[I love this shit] Spec Ops : The Line – อารมณ์หนังออสการ์บนวีดีโอเกม?


ถ้าพูดถึงเกม Overlooked (ถูกมองข้าม) หรือ Underrated (ไม่ดัง) หรือ “เกมเนื้อเรื่องดี” มักจะต้องมี Spec Ops : The Line (ออกจำหน่ายปี 2012) ติดอยู่ในหลายๆ ลิสต์เสมอ

เกมได้รับคำวิจารณ์แง่บวกจากนักวิจารณ์ 

คนเล่นที่ได้เล่นเกมนี้ส่วนใหญ่ก็จะชอบกัน 

แต่กลับขายไม่ดี!! 

Spec Ops : The Line เป็นเกมยิงบุคคลที่ 3 ของทีมผลิต Yager Development ซึ่งเป็นบริษัทเกมอินดี้ และจัดจำหน่ายโดย 2K Games ผู้จัดจำหน่ายให้เกมดังๆอย่าง Max Payne, Bioshock, Grand Theft Auto

จุดเด่นคือ มันเป็นเกมที่ไม่ใช่แค่ยิงๆศัตรูเพื่อไปให้จบเรื่องอย่างเดียว แต่มันเป็นแนวจิตวิทยาที่สภาพจิตใจสัมพันธ์กับศีลธรรมของตัวละครด้วย!



(+) เนื้อเรื่องน่าสนใจจนทำให้ต้องเล่นต่อเนื่องจนจบ
(+) โมเดลตัวละครปั้นได้ดี ตัวละครเรายิ่งเล่นก็ยิ่งเละขึ้นเรื่อยๆ
(+) ภาพศิลปะในเกมน่าสนใจ
(+) เสียงพากย์ทำได้ดี บทพูดก็น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งด้านศีลธรรมระหว่างกลุ่มตัวละคร
(+) คาแร็กเตอร์ทั้งสามคนในทีมมีพัฒนาการขณะเนื้อเรื่องดำเนินไป
(+) สามารถออกคำสั่งให้ลูกทีมจัดการเป้าหมายที่เราต้องการ บางครั้งก็สั่งให้จัดการแบบเงียบๆได้ด้วย
(+) ฉากดูไบจมทะเลทรายทั้งหดหู่และงดงามในเวลาเดียวกัน
(+) การสู้รบดูรุนแรงร้อนระอุ สามารถทำลายกำแพงได้บางจุด หรือยิงให้กระจกแตกจนทรายถล่มใส่ศัตรูก็ได้
(+) ระบบการควบคุมโดยรวมลื่นไหลดี

(-) A.I. ศัตรูไม่แย่แต่ก็ไม่ฉลาดมาก วิ่งเป็นเส้นทางเดิมๆอยู่บ่อยครั้ง บางทีศัตรูวิ่งมาโจมตีเราคนเดียว ทั้งที่เพื่อนเราอยู่ใกล้ๆ
(-) A.I. เพื่อนเราบางครั้งก็ไม่ค่อยฉลาด แถมบางครั้งยังโผล่มาบังทางกระสุนเราอีก
(-) ภารกิจไม่ค่อยหลากหลาย ศัตรูวิ่งดาหน้ามาให้เรายิงอย่างเดียว
(-) มีระบบให้จัดการศัตรูแบบ Stealth ก็จริง แต่สักพักก็ต้องยิงกันนัวอยู่ดี
(-) ระบบสู้ด้วยมือเปล่าเวลาประชิดตัวไม่ดีไม่เลว หลายครั้งไม่ได้เป็นประโยชน์มาก
(-) ความแตกต่างด้านประสิทธิภาพระหว่างปืนเล็กกับปืนใหญ่ บางจุดก็ไม่ค่อยเห็นผลมาก


สงครามแห่งศีลธรรมบนผืนทะเลทราย

ตัวเนื้อเรื่องของ Spec Ops : The Line ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องสั้นคลาสสิคของโจเซฟ คอนราดเรื่อง Heart of Darknesss และเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เคยถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ระดับออสการ์อย่าง Apocalypse Now ของแฟรนซิส ฟอร์ด คอปเปล่าด้วย!




ฉะนั้น ใครเคยอ่านนิยาย Heart of Darkness หรือดูหนัง Apocalypse Now แล้ว ก็คงจะพอเดาๆเนื้อหาของ Spec Ops : The Line ออก

เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากที่ดูไบเกิดวิกฤติพายุทะเลทรายลูกใหญ่ถล่มจนเมืองเละ ไม่สามารถใช้อาศัยอยู่ได้อีกต่อไป เราเล่นเป็นมาร์ติน วอล์กเกอร์ หัวหน้าทีมเล็กของเดลต้าฟอร์ซ ต้องนำลูกทีมอีกสองคนคืออัลฟานโซ อดัมส์กับจอห์น ลูโก้ออกค้นหาผู้รอดชีวิตของกองร้อยที่ 33 ซึ่งนำโดยจอห์น คอนราด รวมถึงค้นหาความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ณ ที่แห่งนั้นด้วย




แต่ภารกิจกลับไม่ใช่เรื่องง่าย พวกวอล์กเกอร์ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มติดอาวุธซึ่งเป็นผู้รอดชีวิต และไปๆมาๆก็ต้องสู้กับทหารอเมริกาด้วยกันเอง แถมยังมีเรื่อง CIA เข้ามาเกี่ยวข้องอีก ระหว่างนั้นวอล์กเกอร์กับลูกทีมก็ต้องผ่านการตัดสินใจยากๆอันนำมาซึ่งความหมิ่นเหม่ของศีลธรรมด้วย

...ราวกับว่ากำลังเดินเข้าสู่ใจกลางของความมืดมิด (Heart of Darkness) ที่แสงสว่างอันแรงจ้าของดวงตะวันก็ปิดซ่อนไว้ไม่ได้!!






เนื้อเรื่องคือหัวใจของเกมอย่างแท้จริง

มันมีสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะในการเล่าเรื่อง” ซึ่งที่ผ่านๆมา เกมหลายเกมก็มีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจจนเรียกว่ามี “ศิลปะในการเล่าเรื่อง” ได้ค่อนข้างเต็มปาก ไม่ว่าจะเป็นเกมชุด Silent Hill, Bioshock, Mass Effect, Final Fantasy บางภาค ฯลฯ

Spec Ops : The Line ไม่ได้มีความสมบูรณ์เหมือนกับหนังออสการ์ ตรงกันข้าม ผมรู้สึกว่ามันยังมี "ช่องโหว่" เยอะ แต่มันเจิดจรัสมากพอจนแม้แต่เว็บไซต์อย่าง IGN จะต้องเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “Best PC Story” ประจำปี 2012 ให้เลย

มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น 


ผมไม่เคยอ่าน Heart of Darkness แต่ได้ดู Apocalypse Now บวกกับอ่านข้อมูลเสริมของตัวนิยาย ผู้เขียนบทคือวอลท์ วิลเลียมส์สามารถดึงหัวใจของตัวนิยายออกมาใช้กับตัวเกมได้ค่อนข้างดี ตัวละครต้องเดินอยู่บนทางที่เจอความขัดแย้งว่า “อะไรถูก-อะไรผิด” “อะไรดี-อะไรชั่ว” บางครั้งการกระทำของตัวละครที่ผู้เล่นมองว่าเป็นการเอาตัวรอด (เพื่อให้จบเกม) กลับกลายเป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์โดยไม่ได้ตั้งใจ!! 





ในระหว่างดำเนินเกม จะมีอยู่หลายจุดให้ผู้เล่นตัดสินใจเลือกว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ เช่น จะช่วยเจ้าหน้าที่ CIA เพื่อเข้าถึงข้อมูลของคอนราด หรือว่าจะช่วยเหลือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์สามคน
บางครั้งเราต้องเลือกระหว่างจะยิงชาวบ้านที่กำลังโกรธแค้นปาหินใส่เรา หรือจะแค่ข่มขู่เพื่อขับไล่



แม้กระทั่งหลังเครดิตตอนจบเกมก็ยังมีจุดให้เราตัดสินใจเลือกเป็นการทิ้งท้าย

หลายๆจุดให้อารมณ์ไม่ต่างกับเกมสยองขวัญ อารมณ์เดียวกับตอนที่ตัวละครของมาลอน แบรนโดใน Apocalypse Now พูดทิ้งท้ายว่า “The horror, the horror...” นั่นแหละ



ตกลงแล้วมันอะไรอย่างไรกันแน่?

เนื้อเรื่องของ Spec Ops : The Line ค่อนข้างจะคลุมเครือ มันมีความชัดเจนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดคนทำเกมก็มีหลายจุดที่ปล่อยให้ผู้เล่นต้องมาตีความกันเอาเอง

จึงเกิดเป็นการตั้งทฤษฎีหรือตั้งคำถามขึ้นมาในเว็บบอร์ดต่างๆ มีการตีความที่ค่อนข้างหลากหลาย และตัวผู้เขียนบทก็เหมือนจะบอกให้ “ผู้เล่นเป็นคนตัดสินใจเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

ถ้าถามความรู้สึกผม มันมีหลายๆจุดที่ค่อนข้างจะเดาได้อยู่ อย่างที่บอกว่าผมเคยดู Apocalypse Now มาก่อนแล้ว และเกมที่เล่นกับภาพหลอนหรือสภาวะจิตใจที่สัมพันธ์กับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่ผมเคยเห็นมาบ่อยๆทั้งจากหนัง เกม การ์ตูน หรือนิยาย (ผมเคยวิเคราะห์ Silent Hill ภายในบล็อกนี่แหละ จริงไหมครับ?)




อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เกมจบลง ผมรู้สึกเหมือนยังติดพันอยู่กับเนื้อเรื่องของมัน และอยากจะหวนกลับไปคิดถึงมันอีกครั้งอยู่เหมือนกัน

ตรงนี้ต้องยกความดีให้กับคนเขียนบทโดยแท้ เพราะเขาได้เขียนบทของคาแร็กเตอร์ให้เรามีความรู้สึกสนใจ เข้าถึงได้ง่าย จนมีอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี พอจบเกมก็กลายเป็นว่า “เกมจบแต่คนไม่จบ”


ฉากสวย โมเดลตัวละครดี งานศิลปะเก๋

ฉากดูไบที่โดนพายุทรายท่วมนั้น ช่างสวยงามยิ่งนัก หดหู่ไปหน่อยแต่ก็สวยงาม 



บางจุดเราก็ต้องขึ้นไปสูงมาจนเห็นทิวทัศน์ด้านล่างแบบสุดลูกหูลูกตาและเต็มไปด้วยหมอก จนหลายๆครั้งก็อดยืนชมวิวไม่ได้





โมเดลตัวละครก็ปั้นได้ดี มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างเนื้อเรื่องในเกมดำเนินไป ยิ่งสู้ก็ยิ่งเละขึ้นเรื่อยๆ มีบาดแผลบนใบหน้าและตามลำตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการต่อสู้อันดุเดือด และรับกับสภาวะจิตใจของตัวละครที่ชักจะมืดมนมากขึ้นเรื่อยๆได้เป็นอย่างดี






ที่ชอบสุดๆคือ ภาพศิลปะบนฝาผนังของเกมนี้ มันเก๋ดีนะ






ระบบเกม : มันก็ Call of Duty เวอร์ชั่นบุคคลที่ 3 นี่แหละนะ

จุดเด่นของเกมมันไปอยู่ที่เนื้อเรื่องเสียส่วนใหญ่ ด้านระบบเกมเลยค่อนข้างจะด้อยไปนิด

ถ้าให้ผมสรุปง่ายๆ มันก็คือ Gear of War หรือ Mass Effect ผสมกับ Call of Duty ดีๆนี่เอง ระบบการควบคุมเหมือน Mass Effect, มีหลบขณะยิง มีวิ่งเข้าไปต่อยศัตรูให้ล้มลง แล้วก็กระทืบซ้ำหรืออะไรก็ว่ากันไป, มีปืนให้เปลี่ยนครั้งละสองกระบอก, กดขว้างระเบิดได้ 3 แบบ (ระเบิดธรรมดา, ระเบิดแบบติดตัวศัตรู, ระเบิดสตั้นท์), ทำลายเสาหรือกำแพงบางจุดที่ศัตรูหลบอยู่ได้, หรือจะยิงกระจกให้ทรายถล่มใส่หรือมันร่วงลงมาตายเองก็ได้



เรามีลูกทีมสองคนคือลูโก้กับอดัมส์ สามารถสั่งลูกทีมเราให้โจมตีเป้าหมายที่ระบุไว้ได้ด้วยการกดเมาส์กลางค้างไว้แล้วเลือกเป้าหมาย ช่วยลดภาระให้เราระดับหนึ่ง เพียงแต่ลูกทีมเราบาดเจ็บได้ ต้องรีบวิ่งเข้าไปรักษามันก่อนจะตาย (ถ้าลูกทีมตายก็เกมโอเวอร์)





บางครั้งเราก็สั่งให้ลูกทีมเราฆ่าศัตรูแบบเงียบๆ ซึ่งก็เข้าท่าดี

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ บางครั้งลูกทีมเราก็เข้ามาบังทางเรา ทำให้แทนที่จะยิงศัตรูกลับไปโดนตัวลูกทีมแทน บางครั้งสั่งให้มันโจมตีศัตรู แต่ยิงยังไงก็ไม่ค่อยโดน เราก็ต้องจัดการเองอยู่ดี และถึงเราจะสั่งให้มันฆ่าแบบเงียบๆได้ แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องยิงกันโกลาหลเหมือนเดิม

A.I. ของศัตรูไม่ได้แย่ก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ บางตัวยืนอยู่กับที่ บางตัววิ่งเข้ามาเส้นทางเดิมๆ มีอยู่ฉากสองฉากที่ผมต้องตายบ่อยครั้ง แล้วศัตรูบางตัวมันก็วิ่งเข้ามาเป็นเส้นทางเหมือนเดิมทุกครั้งเลย

แต่ทำไมผมถึงตายได้หลายครั้ง? 

คำตอบคือ มันเหมือนกับ Call of Duty ครับ เป็น Shooting Gallery ทำนองว่าศัตรูวิ่งมาให้เรายิงเล่นเป็นตับ สนามรบเต็มไปด้วยความโกลาหล กระสุนกับระเบิดปลิวว่อน เราไม่มีการเก็บยารักษา ไม่มีหลอดเลือดให้เราดู ทุกครั้งที่บาดเจ็บ หน้าจอจะเปรอะเลือดและโทนสีจะกลายเป็นขาวดำเรื่อยๆเหมือน Call of Duty ถ้าหลบสักระยะจะหายเป็นปกติ เพียงแต่... บางครั้งโกลาหลมากๆ ต่อให้ศัตรูวิ่งมาทิศทางเดิมๆ ผมก็ยังตายง่ายอยู่ดี...



แล้ว A.I. ยังมีอะไรประหลาดๆ ศัตรูบางตัววิ่งถือมีดเข้ามาโจมตีเราระยะประชิดตัว ปัญหาคือ บางครั้งเราอยู่ใกล้กับลูกทีมเรา แต่แทนที่มันจะวิ่งโจมตีลูกทีมเราซึ่งอยู่ใกล้ตัวมันที่สุด กลับวิ่งอ้อมเข้ามาโจมตีเราแบบดื้อๆ แถมลูกทีมเราก็ยังไม่จัดการอะไรให้เราเลยด้วย แปลกจริง...

นอกจากนี้ยังมีจุดแปลกๆอีกอย่าง บางฉากมีกระจกกั้นระหว่างเรากับศัตรู แต่ศัตรูยิงใส่เราได้ตรงๆโดยกระจกไม่แตก (ทะลุเลยว่างั้น) ขณะที่เราต้องยิงมันผ่านกระจกจนแตกกระจาย แปลกจริงๆ!!

Spec Ops : The Line ค่อนข้างจะสั้นเหมือน Call of Duty ด้วย คือผมเล่นแค่ 7 ชั่วโมงจบ แต่เห็นว่าบางคนใช้เวลาแค่ 5 ชั่วโมงเท่านั้น... 

พูดถึงปืนในเกมนี้ ผมไม่ค่อยเห็นความแตกต่างระหว่างการใช้ปืนกลกับปืนสั้น ประสิทธิภาพการยิงค่อนข้างจะใกล้เคียงกันพอสมควร จะเห็นผลก็แค่บางฉาก คือปืนสั้นยิงไกลๆไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นหลายๆครั้งผมเลยไม่สนใจจะเก็บปืนสั้นและใช้ปืนยาวเกือบตลอดเกม ยกเว้นก็แต่บางจุดเกมมันบังคับให้ใช้ หรือแค่อยากลองใช้เล่นๆขำๆเพราะมันดูเท่เท่านั้นแหละ


สรุป
Spec Ops : The Line เป็นเกมสั้นๆแต่ดี การเขียนบทก็ใช้ได้ ประเด็นเกี่ยวกับสภาพจิตใจกับศีลธรรมก็น่าสนใจ ระบบเกมอาจไม่ได้ดีอะไรมาก แต่โดยรวมผมชอบมันนะ รู้สึกเหมือนอยากเล่นมันอีกรอบเลย!!







Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2558 0:18:42 น.
Counter : 2792 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog