Eternal Sunshine of Spotless Mind : การลบความทรงจำนี่มันดียังไงรึ?




Eternal Sunshine of the Spotless Mind (ชื่อไทย "ลบเธอไม่ให้ลืม') เป็นหนึ่งในหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่ผมดูหลายๆรอบ แล้วขณะที่ผมเติบโตขึ้น มุมมองที่มีต่อหนังเรื่องนี้มันก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย

เมื่อตอนผมได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก ผมรู้สึกว่า “หนังมันเท่ หนังมันแนว” ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกโดนใจเรื่องการลบความทรงจำที่เจ็บปวด เพราะตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ผมได้เจอกับเรื่องที่ผิดหวังมาพอดี ผมถูกใจหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ดู และซื้อแผ่นแท้มาเก็บไว้พร้อมกับดูไปอีกหลายรอบ (แต่ไม่น่าจะถึงสิบรอบ) 

เชื่อมั้ยว่า ผมมองว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับวันวาเลนไทน์มากกว่าหนังโรแมนติกทั่วๆไปเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผมไม่ได้เข้าใจปัญหาระหว่างตัวละครเอกสองตัวมากนัก กระทั่งเวลาผ่านมา 12 ปี เมื่อตอนนี้เอากลับมาดูอีกครั้ง ผมพบว่าตัวเองเหมือนจะเข้าใจอะไรมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น คราวนี้ผมยังได้ตั้งคำถามขึ้นมาในใจอีกว่า... การลบความทรงจำน่ะ มันเป็นเรื่องดียังไงเหรอ?

นั่นสินะ...

พอคำถามนั่นผุดขึ้นมา ผมก็ประมวลผลเพื่อหาคำตอบจาก “ความเข้าใจส่วนตัว” ที่มีต่อหนังเรื่องนี้ โดยเริ่มจากการย้อนกลับไปมองตั้งแต่ต้น



มาทวนเนื้อเรื่องกันหน่อย 

Eternal Sunshine เป็นเรื่องของโจเอล บาริช (จิม แครี่) ที่เจ็บปวดกับการพบความจริงว่าแฟนสาวของเขา คลีเมนไทน์ ครูชินสกี (เคท วินสเลท) ได้ลบความทรงจำเกี่ยวกับตัวเขาไปเรียบร้อยแล้ว กลายเป็นคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน โจเอลเลยคิดจะลบความทรงจำเกี่ยวกับคลีเมนไทน์ออกบ้าง 



ทว่าขณะที่กำลังถูกลบความทรงจำอยู่นั้น โจเอลก็ได้ตระหนักถึงคุณค่าของความทรงจำและความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อคลีเมนไทน์ เขาอยากล้มเลิกการลบความทรงจำ ดังนั้นจึงพยายามวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตเพื่อจะเก็บความทรงจำของคลีเมนไทน์เอาไว้



ในระหว่างที่โจเอลกำลังถูกลบความทรงจำเกี่ยวกับคลีเมนไทน์หรือวิ่งหนีจากการถูกลบ ผมก็ได้รู้จักเรื่องราวในอดีตระหว่างทั้งสองคนนี้มากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย แต่ตอนนี้ผมกลับมองว่ามันมีความสำคัญขึ้นมาอย่างประหลาด 

สิ่งที่ผมเข้าใจ (เป็นการส่วนตัว) ก็คือ...


1) ผมเข้าใจว่า โจเอล (จิม แครี่) คืออินโทรเวิร์ต (introvert)... แบบเดียวกับผม... 

เป็นคนเงียบ ขี้อาย ไม่ค่อยพูดกับคนแปลกหน้า ไม่ค่อยถูกโรคกับการเข้าสังคมที่มีผู้คนมากมาย พยายามทำตัวเป็นคนแสนดี ไม่ชอบเป็นจุดเด่น ไม่ชอบให้ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะคนอย่างโจเอล (ผม) เป็นพวก self-esteem (ความนับถือในตัวเอง) ค่อนข้างต่ำ ทำให้เฮิร์ทได้ง่าย ถ้ามีใครเข้ามาในชีวิตแล้วมี first impression ที่แรงพอ ก็จะตกหลุมได้ง่ายมาก กรณีของโจเอลก็คือคลีเมนไทน์

ภายใต้ความพยายามทำตัวเป็นคนแสนดี หรือเงียบ หรือขี้อายนั้น จริงๆแล้วภายในใจกลับเต็มไปด้วยเสียงพูดที่สับสน คอยวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆ ที่เลวร้ายที่สุดคือการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง และพยายามจะ “ควบคุม” ทุกอย่างให้มันเป็นไปตามอย่างที่ตัวเองต้องการ... 

ที่ต้องทำอย่างนั้นเพราะโจเอล (ผม) รู้สึกว่าอะไรๆมันก็ “ไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง (insecurity)” และเพื่อความสบายใจ จึงต้องการให้ทุกอย่างมันเป็นไปในทิศทางที่ตัวเองกำหนด ซึ่งแน่นอนว่าในโลกความเป็นจริง เหตุการณ์มันสามารถพลิกผันไปเรื่อย ไม่มีวันจะเป็นไปอย่างใจต้องการได้ตลอด (ทำให้ fail) แถมยังเอาความเป็นคนแสนดีนั้น มาทำให้น่าสงสาร ใช้มันเพื่อเรียกร้องผลตอบแทนอีก! (ถ้าอีกฝ่ายไม่ให้ตอบสนองก็จะรู้สึก fail หนักขึ้น) 

โจเอลไม่มีความมั่นใจในตัวเอง มองว่าชีวิตตัวเองคือความน่าเบื่อ เป็นกระดาษขาวที่ว่างเปล่า เพราะอย่างนั้นจึงแสวงหาความสมบูรณ์จากชีวิตรอบข้างและผู้อื่น เพื่อจะมาเติมเต็มความว่างเปล่าของตัวเอง แต่ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองเป็น และเพราะไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์ จึงไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไร กลัวนู่นกลัวนี่ กลัวว่าถ้าตัวเราทำแล้วไม่เวิร์คจะเป็นยังไง ชีวิตเลยเหมือนจะไม่ได้รับการเติมเต็มสักที ดังนั้นเขาจึงมองคลีเมนไทน์เป็นเหมือนคนที่มาเติมเต็มตัวเขา มาทำให้หน้ากระดาษที่ว่างเปล่ามีสีสันขึ้น

ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านั้นได้พัฒนากลายมาเป็น “ความรู้สึกด้อยคุณค่า” เริ่มใช้ความเปราะบางของตัวเองเป็นเครื่องมือในการรับมือกับโลกความเป็นจริง ใช้มันในการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น หรือใช้มันในการควบคุมชีวิตของคนอื่น (น่าจะแบบเดียวกับจิตวิทยาของอัลเฟร็ด แอดเลอร์)


2) ผมเข้าใจว่า คลีเมนไทน์นั้นดูภายนอกเหมือนเป็นคนที่โฉบเฉี่ยว มั่นใจในตัวเอง ทักทายคนแปลกหน้าได้อย่างไม่มีปัญหา ตัดสินใจอะไรรวดเร็ว พูดง่ายๆคือภายนอกดูเจ๋ง เซ็กซี่ และเป็นมิตรมาก

แต่เอาจริงๆแล้วคนอย่างคลีเมนไทน์ ลึกๆแล้วแทบไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย เธอเปราะบางมาก แต่แทนที่จะเก็บตัวเงียบแบบโจเอล คนอย่างคลีเมนไทน์จะยิ่งใช้การแต่งตัวที่โฉบเฉี่ยว สีผมแรงๆ บุคลิกแรงๆที่เหมือนจะมั่นใจ เอามาใช้กลบความรู้สึกไม่มั่นใจหรือความเปราะบางของตัวเอง  

คลีเมนไทน์จะค่อนข้างสุดโต่ง เวลาดีใจก็ต้องดีใจสุด หัวเราะแบบสุดๆ เวลาเศร้าก็ต้องเศร้าแบบสุดๆ เวลาตัดสินใจอะไรก็จะใช้อารมณ์เป็นหลัก (หุนหันพลันแล่น) 

ระหว่างดำเนินเรื่อง เราจะได้ยินคลีเมนไทน์พูดอยู่บ่อยครั้งว่า เธอรู้สึกเหมือนตัวเอง “ไม่สวย” เมื่ออยู่ในช่วงที่ “จิตแตก” เธอจะรู้สึกว่าตัวเอง “น่าเกลียด” เลยด้วยซ้ำ นั่นคือประเด็นหลักของ “ความรู้สึกด้อยค่า” ในใจเธอ   




3) ความสัมพันธ์ของโจเอลกับคลีเมนไทน์ย่ำแย่เพราะ...

ทั้งคู่เปลี่ยนจากความรักมาเป็นการ “ทำสงครามควบคุมอำนาจ” แทน... แบบที่คู่รักส่วนใหญ่มักทำกัน... แบบที่พ่อแม่ลูกส่วนใหญ่มักทำกัน...

สงครามคุมอำนาจ!

ผมเข้าใจว่า หลังจากคบกัน โจเอลเริ่มรู้สึกเหมือนคลีเมนไทน์เป็นปัจจัยที่ “ควบคุมไม่ได้” เขาเริ่มขุดความด้อยคุณค่าของตัวเองขึ้นมาเป็นเครื่องมือเพื่อจะโจมตีคลีเมนไทน์  เพื่อจะหาทางควบคุมคลีเมนไทน์ให้กลับมาอยู่ในกรอบที่เขาต้องการในขณะที่คลีเมนไทน์ไม่ชอบให้ใครมาตีกรอบหรือยัดเยียดความคิดให้เธอ ความรักที่หวือหวาในตอนแรก เลยกลายเป็นความน่าเบื่อมากขึ้นทุกทีๆ



โจเอลเริ่มไม่ไว้วางใจคลีเมนไทน์มากขึ้นเรื่อยๆ (เพราะคลีเมนไทน์ชักจะไม่เริ่มไม่ตอบสนองต่อความต้องการของเขา) เขาเริ่มตั้งทฤษฎีขึ้นเกี่ยวกับคลีเมนไทน์ สรุปเองเออเองว่าคลีเมนไทน์เป็นคนแบบไหนยังไง เริ่มเอาความรู้สึก “ไม่มั่นคง (insecurity)” ในใจตัวเองโยนใส่ให้อีกฝ่าย

เช่น

คลีเมนไทน์อยากมีลูก โจเอลกลับไม่แน่ใจว่าทั้งคู่พร้อมจะมีลูก และโยนความไม่มั่นใจนั้นไปให้คลีเมนไทน์... ตัดสินว่าคลีเมนไทน์ไม่น่าจะเหมาะกับการมีลูก (แต่จริงๆคือโจเอลอาจไม่มั่นใจในตัวเอง)

คลีเมนไทน์เล่าทุกอย่างให้โจเอลฟัง แต่โจเอลไม่ค่อยได้เปิดเผยอะไรให้คลีเมนไทน์ฟัง นั่นอาจเป็นเพราะโจเอลกลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์ กลัวว่าความ self-esteem ที่ต่ำต่อยจะถล่มมาทับตัวเองตาย เลยอ้างไปว่า “เพราะชีวิตของตัวเองน่าเบื่อ เลยไม่อยากเล่า” แต่นั่นคือความไม่ไว้วางใจที่โจเอลมีต่อคู่รักตัวเอง 



ที่หนักข้อสุดคือเมื่อเธอกลับบ้านดึกถึงตีสาม เขาเริ่มโจมตีใส่เธอด้วยคำพูดก่อนจะปล่อยหมัดฮุคออกไปว่า “เธอใช้เซ็กส์มาเป็นวิธีให้คนอื่นมาชอบเธอ” 

นั่นคือการโจมตีระดับ critical hit ของโจเอล

ส่วนคลีเมนไทน์นั้น เธอเคยบอกโจเอลมาตั้งแต่ก่อนคบกันแล้วว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบมองเธอเป็นเหมือนกับสิ่งที่จะไปเติมเต็มพวกเขา หรือเธอจะทำให้พวกเขามีชีวิตชีวา แต่เอาจริงๆแล้วเธอคือผู้หญิงที่ทำชีวิตตัวเองเละเทะและกำลังแสวงหาความสงบสุขในจิตใจของตัวเอง ฉะนั้นอย่าได้เอาข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของตัวเขามาใส่ตัวเธอ



ทว่านอกจากจะไม่ใส่ใจเรื่องนั้นแล้ว โจเอลยังไปขุด “ความรู้สึกด้อยค่า” ที่คลีเมนไทน์ฝังไว้ในส่วนลึกของจิตใจให้มันขยายกว้างขึ้นอีกต่างหาก

เมื่อโจเอลตัดสินเธอราวกับว่าเธอไม่น่าจะเลี้ยงลูกได้ดี ส่วนลึกของคลีเมนไทน์น่าจะเอาไปตีความทำนองว่า “อ๋อ ใช่สิ ฉันมันไม่มีคุณค่าเพราะฉันไม่สวย ขี้เหร่ใช่ไหม?”

เมื่อโจเอลไม่เปิดเผยเรื่องราวให้เธอฟัง มีแต่เธอเปิดเผยทุกอย่างฝ่ายเดียว มันอาจเหมือนกับการตอกหน้าเธอว่า “เธอมันไม่มีคุณค่าพอจะเล่าเรื่องของฉันให้ฟัง เพราะเธอไม่สวยและขี้เหร่” 

และไฮไลท์สำคัญ คือเรื่องที่โจเอลฟันธงว่าคลีเมนไทน์ใช้เซ็กส์ในการทำให้คนอื่นชอบ มันอาจเหมือนกับการตอกหน้าเธอว่า “เธอมันไม่มีคุณค่าพอจะให้ใครมาชอบ เพราะเธอมันไม่สวยและขี้เหร่ (ถึงต้องใช้เซ็กส์มาล่อ)”

อะไรคือข้อพิสูจน์ประเด็นที่ว่ามา?

ตลอดทั้งเรื่อง คลีเมนไทน์มักจะแคร์เรื่อง "ภาพลักษณ์" ของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง และมักวนเวียนแต่การพูดถึง "สวย-ไม่สวย" หรือ "ขี้เหร่" นอกจากนี้มันยังมีตอนที่เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้คลีเมนไทน์ตัดสินใจทิ้งโจเอลด้วยการลบความทรงจำเกี่ยวกับเขาทิ้งก็คือ การอยู่กับโจเอลทำให้เธอรู้สึกเกลียดตัวเธอเองมากขึ้นเรื่อยๆ (เพราะโจเอลไปขุดเอาส่วนที่เธอเกลียดเกี่ยวกับตัวเธอเองมาขยายใหญ่ขึ้น)

เพราะฉะนั้นผมเลยเริ่มสงสัยว่า พฤติกรรมที่คลีเมนไทน์ทำต่อโจเอล อย่างเช่นวิพากษ์วิจารณ์เขาในเรื่องเล็กน้อย นั่นจะเป็นการแก้แค้นโจเอลหรือเปล่า, เมื่อคลีเมนไทน์ออกไปเที่ยวแล้วกลับดึกๆดื่นๆ แถมทำรถพัง นั่นจะเป็นการแก้แค้นโจเอลหรือเปล่า, เมื่อคลีเมนไทน์ตัดสินใจลบความทรงจำของโจเอลจนหมด นั่นจะเป็นการแก้แค้นโจเอลหรือเปล่า


4) ผมเข้าใจว่า ทั้งคู่ลืมมองความจริงว่า Nobody’s Perfect... 

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และทุกคนล้วนแสวงหา “รักไร้เงื่อนไข (unconditional love)” ที่คนรักจะสามารถรักเขาหรือเธอในแบบที่ตัวเองเป็นได้ ไม่ใช่ในแบบที่คนอื่นอยากให้เป็น 

แต่คนเราจะรักแบบ “ไร้เงื่อนไข” ได้ยังไงถ้ายังเรียกร้องอะไรจากคนที่เรารักอยู่?

มันจะเป็น “รักไร้เงื่อนไข” ได้ยังไงถ้าเรายังเรียกร้องให้อีกฝ่าย “ต้อง” เข้ามาเติมเต็มในชีวิต?

มันจะเป็น “รักไร้เงื่อนไข” ได้ยังไงถ้าอีกฝ่ายต้องทำอะไรให้เรา เพื่อที่ตัวเราจะสามารถรักอีกฝ่ายได้?

มันจะเป็น “รักไร้เงื่อนไข” ได้ยังไงถ้าเราเข้าไปจู้จี้จุกจิกจุ้นจ้าน อ้างเพราะคำว่า “เพราะรักถึงได้จุ้นจ้าน” แต่จริงๆแล้วเรากำลังเข้าไปควบคุมอีกฝ่าย เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายเดินตามกรอบที่เราต้องการ?

มันจะเป็น “รักไร้เงื่อนไข” ได้ยังไงถ้าเรายังรักคนอีกฝ่ายด้วย “ภาพคนรักในอุดมคติ” โดยที่ไม่สนใจความเป็นจริงที่อีกฝ่ายเป็นอยู่? 

มันจะเป็น “รักไร้เงื่อนไข” ได้ยังไงถ้าเราไม่ได้มองอีกฝ่ายในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่มองอีกฝ่ายในฐานะเครื่องมือสำหรับกลบช่องโหว่ในจิตใจของตัวเอง?

ผมมองว่าประเด็นนี้ไม่ใช่แค่กับเรื่องคู่รักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาระหว่างพ่อแม่กับลูกด้วย

ปัญหาระหว่างเพื่อนยังพอทำเนา ถ้าคบไม่ได้ก็จบๆกันไป

ปัญหาระหว่างคนรักหรือสามีภรรยา ถ้าที่ขีดสุดยังสามารถหย่าร้างกันได้ (แต่เจ็บปวดกว่าเลิกคบกับเพื่อน)

แต่ปัญหาระหว่างพ่อแม่กับลูกนี่ เป็นปัญหาที่ล้ำลึกและซับซ้อนกว่ามาก กับหลายๆคน มันกลายเป็นบาดแผลที่กรีดลึกไปตลอดทั้งชีวิตเลยทีเดียว อย่างในมุมของจิตวิทยาแบบแอดเลอร์ (Individual psychology) ปัญหาของมนุษย์ส่วนใหญ่มันเริ่มมาตั้งแต่ระดับครอบครัวเลยทีเดียว

อย่างกรณีของโจเอลใน Eternal Sunshine มันมีช่วงที่เราจะได้เห็นว่าโจเอลต้องการเรียกร้องความสนใจจากแม่มากแค่ไหน พอแม่ไม่สนใจ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยของโจเอลก็เริ่มถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงวัยเด็กนี่แหละ

เราจะได้เห็นในบางฉากว่า โจเอลที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พยายามจะเรียกร้องความสนใจจากคลีเมนไทน์ด้วยการแกล้งเอาซอสมาทำเป็นเลือดแล้วนอนตาย พอคลีเมนไทน์ไม่สนก็รู้สึก fail (แบบเดียวกับที่เคยพยายามเรียกร้องให้แม่สนใจ แต่แม่ไม่สนใจ) มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึก “ไม่มั่นคง (insecurity) ในใจของโจเอลหนักขึ้นไปอีก



โอเค ชีวิตนี้มันมีปัญหามากมายเลย ทั้งโจเอล ทั้งคลีเมนไทน์ ทั้งตัวพวกเราเอง

แต่ว่า...

การลบความทรงจำจะช่วยแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อนขนาดนั้นได้จริงๆน่ะหรือ?

เพื่อที่ผมจะได้คำตอบนี้ ผมอยากจะลองหันไปคิดถึงข้อดีข้อเสียของการลืมและการจดจำเสียก่อน



Smileyข้อดีของการลืมSmiley

สมองของมนุษย์เราคือ “เครื่องจักรการเรียนรู้ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก” มันเป็นเครื่องจักรที่กินพลังงานส่วนใหญ่ของร่างกาย ทำงานเกือบจะตลอด 24 ชั่วโมง 

พวกเราจำจากการเรียนรู้ ในวันหนึ่งๆจะมีข้อมูลมากมายไหลเข้ามาในสมองของเราอย่างต่อเนื่อง เมื่อสมองเรากินพลังงานมาก ทำงานหนักมาก มันก็ย่อมต้อง “ร้อนฉ่า” เป็นของธรรมดา 

ถ้าหากสมองจะบันทึกข้อมูลทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวัน มันอาจต้องการพื้นที่สำหรับเก็บบันทึกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแปลว่าสมองของเราจะต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น การมีขนาดใหญ่ขึ้นก็แปลว่าสมองจะยิ่งต้องร้อนขึ้น และมันจะยิ่งต้องการพลังงานมากขึ้น ดังนั้นเพื่อรักษาความสมดุลของสมองในปัจจุบัน ธรรมชาติจึงต้องสร้างขีดจำกัดให้กับสมองของเรา 

มันคือ “การลืม” นั่นเอง

มนุษย์เรามีความสามารถในการลืมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว การลืมของเราคือการคัดสรรของสมองว่าอะไรสำคัญและอะไรไม่สำคัญ เพื่อจะเคลียร์พื้นที่สำหรับรับข้อมูลใหม่ๆและลดการทำงานหนักของตัวเองลงด้วย

Smileyข้อเสียของการลืมSmiley

การลืมย่อมมีข้อเสีย เช่น การลืมวิธีใช้แปรงสีฟัน ลืมวิธีการใช้ชีวิตประจำวัน ลืมชื่อแม้กระทั่งคนในครอบครัว ลืมวันสำคัญๆของคนในครอบครัว ลืมการนัดหมายกับทั้งเรื่องส่วนตัวและงาน ลืมว่าวันนี้เราจะต้องทำอะไรยังไง ลืมว่าเราได้ยืมเงินใครมา บลาๆๆๆๆๆ

พูดง่ายๆคือ ถ้าลืมบ่อยๆก็ย่อมต้องไม่ดีแน่ๆ ใครเคยดูหนังอย่าง Memento ที่พระเอกสร้างความทรงจำอะไรใหม่ๆไม่ได้ ทำอะไรก็จะลืมในแค่ไม่กี่นาที คงจะเข้าใจดี

Smileyข้อดีของการจดจำSmiley

ลองนึกถึงบรรพบุรุษของเราดูสิครับ พวกท่านต้องเรียนรู้ในการล่าสัตว์, ก่อกองไฟ, สร้างอาวุธจากหิน, ตัดสินใจมารวมกลุ่มกันเพื่อล่าแมมมอธขนาดใหญ่, ตัดสินใจรวมกลุ่มสร้างสังคมกันเพื่อความอยู่รอด ฯลฯ 

ทั้งหมดนั่นเกิดจาก “ระบบการจดจำ” ของสมอง (เครื่องจักรการเรียนรู้)

พวกเราเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ซึ่งอาศัยความจำ เช่น ไอ้ที่เราเห็นคืออะไร? เสือเขี้ยวดาบหรือแมมมอธ? แล้วเราจะล่ามันยังไง? ล่ามันคนเดียวได้ไหม? แล้วต้องใช้คนกี่คน? ต้องใช้อาวุธแบบไหนยังไง? มนุษย์เราพัฒนามาได้ด้วยการ “ลองผิดลองถูก (trial and error)” ค่อยๆเรียนรู้ว่าอะไรเวิร์ค อะไรไม่เวิร์ค แล้วหาทางแก้ไขปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด

เราจะแก้ไขปัญหาไม่ได้เลยถ้าปราศจากการจำ

Smileyข้อเสียของการจำSmiley

ปัญหาของมนุษย์เราคือ “อารมณ์และความรู้สึก” มีผลต่อการจดจำและการลืมของมนุษย์อย่างยิ่งยวด

มันเหมือนกับในหนัง Eternal Sunshine ที่การจะลบความทรงจำของคนไข้ ทีมงานของดอกเตอร์จะต้องใช้ “ข้าวของที่ส่งผลต่ออารมณ์” มากระตุ้นการทำงานส่วนหนึ่งของสมอง ค่อยๆกระตุ้นความจำผ่านอารมณ์และความรู้สึกพร้อมกับทำ “แผนที่ความทรงจำ” ของเรื่องราวที่ต้องการจะลบไปด้วย

นั่นแปลว่า คนเราจะจำได้ดีมากถึงมากที่สุดเมื่อสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่นั้น “มีผลกระทบกับจิตใจอย่างรุนแรง” ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นความประทับใจอย่างสุดซึ้ง หรือความขมขื่นแสนสาหัสก็ตาม

หลายๆคนคงรู้จักคำว่า “อยากลืมแต่กลับจำ” 

ไอ้ “อยากลืม” นั่นแปลว่าสิ่งนั้นมันกระแทกจิตใจเราอย่างรุนแรงจนอยากจะลืมๆมันไปซะ แต่เนื่องจากมันกระแทกจิตใจเรามาก มันจึงเป็นการ “ประทับ” ในความทรงจำชนิดติดตรึงไปโดยปริยาย แม้ว่าเราจะไม่ต้องการมันแล้วก็ตาม

พูดง่ายๆคือความจำมีประโยชน์ แต่จำดีเกินไปก็ดันกลายเป็นทุกข์ซะงั้น

ย้อนกลับมาที่ประเด็นของ Eternal Sunshine...

การลบความทรงจำที่เจ็บปวดของโจเอลกับคลีเมนไทน์ สามารถทำให้ทั้งคู่ปลดปล่อยตัวเองจากความสัมพันธ์อันย่ำแย่ได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้า หรือเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือความรักครั้งใหม่ได้ง่ายขึ้น

แต่ว่ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง โจเอลกับคลีเมนไทน์ที่ลบความทรงจำไปแล้ว จะยังคงเป็นคนแบบเดิมๆ มีกลไกทางจิตแบบเดิม ใช้ความด้อยคุณค่าของตัวเองเป็นเครื่องมือเหมือนเดิม ตอบสนองสิ่งต่างๆไปตามมุมมองความคิดแบบเดิมๆ...

ถ้าอย่างนั้นแล้ว การลบความทรงจำจะทำให้ทั้งคู่สามารถเรียนรู้ที่จะทำตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรล่ะ?

ทั้งคู่จะเรียนรู้ที่จะทำให้ความรักครั้งใหม่ ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร?

ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำเล่าซ้ำเล่า อยู่อย่างนั้นจนวันตายหรอกหรือ?



ถ้าอย่างนั้นการลบความทรงจำจะมีประโยชน์อย่างไรกันล่ะ?



ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก เอาจริงๆผมก็ค่อนข้างจะเห่ยกับเรื่องนี้พอสมควร (ขำๆน่ะครับ)

ผมไม่ใช่คนเพอร์เฟคท์ด้วย 

แต่ผมเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง (คือผมอ่านหนังสือมาเยอะมาก บางทีก็จำไม่ได้แล้วจริงๆว่าใครเป็นคนพูดอะไร)...

บอกว่า...

“ความรักคือการปล่อยวาง” (โอ้โห! คำพระเลยทีเดียว!)

ปล่อยตัวเองจากการควบคุมอีกฝ่ายให้มาตอบสนองความต้องการของตัวเรา

ปล่อยตัวเองจากความรู้สึกผิดที่ว่า “ทำไมตอนนั้นไม่ทำอย่างนั้น ทำไมตอนนั้นไม่ทำอย่างนี้”

ปล่อยตัวเองจากความสมบูรณ์แบบ-ความไม่สมบูรณ์แบบ

และอะไรอีกหลายอย่าง จำไม่ค่อยได้

แต่คำกล่าวนี้มันถูกต้องจริงๆหรือเปล่านะ?

ในหนัง Eternal Sunshine มีการอ้างคำคมของฟริดริค นิทเช่ซึ่งบอกว่า “Blessed Are the forgetful for they get the better even of their blunders.”

สรุปความหมายตามความเข้าใจแบบง่ายๆของผมก็คือ "ความสามารถในการลืมนับเป็นพรอันประเสริฐ" 



แต่ว่า...

สมมตินะครับ สมมติว่าถ้าคำพูดนี้ไม่ได้หมายถึงการลบความทรงจำ...

แต่มันหมายถึง “การปล่อยวาง” ล่ะ?

“การลบความทรงจำนี่มันดียังไง?”

หากคำตอบหมายถึงการลบความทรงจำในทางกายภาพแบบในหนัง คือใช้เครื่องมือลบความทรงจำของตัวเองไปเลย มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีอย่างที่คิด เพราะอย่างที่กล่าวมาข้างต้น คนเราจะไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนในอดีตของตัวเอง เพื่อเอามาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้เลย มันเป็นการหนีปัญหามากกว่าจะแก้ไขปัญหา

พูดง่ายๆคือการลบความทรงจำทางกายภาพ ก็เหมือนกับเป็นการลบความสามารถในการเรียนรู้และจดจำไปด้วย

แต่ถ้า “การลบความทรงจำ” หมายถึง “การปล่อยวาง” ซึ่งเป็นการลบความทรงจำในเชิงนามธรรมละก็... อันนี้ค่อยน่าพิจารณาหน่อย

เพราะมันจะไม่ได้หมายความถึง “การลบเรื่องที่ไม่ชอบให้สิ้นซาก” เพียงอย่างเดียว

แต่มันเปิดโอกาสให้เราได้ปลดปล่อยตัวเราเองจากอดีต ลืมในสิ่งที่ควรลืม จำในสิ่งที่ควรจำ แล้วหันมาใส่ใจกับการเรียนรู้ในปัจจุบัน เดินหน้าต่อไปแทนที่จะติดแหงกอยู่แต่กับอดีต การกระทำของพ่อแม่, อดีตคนรัก, เพื่อนฝูง หรือจะใครก็ล้วนไม่มีสิทธิ์ฉุดรั้งเรา 

ถ้าผมเป็นโจเอล สิ่งที่ผมจะทำหลังจากหนังจบคือ ผมจะหาวิธี “เติมเต็มให้ตัวเอง” โดยไม่ต้องรอให้คลีเมนไทน์หรือใครคนอื่นมาเติมเต็มให้ ผมจะหาวิธีทำให้ตัวเองสามารถมีความสุขได้จากตัวเอง ผมจะหาวิธีทำให้ตัวเองเรียนรู้ที่จะปล่อยวางตัวตนในอดีตแล้วเดินหน้าไปสู่อนาคต 

ผมจะหยุดการขุดความด้อยค่าของตัวเองมาเป็นเครื่องมือ มาทำตัวเองให้น่าสงสาร ผมจะออกกำลังกายทุกวัน ผมจะค่อยๆทำสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน ผมจะค่อยๆหาวิธีขุดด้านดีของตัวเองเอาออกมาใช้ทุกๆวัน อย่างเช่นการเขียนบล็อกแบบนี้

ปัญหาคือโจเอลคือความไม่กล้า ถ้าเป็นผม ผมจะแก้ไขปัญหานี้โดยการทำอะไรที่มันท้าทายความเชื่อเดิมๆ เช่น เขียนบทความนี้ทั้งที่ไม่ได้เป็นนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญ (ซึ่งแปลว่าอาจมีความเข้าใจผิดพลาด) และกำหนดกรอบเวลาในการเกลา (เพราะไม่อย่างนั้นจะเกลาไม่เลิก) และเมื่อกดเผยแพร่บทความนี้ออกไป อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่คนแบบโจเอลเกลียด)

......

......

เขียนไปเขียนมา ผมชักจะเริ่มเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยแล้วละ

อ้อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง  

“ตะวันฉายนิรันดรแห่งจิตใจซึ่งไร้มลทิน”

Eternal Sunshine of the Spotless Mind

มันเป็นแบบนี้นี่เอง...










Create Date : 07 พฤษภาคม 2559
Last Update : 7 พฤษภาคม 2559 11:23:34 น.
Counter : 689 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog