The City of Lost Children---นิทานของมนุษย์ยักษ์จอมพลังกับเด็กหญิงหัวขโมย


The City of Lost Children (1995) เป็นหนังไซไฟ-แฟนตาซีโทน steampunk จากประเทศฝรั่งเศสที่ผมได้ดูครั้งแรกเมื่อตอนม.ปลาย ผ่านมาสิบกว่าปี ผมได้ดูมันน่าจะเกินสิบรอบไปแล้ว และทุกวันนี้ผมก็ยังชอบมันอยู่


(วัน มนุษย์จอมพลัง ช่วยมิเอทท์ เด็กหญิงหัวขโมยแก้หนาว Smiley)

มันแปลก แหวกแนว น่ารัก แม้ฉากหลังจะเป็นโลกมืดๆและไม่ใช่หนังสำหรับให้เด็กหรือครอบครัวมานั่งดูด้วยกันแน่ๆ  แม้ผมจะไม่ได้เข้าใจประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อ แต่มันก็ได้ใจผมทุกครั้งที่ได้ดู

**ขอย้ำอีกที มันมีการเล่นเรื่องเหมือนนิทาน แต่หาได้เหมาะกับการดูเพื่อความบันเทิงเป็นครอบครัวแต่ประการใดไม่!**


(วันกับมิเอทท์ กับความสัมพันธ์ใสบริสุทธิ์ในโลกที่มืดมน Smiley)


มันเป็นโลกที่เด็กๆถูกลักพาตัวไปอย่างปริศนาด้วยกลุ่มไซครอปส์ พวกคนตาบอดซึ่งได้รับเทคโนโลยีในการมองเห็นด้วยดวงตาจักรกลข้างเดียว และขยายขอบเขตการรับฟังด้วยอุปกรณ์มือถือคล้ายปืน ที่แท้แล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังพวกไซครอปส์ก็คือ “ครองค์” นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่อาศัยอยู่กับ “มาร์ธา” คนแคระสาว, “ลุงเออร์วิน” มันสมองในอ่างซึ่งเป็นไมเกรน และพี่น้องโคลนทั้ง 6 ที่ติงต๊อง โดยเฉพาะคนนึงที่หลับได้ทุกที่ทุกเวลา 


(ครองค์ นักวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่งSmiley)


(มาร์ธา หญิงแคระที่ให้อารมณ์เหมือนเจ้าสาวแฟรงเก้นสไตน์Smiley)


(ลุงเออร์วินที่มีสติและฉลาดกว่าทุกคนๆในทีมของครองค์Smiley)


(พี่น้องโคลนนิ่งทั้งหมดของครองค์Smiley)


(พวกไซครอปส์ที่จริงๆแล้วเป็นคนตาบอดที่มองผ่านอุปกรณ์ตรงตาซ้ายSmiley)


ครองค์ต้องการเด็กมาเพื่อขโมยความฝันของพวกเด็กๆ และหนึ่งในเด็กๆพวกนั้นก็คือ “ดองรี” น้องชายไม่แท้ของ “วัน” มนุษย์จอมพลัง


(ครองค์จับพวกเด็กๆมาเพื่อขโมยความฝัน แต่มันกลายเป็นฝันร้ายทุกที...Smiley)


(วันเป็นมนุษย์จอมพลัง ส่วนดองรีเป็นน้องชายที่วันเก็บมาได้...Smiley)


(ดองรีเป็นเด็กจอมเขมือบที่กินได้ไม่มีหยุดปาก...Smiley)


วันออกเดินทางตามหาดองรีและได้พบกับกลุ่มเด็กหัวขโมยที่ทำงานให้กับฝาแฝดซึ่งเรียกว่า “ออคโทปุส” ตอนนั้นเองที่วันได้พบกับมิเอทท์ เด็กหญิงที่เป็นหัวโจกของกลุ่มเด็กๆ 


(วันเจอพวกมิเอทท์ที่กำลังขโมยของอยู่...Smiley)


(มิเอทท์น่ารัก!!...Smiley)


(แฝดออคโทปุสที่ให้พวกเด็กๆไปขโมยของ ร่างกายติดกันและสื่อสารเชื่อมกันได้...Smiley)


(มิเอทท์น่ารัก!!...Smiley)


ในขณะที่มิเอทท์ช่วยวันออกตามหาดองรี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ค่อยๆถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ประดุจนิทานในโลกที่มืดมน


(ทั้งสองร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือดองรีในภารกิจสุดท้าย...Smiley)


ผู้กำกับ ฌอง-ปิแอร์ โชเนต์อาจเป็นที่รู้จักจาก Amelie กับ Alien Resurrection แต่จริงๆเขากับคู่หูมาร์ค คาโรเคยร่วมกันสร้างชื่อใน Delicatessen กับ The City of Lost Children มาก่อน



เสน่ห์ The City of Lost Children ไม่ใช่มุกตลกร้ายหรืองานศิลป์ที่เน้นไอเดียเพียงอย่างเดียว ทุกครั้งที่ผมดูเรื่องนี้ ผมสนุกกับความสัมพันธ์ระหว่าง “วัน” กับ “มิเอทท์” มากที่สุด 

ไม่นะ มันไม่ใช่แบบ “ผู้ใหญ่กินเด็ก” ไม่ใช่ Lolita Complex (Lolicon) หรืออะไรแบบนั้น 

วันเป็นมนุษย์จอมพลังร่างยักษ์ แต่จริงๆแล้วมีจิตใจดีงาม บริสุทธิ์ราวกับเด็ก ส่วนมิเอทท์เป็นเด็ก แต่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว (จะว่าแก่แดดก็ถูกแหละ) วันมองมิเอทท์เป็นเหมือนน้องสาว ขณะมิเอทท์มองวันมากกว่านั้น กระนั้นการนำเสนอความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ออกมาบริสุทธิ์ ไม่มีประเด็นเรื่องโลลิคอนหรืออะไรสักเท่าไหร่...

ยกเว้นแต่คนมันจะคิดน่ะนะ!


(วันเป็นยักษ์ใหญ่ใจดี มองโลกแบบเด็กๆ ใสซื่อบริสุทธิ์...Smiley)


(มิเอทท์น่ารัก!!...Smiley)


และความสัมพันธ์อันในบริสุทธิ์ของวันกับมิเอทท์ก็ช่วยสร้างความขัดแย้งให้กับโลกของ The City of Lost Children ได้เป็นอย่างดี  

โลกแฟนตาซีในเรื่องนี้ค่อนข้างหดหู่โหดร้าย มืดมนเหมือนจะเป็นตอนกลางคืนไปตลอดกาล ดูสกปรกไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา เด็กกำพร้าที่อยู่ในเมืองก็ต้องเข้าแก๊งค์ขโมยเพื่อหาเลี้ยงชีพ แถมยังมีนักวิทยาศาสตร์วัยชราที่ดูสยองจนทำให้เด็กๆต้องฝันร้ายอีก





(โลกแฟนตาซีของเรื่องนี้ค่อนข้างจะมืดมน แต่ดีไซน์ได้บรรเจิดมาก...Smiley)



(เด็กในเมืองนี้ "ถูกขโมยความใสซื่อบริสุทธิ์" ไปแล้วSmiley)


อย่างไรก็ตาม The City of Lost Children กลับเสนอเรื่องราวด้วยโทนที่เหมือนกับนิทาน ตัวละครแต่ละตัวมีสีสัน กลุ่มตัวร้ายก็ใช่ว่าจะร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ (ยกเว้นสองแฝดออคโทปุส) มีมุกตลกร้ายที่บางมุกก็อาจจะดูรุนแรงเกินเด็กดู และเรื่องของวันกับมิเอทท์ก็ช่วยทำให้โลกที่มืดมนใสสว่างขึ้นมาทันที  โดยเฉพาะการแต่งตัวของมิเอทท์ที่ใช้สีขาวบวกแดง มันส่งผลให้ตัวมิเอทท์ดูสดใสขึ้นมาเมื่อเทียบกับฉากหลังมืดๆ และยังแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของมิเอทท์ได้ด้วย


(มุกที่พวกไซครอปส์ใช้อุปกรณ์ฟังเสียง ถูกเอามาเล่นขำๆหลายครั้งSmiley)



(โดมินิค ปินองที่เล่นเป็นพวกพี่น้องโคลนนิ่ง ขโมยซีนตลอดเรื่องSmiley)


(ครองค์ไม่ใช่ตัวร้ายที่สักแต่จะร้ายอย่างเดียว ยังมีแง่มุมที่เหมือนกับ "แฟรงเก้นสไตน์" ด้วยSmiley)


(ครองค์พยายามเอาใจเด็กๆ แต่ผลกลับเลวร้ายกลายเป็นสยองขวัญแทนSmiley)



(มุกสวาปามแหลกของดองรีก็ถือเป็นส่วนตลกของเรื่องอยู่หลายครั้งSmiley)


ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้มีใจความลุ่มลึกอะไรแค่ไหน 

ไม่สนใจจะไปวิเคราะห์มันแต่อย่างใด

ผมแค่อยากดูเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ นั่งลงอย่างผ่อนคลาย ปล่อยใจให้รื่นรมย์ไปกับโลก steampunk, ไอเดียแบบแนวๆ, มุกตลกขำๆ, ตัวละครประหลาดๆ และนิทานของ “มนุษย์ยักษ์จอมพลังกับเด็กหญิงหัวขโมย”

...แค่นี้ก็พอแล้ว!



(สองตัวละครที่ขัดแย้งกันอย่างลงตัว คนหนึ่งตัวใหญ่ใจเด็ก อีกคนเป็นเด็กแต่ใจเป็นผู้ใหญ่ มิเอทท์น่ารัก!!...Smiley)




Create Date : 07 มีนาคม 2558
Last Update : 7 มีนาคม 2558 19:35:20 น.
Counter : 984 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog