Group Blog
 
All Blogs
 

วัดที่แปด แวะกินข้าวหมูย่างที่ Obihiro ก่อนนั่งเรือกลับโอซากา

ออกจากสถานี kushiro แต่เช้า(เช้าทุกวันแหละ) เพื่อแวะไปซื้อขนมและกินข้าวกลางวันที่ obihiro (เป็นทางผ่านพอดี อีกอย่างไหนๆก็มีตั๋วแล้ว ใช้ให้คุ้ม)

ระหว่างทาง รถไฟวิ่งเลียบมหาสมุทรแปซิฟิก ฝนตกแต่ก็ยังมีคนจอดรถตกปลา


มาถึงสถานี obihiro ตอนสิบโมงกว่า ร้านขายขนมเปิดพอดี
เราจะไปร้าน rokkatei กัน (จริงๆซื้อที่ไหนก็ได้ไม่ต้องมาที่นี่หรอก แต่เห็นว่ามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นี่ อยากมาดูเท่านั้นเอง)

หน้าร้าน


ชั้นล่างเป็นส่วนขายขนม ชั้นบนเป็นคาเฟ่ มีขนมให้เลือกมากกว่าตามร้านทั่วไป มีลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย บางคนก็จอดรถแป๊บนึงเพื่อแวะซื้อโดยเฉพาะ แต่ละคนหอบขนมกลับไปกันเยอะแยะ บางคนที่ซื้อเค้ก พาย หรือขนมเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถยืนกินตรงบริเวณที่จัดไว้ได้เลย

และนี่ก็เป็นขนมขึ้นชื่อของร้านนี้ Marusei Butter Sandwich


ส่วนตัวแล้วชอบขนมนี่มากกว่าคุกกีั shiroikoibito อีก


และแล้วก็ได้เวลาอาหารกลางวัน เดินกลับไปแถวสถานีหาร้านข้าวหมูย่างชื่อดัง Pancho ร้านต้นตำรับที่คิดค้นข้าวหมูย่างเป็นร้านแรกเมื่อ 76 ปีก่อน จนกลายเป็นอาหารชื่อดังของ obihiro



ร้านเปิดตอน 11โมง ไปถึงหน้าร้าน 11:20 แต่มีคนยืนรอหน้าร้านประมาณเจ็ดคนได้ รออยู่ประมาณ 20 นาที ก็ได้เข้าไปนั่งในร้าน ป้าก็เอาน้ำชาร้อน(จัด) กับหัวไชเท้าดองมาเสริฟก่อน


ร้านไม่ใหญ่มากประมาณ 40 ที่นั่งได้ จึงต้องนั่งร่วมโต๊ะกับลูกค้าท่านอื่น ซึ่งมีทั้งมาคนเดียว มาเป็นคู่ มาเป็นกลุ่ม มาเป็นครอบครัว หลายคนถือแผนที่ ไกด์บุค แสดงถึงความตั้งใจจะมากินจริงๆ

ข้าวหน้าหมูย่างมีให้เลือก 4 ขนาด ต่างกันที่ปริมาณเนื้อหมู ที่สั่งไปคือ take(ไผ่) 950 เยน รออยู่ 20 นาที ป้าก็นำอาหารมาเสริฟ



ลองชิมเนื้อหมูคำแรก รู้สึกเหมือนหมูปิ้งรถเข็นที่เมืองไทยเลย(ก็แน่ละซิหมูย่างนี่นา) ดีเลย ไม่ได้กินมานานแล้ว

อร่อยมาก น้ำราดกำลังพอดี กัดหมูนิดนึงพร้อมคดข้าวเข้าปาก กินไปเรื่อยๆ 20 นาทีผ่านไปก็หมดเกลี้ยงเลย(ลุงคนญี่ปุ่นที่เข้ามาพร้อมกันลุกไปนานแล้ว กินเร็วมาก)

สรุป ถ้าจะมากินร้านนี้ต้องมีเวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

ตอนนี้ก่อนเที่ยงครึ่ง ดูคนรอ




หลังจากนี้ก็แวะไป outlet ที่ minami chitose ถัดจากสนามบิน shin-chitose มาหนึ่งสถานี เดินอยู่ตั้งนาน(เพราะขี้เกียจไปที่อื่นแล้ว) ก็ได้รองเท้ามาคู่นึง ก่อนจะนั่งรถไฟไปสถานี otaru ก่อนจะนั่งบัสเพื่อไปขึ้นเรือกลับโอซากา


ก็จบทริปฮอกโกโดครั้งที่สี่ไว้เพียงเท่านี้




 

Create Date : 17 กันยายน 2552    
Last Update : 17 กันยายน 2552 19:45:28 น.
Counter : 2435 Pageviews.  

วันที่เจ็ด Kushiro

รีบตื่นเช้าเพราะต้องไปซื้อทัวร์ท่องเที่ยวจาก bus terminal ใกล้ๆสถานี โชคดียังมีที่เหลือ(บานเบอะ) 5,550 เยน แพง แต่ต้องจ่าย เพราะอยากเห็นทะเลสาบ



เริ่มออกเดินทางแปดโมง ไกด์สาวสวยพูดได้เหมือนหุ่นยนต์สุดๆ แต่ก็พูดได้ตามบทไปเรื่อยๆ ไม่มีติดขัด สงสัยจะง่วงนอน เช้าวันเสาร์น่าจะได้พักแท้ๆเลย ยังต้องมาทำงานอีก น่าสงสาร

มาถึงที่แรก Kushiro Shitsugen National Park


อุทยานแห่งชาตินี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางมากกกก ถ้าอยากจะเห็นธรรมชาติแถวนี้อย่างใกล้ชิด จะมีรถไฟขบวนพิเศษวิ่งผ่านกลางที่ชุ่มน้ำนี่เลย(ซึ่งเราไม่ได้นั่ง)

จากจุดชุมวิวตรงนี้ พยายามสุดๆแล้วก็ยังถ่ายมาได้แค่นี้แหละ ต้นไม้เกะกะบังมิดแทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากป้ายอุทยาน ก่อนจะมาถึงจุดนี้มีจุดชมวิวอีกที่นึงซึ่งเห็นได้ชัดกว่าที่นี่แน่นอน แต่บัสดันไม่จอด ให้มาลงตรงนี้แทน เซ็ง




คุชิโระจะเด่นเรื่องการทำประมง นอกจากนั้นก็มีทำฟาร์มปศุสัตว์ ปลูกหัวบีท ข้าวโพด มันฝรั่ง (ก็เหมือนที่อื่นในฮอกไกโดละนะ)



แล้วก็มาถึงจุดที่สอง


ทะเลสาบมะชู เป็นทะเลสาบที่เคยได้รับการบันทึกว่าน้ำมีความใสมากที่สุดในโลกในปี 1931(41.6 เมตร) แต่หลังจากนั้นระดับความใสก็ลดลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันในปี 2004 วัดได้ 19 เมตร แต่ถึงกระนั้นน้ำก็ยังถือว่าใสมากๆ (ไกด์บอกว่าปกติถ้าวัดได้ 8 เมตร ก็ถือว่าใสแล้ว)





ไม่เคยเห็นทะเลสาบที่ไหนฟ้าได้ขนาดนี้มาก่อนเลย สวยมากๆ บริเวณภูเขารอบๆก็สวยไม่แพ้กัน โชคดีที่วันนี้ฟ้าเปิด เพราะไม่งั้นจะมีหมอกมาปกคลุมทำให้เราไม่เห็นทะเลสาบ

เวลาไม่คอยท่า รีบไปซื้อซอฟท์ครีม mashu blue มากินก่อนขึ้นรถ ผสมเหล้านิดๆ อร่อยดี




นั่งรถขึ้นเขามาเรื่อยๆ ก็มาถึงทะเลสาบ kussharo จุดชมวิวที่เราจะไปดูคือ bihoro pass ต้องเดินขึ้นเขาอีกแล้ว




เห็นทางรถไหม คดเคี้ยวลดเลี้ยวกว่าจะมาถึงที่นี่ได้




พอขับรถลงเขามา วนรอบทะเลสาบ ก็มาถึง sunayu หาดทรายที่ขุดลงไปแล้วจะมีองเซนอุ่นๆพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน(แต่จริงๆแล้วก็ไม่อุ่นเท่าไหร่นะ) บริเวณรอบๆก็มีองเซนให้แช่เท้า เรือถีบให้เช่า และบริเวณพักผ่อน


สาวกล้องนิคอนคนนี้ นอกพักสบายใจเฉิบ





มาถึงจุดต่อไป Iozan เป็นภูเขาไฟที่ยัง active อยู่ เมื่อก่อนเป็นแหล่งผลิตกำมะถันที่สำคัญ แต่ตอนนี้ยกเลิกการผลิตไปแล้วเพื่ออนุรักษ์สภาพธรรมชาติ


เข้าไปใกล้ๆ เห็นกำมะถันไหม เหลืองมาเลย มีควันพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา อย่าเผลอสูดหายใจเต็มปอดล่ะ สำลักแย่


น้ำเดือดปุดๆ ลองเอานิ้วไปจิ้มดู ร้องจ๊ากเลย


ไข่องเซน จะมีป้าคอยมาเปลี่ยนถาดอยู่เรื่อยๆเมื่อได้ที่แล้ว


อันนี้เจอในห้องน้ำ สงสัยต้องการบอกนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ




บ่ายกว่าๆแล้ว จุดต่อไปคือทะเลสาบ akan


ที่นี่มีบริการนั่งเรือล่องทะเลสาบด้วย และบริเวณรอบๆก็โรงแรม ร้านค้า เรียงรายสองข้างทาง แต่ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ ทั้งๆที่เป็นวันเสาร์


หน้าห้องน้ำสาธารณะ ตกแต่งอย่างดีเชียว


รีบไปดูสาหร่ายกันที่ ecomuseum center กันดีกว่า


marimo เป็นสาหร่ายสีเขียวรูปร่างเป็นบอลกลมๆ ในรูปลูกใหญ่สุดใหญ่เกินฝ่ามืออีก(ไกด์สาวบอกว่า ถ้าสภาพต่างๆพร้อม กว่าจะได้ขนาดนี้ต้องใช้เวลาอย่างเร็ว 5-10 ปี) และจะเห็นสาหร่ายชนิดนี้เป็นลูกกลมสวยๆได้อย่างนี้ได้ที่ทะเลสาบ akan เท่านั้น



รีบเดินกลับมาที่จุดนัดพบ แต่ยังมีเวลาเหลือนิดหน่อย เลยเดินไปดูหมู่บ้านชาวไอนุใกล้ๆ นกฮูกตัวใหญ่ถูกประดับไว้จุดสูงสุด เพราะชาวไอนุถือว่านกฮูกคือเทพเจ้าสูงสุด




บริเวณรอบๆมีร้านขายของ handicraft ส่วนมากเป็นไม้แกะสลักรูปต่างๆ มีรูปนกฮูก หมี เป็นหลัก
(แต่แอบสงสัยว่าทุกร้านขายของคล้ายๆกัน ไม่แย่งกันแย่เหรอ)

จริงๆ ตอนกลางคืนมีโชว์ระบำพื้นเมืองของชาวไอนุด้วย แต่รถเราจะออกอีกสิบนาทีข้างหน้าแล้ว ก็อดดูตามเคย

อยากจะซื้อของติดไม้ติดมือไปเหมือนกันนะ แต่ไม่ค่อยมีเงินแล้ว แวะไปดูร้านขายของที่ระลึกใกล้ๆ ก็มีพนักงานร้านหนุ่มหล่อ(คิดว่าน่าจะเป็นคนไอนุ) มาชวนคุย บอกว่าไม่ซื้อก็ได้ ช่วยเข้ามาดูหน่อยเถอะ ไม่มีลูกค้าเลย เหงามาก ในร้านมีผู้ชายอีกคนนั่งแกะสลักไม้อยู่ เราก็ดูๆของในร้าน อยากจะซื้อนะ เห็นใจพี่เขาเหมือนกัน(เพราะหล่อหรือเปล่า) แต่สุดท้ายแล้วก็จากไปโดยไม่ได้ซื้ออะไรเลย เขาก็อุตส่าห์ขอบคุณที่เราเข้าไปดู

พี่ หนูขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะคะ


และแล้วก็ได้เวลากลับเสียที สิริรวมเวลทัวร์นี้ทั้งหมดราว 9 ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะนั่งรถบัสรวมแล้ว 300 กิโลเมตรได้


ปิดท้ายกับวิวกลางคืนของ fisherman's wharf MOO ร้านขายของแถวโรงแรมที่พัก





 

Create Date : 17 กันยายน 2552    
Last Update : 17 กันยายน 2552 18:39:33 น.
Counter : 2567 Pageviews.  

ว้นที่หก shiretoko part 2

เติมพลังให้กับเช้าวันใหม่ ด้วยอาหารชุดเรียบง่ายแต่อร่อย (แน่นอนว่าไม่กินนัตโต)



วันนี้อากาศดี แดดออก ฟ้าเปิด แต่คลื่นยังสูงอยู่จึงงดออกเรือ ทริปนี้เลยอดนั่งเรือท่องเที่ยว อดถ่ายรูปแหลมshiretoko เอาไว้คราวหน้าละกัน ฮือๆ

เลยล่องเสี่ยงนั่งบัสไปดู shiretoko pass อีกครั้ง กะว่าคราวนี้คงจะเห็นแน่
ก่อนออกเดินทางเจอคุณลุงคุณป้าอาวุโสที่เจอกันเมื่อวาน ท่านถามว่าไปทะเลสาบทั้งห้ามาหรือยัง สวยมาก ก็ว่าจะแวะไปอยู่แล้วหลังจากนี้ ดีเลยมีคนว่าคอนเฟิร์มว่าสวย

นั่งรถไปถึง shiretoko pass ปรากฏว่ายังมีเมฆลอยต่ำอยู่ เลยอดถ่ายรูปกับป้ายโดยมีภูเขา Rausu เป็นแบคกราวน์

เนี่ย ถ้าฟ้าเปิดนะ ข้างหลังเห็นภูเขาสวยแน่นอน


แต่ตรงบริเวณที่เป็นช่องเขาก็เห็นชัดเจนดี มีคุณลุงคุณป้ามานั่งวาดรูปด้วย ขอบอกว่าแถวนี้ลมแรงและหนาวมากกกกกกกกกกกก มานั่งวาดกันอยู่ได้ไงก็ไม่รู้


ที่เด็ดยิ่งกว่า เห็นแถวคนเดินไหม นั่นคือเด็กนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนในท้องถิ่นกำลังทำกิจกรรมนอกสถานที่ เดินเท้าทางไกลจาก shiretoko pass ไปยัง rausu ซึ่งปกติรถบัสจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง!!! และโคตรจะหนาว ทรหดอดทนกันดีเหลือเกิน



หลังจากรอรถบัสตัวสั่นแหง็กๆ มาชั่วโมงนึง ก็นั่งรถบัสกลับไปที่ Nature Center เพื่อเปลี่ยนรถบัสที่จะมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบทั้งห้า

นี่เป็นแผนที่เส้นทางที่เราจะเดินเท้าเข้าไปชมทะเลสาบ นักท่องเที่ยวส่วนมากมักจะเป็นถึงแค่ทะเลสาบที่สองแล้วก็วกกลับ แต่เราจะเดินวนรอบให้ครบทั้งห้าเลย ใช้เวลาประมาณ 90 นาที ดังรูป


ช่วงแรกๆ ทางทำไว้ดีมากเพราะคนเดินเข้าออกเยอะ แต่ช่วงหลังๆจะเป็นดินเละหน่อยๆ ก็เดินตามคนข้างหน้าไปเรื่อย


ซักพักก็ถึงทะเลสาบที่หนึ่ง




เห็นจุดชมวิวอยู่ไกลลิบๆ ตอนหลังเราจะเดินไปถ่ายรูปจากตรงนั้น




เดินมาอีกเรื่อยๆก็มาถึงทะเลสาบที่สอง ตอนแรกนึกว่ามีแค่นี้


แต่ที่ไหนได้







ทิ้งท้ายความประทับใจกับทะเลสาบที่สองไว้ แล้วเดินต่อไปยังทะเลสาบที่สาม พอมาถึงช่วงนี้คนเริ่มแทบไม่มี เราต้องคอยพยายามเดินตามคนข้างหน้าไว้ เพราะไม่ได้พกกระดิ่งไล่หมีมา มีบางช่วงที่หยุดถ่ายรูปแล้วคนข้างหน้าเขาเดินไปไกลแล้ว เราก็แอบปอดแหก เดินดีดนิ้วไปตลอดทางแทนกระดิ่ง(แต่ก็โชคดีไม่เจอหมีมาทักทาย)




เจอเจ้านี่อีกแล้ว เจ้าตัวนี้เดินตัดหน้าเราแล้วเดินเข้าป่าไปเลยค่ะ



เดินมาอีกไกลพอควร(จนนึกว่าหลงแล้ว แต่จะหลงได้ไงก็มีอยู่ทางเดียว) ก็ถึงทะเลสาบที่สี่





และแล้วก็มาถึงทะเลสาบที่ห้า






ก็จบแบบประทับใจสุดๆกับทะเลสาบทั้งห้าไปแล้ว ตอนนี้เราจะเดินชมวิวอีกมุมกันบ้าง เขาสร้างทางเดินไว้ยาวเหยียดเลยค่ะ ให้คนนั่งรถเข็นเข้าชมได้ด้วย แต่ไม่ต้องกลัวว่าหมีจะปีนสะพานขึ้นมานะคะเพราะเขาขึงลวดปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ตลอดทาง


นี่ก็เป็นวิวของทะเลสาบที่หนึ่งจากปลายสะพาน ไกลไปนิด แต่ของจริงสวยค่ะ แดดแรงเอาเรื่อง



หิวแล้วๆหาของกินกัน เล็งไว้นานแล้ว เบอร์เกอร์เนื้อกวาง

อร่อยดี อร่อยกว่าแมคโดนัลด์ หรือเป็นเพราะว่าหิวมากก็ไม่รู้


และแล้วก็ได้เวลานั่งบัสต่อไปยังจุดสุดท้าย Kamuiwakka Hot Falls


สายน้ำไหลมาจากทาง Iouzan (ภูเขากำมะถัน) เป็นภูเขาไฟที่ยัง active อยู่ ได้กลิ่นกำมะถันฉุนหน่อยๆ

น้ำอุ่นนิดๆ มีคุณพ่อพาเด็กมาแช่น้ำเป็นองเซนด้วย(จากที่เจ้าหน้าที่เล่า ผู้ใหญ่บางคนก็อยากจะแช่ แต่มันก็กระไรอยู่) แต่น้ำที่นี่มีความเป็นกรดนะ pH1.6-1.8 ตอนขาลงน้ำดันกระฉอกเข้ารองเท้า นอกจากจะเปียกชื้นไปตลอดทริปที่เหลือแล้ว ยังแอบคันยิบๆด้วย


บางคนที่รองเท้ากันน้ำไม่ได้ ก็ถอดรองเท้าออกแล้วปีนขึ้นไปโดยใส่ถุงเท้า เจ้าหน้าที่แนะนำให้เดินตรงที่น้ำไหลผ่านเพราะจะลื่นน้อยกว่า(ซึ่งขัดกับความคิดตอนแรกของเราที่ว่าตรงที่ไม่มีน้ำไหลผ่านน่าจะลื่นน้อยกว่า) แต่ก็จริงอย่างที่ท่านว่าแหละ



มาได้ไกลถึงแค่นี้ จริงๆแล้วมีให้ปีนขึ้นไปข้างบนได้อีก แต่มีหินหล่นลงมาและมีเกิดอุบัติเหตุคนลื่นล้มหลายครั้ง ทางการเลยจำกัดให้เข้าถึงได้แค่นี้ และมีเจ้าหน้าที่คอยคุมอยู่ (แต่เจ้าหน้าที่ก็ใจดีมากค่ะ ชวนคุยและถ่ายรูปให้ด้วย)





เจอกวางเขาสวยเข้าให้ แต่ไม่ยอมหันมาให้ถ่ายรูปดีๆ เจ้าหน้าที่บอกว่าเห็นมันลงจากเขามากินหญ้าตั้งแต่เช้า แว้บไปตรงโน้นทีตรงนี้ที(ท่านคงว่างมาก สังเกตตลอดเวลา)



ก็จบกันไปกับ shiretoko ประทับใจแต่ยังมีส่วนที่ยังไม่ได้ดูอีก ต้องหาเวลาไปเยี่ยมอีกให้ได้เลย

กลับมาแถว bus terminal มาหาซอฟท์ครีมกิน

มีส่วนผสมของดอกกุหลาบญี่ปุ่น(hamanasu) และ cowberry หรือ lingonberry(kokemomo) ซึ่งไม่รู้ว่ารสชาติดั้งเดิมของดอกไม้ทั้งสองนี้เป็นอย่างไรหรอก แต่ซอฟท์ครีมก็อร่อยดี สีสวย หลอกเด็กได้


ลาก่อน shiretoko (หน้าสถานี shiretoko-shari มีภูเขา shiretoko ตระหง่านอยู่เบื้องหลัง)





 

Create Date : 16 กันยายน 2552    
Last Update : 16 กันยายน 2552 9:32:35 น.
Counter : 1191 Pageviews.  

วันที่ห้า shiretoko part 1 (+ rausu)

ตื่นเช้ามารีบมากินข้าวตอนเจ็ดโมง(ถ้าไม่ได้มาเที่ยวนะ ไม่มีทางตื่นหรอก เช้าขนาดนี้) อาหารเช้าง่ายๆแบบญี่ปุ่น ที่เห็นเป็นไข่ดิบ(ที่ตอนแรกแอบหวังว่าจะเป็นไข่ลวก)




ก่อนออกจากที่พักไปยังศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว ฝนดันตกลงมาใหญ่เลย พักนึงก็หยุด อากาศบริเวณนี้แปรปรวนมาก และแล้วสิ่งที่เกรงไว้ก็เป็นจริง ยกเลิกการเดินเรือท่องเที่ยวทั้งหมดเพราะคลื่นสูง ลมจัด เลยเปลี่ยนแผนไปเที่ยวช่องเขา shiretoko pass ก่อน แต่ดูเมฆซิ



ในรูปนี่ยังดีนะ เพราะตอนไปถึงช่องเขานี่ ฝนตกหนัก ลมแรงจัดจนตัวจะปลิว หนาวมาก แถมแถวนั้นไม่มีที่ให้หลบฝนอีก(มีแต่ห้องน้ำ) หมอกลงจัด ทัศนวิสัยแย่สุดๆ มองเห็นระยะไม่เกินสิบเมตร เลยต้องเปลี่ยนใจนั่งรถไปสุดสายที่ rausu เมืองอีกด้านของคาบสมุทร shiretoko

(อธิบายงงไหมเนี่ย คือเส้นทางนี้เชื่อมระหว่างสองเมืองบนคาบสมุทรshiretoko คือ utoro กับ rausu อยู่ห่างกันเกือบชั่วโมง ที่พักของดิฉันอยู่ที่ utoro และตอนนี้กำลังนั่งบัสไป rausu)


rausu ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ไปถามศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวแล้ว ที่ๆจะเดินดูได้ภายในสามชั่วโมงก่อนรถบัสไป utoro จะออก ก็มีสวนสาธารณะ แล้วก็จุดชมวิวเท่านั้นเอง ก็ดีกว่าไม่มีอะไรจะดูวะ ถือซะว่าเดินเล่นฆ่าเวลา ยังดีที่ฝนหยุดตกแล้ว เดินได้สะดวก

นี่สวนสาธารณะเล็กๆๆ shiokaze เกาะที่เห็นข้างหลังคือ Kunashiri เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะ Kuril ญี่ปุ่นอ้างว่าเกาะ kunashiri เป็นของตน แต่ปัจจุบันผู้ที่ควบคุมดูแลเกาะนี้อยู่คือรัสเซีย ก็ยังเป็นข้อพิพาทกันอยู่



นี่ปากทางเข้าถ้ำที่เขาว่ามีมอสเรืองแสง มีป้ายบอกด้วยว่าให้ดูตรงนี้นะจ๊ะ แต่แหกตามองสุดๆแล้วก็ยังไม่เห็นว่ามันเรืองแสงตรงไหน หันไปมองหน้านักท่องเที่ยวอีกคน เขาก็ถามว่า มันไม่เรืองแสงใช่ไหมครับคุณ




เดินย้อนกลับไปทางเดินสู่จุดชมวิวที่สูง ที่เขาแนะนำมาว่าเดินใช้เวลาประมาณ 30 นาที (ซึ่งไม่น่าเชื่อเขาเลย) ทางเดินเป็นทางรถยนต์ เดินขึ้นเขาคดเคี้ยวไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเจอคู่สามีภรรยาอาวุโส(ที่นั่งบัสคันเดียวกันมา แต่เขามุ่งหน้าไปจุดชมวิวก่อน) เดินสวนลงมา บอกว่าอีกไกลนะหนู พยายามเข้า

เดินไปเรื่อยๆ มีสวนสาธารณะระหว่างทาง (แอบคิดว่าใครจะมาเดินเล่นแถวนี้วะ ไกลจะตายถ้าไม่นั่งรถมา) แต่บริเวณใกล้เคียงมีที่ให้ตั้งแคมป์ด้วย


เดินไปเรื่อยๆๆๆ ไม่ถึงซักที เหนื่อย หิวน้ำ อยากเข้าห้องน้ำ ทำไงดี

มีรถขับผ่านไปคันแล้วคันเล่า ตอนแรกไม่สนใจ หยิ่งอยากจะเดินเอง แต่ตอนหลังไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจว่าจะโบกรถคันต่อมา แต่ดันเป็นรถบรรทุก คนขับก็มองเรา เราก็มองเขา แต่เห็นเป็นรถบรรทุกเราก็ไม่กล้าโบก เขาก็ขับผ่านเลยไป

คันต่อมาถัดจากรถบรรทุกเป็นรถเก๋ง คนขับเป็นลุงที่ดูแล้วรู้ว่าคงเป็นคนงานก่อสร้างข้างบน ลุงหันมามองทีนึง เราก็มองลุง ลุงขับรถเลยเราไปแล้วนิดนึง แล้วหันกลับมามองเราให้แน่ใจอีกครั้ง พร้อมทั้งส่งสัญญาณถามว่า จะขึ้นรถไหม เรารีบพยักหน้าทันที ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือแน่นอน รอดแล้วเว้ยเรา รีบขอบคุณลุงใหญ่เลย คุยกันแล้วลุงว่าแปลกใจที่ทำไมผู้หญิงคนเดียวมาเดินขึ้นเขาแบบนี้ แถมเห็นสีหน้าเราที่ดูแล้วลุงคงรู้สึกว่าแย่มาก ก็เลยจอดรับนั่นแล

ลุงจ๋า ถ้าไม่ได้ลุงหนูแย่แน่เลย ขอบคุณลุงมากจ้า


และแล้วก็มาถึงจุดชมวิวข้างบน เข้ามาในอาคารก่อน ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ แต่เขาทำไว้ดี มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดินแดนของญี่ปุ่นที่เป็นข้อพิพาทกับรัสเซียด้วย แต่เราจะมาชมวิว มีกล้องส่องทางไกลฟรีด้วย ดีจังไม่ต้องหยอดเหรียญ


เดินออกไปข้างนอก ขึ้นบันไดไปชมวิวข้างบน ลมแรงจนต้องจับราวไว้ กลัวปลิวตกลงไปข้างล่าง ศพไม่สวยแน่ ในรูปเป็นบริเวณท่าเรือ และเกาะที่เห็นไกลๆนั่นคือ kunashiri island อีกแล้ว เห็นกันจนเบื่อไปข้างนึง


เห็นอย่างนี้แล้วรู้เลยว่า rausu เป็นเมืองที่สร้างบนพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาและพื้นที่ชายฝั่งทะเล (แต่ก็มีออนเซนบนเขาเหมือนกันนะ)


เหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมง ได้เวลาเดินลงเขากลับ เดินออกมาเจอลุงอีก ลุงถามว่าจะกลับยังไง เพราะบอกว่าจะเดินลง ลุงก็ตกใจ ทำนองประมาณว่าอีหนูนี่ยังไม่เข็ด ก็เลยบอกว่าเผื่อเวลาไว้แล้วค่ะ เดินไปเรื่อยๆ ลุงก็สงสาร(หรือสมเพชเวทนาก็ไม่ทราบ) ประกอบกับมีเพื่อนร่วมงานลุงจะขับรถลงเขาพอดี ก็เลยฝากฝังให้ดิฉันติดรถไปด้วย ก่อนรถจะออกมีเวลานิดหน่อย ลุงเลยเลี้ยงน้ำและชวนคุยไปเรื่อย ได้ความว่าลุงทำงานก่อสร้างซ่อมทางไม่ให้หินถล่ม พอได้เวลาก็ออกมาส่งดิฉันขึ้นรถ

หนูจะไม่ลืมบุญคุณลุงชั่วชีวิตเลยค่ะ

ในรถตู้ที่ดิฉันนั่งมา(นั่งข้างคนขับ) คนขับเป็นคนหนุ่ม(หน้าตาดีด้วย) แต่ข้างหลังมีลุงๆอีกสี่ห้าคน สูบบุหรี่กันสบายใจ ลุงก็ชวนคุยนิดหน่อย แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเป็นภาษาท้องถิ่นบวกกับลุงพูดงึมๆงำๆ คนขับหนุ่มหล่อเลยช่วยแปลให้ พอมาถึงทางแยก ดิฉันก็บอกว่าลงตรงนี้ก็ได้ เดี๋ยวเดินไปเอง เพราะมันคนละทางกับที่พวกเขาจะไป แต่ตอนนั้นฝนดันตกลงมา ลุงๆก็เลยบอกให้คนขับหนุ่มพาไปส่งถึงท่ารถเลย

ลุงๆทุกท่านและหนุ่มคนขับคะ ขอกราบขอบพระคุณมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ดิฉันซาบซึ้งในน้ำใจที่พวกคุณหยิบยื่นให้มากค่ะ


ได้เวลานั่งรถกลับ utoro เสียที กะว่าถ้าฟ้าเปิดจะแวะที่ shiretoko pass เสียหน่อย แต่ก็ต้องผิดหวังซ้ำสอง ฝนตกอีกแล้ว หมอกลงเต็มไม่เห็นอะไรอีกเหมือนเดิม


จุดหมายต่อไปคือ Shiretoko Natural Park Nature Center แวะพักกินข้าวที่นี่กันก่อน


เมนูที่เลือกคือ ข้าวราดแกงเนื้อกวาง มีกลิ่นสาบเฉพาะตัว แต่ก็อร่อยดี ออกหวานนิดๆ


รีบๆกินก่อนที่จะหนังเกี่ยวกับธรรมชาติสี่ฤดูของ shiretoko จะฉาย โรงหนังจอยักษ์ จุคนได้ 300คน ถ้าจำไม่ผิด ตั๋วราคาห้าร้อยเยน(ซึ่งพอฉายจบออกจากโรงมาแล้วเพิ่งเห็นว่ามีบัตรลดร้อยเยนวางอยู่ใกล้ๆกัน แต่ด้วยความรีบเลยมองไม่เห็น เซ็งนิดๆ)



รอช้าอยู่ไย ไปเดินป่ากัน บ่ายสามโมง แดดไม่แรงมาก มีแสงลอดผ่านใบไม้กำลังสวยเลยทีเดียว ก่อนออกเดินทางอ่านป้ายเตือนบอกว่าให้ระวังหมีด้วย แต่มีคนเดินเข้าออกอยู่เป็นระยะๆอยู่แล้วเลยไม่น่ากลัวเท่าไหร่

ที่เห็นพันต้นไม้ไว้คือป้องกันไม่ให้กวางมากินเปลือกไม้ตอนฤดูหนาว

เดินมาได้ซักพักก็เป็นลานเปิดโล่ง ไกลสุดลูกหูลูกตา


และแล้วก็มาถึงจุดไคลแมกซ์ น้ำตก furepe สายน้ำนั้นไม่ได้มาจากแม่น้ำใดๆ แต่มาจากหิมะและฝนที่ตกลงมาสะสมในชั้นดิน แล้วไหลจากออกจากรอยแยกตรงหน้าผาลงสู่ทะเลทจากความสูง 100เมตร


เห็นไหมว่าเป็นหน้าผาจริงๆนะ


รูปน้ำตกกับหน้าผาเมื่อกี้ ถ่ายจากตรงนี้จ้ะ


ระหว่างทางเดินกลับ เจอเจ้าตัวนี้ยืนกินหญ้าอยู่ เลยขอเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ
ใกล้ชิดธรรมชาติแค่ไหน ลองดู



ขอปิดท้ายวันนี้ด้วยอาหารเย็นคนละแบบกับเมื่อวาน หรูหราอลังการกว่า
ปูตัวใหญ่กว่า และมีของหวานเป็นพายตบท้าย




 

Create Date : 15 กันยายน 2552    
Last Update : 15 กันยายน 2552 23:16:58 น.
Counter : 1764 Pageviews.  

วันที่สี่ abashiri

หลังจากที่เมื่อวานนั่งรถไฟร่วม 7-8 ชั่วโมง จาก wakkanai-->asahikawa-->abashiri ก็มาถึงซักที abashiri มาถึงราวห้าทุ่มเหมือนเดิม เริ่มเบื่อการนั่งรถไฟนิดๆ

ที่มา abashiri เพราะอยากดูพิพิธภัณฑ์เรือนจำที่นี่ และตอนแรกก็ว่าจะมาขี่จักรยานตาม cycling road ด้วย แต่เห็นแดดแล้วสู้ไม่ไหว เลยนั่งบัสไปที่นี่แทน ทะเลสาบ Notoro เพื่อไปดูต้นหญ้าsalicornia ที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงไปทั่ว


ก่อนไปก็ทำใจไว้แล้วนะว่ามันอาจจะยังไม่แดง เพราะไปก่อนช่วงพีคประมาณหนึ่งอาทิตย์ แต่ก็ลองเสี่ยงดู(เพราะถ้าไม่ไปก็ไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไรอยู่ดี ถ้ามันยังเขียวๆดำๆอยู่ก็คิดซะว่าไปดูทะเลสาบละกัน)

พอมาถึงแล้วรู้สึกคิดถูกที่มา(ถึงมันยังไม่พีคก็เถอะ)


แดดแรงมาก จะถ่ายรูปต้องรอให้แดดออกก่อน ไม่งั้นแดดร่มแล้วหญ้าจะดูดำๆ


คุณคนนี้ตั้งใจพิจารณาต้นหญ้ามาก


บริเวณที่ไม่มีหญ้าก็สวยนะ


นี่ทางจักรยาน ทำไว้ดีมาก


แต่ที่ชอบสุดๆ นี่เลย ข้าวโพดต้ม ฝักละ 200 เยน ถูกและอร่อยมาก




นั่งรถบัสต่อไปดูพิพิธภัณฑ์เรือนจำ แต่ก่อนหน้านั้นแวะลงไปถ่ายรูปเรือนจำของจริงกันก่อน ถ่ายได้แค่จุดนี้ เลยเข้าไปข้างในแล้วห้ามถ่าย มีเจ้าหน้าที่ยืนคุมอยู่เลย


รีบวิ่งไปขึ้นบัสอย่างไว เพื่อไปที่นี่ Abashiri Prison Museum


พวกตึกอาคารที่จัดแสดงทั้งหลายเป็นอาคารที่ได้ใช้งานจริงตั้งแต่สมัยเมจิ แต่ได้ทำการย้ายมายังบริเวณปัจจุบันและซ่อมแซม ก่อนที่จะเปิดบริการเป็นพิพิธภัณฑ์

มีหุ่นขี้ผึ้งแสดงประกอบคำบรรยาย


จัดบริเวณไว้ได้อย่างสวยงาม


หุ่นขี้ผึ้งจำลองศาลตัดสินคดี


ตรงส่วนนี้จำลองที่พักของนักโทษเวลาออกไปทำงานนอกสถานที่ เช่น ไปสร้างถนน สร้างกันอย่างง่ายๆ เอาขอนไม้มาแทนหมอน เป็นต้น


แสดงการปลูกพืชผักสวนครัว นักโทษที่นี่เขา self-sufficient


โรงครัวประกอบอาหาร


ทีนี้มาดูอาหารที่นักโทษกัน ที่นี่เขามีอาหารชุดจำลองแบบที่นักโทษรับประทานขายในราคา 600 เยน ปลาย่างอร่อยมากขอบอก


ต่อไปเป็นที่คุมขัง ตึกนี้ประกอบไปด้วยตึกยาวห้าส่วน กระจายเป็นใบพัด


ในรูปแสดงระบบทำความร้อนที่ออกแบบให้อุ่นได้ทั่วถึง(ไม่งั้นนักโทษโวยวายแย่)


นี่ห้องขังเดี่ยว



จริงๆแล้วที่อยากมาที่นี่ เพราะอยากมาถ่ายรูปนี้(โดนไกด์บุคครอบงำ)


สังเกตว่ามีคนกำลังจะหนีออกจากคุก เขาคือนายชิราโทริ ผู้ซึ่งมีประวัติโชกโชนในการแหกคุก มีเรื่องเล่าว่า ตอนหลบหนีจากเรือนจำ abashiri เขาได้ราดซุปมิโซะไปบนโซ่ตรวนและบริเวณห้องขัง เกลือจากซุปก็กัดเหล็กไปเรื่อยๆๆๆ จนกระทั่งเขาสามารถแหกคุกออกไปได้ ตอนหลังก็ไปก่อคดีและถูกจับได้อีก แต่ก็ประพฤติตัวดีจนตอนหลังก็ได้รับการปล่อยตัวไป


ส่วนต่อไปเป็นห้องอาบน้ำรวม มีผู้คุมคอยจับตามองตลอดเวลา (ผู้คุมจะรู้สึกยังไงมั่งเนี่ย ดูผู้ชายอาบน้ำ)


ข้ามสะพานนี้ก็พ้นบริเวณพิพิธภัณฑ์แล้ว



หมดเวลากับ abashiri แล้ว นั่งรถไฟไปสถานีต่อไป shiretoko-shari ระหว่างทางรถไฟแล่นเลียบทะเลokhotsk


วิวอีกด้าน มองจากในรถไฟ



ราวหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงสถานี shiretoko-shari เล็กจริงแต่สวยจนไม่หน้าเชื่อว่าเป็นสถานีบ้านนอก ไปถามมาได้ความว่าเพิ่งปรับปรุงใหม่เมื่อปีที่แล้วเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว หลังจากที่ shiretoko ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี 2005


แล้วก็นั่งบัสต่อไปอีกชั่วโมง ถึง Utoro Onsen bus terminal เพื่อเข้าพักที่นี่เป็นเวลาสองคืน ห้องพักแบบญี่ปุ่น ขนาดหกเสื่อ


มาถึงปุ๊บ พักสิบนาที ก็รับประทานอาหารเย็นกันเลยตอนหกโมงครึ่ง มีปูขนด้วย(แต่แอบกินลำบาก) นอกนั้นก็มีปลาย่าง ซูชิหอยเชลล์



ก่อนจะอาบน้ำนอนเอาแรงเที่ยวพรุ่งนี้ต่อ




 

Create Date : 15 กันยายน 2552    
Last Update : 15 กันยายน 2552 20:39:29 น.
Counter : 2404 Pageviews.  

1  2  

คุกกี้รสส้ม
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คุกกี้รสส้ม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.