ลูกจ้าง ไม่ได้รับเงินตามสิทธิ ทำไงดีนะ?

ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างที่มีกำหนดเวลาการจ้างไว้แน่นอน (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) ลูกจ้างที่ทำงานไม่เต็มเวลา (part time) ลูกจ้างสัญญาพิเศษ และรวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน หาก ตกลงทำงานให้กับนายจ้าง (อยู่ภายใต้ "อำนาจบังคับบัญชา" ของนายจ้าง) โดยทำงานแลกกับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไร 

ล้วนแล้วแต่ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2540 ทั้งสิ้น

ในกรณีที่นายจ้างค้างจ่ายเงินต่างๆตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ เงินประกัน ดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม หรือเงินอื่นๆที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ลูกจ้างควรทำอย่างไร?

ก้มหน้าก้มตา ทำงานต่อไป ไม่ได้เงินก็ไม่เป็นไร...งั้นหรือ?

ไม่ทำงาน ทิ้งงานไปเลย...งั้นหรือ?

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2540 ได้เปิดช่องให้ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิได้ 2 ช่องทาง คือ

1. ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.252 มาตรา 8 
2. ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541มาตรา 123-125 
ทั้งนี้ 2 ช่องทางที่กฎหมายเปิดช่องให้ลูกจ้างใช้สิทธินั้น ดูเหมือนจะให้ความคุ้มครองลูกจ้างค่อนข้างจะมาก แต่...
แต่...
แต่...
รู้หรือไม่ว่า การที่ลูกจ้างจะใช้สิทธินั้น ไม่ใช่ว่าสามารถใช้สิทธิทั้งสองทางพร้อมกันได้ ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง.... "เท่านั้น"... 
หมายความว่า ในมูลเหตุเกี่ยวกับเงินจำนวนเดียวกันนั้น...
หากลูกจ้างใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอยู่ ลูกจ้างไม่มีสิทธิที่จะไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ 
ในทางกลับกัน หากลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน ลูกจ้างก็ไม่มีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานได้
คือ ใช้สิทธิทางใดแล้วต้องใช้ให้สุดทาง รักพี่เสียดายน้องไม่ได้นะครับ

ลองศึกษาคำพิพากษาฎีกาประกอบ ดังนี้ครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5874/2544

กรณีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิฟ้องร้องนายจ้างต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติแล้ว กฎหมายยังกำหนดแนวทางใหม่ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเสียก่อน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตาม มาตรา 124 แล้ว หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลแรงงานพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว กล่าวคือจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้ แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานก็เท่ากับสละสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานไปแล้วอยู่ในตัว

การที่ลูกจ้างยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างต่อศาลแรงงาน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย ถือว่าลูกจ้างเลือกใช้สิทธิที่จะฟ้องต่อศาลแรงงาน ลูกจ้างจึงหมดสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 แล้ว การที่ลูกจ้างได้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอีก ในขณะที่คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงาน เพื่อขอให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน ไว้แล้วและค่าจ้างในเดือนถัดมาต่อเนื่องกัน ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับค่าจ้างค้างจ่ายที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของลูกจ้าง แม้ต่อมาลูกจ้างจะถอนฟ้องคดีไปจากศาล ก็ไม่ทำให้พนักงานตรวจแรงงานกลับมีอำนาจพิจารณาคำร้องนั้นขึ้นมาอีก คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 238/2545 

การที่ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับนายจ้างจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอันเป็นเงินตามสิทธิในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ถือว่าลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม มาตรา 123 เมื่อปรากฏว่าในระหว่างที่พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องของลูกจ้าง ลูกจ้างได้นำมูลการเลิกจ้างอย่างเดียวกันไปยื่นฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอให้บังคับนายจ้างจ่ายเงินให้เช่นเดียวกับที่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานไว้  ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องเรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541  ดังกล่าว
แต่สำหรับในส่วนที่ลูกจ้างฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการฟ้องเรียกร้องตามสิทธิ ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิใช่ฟ้องตามสิทธิแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541  ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาคดีในส่วนนี้ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 570/2545 
ในกรณีที่ลูกจ้างเห็นว่านายจ้างเลิกจ้างโดยตนไม่ได้กระทำความผิด และไม่จ่ายเงินใดๆ ที่จะต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างชอบที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงาน หรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานทางใดทางหนึ่ง หากเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่อาจใช้สิทธิควบคู่ไปด้วยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939-1954/2548  
ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ย่อมไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานอีก การที่ลูกจ้างนำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันมายื่นฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานในระหว่างที่พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการอยู่ ศาลแรงงานย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องนั้น แต่ลูกจ้างบางคนที่ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อนที่จะยื่นคำฟ้อง ย่อมมีอำนาจฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานได้

แล้วช่องทางไหน ดีกว่ากันล่ะ?
จริงแล้ว ช่องทางไหน ดีกว่ากันนั้น ขอแยกพิจารณาคร่าวๆ ดังนี้ครับ 
กรณียื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน
- กรณียื่นฟ้องคดีเอง (ไม่ได้ใช้ทนายความ) ลูกจ้างสามารถเดินทางไปที่ศาลแรงงานและเล่าข้อเท็จจริงให้นิติกรของศาลแรงงาน ร่างฟ้องยื่นต่อศาลได้เอง ค่าใช้จ่ายไม่มี ค่าธรรมเนียมไม่มี
- กรณียื่นฟ้องเอง (ใช้ทนายความ) ทนายความดำเนินการให้ ค่าธรรมเนียมไม่มี แต่อาจเสียค่าทนายความ
หากยื่นฟ้องแล้ว เจราไกล่เกลี่ยกันจบก่อนสืบพยาน ลูกจ้างได้รับเงินตามสิทธิหรือตามที่ตกลงกันได้ คดีเสร็จ ง่ายสุด 
แต่ถ้ากรณีที่เจราจาไกล่เกลี่ยกันไม่จบ ต้องสืบพยาน คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล สืบพยานในศาลชั้นต้นเสร็จ หากศาลมีคำพิพากษา คู่กรณีอาจใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลได้ และคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นที่สุด ขั้นตอนมีเท่านี้
ซึ่งการเลือกใช้สิทธิทางศาล นายจ้างไม่จำเป็นต้องวางเงินใดๆต่อศาล และไม่มีบทกำหนดโทษในทางอาญาใดๆ เป็นคดีแพ่งล้วนๆ ซึ่งหากเป็นกรณีที่นายจ้างไม่มีเงินหรือความสามารถที่จะชำระเงินให้แก่ลูกจ้างได้ ก็มีความเสี่ยงที่ลูกจ้างเมื่อชนะคดีแล้ว อาจไม่ได้รับค่าจ้างตามสิทธิที่ฟ้อง

กรณียื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123-125 บัญญัติไว้ ดังนี้ 

"มาตรา 123 ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ตามแบบที่อธิบดีกำหนดในกรณีที่เกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าลูกจ้างถึงแก่ความตายให้ทายาทโดยธรรมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้"
"มาตรา 124 เมื่อมีการยื่นคำร้องตาม มาตรา 123 ให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รับคำร้อง

ในกรณีที่มีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งภายในเวลาตามวรรคหนึ่งได้ ให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายเวลาต่ออธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายพร้อมด้วยเหตุผลและอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจพิจารณาอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องมีระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง

เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฎว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรม ของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง

ให้นายจ้างจ่ายเงินตามวรรคสามให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ณ สถานที่ทำงาน ของลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายร้องขอให้พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าว ณ สำนักงานของพนักงาน ตรวจแรงงานหรือสถานที่อื่นตามที่นายจ้างและลูกจ้างหรือ ทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายตกลงกัน

ในกรณีที่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่มารับเงินดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่ง ให้พนักงานตรวจแรงงานนำส่งเงินนั้นเพื่อเก็บรักษาในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยฝากไว้กับธนาคารในการนี้ ถ้ามีดอกเบี้ยหรือดอกผลใด เกิดขึ้นเนื่องจากการฝากเงิน ให้ตกเป็นสิทธิแก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายซึ่งมีสิทธิได้รับเงินนั้น

ในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่มีสิทธิได้ รับเงินตาม มาตรา 123 ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่ง และแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างและลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายทราบ"
"มาตรา 125 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตาม มาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมขอ ลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง

ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด

ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวาง เงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้

เมื่อคดีถึงที่สุดและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่นายจ้างวางไว้ต่อศาลให้แก่ลูกจ้างหรือ ทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายได้"

กล่าวโดยคร่าวๆ คือ

- ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานนั้น หากยื่นไปแล้ว เห็นว่าไม่ถูกต้อง ถอนแล้วยื่นใหม่ได้ ไม่มีกฎหมายห้าม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3300/2547
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โจทก์และพนักงานโจทก์จัดให้มี ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทหลักทรัพย์ อ. ตามกฎหมายแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากโจทก์ และจะเป็นผู้ดำเนินกิจการของกองทุนเอง มิใช่เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์หรือพนักงานโจทก์ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบใดๆ จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยร่วม หากจำเลยร่วมมีสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบส่วนของโจทก์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามข้อบังคับแล้ว จำเลยร่วมก็ชอบที่จะฟ้องร้องบังคับให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทหลักทรัพย์ อ. จ่ายเงินสมทบ ส่วนของโจทก์แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมหามีอำนาจที่จะฟ้องโจทก์จ่ายเงินสมทบส่วนของโจทก์แก่จำเลยร่วมไม่
เมื่อจำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้ดำเนินการในกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยร่วมอันเป็นกรณีที่โจทก์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสิทธิที่จะได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยร่วมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานดำเนินการต่อไปหรือไม่ก็ได้ แม้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่หาได้มีบทบัญญัติใดที่จำกัดห้ามมิให้จำเลยร่วมถอนคำร้องที่ยื่นต่อจำเลยแล้วยื่นคำร้องใหม่เพื่อให้จำเลยดำเนินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 อีกแต่อย่างใด การที่จำเลยร่วมถอนคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 คำร้องฉบับดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป เมื่อจำเลยร่วมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เพื่อให้จำเลยดำเนินการใหม่ จำเลยทำการสอบสวนและมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ย่อมเป็นการดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 124 วรรคหนึ่ง ระยะเวลานับแต่วันที่ยื่นคำร้องฉบับแรกหาได้นับต่อเนื่องนำมารวมกับระยะเวลา 60 วัน ที่จำเลยจะต้องดำเนินการตามคำร้องฉบับที่สองไม่

- เมื่อยื่นคำร้องแล้ว พนักงานตรวจแรงงานจะต้องพิจารณาคำร้องภายใน 60 วัน (ขยายได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันครบกำหนด) (มาตรา 124) หากนายจ้างและลูกจ้างเจรจากันจบก่อน ก็เรียบร้อย จบง่ายๆ
- หากพนักงานตรวจแรงงานพิจารณาแล้วเห็นว่า ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินตามที่ยื่นคำร้องไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ส่วนที่ลูกจ้างยังคงติดใจอยู่ ลูกจ้างต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง มิฉะนั้น คดีถึงที่สุด (มาตรา 125)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6552/2542

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามมาตรา 124 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้วถ้านายจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ในกรณีที่นายจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดตามมาตรา 125 ดังนี้ เมื่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่นำคดีมาสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว คำสั่งนั้นจึงถึงที่สุดตามมาตรา 125 จำเลยจะดำเนินการในศาลแรงงานในปัญหาดังกล่าวซึ่งรวมตลอดถึงการให้การต่อสู้อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะต่อสู้คดีว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งคำสั่งอันถึงที่สุดแล้วได้

- หากพนักงานตรวจแรงงานพิจารณาแล้วเห็นว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินตามที่ยื่นคำร้อง ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ส่วนที่นายจ้างยังคงติดใจไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน นายจ้างต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่งเช่นเดียวกัน แต่ นายจ้างจะยื่นฟ้องต่อศาลได้ จะต้องวางเงินตามจำนวนที่ตนโต้แย้ง ซึ่งอาจไม่ต้องวางเต็มจำนวนตามที่พนักงานตรวจแรงงานสั่งเสมอไป เสียก่อน จึงจะฟ้องศาลได้ (มาตรา 125)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3810/2542

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยมาตรา 125 วรรคสาม กำหนดให้นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ ส่วนการวางเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจะต้องให้สอดคล้องกับความไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวด้วย โดยนายจ้างไม่พอใจหรือโต้แย้ง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเท่าใดก็วางเงินเท่าที่ตนโต้แย้ง ไม่จำต้องวางเต็มจำนวนตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเสมอไป เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจหรือโต้แย้งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยแต่เพียงว่าโจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินจำนวน 120,000 บาท โจทก์จึงวางเงิน เฉพาะจำนวนดังกล่าวได้ และศาลแรงงานจะต้องพิจารณาสั่งคำฟ้องโจทก์ตามรูปคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2548  

นายจ้างที่ประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาลซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้  ในกรณีที่เป็นการโต้แย้งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานบางส่วน  นายจ้างต้องชำระเงินส่วนที่ไม่ติดใจโต้แย้งแก่ลูกจ้างเสียก่อน  จึงจะมีอำนาจฟ้องเมื่อไม่ปรากฏว่านายจ้างได้จ่ายเงินส่วนที่นายจ้างไม่โต้แย้งแก่ลูกจ้าง และไม่ได้วางเงินเต็มจำนวนตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงาน  นายจ้างย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

- กรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน มีความเสี่ยงที่จะต้องโทษในทางอาญาด้วย (มาตรา 151) ซึ่งในส่วนนี้ การฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน ไม่มี  

"มาตรา 151 ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะ กรรมการค่าจ้างหรือคณะอนุกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการ ค่าจ้างหรือคณะอนุกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างหรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย พนักงานตรวจแรงงาน แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตาม มาตรา 124 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"

จากช่องทางทั้งสองทางดังกล่าวข้างต้น ดูเหมือนว่า ช่องทางหนึ่ง มีคดีอาญามาบีบนายจ้างได้ ส่วนอีกช่องทางหนึ่งไม่มี ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าช่องทางไหนจะดีกว่ากัน พิจารณาและเลือกช่องทางตามที่สบายใจแล้วกันครับ :P



Create Date : 05 กรกฎาคม 2558
Last Update : 5 กรกฎาคม 2558 12:22:05 น. 0 comments
Counter : 781 Pageviews.  
 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

onizugolf
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




[Add onizugolf's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com