12 วัน 12 หนัง Star Trek : Day 9 - Insurrection


นี่คือ "12 วัน 12 หนัง Star Trek" เป็นการเอาหนัง Star Trek กลับมาดูอีกรอบรวดเดียว 12 ภาค (ยกเว้น Insurrection กับ Nemesis ที่นับว่าเป็นการดูครั้งแรก) แล้วอัพบล็อกแบบ "1 วันต่อ 1 ภาค" หลายๆภาค เมื่อเอากลับมาดูอีกรอบ จะรู้สึกยังไงกันนะ?

อนึ่ง#1 ไม่นับ Star Trek Beyond ซึ่งยังอยู่ในโรงภาพยนตร์และมีเขียนเอาไว้แล้ว
อนึ่ง#2 คะแนนที่ให้เป็นแค่ความชอบส่วนตัว หาได้เป็นตัวกำหนดความคลาสสิคหรือความนิยมไม่




Star Trek: 
Insurrection (1998)


[เรื่องราวเป็นแบบไหน]

"ชาวบาคู" ใช้ชีวิตตามสงบ ปราศจากซึ่งเทคโนโลยีเหมือนเช่นทุกวัน ทว่าจู่ๆก็มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้น และเผยให้เห็นว่ามีแอนดรอยด์ตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นก่อเรื่องวุ่นวาย แอนดรอยด์เจ้าปัญหานั่นคือ "เดต้า" เพื่อนสนิทของกัปตันพิคาร์ดนั่นเอง 

จากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้พิคาร์ดต้องเดินทางไปยังดาวของชาวบาคูเพื่อจัดการกับเดต้า และพิคาร์ดก็ได้พบความจริงว่า ชาวบาคูเคยมีเทคโนโลยีที่ล้ำยุคมาก ทว่าพวกเขาได้ทอดทิ้งเทคโนโลยีเหล่านั้นไป และมาอาศัยอยู่ในดวงดาวประหลาด ที่ซึ่งวงแหวนรอบดาวปล่อยรังสีที่ทำให้ชาวบาคูไม่เจ็บไม่แก่ไม่ตาย! 

และเพราะอย่างนี้นี่เอง ดาวดวงนี้จึงตกเป็นเป้าหมายของ "ชาวโซน่า" ที่ต้องการบีบให้ชาวบาคูเดินทางออกจากดาวที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำดวงนี้!



Smiley

[มันเป็นยังไง]

Insurrection ถูกกำหนดให้มีโทนที่แตกต่างจาก First Contract อย่างชัดเจน เปลี่ยนจากอารมณ์ดาร์คๆมาเป็นโทนที่สว่างมากขึ้น และลดความเป็นแอ็กชั่นฮีโร่ของพิคาร์ดลง ให้กลับไปเป็นพิคาร์ดในแบบของทีวีซีรีส์ The Next Generation และเน้นไปที่เรื่องราวโรแมนติกระหว่างพิคาร์ดกับชาวบาคู และเน้นไปที่อารมณ์ขำขันสบายๆของลูกเรือมากกว่า First Contract

ผลลัพธ์คือเสียงวิจารณ์ค่อนข้างจะกลางๆ และทำรายได้ไปพอสมน้ำสมเนื้อ



Smiley

[รายได้]
70.1 ล้านเหรียญสหรัฐ

Smiley

[คะแนนส่วนตัว]
5/10

Smiley

[ความเห็นของข้าพเจ้า]

...จะดูถูกก็เชิญ แต่เนื่องจากผมไม่เคยดูทีวีซีรีส์ Star Trek เลยสักชุด ไม่ว่าจะเป็น The Original Series ของเคิร์ก หรือ The Next Generation ของพิคาร์ด ดังนั้นผมจึงไม่ได้ชอบอะไร Insurrection มากนัก

Insurrection เป็นหนึ่งในสองเรื่องของหนัง Star Trek ที่ผมได้ดูเป็นครั้งแรก และผมดีใจที่ไม่ได้ไปดูในโรง แต่ดูเหมือนว่าแฟน Star Trek ที่ติดตามทีวีซีรีส์ค่อนข้างจะชอบภาคนี้กัน แถมยังได้เข้าชิงรางวัล "หนังแนวนิยายวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยม" ในงาน Saturn Award และ Hugo Award ด้วย

แต่ขอโทษนะ... ผมเข้าไม่ถึง... 

ก็พอจะเข้าใจประเด็นของหนังอยู่หรอก แต่ไม่ใช่อะไรที่ผมจะเอ็นจอยไปจนถึงที่สุดได้

ขณะที่นั่งดูหนังภาคนี้ ผมร่ำร้องในใจว่า "เมื่อไหร่จะจบฟะ!?" มันเป็นหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาทีที่ไม่ค่อยน่าสนใจ และฉากแอ็กชั่นก็เฉยๆ แถมยังมีฉากที่ทำให้ชวนนึกถึง The Final Frontier อย่างตอนพิคาร์ดร้องคาราโอเกะกับเต้นละตินอีกต่างหาก... โอ้ มายก็อด... (แต่แพทริก สจ๊วตที่เล่นเป็นพิคาร์ดรีเควสท์สิ่งเหล่านี้เอง แสดงว่าในทีวีซีรีส์ พิคาร์ดก็คงมีอะไรแบบนี้อยู่บ้างละมั้ง)




และเช่นเดียวกับไอ้มิติเนกซัสใน Generations ผมรู้สึกว่าไอ้รังสีที่ปล่อยจากวงแหวนแล้วทำให้ชาวบาคูเต่งตึง ไม่แก่ไม่ตาย รักษาได้ทุกโรคนั่น มันทำงานด้วยกลไกแบบไหนกันแน่ เพราะรังสีจากวงแหวนจะส่งผลกระทบต่อผู้ใหญ่ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อเด็ก (ทำให้เด็กโตขึ้นได้ เพียงแค่พอถึงจุดหนึ่ง รังสีของวงแหวนจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและทำให้กลายเป็นอมตะเช่นเดียวกับพวกผู้ใหญ่) 

เพราะอะไร? ทำไม? 




โอเค สมมติว่ามันคงมีอะไรที่สมเหตุผลของมันอยู่ สมมติว่ามันมีปัจจัยอะไรสักอย่างที่ทำให้รังสีนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเด็ก 

แต่ผมก็มานั่งคิดว่า เอ๊ะ แล้วไอ้การที่เป็นแบบนี้น่ะ มันดียังไงเหรอ? 

ลองนึกดูสิ ประชากรของดาวบาคูคือ 600 คน ตอนนี้อาจยังไม่เห็นผลอะไร แต่ลองนึกถึงในอนาคตดูสิครับ ถ้าชาวดาวบาคูไม่เจ็บไม่แก่ไม่ตาย แถมยังปั๊มลูกขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ จำนวนประชากรจะไม่ล้นดาวในสักวันหนึ่งหรอกหรือ แล้วถ้าอย่างนั้นชาวบาคูจะทำยังไง ควบคุมประชากรหรือ? แล้วการควบคุมประชากร มันจะไม่ไปกระตุ้นประเด็นเรื่องศีลธรรมหรือหรือ? แล้วมันจะไม่ไปขัดกับวิถีของชาวบาคูที่ต้องการใช้ชีวิตแบบธรรมชาติหรอกหรือ? 

ฮ่า! แค่คิดก็ปวดตับแล้ว!



นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่าพล็อตมัน... อ่อนแบบแปลกๆ โดยเฉพาะในส่วนของสหพันธ์ที่ตั้งใจจะเข้าร่วมแผนการของชาวโซนาในการ "บีบให้ชาวบาคูออกจากดาวและเก็บเกี่ยวรังสีวิเศษ" เพื่อทำให้สหพันธ์ยังฟิตเปรี๊ยะ (และจะได้มีกำลังในการปกป้องสันติสุขต่อไป)...? 

เอ่อ... เอ๋? เอ๋?...

คือเข้าใจว่าอยากจะให้พิคาร์ดได้เผชิญหน้ากับคำถามในแง่ของศีลธรรม แต่ว่า... มัน... เอ่อ...

โอเค มาลองประเด็นนี้ในแง่ดีกันหน่อย 

การค้นหา "ยาอายุวัฒนะ" หรือ "น้ำพุศักดิ์สิทธิ์" นับเป็นเควสท์ที่เย้ายวนใจต่อมนุษยชาติอยู่ไม่น้อย สิ่งมีชีวิตนั้น ต่อให้มีเทคโนโลยีล้ำเลิศแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้แก่ความแก่และความตายอยู่ดี อย่างเช่น ชาวโซน่าที่พยายามจะ "ศัลยกรรมหน้าเด้ง" ยังไงก็ไร้ผล ดังนั้นก็คงมีคนในสหพันธ์ที่มองว่า ถ้ามันมีอะไรที่จะมาหยุดความแก่ความตายได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าจริงๆ ก็แล้วทำไมจะไม่เอามันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ล่ะ? 

ทีนี้ ชาวโซน่าวางแผนจะเก็บเกี่ยว "รังสีเดียวรักษาได้ทุกโรค" ผ่านการระเบิดวงแหวน แล้วก็เอารังสีที่ว่ามาสร้างเป็นเทคโนโลยีสุดเจ๋งขึ้นมา



โอเค ต่อไปนี้เป็นการพร่ำพรรณาเวิ่นเว้อของผมเอง... 

สมมติว่าถ้าการเก็บเกี่ยว "รังสีเดียวรักษาได้ทุกโรค" ตามแผนการของชาวโซน่า ถูกพัฒนาไปเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สิ่งมีชีวิตในจักรวาลไม่แก่ไม่ตาย คำถามคือ มันจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษกันแน่? สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีนี้จะนำมาซึ่งปัญหาด้านศีลธรรมและจริยธรรมตามมาอย่างแน่นอน จะต้องมีการถกเถียงกันแบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว

ส่วนตัวผม มันมีเหตุผลที่จักรวาลนี้สร้างให้ทุกสิ่งมีอายุขัย สมองมีเหตุผลที่จะต้องลืม (ไม่อย่างนั้นข้อมูลจะโอเวอร์โหลดและทำให้สมองร้อนเกินเหตุ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่) ดังนั้นหากมี "น้ำพุอมตะ" อย่างรังสีนี่ปรากฏขึ้นจริงๆ แน่นอนว่ามันก็ต้องเย้ายวนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเทคโนโลยี "รังสีเดียวรักษาได้ทุกโรค" ทำให้สังคมปั่นป่วน เกิดเกมทางการเมืองจนทำให้จักรวาลวุ่นวายขึ้นมาล่ะ? 

สมมตินะครับ สมมติ... สมมติว่าสหพันธ์ไม่ชอบโรมูแลน ก็จะไม่มีวันเอาเทคโนโลยี "หน้าเด้งตลอดกาล" ไปให้โรมูแลนแน่นอน เมื่อโรมูแลนไม่ได้เทคโนโลยีนี้มา ก็จะเกิดความไม่เท่าเทียมขึ้นในจักรวาล และโรมูแลนก็จะหาทางทำให้ตัวเองได้เทคโนโลยีแบบเดียวกันมา กลายเป็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ หรือสงครามระหว่าง "ชนชั้นอมตะ" กับ "ชนชั้นไม่อมตะ" ขึ้นมา

อืม... ทำไมผมรู้สึกว่าประเด็นนี้มันน่าสนใจกว่าตัวหนังจริงๆฟะ?

ไม่เอาน่า! ความตั้งใจของภาค Insurrection คือโทนสบายๆ ผ่อนคลาย โรแมนติกไม่ใช่หรือ เป็นอะไรที่ยูโทเปี๊ยยูโทเปียแบบที่เทรกกี้ชอบกันไม่ใช่หรือ? จะมาสงครงสงครามชนชั้นอะไรกันเล่า!  



ถ้าจะพูดถึงแง่ดีก็คือ เอาจริงๆไอเดียเรื่องดาวที่เปรียบได้ดังสรวงสวรรค์ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน, เรื่องโรแมนติกของพิคาร์ดก็ลงตัวกว่าของ First Contract, ฉากแอ็กชั่นอาจจะเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแย่อะไร อยู่ในระดับพอดูได้

แค่โดยรวมแล้ว เนื้อหาใน Insurrection อาจจะเข้าท่าในฐานะทีวีซีรีส์ แต่กลับขาดความรู้สึกตื่นเต้นในแบบหนังใหญ่สักหนึ่งเรื่องก็เท่านั้นเอง




[บล็อกที่เกี่ยวข้อง]



Smiley Star Trek: Insurrection (1998) <----You're here.
Smiley Star Trek: Nemesis (2002) <---- 17 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek (2009) <---- 18 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek Into Darkness (2013) <---- 19 สิงหาคม 2559




Create Date : 04 สิงหาคม 2559
Last Update : 17 สิงหาคม 2559 5:15:29 น.
Counter : 244 Pageviews.

1 comments
  
แวะมาทักทายช่วงบ่ายครับ ดูหนังดูหนัง
โดย: สมาชิกหมายเลข 3392476 วันที่: 17 ตุลาคม 2559 เวลา:15:15:54 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog