Inside Out : เพราะมันสำคัญกว่าการเป็นแค่หนังการ์ตูน



ผมมองว่า Inside Out เป็นหนังที่เหมาะกับการบำบัดความรู้สึกของมนุษย์ หรือการเข้าใจตัวเองไม่น้อยเลยทีเดียว

มันเป็นอนิเมชั่นที่ครบรส ทั้งสนุก ตลก แล้วก็ดราม่า มันอิงคอนเซปท์ของอารมณ์กับการทำงานของสมองทั้ง “ความทรงจำระยะสั้น” และ “ความทรงจำระยะยาว” ได้อย่างสร้างสรรค์มาก

ในฐานะคนที่พยายามศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์ การทำงานของสมอง การเข้าใจเรียนรู้ภาวะซึมเศร้า หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้จะยอมรับตัวเอง อย่างน้อยๆ ผมก็คิดว่า Inside Out คือหนังที่สำคัญสำหรับผม

ดังนั้นถ้าจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ มันคงไม่ใช่ในแง่มุมของนักวิจารณ์ หรือนักวิชาการ

ในแง่มุมของนักวิจารณ์ คงมีใครหลายคนวิจารณ์หนังได้ดีกว่าผม

ในแง่มุมของนนักวิชาการหรือคนที่อยู่สายอาชีพโดยตรง คงจะสามารถวิเคราะห์เรื่องนี้ได้ดีกว่าผม

แต่ที่ผมกำลังจะพูดถึง มันคือ Inside Out กับตัวของผมเอง


Inside Out เป็นอนิเมชั่นชั้นเยี่ยมของค่าย Pixar (Toy Story, Wall-E ฯลฯ) ที่กลับมาเข้าฟอร์มเดิมอีกครั้งหลังจาก “น่าผิดหวัง” มาหลายเรื่องตั้งแต่ Brave จนถึง Monsters University 

ผู้กำกับ Inside Out ก็คือพีท ด็อกเตอร์ คนที่ทำให้น้ำลูกผู้ชายต้องเกือบหลั่งมาแล้วใน Up นั่นเอง

ไอเดียของเรื่องค่อนข้างจะน่าทึ่ง ลองคิดดูสิครับ ทั้งเรื่องมันเกี่ยวกับชีวิตของไรลีย์ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องย้ายบ้านตามพ่อแม่ แล้วหลังจากนั้นก็ประสบปัญหาในการปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่



แต่เบื้องหลังแล้ว ด้านในหัวของไรลีย์ สิ่งที่ตอบสนองต่อสถานการณ์พวกนี้ล้วนเป็นเรื่องของ “อารมณ์และการทำงานด้านสมอง” ล้วนๆ ในหนังมีแบ่งตัวที่ควบคุมสมองเป็นอารมณ์ห้าแบบ Joy (สุขสันต์ หรือ ลั้ลลา), Sadness (เศร้าหมอง), Fear (ความกลัว), Anger (ความโกรธ), Disgust (ขยะแขยง)



ทุกสถานการณ์ที่ตัวอารมณ์เหล่านี้ตอบสนอง จะก่อให้เกิดเป็นลูกบอลความทรงจำซึ่งจะไหลมาเก็บไว้ที่ “ความทรงจำระยะสั้น” ซึ่งอยู่ใกล้กับแผงควบคุม อารมณ์ทั้งห้าสามารถหยิบของพวกนี้มาใช้ได้ในทันที หลังจากนั้นลูกบอลบางส่วนจะถูกส่งไปยังสถานที่เก็บ “ความทรงจำระยะยาว” ซึ่งเกี่ยวพันกับการสร้างตัวบุคลิกของตัวไรลีย์ขึ้นมา 

และหัวหน้าทีมที่คอยนำ “อารมณ์” ของไรลีย์ก็คือ Joy 



แต่แล้ววันหนึ่ง Joy กับ Sadness ต้องระหกระเหินออกจากศูนย์บัญชาการ ทำให้ทั้งสามตัวที่เหลือคือ Fear, Anger และ Disgust เป็นตัวควบคุมศูนย์แทน หลังจากนั้นชีวิตของไรลีย์ย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเธอตอบสนองสถานการณ์ภายนอกด้วยความโกรธ, ความกลัว และความรู้สึกขยะแขยงแทน




เราได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเราจากเรื่อง Inside Out บ้าง?


ผมชอบวิธีการที่ Inside Out นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์

ไรลีย์เกิดมาด้วยอารมณ์สุขสันต์ เพราะครอบครัวค่อนข้างรักเธอ Joy จึงเกิดมาเป็นตัวแรก แล้วหลังจากนั้น Joy ก็เป็นหัวหน้าทีมในการควบคุมอารมณ์อื่นๆที่เกิดตามมาทีหลัง

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า บางทีอารมณ์ตัวแรกที่เกิดขึ้นมาก่อนใครเพื่อน และทำหน้าที่ควบคุมแผงคอนโซลของตัวผม อาจจะเป็น Sadness ก็ได้

ในหนัง Inside Out ตัว Joy ทำหน้าที่อย่างมีความสุขตามบุคลิกภาพของเธอ ไรลีย์จึงเป็นเด็กที่ค่อนข้างร่าเริง 

แต่ตัว Sadness ล่ะ มีประโยชน์อะไรกับไรลีย์?

หรือจะพูดให้ตรงประเด็นคือ...

ตัว Sadness มีประโยชน์อะไรกับตัวผม?



ถ้ายึดตามหลักการในหนังของ Inside Out บางทีตัวที่เกิดออกมาเป็นตัวแรกและเป็นหัวหน้าทีมในตัวผมคงจะเป็นตัว Sadness

ผมสารภาพว่าผมเป็นเด็กที่ค่อนข้างอ่อนไหว ผมจำได้ว่าตอนเด็กผมร้องไห้เป็นวันเพราะเพียงแค่ตอนจบของ Love Me Tender หนังของเอลวิสที่พ่อของผมชอบ เพลงนั่นทำให้ผมร้องไห้แล้วร้องไห้อีก... ถึงขั้นปั่นจักรยานไปร้องไห้ไป! ยิ่งไม่ต้องพูดถึง The Land Before Time ตอนที่แม่ของลิตเติ้ลฟุตตาย หลังจากหนังจบแล้วนึกถึงเพลง If We Hold On Together ผมก็ร้องไห้แล้วร้องไห้อีกเหมือนกัน 

ผมจำได้ว่าผมเคยร้องไห้แม้กระทั่งตอนที่คุณตาย้ายเครื่องเล่นวีดีโอแล้วสุดท้ายผมก็ต้องย้ายมันกลับไปไว้ที่เดิมเพราะมันใช้เล่นไม่ได้... ผมร้องไห้เพราะสงสารคุณตาครับ 

ผมจำได้ว่าจริงๆแล้วตอนเด็กน่ะ ค่อนข้างจะเศร้าง่าย ท้อแท้ง่ายอยู่เอาเรื่อง ทำอะไรไม่ค่อยต่อเนื่อง ดังนั้นจึงชอบที่จะอยู่กับความเพ้อฝัน โลกจินตนาการ หนัง การ์ตูน และอะไรก็ตามที่จะพาตัวเองออกจากความเศร้า

เรียกว่าโคตรจะเป็นเด็กผู้ชายเซนซิทีฟ (ฮ่าๆๆๆ น่าอายว่ะ แต่มันเป็นเรื่องจริงนี่นะ)

พอโตขึ้น ความเซนซิทีฟเกินไปทำให้ผมหวาดกลัวต่อโลกภายนอก หวาดกลัวการถูกผู้ใหญ่มอง หวาดกลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์ 

ที่สำคัญคืออารมณ์อกหักที่เกือบ “ฆ่า” ผม จำได้ว่าตอนม.ปลายผมเกือบโดดตึกไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

ตอนทำงาน ภาวะซึมเศร้าทำให้ผมถามตัวเองว่า ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร มันจะง่ายกว่านี้ไหมถ้าทุกอย่างจะจบลง... หมายถึง จบชีวิตตัวเองไปเลย... หมายถึง นอนหลับไปเลยโดยไม่ต้องตื่นอื่น

ผมรู้สึกด้อยคุณค่า ไร้ซึ่งความมั่นใจ มองตัวเองต่ำต้อยเกินจริง



ถึงผมจะไม่ได้ฆ่าตัวตาย ยังมีชีวิตอยู่ แต่ผมก็เหมือนกับไรลีย์ใน Inside Out ผมทอดทิ้งภาพความสุขทุกๆอย่างที่เคยมี ทอดทิ้งความฝัน ความหวัง ทุกอย่างพังทลาย กลายเป็นความรู้สึกเย็นชา ปิดตัวเองจากทุกๆอย่าง

วันหนึ่งแม่ผมทนไม่ไหว ถึงกับเคยพูดกับผมว่า “XXXเย็นชาเกินไปแล้ว อย่างกับหุ่นยนต์” ใช่ แม่ผมว่าผมตรงๆแบบนี้เลย

ตัว Joy ของผมได้ตกหายไปที่ไหนสักแห่ง และเกาะความทรงจำทั้งหลายได้พังครืนไปเรื่อยๆแบบใน Inside Out

แต่ก็เหมือนกับในหนัง Joy มันพยายามจะวิ่งกลับมาหาผมอีกครั้ง


บางทีไอ้ตัวที่ควบคุมแผงคอนโซลของตัวผม มันคงจะฉลาดพอจะเลือกลูกบอลความทรงจำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นผมจึงยังพอมีความหวังอยู่กับการใช้ชีวิตบ้าง

ผมเริ่มอ่านหนังสือที่จะช่วยตัวผมเองได้ดีขึ้น (อย่างพวก self-help ทั้งหลาย... การอ่านหนังสือพวกนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยนะครับ อย่าไปแคร์เสียงวิจารณ์ของใครเลย ช่วยเหลือตัวเองไว้ก่อนเถอะ)

หลังจากนั้นผมลุกขึ้นมาเรียนภาษาญี่ปุ่นทั้งๆที่เคยกลัวมาตลอดว่าจะเรียนไม่รอด

หลังจากนั้นผมก็ลุกขึ้นมาลดน้ำหนัก จนกระทั่งน้ำหนัก 114.5 กิโลเหลือแค่ 76 กิโล

บางทีตัว Joy ของผมอาจจะกลับมาแล้ว แต่ตัว Sadness ยังคงเป็นหัวหน้าควบคุมเหมือนเดิม 

แล้วก็มาถึงจุดสำคัญ

เราได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับอารมณ์ของพวกเรา ผ่านหนัง Inside Out บ้าง?


ทุกอารมณ์ล้วนมีประโยชน์ในตัวของมันเอง



Joy ตั้งคำถามสำคัญคือ ตัว Sadness มีประโยชน์อะไรในกระบวนการทั้งหมด?

นั่นสินะ ความโศกเศร้าจะไปมีประโยชน์อะไร

ความกลัวทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น ทำให้เราเรียนรู้ที่จะไม่เอานิ้วไปแหย่พัดลมหรือปลั๊กไฟ

ความขยะแขยงกับความโกรธ... อย่างน้อยก็ช่วยทำให้เราหลีกเลี่ยงบางอย่างที่เราไม่ชอบ เพื่อจะรักษาความสุขของเราเอาไว้ได้บ้าง หรือไม่ก็เป็นการบอกกับคนอื่นว่า “ฉันไม่พอใจนะ ฉะนั้นช่วยถอยไปห่างๆหรือช่วยเงียบก่อนได้ป่ะ” หรือเปลี่ยนความโกรธให้เป็นพลัง เช่น “ฉันไม่พอใจงานนี้เลยว่ะ บ้ากันนักก็สร้างงานมันขึ้นมาเองแม่มเลย!”

ความสุขสันต์นั้นไม่ต้องพูดถึง มีประโยชน์เห็นๆ

แต่ไอ้ความโศกเศร้าล่ะ มันมีประโยชน์บ้าอะไร?

Joy มองว่าชีวิตของไรลีย์จะต้องมีแต่ความสุขสันต์ เวลาเกิดเรื่องอะไร เธอก็มักจะพยายามทำให้ไรลีย์มีความสุขตลอดเวลา

แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

ยิ่งเราโตขึ้น เราก็ยิ่งเจอเรื่องพลิกผันมากมาย เราเจอเพื่อนที่เราไม่ชอบ เราเจอวิชาที่เราไม่ชอบ เราเจองานที่เราไม่ชอบ และอื่นๆอีกมากมาย



ขณะที่ Joy ต้องผจญภัยกับ Sadness เธอได้พบความสำคัญของตัวเศร้าโศกเข้าให้แล้ว

ความเศร้าโศกหรือความอ่อนไหวของมนุษย์ ทำให้เรา “เรียนรู้จะเข้าใจคนอื่น”

ย้ำอีกครั้งนะครับ

“เรียนรู้จะเข้าใจคนอื่น”

เวลาที่เราเห็นคนมีความทุกข์เพราะอกหัก คนที่อกหักมาก่อนย่อมเข้าใจคนที่ทุกข์แบบเดียวกัน

เวลาที่เราเห็นคนต้องทุกข์เพราะสูญเสียใครบางคน เราอาจไม่เคยสูญเสียคนสำคัญแบบเขา แต่เราก็เกิดความเห็นใจเขาได้อีกเช่นเดียวกัน

ผมมองความทุกข์เป็น “ก้อนๆเดียวกัน” ผมมองว่า คนเราไม่ชอบการท้องเสียมากพอๆกับการเป็นมะเร็ง คนเราไม่ชอบการถูกมีดบาดพอๆกับการต้องประสบอุบัติเหตุ

แม้คนๆหนึ่งจะเจอความทุกข์ที่เล็กน้อยกว่าอีกคนหนึ่ง 

แม้จะเป็นแค่ความทรงจำ Sadness เล็กๆเพียงไม่กี่ก้อน

แต่มันก็มีค่าพอที่จะทำให้มนุษย์ “เห็นอกเห็นใจผู้อื่น”

มนุษย์คือสัตว์สังคมครับ

บรรพบุรุษของเราพัฒนาความเป็นสัตว์สังคมมาตั้งแต่เมื่อแสนปีก่อน

บรรพบุรุษเราต้องล่าสัตว์ขนาดใหญ่ที่อันตราย ไม่อาจจะล่าด้วยตัวคนเดียวได้ ดังนั้นการรวมกลุ่มกันล่า การล่ากันเป็นทีม จึงมีความสำคัญกับการอยู่รอด และเพราะเราต้องอยู่รอดด้วยการทำงานกันเป็นทีม เราจึงต้องเรียนรู้จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นครับ

นี่คือหัวใจสำคัญของตัว Sadness 

มันทำให้เราเศร้าโศก

มันทำให้เราตกอยู่ภาวะซึมเศร้าหดหู่ เลวร้ายมากก็อาจถึงฆ่าตัวตาย

แต่เมื่อ Sadness ได้มาทำงานรวมกับอารมณ์ตัวอื่นๆโดยเฉพาะ Joy มันจึงเกิดเป็น “ความเห็นอกเห็นใจ” สิ่งเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับมนุษย์!

เราได้เรียนรู้อะไรจาก Inside Out บ้าง?

นั่นคือเราควรต้องคอยดูแลอารมณ์ทุกอารมณ์ให้อยู่ในจุดที่พอดี หรือที่เรียกว่า “สมดุล” นั่นเอง

สุขสันต์เกินไปก็ทำให้เรามองข้ามความเป็นจริง 

เศร้าโศกเกินไปก็ทำให้เราอาจทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้าง

โกรธมากเกินไปก็มีแต่จะทำให้เรื่องแย่ลง

กลัวมากเกินไปก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี

ขยะแขยงมากเกินไปชีวิตก็คงไม่มีความสุขแน่นอน

ถ้าทุกอารมณ์รวมตัวกันทำงานอย่างราบรื่น ตัวเราก็จะอยู่ในที่สมดุลครับ

คำถามคือ แล้วเราจะทำให้อารมณ์ทั้งหมดนี่อยู่ในจุดสมดุลได้อย่างไร?




ผมไม่ใช่คนเพอร์เฟกท์ครับ

ผมแนะนำใครต่อใครมามาก

รับหน้าที่ปรึกษาเพื่อนมาพอสมควร

อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ ศึกษาจิตวิทยา บลาๆๆๆ

แต่สุดท้ายผมก็ไม่ใช่คนเพอร์เฟกท์ครับ

บางครั้งผมก็เศร้า... บางครั้งผมก็โกรธ (ถ้าดึงความโกรธออกมาเป็นตัวเป็นตน คุณจะได้จอมมารที่อยากทำลายล้างโลกตัวหนึ่ง)... บางครั้งผมก็กลัวมาก... บางครั้งผมก็ขยะแขยงสุดๆ 

แต่ทั้งหมดนั่นคือตัวผมครับ!

ต่อให้ผมศึกษาอะไรมามากแค่ไหน อารมณ์พวกนั้นก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมนุษย์เราไม่เคย “เพอร์เฟกท์” แม้แต่จิตแพทย์บางคนยังยอมรับว่า “เขาก็ไม่เพอร์เฟกท์ บางครั้งก็รู้สึกแย่กับตัวเองเหมือนกับคนไข้คนอื่นๆ” (David D. Burns ผู้เขียนหนังสือ Feeling Good)

ความงดงามของมนุษย์ไม่ใช่เพราะเราเพอร์เฟกท์

เพราะเราไม่เพอร์เฟกท์ถึงได้งดงาม

เพราะเราไม่เคยเพอร์เฟกท์ เราถึงได้ “เข้าใจผู้อื่นและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันเป็นสังคม”

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดอารมณ์ จึงอาจจะแนะนำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยขออนุญาตพูดถึงสิ่งที่ผมเคยฝึกฝนมาหน่อยนะครับ

เวลาที่ผมเศร้ารุนแรง โกรธรุนแรง อันดับแรกที่ผมทำเลยก็คือ...

“หยุด”

หยุดก่อนที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ

ใน Inside Out มีฉากหนึ่งที่พ่อกับไรลีย์ทะเลาะกัน เราได้เห็นในสมองของพ่อไรลีย์ทำงานว่า “ความโกรธมันพร้อมประจัญบาน” ถ้าไม่มีอะไรมาหยุดมัน

ดังนั้นเวลาโกรธ ผมจะเงียบก่อน ผมรู้ว่าผมไม่พอใจ โคตรไม่พอใจ แต่ผมจะเงียบ ผมจะฟังเพลง ผมจะเปิดเพลงดังๆ แล้วสักพักผมก็จะหาทางไหลไปกับเพลง ร้องคลอไปกับเพลง

แน่นอนว่าเพลงทำให้เรามีความสุขแค่ชั่วคราว ความรู้สึกแย่มันไม่ได้หายไปร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยพอผ่านไปสักพัก มันจะทุเลาลงครับ

อันดับสองจึงเป็นเรื่องของการ “เปลี่ยนโฟกัส”

แทนที่จะผมจะโฟกัสไปที่อารมณ์โกรธเพียงอย่างเดียว ผมค่อยๆหันความสนใจไปยังเพลง หนัง หรือหนังสือ ถึงแม้จะดูหนังไม่รู้เรื่อง หรืออ่านไม่รู้เรื่อง แต่ก็ค่อยๆดึงโฟกัสให้ไปหามันทีละนิดๆ เวลาผ่านไปพอสมควร บางครั้งก็หนึ่งวัน บางครั้งก็สามวัน ความไม่พอใจก็ได้หายไปแล้ว

แต่มันหายไปอย่างสมบูรณ์แบบเลยไหม?

ไม่ใช่ครับ มันไม่ได้หายไปเลยสักนิด มันยังคงวนเวียนอยู่ในสมองของเรานั่นแหละ

จำง่ายๆเลยครับ

ยิ่งเรามีอารมณ์กับสถานการณ์บางอย่างมาก ความทรงจำพวกนั้นก็จะยิ่งฝังแน่นเรามากขึ้นเท่านั้น

สมมตินะครับ สมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่งดูละครมากแล้วรู้สึกอิน ยิ่งดูก็ยิ่งอิน ความรู้สึกที่มีต่อ “ผู้ชาย” แบบในละครก็ยิ่งถูกฝังลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นถึงแม้ปากจะบอกว่า “มันก็แค่ละคร” แต่จริงๆแล้วผู้หญิงคนนั้นได้ปลูกฝังอารมณ์ด้านลบที่เกี่ยวกับผู้ชายเอาไว้แล้ว เวลาที่เธอรู้สึกไม่พอใจอะไรโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผู้ชาย มันจึงกลายเป็นข้อสรุปง่ายๆออกมาว่า “เห็นมะ ผู้ชายก็เหมือนกันทุกคนนั่นแหละ”...

วิธีการนี้สามารถแก้ไขได้โดยการตั้งคำถามที่มีเหตุผลกับตัวเองครับ

เช่น เวลาเกิดข้อสรุปว่า “เห็นมะ ผู้ชายก็เหมือนกันทุกคนนั่นแหละ” คุณผู้หญิงคนนั้นก็สามารถตั้งคำถามกลับไปได้ว่า “จริงน่ะเหรอ มันเหมือนกันทุกคนจริงๆน่ะเหรอ” แล้วถ้ามีเสียงตอบกลับอีกว่า “จริงสิ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ” คุณผู้หญิงก็อาจตั้งคำถามต่อไปอีกว่า “จริงน่ะหรือ? เอาข้อสรุปมาจากไหนล่ะ ละครหรือเปล่า?” “ละครมันก็เอามาจากชีวิตจริงนั่นแหละ” “จริงที่ผู้สร้างละครเอาส่วนหนึ่งมาจากชีวิตจริง แต่ก็ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้ชายทุกคนจะต้องเป็นแบบนั้นเสียหน่อย ลองมองหาหลักฐานอื่นอีกซิ”

แบบนี้ไปเรื่อยๆ

หมอ. เดวิด เบิร์น ผู้เขียน Feeling Good สอนให้คนไข้ทำแบบนี้จริงๆครับ

เขาสอนให้คนไข้เขียนความคิดแง่ลบของตัวเองลงกระดาษ จากนั้นก็เขียนความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลอีกด้านหนึ่ง ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆจนคนไข้เริ่มดีขึ้น

ดังนั้นนี่จึงเป็นวิธีอันดับสามที่ผมเลือกใช้

เวลาที่ผมเกิดความกลัวมาว่า “มันอาจจะเกิดเรื่องเลวร้ายแบบนั้นก็ได้นะ” ผมก็จะถามตัวเองกลับว่า “ทำไมถึงคิดว่ามันเลวร้ายล่ะ มีหลักฐานอะไรงั้นหรือ” แล้วก็ถามตอบถามตอบแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหลุดออกจากความวิตกกังวลมากเกินไป

ความกลัวมีประโยชน์ ผมไม่ควรกำจัดมันทิ้ง ดังนั้นผมจึงต้องหาวิธีใช้ความกลัวนั่นให้เป็นประโยชน์มากกว่าจะปล่อยให้กลัวไปเรื่อยๆ

ผมทำได้อย่างเพอร์เฟกท์ไหม?

คำตอบคือไม่ครับ บางครั้งก็ทำได้ บางครั้งก็ทำไม่ได้ 

ก็ผมเป็นมนุษย์นี่ครับ!

แต่... มันมีความแตกต่างระหว่างคนที่ยอมแพ้ตั้งแต่แรก กับคนที่ตั้งใจทำไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ “ไม่มีคำว่าลอง ต้องทำเลย” ฝ่ายหลังจะแรงกล้ากว่ากันมากนะครับ


หลังจากที่ผมดู Inside Out จบ ผมได้รับแรงบันดาลใจมากมายพอสมควร

อย่างน้อยๆมันสนับสนุนแนวความคิดที่ผมเชื่อว่ามันเวิร์ก คือไม่มีเหตุผลจะต้องกำจัดอารมณ์ด้านลบทิ้งไปเสียทั้งหมด แต่หาทางที่จะทำให้อารมณ์ในทุกๆด้านมีสมดุล ทำงานด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ และหาทางที่จะใช้ประโยชน์จากแต่ละอารมณ์ในแต่สถานการณ์ที่เหมาะสม แบบนั้นน่าจะดีกว่า

ดังนั้นผมจึงรักหนัง Inside Out ไม่ใช่ในฐานะนักวิจารณ์ หรือนักวิชาการ

แต่ในฐานะของคนที่อยากจะเห็นตัวเองเป็นสิ่งที่ดีขึ้นครับ


ปล. อารมณ์ยังมีประโยชน์ได้ด้านอื่นๆอีกนะครับ

อารมณ์สามารถทำให้คนเกิดแรงจูงใจ ลุกขึ้นมาทำอะไรหลายอย่างได้ เช่น ลดน้ำหนัก (อย่างเช่นผม)

การศึกษาทำให้รู้ว่า อารมณ์มีผลต่อการเรียนของเด็ก ยิ่งเด็กมีความรู้สึกร่วมกับบทเรียนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจำขึ้นใจและจำฝังนานมากขึ้นเท่านั้น

ฉะนั้นใครก็ตามที่กำลังศึกษาอะไรสักอย่างหรืออยากจะให้ตัวเองเก่งขึ้น ก็สามารถทำได้โดยการ “ใส่อารมณ์” เข้าไปมากๆครับ

นึกถึงสถานการณ์ในบทเรียนเป็นภาพหรือเสียง ใส่ซาวด์เอฟเฟกต์มันๆ ตัดต่ออย่างกับหนัง ใส่สีสันสุดบรรเจิดเข้าไป เชื่อมโยงสิ่งที่อ่านหรือบทเรียนเข้ากับหนังหรือการ์ตูนที่ตัวเองชอบ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก สิ่งนั้นก็จะเข้าไปอยู่ในสมองได้เร็วและอยู่ได้นานกว่าปกติครับ 

เช่น น้องสาวผมชอบตำนานกรีกเพราะการ์ตูนกับเกม ทุกครั้งที่อ่านเรื่องตำนานกรีก น้องสาวผมจะเชื่อมโยงไปกับการ์ตูนหรือเกมจน “เกิดอารมณ์ร่วม” ผลสุดท้ายคือค่อนข้างจะรู้เรื่องตำนานกรีกเยอะ

ครูหรือพ่อแม่เด็ก ถ้าอยากให้เด็กสนใจเรียน ก็ต้องสร้างอารมณ์ในแง่บวกให้กับเด็ก ให้เด็กรู้สึกสนุกหรือตื่นเต้น ถ้าอยากให้เด็กจดจำข้อมูลที่อยากสอน ก็ต้องหาวิธีหลอกล่อให้เด็กสนุกกับมัน สามารถจินตนาการจนชัดเจนหรือสามารถสัมผัสถึงมันได้เลย แบบนี้จะมีโอกาสทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้ดีขึ้นครับ

เช่น เรื่องอวกาศ เด็กไม่สามารถออกไปสัมผัสอวกาศจริงๆได้ แต่อย่างน้อยถ้าพ่อแม่สร้างห้องให้ลูกได้สัมผัสกับอวกาศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอเด็กคนนั้น “เกิดอารมณ์ร่วม” ก็อาจทำให้เด็กสนใจที่จะศึกษาเรื่องอวกาศได้มากกว่าการจับให้นั่งโต๊ะและท่องจำชื่อดาวต่างๆ

กรณีหลังนี่ ผมยกตัวอย่างมาจากเรื่องของนักวิทยาศาสตร์บางท่าน จำชื่อไม่ได้ แต่สรุปคือมันมีจริงนะเอ้อ!



Create Date : 16 สิงหาคม 2558
Last Update : 16 สิงหาคม 2558 20:01:02 น.
Counter : 7391 Pageviews.

3 comments
  
เยี่ยม เลเวลอัฟแล้ว อัฟเรื่อยๆไม่มีแผ่วเลยนะ ชอบๆๆๆ อ่านแล้วอยากดูเลย ไม่ใช่อยากดูธรรมดานะอยากดูแล้วคิดตามไปด้วย มั่นใจว่าบทความนี้จะตามไปหลอกหลอนตอนที่ดูหนังเรื่องนี้แน่ๆ ทำต่อไปเรื่อยๆนะเป็นกำลังใจให้ สาบาน
โดย: Tan_A IP: 58.8.215.253 วันที่: 18 สิงหาคม 2558 เวลา:11:03:25 น.
  
search เจอบทความนี้โดยบังเอิญจาก google ครับ แต่อ่านแล้วรู้สึกประทับใจในแนวคิดเจ้าของบทความ ชอบครับ

โดย: คนผ่านมา IP: 49.231.240.97 วันที่: 20 สิงหาคม 2558 เวลา:15:03:01 น.
  
ชอบมากเลยค่ะ โดยส่วนตัวชอบถาพยนตร์เรื่องนี้อยู่แล้วยิ่งได้มาอ่านแนวคิดของคุณยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก เป็นทัศนคติที่ดีมากๆเลย :)
โดย: S. IP: 171.96.177.105 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:17:26:10 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog