3 เหตุผลที่ผมรัก Deus Ex : Human Revolution – ข้าคือมนุษย์ดัดแปลง “แว่นดำไรเดอร์”!
Deus Ex : Human Revolution (ออกจำหน่ายปี 2011)



ถ้าคุณเป็นตัวตนดุจดังพระเจ้า ที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นบนโลกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย (Deus Ex Machina = God from the Machine = ตัวละครหรือเหตุการณ์ที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพล็อตเรื่อง) คุณจะ “เลือกอย่างไร”? พระเจ้า (คุณ) จะทอดทิ้งให้มนุษย์ตัดสินใจด้วยตัวเอง หรือจะกำหนดทิศทางไปตามที่ตัวเองคิดว่าถูก? แล้วอะไรคือถูก อะไรคือผิด?



นี่คือ Deus Ex : Human Revolution ซึ่งเป็นหนึ่งในซีรีส์ของ Deus Ex ที่ค่าย Eidos เคยออกจำหน่ายเมื่อ 2000 แต่หลังจาก Square Enix ซื้อเกมของค่าย Eidos และเริ่ม “ปลุกผี” เกมจากค่ายนี้อาทิ Tomb Raider, Hitman โปรเจคท์ภาคต่อของ Deus Ex ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

และมันก็เป็นการ “เริ่มต้น” ที่คุ้มค่า มันได้แนะนำเกมซีรีส์นี้ให้กับผู้เล่นใหม่ คนที่ไม่เคยเล่นเกมเก่าก็สามารถเล่นได้ไม่มีปัญหา แต่คนที่เคยเล่นภาคแรกมาแล้ว จะคุ้นเคยกับพล็อตหรือเนื้อหาบางอย่างที่เชื่อมโยงกันได้ (เหมือน Metal Gear Solid กับ Metal Gear ภาคแรกๆ)



สารภาพว่าไม่เคยเล่น Deus Ex ของ 2000 แต่เท่าที่อ่าน + ดูคลิปที่เขาเล่นกัน มันเป็นเกมที่ขึ้นชื่อในเรื่องของเนื้อเรื่องที่ดี มีระบบเปิดกว้าง การตัดสินใจที่ผู้เล่นสามารถเลือกเดินไปทางไหนก็ได้ ทำภารกิจให้เสร็จสิ้นด้วยวิธีไหนก็ได้เท่าที่ระบบจะอำนวยให้

Deus Ex Human Revolution ของปี 2011 ก็เป็นแบบเดียวกัน 

และนี่คือเหตุผลที่ผมรักมัน! รักพอๆกับเกมแนววิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง Mass Effect ทั้งสามภาคเลยด้วย!


Reason #1 : เนื้อเรื่องที่เป็นทั้งแอ็กชั่น สายลับ และแนวนักสืบในเวลาเดียวกัน!

รู้จักหนังไซไฟคลาสสิคอย่าง Blade Runner ไหมครับ? 



รู้จักการ์ตูน&อนิเมคลาสสิคอย่าง Ghost in the Shell ไหมครับ?



Deus Ex : Human Revolution ดึงจุดเด่นของความเป็น cyberpunk ทั้งสองเรื่องเอามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันมีประเด็นทั้งเรื่องเทคโนโลยี, อาชญากรรม, การก่อการร้าย, หุ่นยนต์, ไซบอร์ก, แฮ็กเกอร์, แอ็กชั่น&การสืบสวนหาความจริง, การเมืองและสังคมที่เกี่ยวข้องกับโลกในเนื้อเรื่อง รวมถึงปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของมนุษย์และเทคโนโลยี

Cyberpunk เป็นแนวแยกย่อยของนิยายวิทยาศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและมีองค์ประกอบอย่างที่ว่ามาทั้งหมด (ลองนึกถึง The Matrix ก็ได้ มันคือ cyberpunk เหมือนกัน) และ Deus Ex : Human Revolution จับหัวใจของ Cyberpunk ได้ทุกอณู 

มันไม่ใช่แค่ผมกระโดดลงไปในเกมแล้วก็สู้ๆๆๆๆกับคนร้าย หรือแอบๆซ่อนๆแล้วก็เชือด หลายครั้งจะต้องมีภารกิจให้ผมได้เดินไปในเมืองและสืบสวนหาความจริง บนโลกที่วิวัฒนาการของมนุษย์กำลังยืนอยู่บนคมมีด 



เรื่องราวของเกมนี้เกิดขึ้นในปี  2027 ยุคที่การดัดแปลงมนุษย์เป็นที่นิยม (จริงๆเรียกกันว่า Augmentations ซึ่งก็คือ Human enhancement หรือการปรับปรุงมนุษย์ให้ดีขึ้นนั่นเอง) ตัวเอกของเรื่องคืออดัม เจนเซ่น หัวหน้าฝ่ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทไบโอเทคใหญ่ด้านเทคโนโลยีการดัดแปลงมนุษย์ Sarif Industries



หลังเกิดเหตุการณ์คนร้ายบุกบริษัทแม่ของ Sarif ลักพาตัวพวกนักวิทยาศาสตร์และเมแกน รี้ด อดีตคนรักของอดัม รวมถึงปล่อยให้อดัมบาดเจ็บเจียนตาย หกเดือนหลังจากนั้น อดัมกลับมาทำงานให้กับ Sarif อีกครั้งในสภาพมนุษย์ดัดแปลง (แว่นดำไรเดอร์!) 





กลับมาไม่ทันไร อดัมก็ต้องไปจัดการพวกผู้ก่อการร้ายที่เรียกตัวเองว่า Purity First กลุ่มที่ต่อต้านการดัดแปลงมนุษย์ และพบแฮ็กเกอร์มนุษย์ดัดแปลงที่ดูดข้อมูลสำคัญของ Sarif ไป นี่คือจุดเริ่มต้นของการสืบสวนของอดัม ซึ่งจะพาเขาไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ระดับโลก!

อดัม เจนเซ่นก็มีอารมณ์คล้ายกับนักสืบ + สายลับ + แอ็กชั่นฮีโร่นั่นแหละ!




Reason 2 : สู่เป้าหมายด้วยวิธีที่หลากหลาย!

อยากแอ็กชั่นบู๊แหลก? เชิญเลย! หยิบอาวุธขึ้น อัพเกรดเกราะให้แข็งแกร่ง โยนระเบิดตู้ม! ยิงไม่เลี้ยง!



อยากเป็นเพชฌฆาตในความเงียบ? จัดเลย! อัพเกรดระบบล่องหน อัพเกรดปืนพกแบบติดเลเซอร์และติดกระบอกเก็บเสียง ย่องไปยังจุดลับตา เล็งหัว แล้วก็ ปุ! ร่วง!




อยากเป็นมือแฮ็กเกอร์? เอาสิ! อัพเกรดความสามารถด้านการแฮ็ก ปลดล็อกคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมระบบป้องกันภัย ปิดกล้องที่จะร้องเตือนตำแหน่งเรา เปิดระบบป้อมปืนหรือหุ่นยนต์ตรวจตราให้ยิงใส่พวกศัตรูแทนตัวเรา!




อยากเป็นคนดี ไม่อยากฆ่าคน? ไม่มีปัญหา! รอจังหวะ จับล็อกคอสลบ ลากศัตรูไปซ่อนเพื่อป้องกันศัตรูคนอื่นมาเห็นแล้ววิ่งไปเปิดระบบเตือนภัย หรือปลุกให้ตัวที่สลบให้ตื่น อัพเกรดความสามารถชักจูงผู้คน อ่านบุคลิกภาพของอีกฝ่ายแล้วใช้คำพูดสะสางเรื่องราวให้เรียบร้อยโดยดี!



จะหลบอยู่หลังกล่องหรือพาร์ติชั่นหรือกำแพง แล้วรอให้ศัตรูเดินผ่านก็ตามสบาย!



จะมุดท่อไปตรงนู้นโผล่ตรงนี้ ก็ตามสบาย!



จะต่อยกำแพงทะลุให้เปิดเป็นรู (ในจุดที่จะต่อยได้) เผื่อจะมีทางให้ผ่านแบบง่ายๆ ก็ตามสบาย!



จะร่อนลงจากที่สูงด้วยระบบร่อนลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล ก็ตามสบาย!



จะล่องหนแล้วก็หลบๆ แล้วก็แฮ็กเปิดประตูเพื่อเป็นทางผ่าน ก็ตามสบาย!





ตัวเกมเปิดกว้างให้ผู้เล่นจะทำอะไรก็ได้ จะบู๊ จะหลบซ่อน (Stealth) จะหาทางเข้าหรือทางออกด้วยวิธีแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น (เท่าที่ระบบตัวเองจะกำหนดมาให้) ผู้เล่นสามารถสร้างสรรค์วิธีการเล่นได้เองตามอิสระ




ผมเล่นเกมนี้สองรอบ รอบแรกผมเล่นแบบกึ่งบู๊กึ่งซ่อน บางครั้งผมก็ฆ่าศัตรู บางครั้งผมก็ไม่ได้ฆ่า มีหลายจุดที่ผมยังทะลุทะลวงไปไม่ได้เพราะยังไม่ได้อัพเกรดความสามารถที่เหมาะกับตรงจุดนั้น 

เกมนี้ปกติจะเป็นมุมมองแบบ FPS แต่เมื่อเวลาที่เราหลบซ่อนหลังกำแพงหรือกล่อง จะเป็นแบบ TPS ทำให้มองเห็นตัวเรา และจัดการศัตรูแบบเดียวกับเกม Mass Effect คือกดซ้ายกดขวาเล็งยิงศัตรูได้ ที่อาจปวดหัวนิดหน่อยคือการกดปุ่ม Q ถ้ากดเบาๆจะเป็นแค่การล็อกคอให้สลบ แต่ถ้ากดปุ่ม Q ค้างไว้ จะกลายเป็นการฆ่า ซึ่งให้ผลต่างกัน ถ้าสลบ จะเป็นการจัดการแบบเงียบๆ แต่ศัตรูอาจจะถูกปลุกให้ตื่นได้หากมีพวกพ้องมาเจอ (ถ้าไม่เจอก็สลบต่อไปอย่างนั้น) ในทางกลับกัน ถ้าฆ่าด้วยการใช้มีดจ้วงแทงหรือฟัน จะเสียงดังมากจนเรียกศัตรูเข้ามาเพิ่มได้




ส่วนรอบสอง ระบบเกมเปิดจะยังคงสิ่งที่เราอัพเกรดในรอบที่แล้วเอาไว้ให้ ทำให้สามารถอัพเกรดต่อได้เลย (เลือก New game +) ทีนี้ผมเลือกบู๊แหลก ฆ่าไม่เลี้ยงเท่าที่จะสรรหาวิธีฆ่าได้ ผมชอบฆ่าแบบเพชฌฆาตความเงียบ ยิงปืนเก็บเสียงใส่กะบาลศัตรู บางครั้งก็จัดการศัตรูด้วยอาวุธติดตัวอย่างใบมีดเพื่อความสะใจ อีกทั้งรอบสองนี้ผมยังมีระบบการร่อนลงและต่อยกำแพงตั้งแต่ช่วงแรกๆของเกม จึงสามารถลัดเลาะไปตรงจุดไหนก็ได้ เท่าที่ฉากจะกำหนดมาให้ อีกทั้งผมยังชอบแฮ็กให้ป้อมปืนหรือหุ่นยนต์ยิงใส่ศัตรูเองอีกด้วย สนุกจริงๆ!!





วิธีการแบบนี้ไม่ได้แค่ใช้ได้กับศัตรูธรรมดาเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับบอส ในเวอร์ชั่น Director’s Cut ได้มีการปรับปรุงฉากสู้กับบอสใหม่ จากที่ต้องสู้ด้วยการยิงหรือฆ่าโดยตรง คราวนี้เราก็สามารถใช้วิธีแบบเดียวกับศัตรูทั่วไป คือแฮ็กให้ป้อมปืนหันมายิงใส่บอสแทนเราได้ด้วย



ไม่ได้มีแค่นั้น เกมนี้มีอารมณ์แบบการสืบสวนอย่างที่ว่ามาแล้ว คำพูดที่ผู้เล่นเลือกมีผลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น เช่น เราจะเข้าไปดูศพเพื่อสืบหาเรื่องราว อดัมมีคนรู้จักอยู่ที่สถานีตำรวจ เราต้องคุยกับมันเผื่อจะให้เราผ่านเข้าไปดูได้สบายๆ ตรงนี้ถ้าเราเลือกถูก มันจะให้เราผ่านเข้าไปดูศพได้ง่ายๆ แต่ถ้าเลือกผิด เราก็ต้องหาวิธีลักลอบเข้าสถานีตำรวจเอาเอง



นอกจากนี้ยังมีการอัพเกรดระบบ C.A.S.I.E  (The Computer-Assisted Social Interaction Enhancer) เพื่อทำการวิเคราะห์บุคลิกภาพและประวัติพื้นฐานของผู้ที่เราคุยด้วย การเลือกชักจูงอาจนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ง่ายดายขึ้น คือแทนที่จะต้องวิ่งไปนู่นมานี่ อาจจบที่การพูดคุยตรงนั้นเลย แต่ระวัง! แม้บางครั้งจะใช้ระบบนี้ทำให้ผ่านทางได้สำเร็จ แต่อาจมีปัญหาที่เราคาดไม่ถึงตามมาก็ได้ (แต่เคสหลังนี้เหมือนจะมีอยู่กรณีเดียว)




การอัพเกรดอาวุธก็เป็นไปอย่างง่ายๆ แค่หาอุปกรณ์เสริมที่ตัวอาวุธรองรับได้ก็จบ แต่ที่ควรจะมีติดตัวไว้คือระบบ Typhoon Explosive System ซึ่งสามารถทำให้เราระเบิดศัตรูรอบตัวเป็นวงกว้าง!



ส่วนที่เก็บอาวุธหรืออุปกรณ์ จะถูกกำหนดตามช่อง ตรงนี้จะติดใจก็ตรงที่ระเบิด แม้จะเป็นชนิดเดียวกัน (เช่น ระเบิดแก๊ส) แทนที่จะเก็บอยู่ในช่องเดียวแล้วเพิ่มจำนวนตัวเลขเข้าไป กลับแยกเก็บเป็นช่องๆ ทำให้เปลืองเนื้อที่เล่นซะงั้น

การอัพเกรดจะคล้ายๆระบบ RPG คือการค่า EXP ไปเรื่อยๆ แต่เกมนี้ ถ้าผู้เล่นสามารถผ่านด่านได้โดยการแฮ็กหรือการ Stealth มันจะให้ค่า EXP ที่มากกว่าการฆ่าศัตรูหน่อย การแฮ็กของเกมนี้มีระบบแบบมินิเกม เวลาแฮ็กอาจพลาดได้ ผมเลยต้องเซฟก่อนแฮ็กอยู่บ่อยๆ แล้วก็ Load ตัว Save เก่าเพื่อแฮ็กใหม่จนสำเร็จอยู่หลายครั้ง 



บางครั้งเราก็ไม่ต้องแฮ็กเอง แต่ "หาโค้ด" จากศพศัตรูหรือตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งก็สะดวกขึ้นมาหน่อย 




ทุกครั้งที่เลเวลอัพ จะได้ Praxis ซึ่งสามารถเอามาอัพค่าความสามารถต่างๆเพิ่มเติม Praxis สามารถหาซื้อได้ในจำนวนจำกัดที่ LIMB Clinic แต่บางครั้งถ้าผู้เล่นสำรวจฉากละเอียดหน่อย ก็จะได้ Praxis Kit มาอัพเกรดด้วย



ดังนั้น ผมแนะนำคนที่ยังไม่ได้เล่นว่า ถ้าเล่นรอบแรก ให้เล่นแบบ Hacker + Stealth ไปจะดีกว่า แล้วรอบหลังค่อยบู๊แหลกก็ยังไม่สายนะ!



Reason 3 : การเขียนบทที่ฉลาด + โลกที่เต็มไปด้วยรายละเอียด

พูดไป แฟน Metal Gear Solid อาจเคืองผม แต่ผมไม่เคยเห็นว่าเกมของ “ท่านเทพ” โคจิม่าจะมีการเขียนบทที่ดีเลย โคจิม่าเป็นแฟนหนังแอ็กชั่นยุค 80 อย่าง Rambo, Escape from New York หรืออะไรทำนองนั้น (ชื่อพระเอกยังเป็น “สเน็ค” เหมือนกันเลย) ดังนั้นบทเกมของ MGS จึงมีอารมณ์เชยๆ น้ำเน่าๆอยู่เยอะ (แต่ผมก็ชอบเกมชุดนี้นะ อย่าเข้าใจผิด)

Deus Ex : Human Revolution มีการเขียนบทที่เหมือนได้แรงบันดาลใจมาจาก Blade Runner, Ghost in the Shell บทพูดของเกมนี้มีส่วนสำคัญเพราะคนเล่นจะต้องเลือกใช้คำพูดในระหว่างการสืบสวนด้วย การพูดคุยจะคลี่คลายไปในทางที่ดีหรือจบที่การต้องยิงกัน ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกคำพูดพวกนั้น 

จะว่าไปก็เหมือนซีรีส์ Mass Effect แต่การตัดสินใจของบทพูดไม่ได้บอกว่าอะไรดีอะไรเลวเหมือนกับของ Mass Effect ซึ่งเกมนั้นจะระบุชัดเจนไปเลยด้วยค่าความดีความเลว

การสืบสวนเรื่องราวเป็นหัวใจหนึ่งของเกมนี้ ผู้สร้างเกมใส่ข้อมูลของโลกผ่านข่าวหนังสือพิมพ์, ข่าวโทรทัศน์, E-mail และ E-book ซึ่งให้รายละเอียดกับโลกในเกม ถ้าหยุดยืนฟังหรืออ่านอย่างละเอียดจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้น ถ้าฟังคำพูดของตัวละครแต่ละตัว จะเห็นความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกโดยมีเรื่องเทคโนโลยีการดัดแปลงมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง 






Side Quest ของเกมนี้มีส่วนสำคัญมาก มันช่วยขยายรายละเอียดของโลกหรือความขัดแย้งให้ละเอียดยิ่งขึ้น ถ้าวันนี้ยังมีคนที่ไม่ได้เล่นเกมนี้และสนใจอยากจะเล่น ผมแนะนำให้รับทำเควสทั้งหมดในเกม ผมคิดว่ามันสำคัญพอๆกับเควสหลักเลยทีเดียว (ไม่ต้องห่วง เควสมีไม่เยอะ และไม่น้อยเกินไปสำหรับเกมที่ไม่ใช่ open world แบบเต็มตัว กำลังพอดีเลยทีเดียว)



การดัดแปลงมนุษย์ทำให้คนเป็นเครื่องจักรไร้วิญญาณ? เป็นอาวุธให้กับทุนนิยม? หรือว่าช่วยสร้างโลกใบใหม่ที่ดีขึ้น?

คำตอบพวกนี้ไม่มีคำว่าผิดหรือถูกที่ชัดเจน 

ญาติคุณหรือตัวคุณที่ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเทียมหรืออวัยวะเทียมไม่ใช่มนุษย์? เทคโนโลยีอย่างคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ในปัจจุบันมันชั่วร้าย แม้มันจะช่วยรักษาคนป่วยอาการร่อแร่หรือทำให้ความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น?

โลกนี้มีความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมก็จริง เช่น บางครั้งสิทธิการเข้ารักษาหรือรับบริการดีๆชนิดเต็มรูปแบบขึ้นอยู่กับเงิน แต่นั่นมันเป็นความผิดของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว? มิใช่ว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วอย่างนั้นหรือ?




การก่อการร้ายมันเลวร้ายในมุมของผู้ที่ถูกกระทำ นั่นไม่ผิดแน่ๆ

แต่ในมุมของผู้ก่อการร้ายที่เคยเป็นฝ่ายถูกกระทำ เขาก็มองว่าตัวเองถูกต้องและสมควรกระทำกลับเหมือนกันหรือเปล่า?



ตกลงแล้วอะไรคือทางออกของปัญหาที่แท้จริงกันแน่

กำจัดเทคโนโลยีทั้งหมด? (ซึ่งมันจะช่วยแก้ปัญหาได้จริงๆน่ะหรือ?)

ควบคุมเทคโนโลยีให้อยู่ในอำนาจการเมือง? (แต่อำนาจอาจไปอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป)

หรือยังคงพัฒนามันต่อไปด้วยหัวใจของทุนนิยมที่เชื่อว่ามันจะทำให้มนุษย์ดีขึ้น (แต่อาจทำให้เกิดการทดลองที่โหดร้าย)





ตอนจบของ Deus Ex : Human Revolution มีให้เลือก 4 แบบ และแต่ละแบบก็เป็น “กระทู้ปลายเปิด” บทสรุปทุกอย่างล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเองไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม มันมีทั้งแง่ดีและแง่เสีย มันคือโลกที่ไม่มีขาวและดำ มีแต่โลกสีเทาๆที่จะพลิกไปทางไหนก็ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่อยู่ตรงหน้า

นี่คือการเขียนบทที่ฉลาด!




จุดข้อสังเกตของเกม :

นี่คือโลกล้ำยุค เทคโนโลยีก้าวหน้า แต่...

ทำไมรถถึงจอดอยู่นิ่งๆ ไม่มีใครขับรถกันเลย?



ทำไมบันไดเลื่อนที่ไม่ทำงาน?



แล้วบางทีก็มีเรื่องแปลกๆ อย่างเช่น เขายิงกันแทบเป็นแทบตาย แต่ยังมีคนนั่งอ่านหนังสือ???? What!!??? ผีหลอก!!!???


อืม มันเป็นอนาคตที่แปลกจริงๆ!!




Create Date : 03 มีนาคม 2558
Last Update : 4 มีนาคม 2558 12:45:09 น.
Counter : 2376 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog