space
space
space
<<
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
space
space
20 กันยายน 2559
space
space
space

5 วิธีเด็ดมัดใจลูกค้าออนไลน์ ให้ซื้อของจากเราเร็วที่สุด




ถ้าจะนึกถึงการขายของตามหน้าร้านทั่วไปเมื่อเราที่เป็นลูกค้าเดินเข้าไปในร้าน เราจะเห็นว่ามี เซล หรือ พีซีคอยตามให้คำแนะนำ และพยายามปิดการขายให้ได้เร็วที่สุด และทำให้เกิดยอดขายเร็วที่สุดแต่สำหรับร้านค้าออนไลน์ เราไม่ได้มี เซลส์ มานั่งตอบคำถามให้คำแนะนำลูกค้าแบบเห็นหน้ากันหรือหยิบจับสินค้าให้ชม และแม้แต้มานั่งอธิบาย สิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ทำได้ก็คือการลงราคาให้ดึงดูดใจ การลงข้อมูลสินค้าให้ดูดีที่สุดหรือแม้แต่การทำหน้าเว็บให้ช้อปง่ายและบางร้านมีการมอบส่วนลดพิเศษในช่องทางออนไลน์เท่านั้น (online exclusivediscount) แต่อัตราการซื้อ หรือที่เค้าเรียกว่า Conversion Rate ก็ยังคงต่ำต้อยจะทำอย่างไรกันดี? ก่อนจะไปทำอะไรอย่างอื่นๆ เรามารู้จัก Conversion Rate กันก่อน

อธิบาย Conversion Rate (CVR) สำคัญแค่ไหน?

Conversion Rate หมายถึงการคำนวณการปิดการขายที่นับจากจำนวนผู้ดูสินค้ามาเป็นยอดขาย เช่น

  • ร้านนาย A มีลูกค้าเข้าดูที่ร้าน 1,000 คน แต่มีคนซื้อสินค้า 100 คน ดังนั้นConversion Rate = 10%
  • ร้านนาย B มีลูกค้าเข้าดูที่ร้าน 10,000 คน แต่มีคนซื้อจริงๆ 200 คน ConversionRate = 2%

ถามว่าใครน่าอิจฉากว่ากัน? ก็ต้องเป็นร้านนาย A น่ะสิ

conversion rate ของ website ทั่วไป

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Searchengineland.com

เพราะ Conversion Rate มันหมายถึงการวัดคุณภาพของสินค้า ราคา ร้านค้าส่วนลด และ บริการที่มอบให้กับลูกค้าทั้งช่องทาง Offline และ Onlineร้านค้าทุกร้านชอบConversion Rate สูงๆ หากมีคนเข้าร้าน หรือ เข้าเว็บน้อยๆ แต่ Conversion Rate เกิน 2.35% ขึ้นไป ถือว่าเป็นอะไรที่เท่ากับมาตรฐานโลกแต่ก็มีบางร้านค้าออนไลน์ที่มี Conversion Rate สูงถึง5% ขึ้นไป


และนี่คือ 5 วิธีเพิ่ม Conversion Rate ให้มัดใจลูกค้าให้เกิดการซื้ออย่างรวดเร็ว

เปรียบเทียบราคาสินค้า หรือหาสินค้ามาเปรียบเทียบ

ในการสั่งซื้อสินค้า ไม่ใช่ว่าจะหาสินค้าในขนาดเดียวกัน สีเดียวกันราคาเท่ากัน มาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่เราควรมีตัวเทียบให้ลูกค้า เผื่อที่จะ Upsell หรือจะทำให้ซื้อเพิ่มได้ เปรียบเทียบกับตัวเราเอง (เอาของชิ้นใหญ่ๆเห็นได้ชัด)เมื่อจะเดินเข้าไปซื้อรถยนต์ใน Showroom ก่อนหน้าเข้าไปเราดูแบรนด์รถอันนั้นอันเดียวหรือเปล่า? หรือเราดูรถยนต์สีนั้นสีเดียวหรือเปล่า?มันต้องมีการตัดสินใจกันก่อนมั้ย? คงมีน้อยคนที่บอกว่า ชั้นจะเอา ยี่ห้อ ฮอนโยต้าสีดำ แม็กขอบ 17 แบบ Hatchback ขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้นรถอื่นๆในโลกนี้ไม่สนเลยซักยี่ห้อ. สรุปคือควรมีสินค้าตัวเปรียบเทียบและตัวเลือกให้กับลูกค้าซะด้วย

เปิดสินค้าแบบ “ดีล” เฉพาะสินค้าตามกระแส


ขอบคุณภาพจาก http://deals.co.th/price

จะมีมั้ย? ใครจะเอา โทรศัพท์ Nokia 3310 มาทำดีล? ไม่มีแน่นอนการทำดีลนั้นได้รับผลดีจากการเปิดตัวของเว็บดีลในเมืองไทยเมื่อหลายปีที่แล้ว(แบรนด์สีแดงๆ) เค้าเปิดตัวมาทำให้ คนไทยเข้าใจในความหมายของคำว่า “ดีล” และอยู่ในหัวตลอดเวลาว่ามันต้องเป็นสินค้าราคาพิเศษน่ะสิการจัดทำดีล หรือ Deal of the day ในเว็บไซด์ ของเราจะเป็นอะไรที่ทำให้ลูกค้ามีการตื่นตัว และอย่างน้อยๆเข้าไปเช็คดีลนั้นๆก่อนจะหมดอายุ และนี่ก็เป็นเทคนิคที่เค้านิยมใช้กันมากที่สุด

มอบรหัสส่วนลด / คูปอง ให้กับลูกค้า

รหัสส่วนลดคืออะไร? มันคือคูปอง หรือบางคนที่เรียกว่า PromoCodeนั่นแหละ มันก็เหมือนกับที่เราได้คูปองจาก Central มาแล้วพยายามไปซื้อของเพื่อให้ได้ลดราคาเพิ่มเติม และสำหรับในช่องทางออนไลน์มันถูกเรียกว่า Discount Code หรือ Promo Code ภาษาไทยแปลว่ารหัสโปรโมชั่น. จากงานวิจัยพบว่า ลูกค้า 87% ของลูกค้าทั้งหมดในโลกออนไลน์จะหาคูปอง หรือรหัสส่วนลดก่อนการสั่งซื้อสินค้า นั่นแปลว่าถ้าคุณมีรหัสส่วนลดคุณอาจเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายได้ส่วนร้านค้าตัวอย่างที่มีการมอบคูปองส่วนลดให้กับลูกค้าที่เป็นแบรนด์บิ๊กเบิ้มเช่น Lazada Thailand, Zalora, Traveloka, CentralOnline, Shopat24 ฯลฯ เยอะแยะมากมาย ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก http://www.promotions.co.th/coupon


และนี่คือข้อมูลจาก Promotions.co.thที่เค้าบอกให้เรารู้ว่า อัตราการหาคูปองส่วนลดในโลกออนไลน์นั้นมีสูงขึ้นแบบน่าตกใจ เพราะหากสังเกตดูแล้ว ตัวเลขการหาคูปองในแต่ละเดือนกระโดดจาก 20,000ครั้งมาเป็น80,000+ ครั้งจาก 2014 มาถึง 2016

ขอขอบคุณข้อมูลและกราฟจาก http://google.co.th/trends

และถ้าเป็นข้อมูลจาก Google แล้วหล่ะก็ การค้นหา รหัสส่วนลด สูงขึ้นตั้งแต่ปี2014 (สอดคล้องกับข้อมูลด้านบน) และถีบตัวอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าไม่น่าจะหยุดอยู่แล้วหล่ะ ดังนั้นเรามาคิดดูให้ดีว่านี่คือสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ และหาอยู่ ทำไมเราจะไม่มอบส่วนลดหรือคูปองเหล่านี้ให้กับลูกค้าเหล่านั้นหล่ะ?

ทำระบบ Cash Back หรือ Point Back

การทำ Cash Back นั้น เป็นการทำเพื่อ Retain หรือการเอาลูกค้าให้อยู่กับเรานานแสนนาน ให้นานที่สุด ตัวอย่างของการทำ Point ที่ดีก็คือ SephoraThailand และ ตัวอย่างการทำ Cash Back ที่ดีนั้น ก็ไม่ได้อยู่ที่ไทยแต่อยู่ที่ebates.com อเมริกานู่น เพราะลูกค้าจะได้เงินคืนกลับ หรือได้เป็นลักษณะ Pointที่สามารถนำมาซื้อสินค้าได้ทำให้ลูกค้ากลับมาที่เราก่อนที่จะไปที่อื่นๆ

ทำโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1

ถ้าเค้าจะมาซื้อทีวี ก็คงไม่ต้องแถมทีวีหรอกมั้ย? คือไม่จำเป็นต้องสินค้าเดียวกันบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำ BOGO (Buy 1 Get 1 Free) ก็คือ TescoLotus ในช่องทางออนไลน์ และมีโปรโมชั่นแบบนี้บ่อยมากเนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆทำให้ลูกค้ามองว่าคุ้มค่า น่าซื้อ เพราะ:

  • ปกติจ่าย 100 บาท แชมพูใช้ได้ 15 วัน
  • ทำ 1 แถม 1 จ่าย 100 บาท ใช้ได้เพิ่มเป็น 30 วัน

จุดตรงนี้ที่ลูกค้าในออนไลน์ และ offline มองว่าคุ้มค่า

ทั้ง 5 วิธีนี้ เป็นวิธีและเทคนิคที่ ในเมืองนอกใช้กันมานาน (ปัจจุบันยังคงใช้อยู่)เรียกว่ามีทุกร้าน ไม่ว่าจะร้านเล็กร้านใหญ่ แม้แต่ Amazon ก็ยังทำเพราะมันคือช่องทาง และเครื่องมือการตลาดที่ทุกคนก็ใช้ได้แต่จะใช้มันหรือเปล่าเท่านั้น?

ถ้าชอบ blog เราก็ Vote ได้นะครับจะได้มี กำลังใจ เขียนต่อ เพราะมีข้อมูลอีกเยอะ+




Create Date : 20 กันยายน 2559
Last Update : 20 กันยายน 2559 11:37:49 น. 0 comments
Counter : 479 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
space

สมาชิกหมายเลข 3327657
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 3327657's blog to your web]
space
space
space
space
space