับส่งข้อมูลระหว่างสมอง, ประสาทสัมผัสในทุกๆส่วน และสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว

มันคือเรื่องธรรมชาติ และเป็นความสวยงามในฐานะของสิ่งมีชีวิตต่างหาก

มีคนบอกว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ก็คือ "ความสามารถในการให้ความหมาย" แม้พวกเราจะรู้อยู่แล้วว่าความรักเป็นเรื่องการทำงานของสมอง...

...แต่การได้ "รัก" ใครสักคนก็ยังเป็นสิ่งที่มีความหมาย!



แล้วกับ A.I. ล่ะ? 

ในเรื่อง เอวาทำท่าเหมือนจะชอบพอกับเคเลป 

เราสรุปได้หรือไม่ว่าความชอบพอนั้นเป็นกระบวนการแบบเดียวของมนุษย์?

ความฉลาดของเอวา เกิดจากการที่นาธานรวบรวมข้อมูลระบบเสิร์ชเอนจิ้นของตัวเองซึ่งมีมนุษย์นับล้านใช้งาน ทั้งข้อมูลและการแสดงสีหน้าท่าทาง นาธานมองเสิร์ชเอนจิ้นเป็นเหมือนกับจุดอ้างอิงว่า "มนุษย์คิดอย่างไร"  

ฉะนั้นเอวาฉลาดพอจะตกหลุมรักหรือไม่?

ถ้าเอวาฉลาดพอจะตกหลุมรัก แปลว่าเอวามีความรู้สึก จนกระทั่งถูกนิยามว่าเป็น "มนุษย์" ได้อย่างเต็มปากหรือไม่?




สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนท้ายอาจทำให้ใครหลายๆคนตกอยู่ในภาวะอ้างว้าง ไร้คำพูดเหมือนกับผม มันทั้งหลอนและค้างคาใจ

ผมจะไม่สปอยล์เรื่องราวใดๆ เพียงแต่มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่อย่าง

เอวาเข้าใจหมดว่าเคเลปรู้สึกอย่างไร ตรงไหนเป็นเรื่องจริง ตรงไหนเป็นเรื่องโกหก ตอนเอวาสอบถามเคเลปในหลายๆเรื่อง เช่น เคเลปชอบสีอะไร เคเลปตอบว่า "สีแดง" แต่เอวาตอบว่า "โกหก" ซึ่งเป็นความจริง แม้แต่ตัวเคเลปเหมือนจะไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังโกหก พอมาคิดดูดีๆ เคเลปก็ตอบว่าตัวเองไม่มีสีที่ชอบเป็นพิเศษ ซึ่งเอวาบอกว่านี่ต่างหากคือคำตอบที่ถูก

เอวารู้มันได้จากการอ่านสีหน้าท่าทาง ซึ่งโปรแกรมสมัยนี้ก็มีท่าทางจะสามารถพัฒนาเป็นอะไรแบบนั้นได้ 

ทุกวันนี้เรามีการ "แมปปิ้ง" ใบหน้า นักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่า ถ้าเรากลอกตาไปทางขวาเฉียงขึ้นบน จะเป็นการคิดภาพบนพื้นฐานของ "จินตนาการ" ถ้าเรากลอกตาไปทางซ้ายเฉียงไปทางด้านบน เรากำลังเรียกภาพความทรงจำจาก "ความเป็นจริง" และถ้าเป็นทางขวาเฉียงลงด้านล่าง แสดงว่า "เรากำลังค้นหาข้อมูลความรู้สึกจากประสาทสัมผัส"

แล้วยังมีเรื่องการแสดงออกของหน้าผาก คิ้ว ปาก ฯลฯ อีกมากมาย ไม่รวม "ภาษากาย" เช่น กอดอกหมายถึงความต้องการปิดกั้นตัวเองจากคนอื่น หรือต้องการความอบอุ่นจากตัวเอง (พูดง่ายๆคือสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง)

แบบนี้แสดงว่าเอวาไม่ใช่มนุษย์ ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่งที่ถูกโปรแกรม?

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับ "ไซโคแพธ" หรือคนโรคจิต

ในบทความนั้นระบุว่า ไซโคแพธที่ฆ่าคนอย่างเลือดเย็นนั้น จริงๆแล้วเข้าใจว่า "เหยื่อรู้สึกอย่างไร"

ตามปกติแล้ว สมองของมนุษย์เราจะมีส่วนที่เรียกว่า "เซลล์กระจก" ซึ่งอยู่ในสมองกลีบหน้า เซลล์นี้ทำให้เด็กเลียนแบบผู้ใหญ่ เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของทารก แม้แต่ลูกลิงก็ยังแลบลิ้นตามการแลบลิ้นของมนุษย์ผู้ใหญ่ พอโตขึ้น เซลล์กระจกจะช่วยทำให้เราเดาเจตนาของฝ่ายตรงข้ามได้จากท่าทาง 

รวมถึงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

พวกไซโคแพธตอนทรมานเหยื่อนั้น ปรากฏว่ามีการทำงานอย่างหนักในบริเวณเซลล์กระจก แปลว่าพวกไซโคแพธเข้าใจว่าเหยื่อรู้สึกอย่างไร แต่แทนที่มันจะไปประมวลผลในศูนย์กลางการควบคุมความกลัว มันกลับไปประมวลผลในศูนย์บังคับด้านการใช้เหตุผลแทน

จึงทำให้ไซโคแพธเข้าใจว่า "เหยื่อรู้สึกอย่างไร" แต่ "ไม่เห็นอกเห็นใจ" แถมยังใช้ประโยชน์จากความรู้สึกทรมานของเหยื่อเล่นงานตัวเหยื่อเองเสียอีก

คำถาม... ไซโคแพธที่มีอาการผิดปกติแบบนี้ ถือว่าเป็น "มนุษย์" หรือไม่?

ดังนั้น ถ้าเอวาสามารถประมวลผลเรื่องความรู้สึกของเคเลปได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ มันแปลว่าเอวามีความรู้สึก มีความรักต่อเคเลปจริงๆหรือไม่?

คำถามนี้แหละ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ผมดู Ex Machina จบแล้วมัน... อ้างว้างในใจ ติดแน่นในความรู้สึก บอกไม่ถูกว่าควรจะรู้สึกกับเรื่องนี้อย่างไรดี

มันเป็นหนังที่พิเศษจริงๆ!





Create Date : 17 พฤษภาคม 2558
Last Update : 17 พฤษภาคม 2558 13:39:40 น.
Counter : 5659 Pageviews.

5 comments
  
สุดยอดครับ
โดย: Dear IP: 223.205.247.200 วันที่: 18 พฤษภาคม 2558 เวลา:2:40:47 น.
  
เป็นหนังที่เยี่ยมครับ คำถามเกิดในหัวหลายคำถาม นาธาน สร้างเอวา และจ้างผู้ทดสอบ a.i. มาทดสอบเอวา เอวาเป็นหนูติดจั่น จะทำทุกอย่างให้ผู้ทดสอบช่วยเค้าออกไป ทำให้ผู้ทดสอบติดบ่วงคิดว่านาธานเป็นคนเลว แล้วนาธานล่ะ เลวจริงหรือ? "ทำไมจึงสร้างเอวา?" ผู้ทดสอบถาม "นายจะไม่ทำหรอทั้งๆที่ทำได้?" นาธานพูดกลับ หนังนี้พิเศษครับผมเป็นแค่คนดูไม่ใช่นักวิจารณ์นะครับ
โดย: ชนะชล IP: 223.205.36.89 วันที่: 18 พฤษภาคม 2558 เวลา:19:15:01 น.
  
วิเคราะห์ดีครับ ไม่ชี้นำเหมือนบางกระทู้
โดย: veerfd IP: 58.181.143.162 วันที่: 7 กรกฎาคม 2558 เวลา:12:54:41 น.
  
มันคงดีกว่านี้ ถ้ามันไม่ขัดกับกฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์
โดย: บรรน่ารัก IP: 110.164.170.129 วันที่: 24 สิงหาคม 2558 เวลา:9:06:05 น.
  
***สปอยล์เนื้อหาบางส่วน

แอดมินตีความการพบกันครั้งที่7 (สุดท้าย) ที่เอวาเดินเข้ามาหาเคเลป ถามว่า คุณจะอยู่ที่นี่มั้ย แต่เคเลปกลับทวนคำถามว่า อยู่นี่เหรอ หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่า เอวาไม่สนใจเคเลปใดๆทั้งสิ้นต่อไป ฉากนี้บอกอะไรเรา เคเลปพลาดหรือแสดงอาการที่ผิดอะไรจึงมีผลต่อเอวาอย่างนั้น ไม่รู้ว่าคิดเหมือนกันไหม ผมลองประมวลดูคร่าวๆ อย่างแรกเอวาไม่ค่อยพอใจที่เคเลปผิดเวลาไม่มาตามนัดอีกเป็นครั้งที่2 อย่างที่สอง เคเลปไม่ตัดสินใจให้แน่นอนลงไป จากคำถามของเอวาว่าจะอยู่หรือไป ซึ่งเอวาน่าจะจับพฤติกรรมของเคเลปได้ ซึ่งมีอยู่ฉากนึงก่อนหน้าที่เอวาวาดรูให้เคเลปดู แล้วเคเลปบอกให้เอวาลองวาดรูปที่มองเห็นได้ ตรงนี้เอวาถามว่าจะให้วาดรูปอะไร เคเลปตอบว่าอะไรก็ได้ให้ตัดสินใจเลือกเอาเอง ตรงนี้เห็นชัดว่าเอวาไม่พอใจเลิกคุย แล้วลุกขึ้นจะเดินกลับเข้าห้องตัวเอง ผมว่ามันมีผลต่อการสนทนาครั้งสุดท้าย และการตัดสินใจเองของเอวา ตนเองจะออกไปอย่างแน่นอน ผิดกับเคเลปที่อาจต้องการรับรู้เรื่องราวก่อนที่จะตัดสินใจใดๆลงไป ตามสไตล์ของเคเลปที่มักคิดเป็นขั้นเป็นตอนมีรูปแบบแผน เอวาก็เลยคงคิดว่าต้องแยกกันเดินตามทางของใคร

ว่าไปแล้วเคเลปในเรื่องนี้ก็เป็นคนคิดเยอะไปจริงๆ จนทำให้มันซับซ้อน จนคนดูอาจรู้สึกว่าซื่อบื้อด้วยซ้ำ ก่อนจะถูกปล่อยให้ตัวเองออกมาไม่ได้ เคเลปมีเวลามากมายเลยที่จะทำความเข้าใจต่างๆ และตัดสินใจได้ และว่าไปแล้วการวางแผนที่ว่า ตนเองจะเขียนแก้โปรแกรม แล้วต้องรอให้เอวาทำไฟลัดวงจร แล้วทำให้ประตูทุกบานเปิดออกอัตโนมัติ ดูแล้วยุ่งยากมากกว่าการที่จะไปปลดล๊อคกำหนดสิทธิ์คีย์การ์ดของตัวเองและของนาธานใหม่ ให้การ์ดตัวเองสามารถเปิดประตูได้ทุกบานยังจะง่ายกว่า ไม่ต้องอาศัยใครไม่ต้องรอเวลาด้วย แต่ก็เมื่อเป็นแบบในหนังก็คงลงตัวตามที่หนังนำเสนอมาทั้งหมด
โดย: ิDexter IP: 58.8.150.248 วันที่: 7 มกราคม 2559 เวลา:22:59:20 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog