OLOS IN INDIA : Kashmir and Wonder of India : 1







สวัสดีครับอมยิ้ม01

ถ้าพูดถึง ประเทศอินเดีย จะนึกถึงอะไร?  หลายคนก็คงจะนึกถึงทัชมาฮาล   1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
บางคนก็อาจจะนึกถึง แขก, ส่าหรี หรือ สถาปัตยกรรม และศิลปะสวยงาม แบบอินเดีย

จริงๆแล้ว อินเดียสำหรับผม จัดอยู่ในประเทศที่ควรจะหาโอกาส "ไปเยือนสักครั้ง"
แต่คงไม่หาข้อมูลไปเที่ยวเอง เพราะแค่คิดถึงอากาศร้อนๆ กับการเดินทาง
เสียเวลาซื้อตั๋ว ต่อราคา รถรับจ้าง หาร้านอาหาร คงจะเหนื่อยและหมดอารมณ์เที่ยวละ
อยากไปแบบสบายๆ เลยตัดสินใจซื้อแพกเกจทัวร์ไปดีกว่า

แล้วที่อินเดีย จะไปเที่ยวที่ไหนดีล่ะ ?
ที่สนใจ และเคยดูไว้ ก็จะมีเลห์ ลาดัก, แคชเมียร์, ทัชมาฮาล อะไรพวกนี้
แต่เลห์ ลาดัก ถ้าไปสงกรานต์ อาจจะยังมีหิมะเยอะอยู่ น้ำแข็งในทะเลสาบก็ยังละลายไม่หมด

เลยสรุปว่าไปแคชเมียร์ดีกว่า อากาศหนาวๆ เย็นๆ  แพกเกจทัวร์ส่วนใหญ่ จะพ่วงทัชมาฮาลไปด้วย
หลังจากเสิร์ชหาทัวร์ใน google เปรียบเทียบโปรแกรมและราคา ก็เจอทัวร์ของ igojourneys
ซึ่งมีโปรแกรมน่าสนใจกว่าเจ้าอื่น คือ เที่ยวครบทั้ง เดลลี-แคชเมียร์-อัครา-ชัยปุระ
เพราะไหนๆ ก็ไปอินเดียแล้ว เอาให้ครบเลยทีเดียว จะได้ไม่ต้องเสียตังค์บ่อย
และราคาทัวร์ ของที่นี่รวมทิปทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องมาคอยจ่ายทีหลังให้วุ่นวาย
แต่ประเด็นคือ หารีวิวคนที่เคยไปกับทัวร์นี้ไม่มีเลย  ใจก็กลัวว่าจะโอเคเปล่านะ
สุดท้ายก็จองไปแล้ว เพราะเป็นทัวร์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะประเทศอินเดีย เนปาล ก็ดูน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง
แต่เพื่อความมั่นใจ เลยส่งข้อความไปสอบถาม จากลูกทัวร์ที่เคยไป และมาคอมเมนท์ในเพจ
ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าดี มั่นใจได้ โอเค.. ค่อยโล่งอกไปหน่อย


หลังจากจองและจ่ายมัดจำไปแล้ว ก็มีการนัดหมายไปทำวีซ่าอินเดีย
ก่อนการเดินทางทางทัวร์ก็เอาใจใส่ คอยส่งข้อมูลอัพเดท แนะนำการเตรียมตัวไปเที่ยว อยู่เรื่อยๆ
เรียกว่าประทับใจการดูแลลูกทัวร์ ตั้งแต่ก่อนเดินทางเลยครับ




Day 1

เรามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิกันตั้งแต่ ตีห้าครึ่ง โดยโทรนัดแท็กซี่ ล่วงหน้าให้มารับที่บ้าน
วันนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน แอร์อินเดีย ซึ่งเคาน์เตอร์จะอยู่ที่ ROW W ประตูทางเข้าที่ 9
ทางทัวร์นัดหมายให้รอหน้าแฟมิลี่มาร์ท ตอน 6โมงเช้า
พอได้เวลา เจ้าหน้าที่ก็แจกใบ ตม.ทั้งของไทย และอินเดีย
ซึ่งพิมพ์รายละเอียดมาให้เรียบร้อย เราเซนต์อย่างเดียว (ไปกับทัวร์สบายตรงนี้)
จากนั้นก็ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ สายการบินแอร๋อินเดีย ให้น้ำหนักโหลดกระเป๋า 30 kg นะครับ
(ก่อนเอากระเป๋าเดินทางไปเช็คอิน อย่าลืมถ่ายรูปกระเป๋าไว้ เผื่อต้องเคลมกระเป๋า)
ไมล์ของแอร์อินเดียสามารถสะสมกับ ROP ได้  จากนั้นก็เดินตัวปลิวไปรอที่เกทได้เลย
แต่ถ้าใครมีบัตรเครดิต ที่มีโปรโมชั่น ก็อย่าลืมไปแลกอาหารเครื่องดื่มฟรีกันก่อน




ก่อนเข้าเกท จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจกระเป๋า และค้นตัว
วันนี้เราบินกับเครื่อง Boeing 787-8 Dream Liner ที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3
มีจอทัชสกรีน ดูหนังฟังเพลงเล่นเกมส์ ได้สบายๆ




อาหารบนเครื่อง ทางทัวร์จองแบบซีฟู้ดให้
เมนูเป็น ผัดไทยกุ้งสด ครับ  กลิ่นเตะจมูกมาก อร่อยใช้ได้ แม้เส้นจะเละไปหน่อย






ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ประมาณ 11.30 น. ก็เดินทางมาถึงสนามบินอินทิรา คานธีร์ ที่เดลลี
เวลาที่อินเดีย ช้ากว่าประเทศไทย ประมาณ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง อย่าลืมปรับเวลาใหม่ด้วยนะครับ



สัญลักษณ์ประติมากรรมรูปมือ จะอยู่บริเวณ ตม. เตรียมกล้องให้พร้อมก่อนลงบันไดเลื่อน
วันนี้คิวตม. โล่งทีเดียว ถ้าใครทำ visa on arrival มาก็ไปต่อแถวข้างๆกันได้ครับ
ตม. อินเดีย หน้าเคร่งขรึมมาก แถมยังเปิดหาหน้าวีซ่าอินเดียไม่เจอสักที  แต่ก็ไม่ได้ซักอะไร



หลังจากผ่าน ตม. ก็รับกระเป๋า และรวมพล กันบริเวณหน้าห้องน้ำ
ห้องน้ำในสนามบินที่นี่ จะประดับด้วยรูปภาพ ชายหญิง ขนาดใหญ่ สะดุดตามาก
เข้าใจว่าเป็นดาราอินเดียนะครับ หลายคนก็ถ่ายภาพหน้าห้องน้ำกันเป็นที่ระลึกด้วย


จากนั้นก็เดินออกไปด้านนอกอาคารเพื่อไปขึ้นรถบัส
ขอบอกว่าอากาศที่เดลลี ร้อนมากจริงๆ
หน้าตารถบัสที่เราใช้เดินทาง ในเดลลี อัครา และชัยปุระครับ
กรุ๊ปเรามีทั้งหมด 33 คน รวมไกด์ไทย อีก 2 คน เป็น 35 คน
ตอนแรกทัวร์บอกว่ารับไม่เกิน 25 คน ถือว่าเยอะไปหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรครับ สนุกดี


ทางขวาเป็นไกด์คนไทย ชื่อคุณตังโอ๋  
ส่วนทางซ้ายเป็นไกด์อินเดีย ซึ่งจะดูแลเราที่เดลลี อัครา และชัยปุระ



เราออกจากสนามบินประมาณ 13.30 น. โปรแกรมแรก คือไปทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารจีน
การจราจรในเดลลี รถเยอะทีเดียว บางช่วงก็รถติดมาก
ได้ยินเสียงบีบแตรดังสนั่นตลอดทาง ถ้าเป็นบ้านเรา คงมีเรื่องลงมาด่ากันแล้ว

รถที่เห็นบนท้องถนน ที่คนนิยมใช้มากที่สุด คือ ยี่ห้อ Maruti Suzuki
ส่วนยี่ห้อ Toyota ไม่เป็นที่นิยม   ส่วนรถแบรนด์หรูอย่างเบนซ์ บีเอ็ม ก็มีน้อยมาก
เวลานั่งรถที่เดลลี ห้ามปิดม่านนะครับ ผิดกฎหมาย ต้องเปิดและพับม่านขึ้นให้เรียบร้อย
เพราะที่นี่เคยมีคดีข่มขืนบนรถ  จึงต้องเปิดเพื่อให้คนภายนอกมองเห็นได้ ถ้ามีแดดก็ต้องทนเอาหน่อยครับ





ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ถึงร้านอาหารจีนแล้ว แต่ต้องรอโต๊ะกันอีกแปปนึง
หน้าตาอาหารประมาณนี้ครับ  ไก่ทอดอร่อยสุด เสียดายไม่มีน้ำจิ้ม
ใครมาอินเดีย อย่าลืมพกน้ำจิ้มไก่มาด้วยนะครับ ได้ใช้แน่นอน


กว่าจะออกจากร้านอาหารก็ประมาณ 15.20 น. ขึ้นรถบัสชมเมืองกันต่อ
สังเกตตามข้างทางจะมีรถเข็นขายน้ำผลไม้เยอะทีเดียว ทั้งน้ำมะนาว น้ำอ้อย
แต่คงไม่กล้ากิน เพราะไม่แน่ใจว่าสะอาดหรือเปล่า ถ้าท้องเสียล่ะก็ยุ่งเลย



ใช้เวลา 40 นาที  16.00 น. เราก็มาถึง คูตับ มินาร์  Qutub Minar
ซึ่งเป็นหอคอยทรงกลม ที่สูงที่สุดในอินเดีย สร้างขึ้นด้วยหินทรายสีแดง
และเป็นหนึ่งในหอคอยที่มีความสูงที่สุดในโลก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล
สร้างโดย สุลต่าน คูตับ อุตดิน เพื่อเป็นการประกาศชัยชนะในสงคราม ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ต่อมาใช้เป็นหอสังเกตการณ์ และจุดชมวิว








หอคอยนี้ มีความสูงจากพื้นดิน 72.5 เมตร มีบันไดทั้งหมด 379 ขั้น
มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ฐาน 14.3 เมตร และค่อยๆลดลง จนถึงยอด ที่เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.7 เมตร







ออกจาก คูตับ มินาร์ เรานั่งรถต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมง เพื่อไปยัง มหาวิหารอักชาร์ดาม Akshardham Temple
ที่นี่เป็นศาสนสถานฮินดูที่ได้ชื่อว่า ยิ่งใหญ่ และงดงามที่สุดในโลก
ที่นี่ได้รวมสถาปัตยกรรม กับ ศิลปะแบบอินเดียและฮินดู เกือบทุกแขนงเข้าด้วยกัน
ตั้งชื่อตามศาสดา สวามี นารายัน (Sawami Narayan)
ตัวอาคารหลักนั้น สร้างด้วยหินทรายสีชมพู และหินอ่อน มีรายละเอียดที่สวยงามมาก
เนื่องจากที่นี่ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูป เข้าไป เอาเข้าได้เฉพาะกระเป๋าเงิน กับพาสปอร์ตเท่านั้น จึงไม่มีภาพภายในให้ชมนะครับ
หากใครไปชมที่นี่ช่วงเย็น ถึงค่ำ แนะนำให้ทาโลชั่นกันยุงไปด้วย เพราะยุงเยอะมาก





ออกจากมหาวิหาร อักชาร์ดาม ประมาณ 19.20 น. ตามโปรแกรมเรายังมีสถานที่ที่ต้องไปชมอีก
ทั้งประตูชัยอินเดีย ที่ทำการรัฐบาล และ ช็อปปิ้ง ที่ถนนจันปัด
แต่การจราจรในเดลลี รถติดมาก จึงย้ายสองสถานที่ไปไว้วันสุดท้ายก่อนกลับ ส่วนช็อปปิ้ง ตัดทิ้งไป
เราตรงไปทานอาหารเย็นกันเลยครับ  กว่าจะถึงร้านอาหารก็ 20.00 น. แล้ว
อาหารเย็นวันนี้ ที่อร่อยสุดเห็นจะเป็นไก่ทอดร้อนๆ เช่นเคย รวมถึงเปาะเปี๊ยะทอด และผัดไก่



ออกจากร้านอาหารประมาณสามทุ่ม ถึงโรงแรมที่พัก ประมาณสี่ทุ่ม
เราพักที่  Radisson Blu Dwarika
https://www.radissonblu.com/en/hotel-newdelhidwarka
โรงแรมใหญ่ ห้องสวย ห่างจากสนามบิน 20 นาที
วันนี้เดินทางมาตั้งแต่เช้า เพลีย และเหนื่อยมาก
ถึงห้องรีบอาบน้ำ และเข้านอนเลย









Day 2

วันนี้ตื่นแต่ตีห้าครึ่ง รีบลงมาทานอาหารเช้า  เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปสนามบิน




ประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงสนามบินอินทิรา คานธีร์
หลังจากเช็คอินโหลดกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็จะผ่านเครื่องสแกน
หลังสแกนเสร็จ เจ้าหน้าที่จะประทับตราที่บอร์ดดิ้งพาสให้ เพื่อยืนยันว่าได้ผ่านการสแกนแล้ว
ต้องเช็คให้ดีนะครับ ว่าเจ้าหน้าที่ประทับให้หรือยัง


เราจะบินออกจาก เดลลี 10.15 น. ไปถึง ศรีนาการ์  11.45 น. ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง
ด้วยเครื่อง Airbus A321 ที่นั่งเป็นแบบ 3-3
อาหารบนเครื่องเป็นหมี่ผัด ราดปลาผัดซอส รสชาติโอเคครับ พอกินได้





หลังจากจัดการอาหารเรียบร้อย ไม่นานก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับวิวด้านนอก
กับแนวเทือกเขาหิมาลัย สวยมากๆ ใครอยากถ่ายวิวริมหน้าต่าง ต้องนั่งด้านขวานะครับ











พอเครื่องบินเริ่มลดระดับลง ก็จะเริ่มเห็นความสดใสของผืนดินสีเหลืองด้านล่าง
ซึ่งก็ คือ ทุ่งดอกมัสตาร์ด นั่นเอง





พอลงจากเครื่อง เข้ามาภายในสนามบินศรีนาการ์ จะเห็นทหารสะพายปืนเต็มไปหมด
เนื่องจากการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนในแคชเมียร์ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน
ทำให้แคชเมียร์ จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์รุนแรง
รวมถึงตามท้องถนนตลอดเส้นทาง ก็จะเห็นทหารยืนคุมสถานการณ์อยู่

ตอนนี้เราเปลี่ยนจากรถบัส มานั่งรถตู้จี๊ป ทั้งหมด 4 คันเพื่อความคล่องตัวในการเที่ยวที่แคชเมียร์




ออกจากสนามบิน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ถึงร้านอาหารสำหรับมื้อเที่ยง
อาหารก็จะเป็นซุป มีข้าว และแกงต่างๆ รวมถึงไก่ทอด รสชาติโอเคเลยครับ
ปิดท้ายด้วยไอศกรีมเย็นๆ ชื่นใจ



ทานเสร็จประมาณบ่ายสองก็ออกเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่พาฮาลแกม Pahalgam


ระหว่างทางแวะร้านขายของ เข้าห้องน้ำกันสักครู่
ด้านในขายชา ผลไม้อบแห้ง ครีม และของฝากหลายๆอย่าง
เราก็ได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้ซื้ออะไร แต่ออกมาถ่ายรูปเล่นกัน ด้านนอกร้าน





หลังจากแวะเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อย ก็ออกเดินทางกันต่อ
ตลอดสองข้างทาง จะเต็มไปด้วยทุ่งมัสตาร์ดสีเหลือง สวยงาม
ซึ่งชาวบ้านปลูกไว้เพื่อสกัดทำน้ำมัน






ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นล่องแก่งของพาฮาลแกม
มีสะพานข้ามแม่น้ำ Jhehlum บรรยากาศดี แต่เมฆเยอะไปหน่อย







พาฮาลแกม มีความหมายว่า หมู่บ้านของคนเลี้ยงแกะ
พาฮาลแกม เป็นเมืองที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,130 เมตร
ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่อง ปลาเทร้าท์ ซึ่งมีอยู่มากในแม่น้ำริดเดอร์
และยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องของอินเดีย
บรรยากาศสองข้างทางสวยงาม เราจะเห็นวิถีชีวิตของชาวแคชเมียร์ที่หลากหลาย
ทั้งหมู่บ้านทำครกหิน ทำไม้คริกเก็ต ซึ่งชาวแคชเมียร์นิยมเล่นกีฬาชนิดนี้มาก
นอกจากนั้น ที่นี่ยังเป็นแหล่งปลูกหญ้าฝรั่น หรือ Saffron ที่ใหญ่ที่สุด
ซึ่งดอกของหญ้าฝรั่นจะมีสีม่วงคล้ายอัญชัญ ว่ากันว่าเกสรของมันมีสรรพคุณช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้ดี



เราแวะเข้าที่พัก เพื่อเข้าห้องน้ำ ทำธุระกันให้เรียบร้อยก่อนเข้าไปในตัวเมือง
ทางโรงแรมต้อนรับพวกเราด้วยชา รสชาติออกหวานนิดๆ อร่อยดีครับ



จากนั้นก็เดินทางเข้าไปในตัวเมืองพาฮาลแกมเพื่อช็อปปิ้งกันเล็กน้อย
มีด่านเก็บค่าผ่านทางด้วย


เรามาถึงในตัวเมืองประมาณ 6 โมงเย็น บรรยากาศเงียบเหงามาก อาจจะเพราะเป็นช่วงเวลาเย็นแล้ว
มีเพียงนักท่องเที่ยวกลุ่มเราเพียงกลุ่มเดียว สองฟากถนนมีร้านค้ามากมาย
ทั้งร้านขายเสื้อผ้า ผ้าพันคอ เปเปอร์มาเช่ และของที่ระลึกอื่นๆ รวมถึงร้านอาหาร และโรงแรม
เราได้แต่เดินถ่ายรูปเล่นกันอยู่แถวนี้ ไม่ได้เลือกซื้อของอะไรเลย เพราะคิดว่าราคาน่าจะแพงกว่าที่อื่น







พ่อค้าแถวนี้เห็นเราถ่ายรูป ก็มาเชิญชวนให้เข้าไปดูของที่ร้านของพวกเขา
แต่พวกเราไม่ไป เลยอาสาเป็นนายแบบ บอกให้ถ่ายรูปเขาหน่อย
ดูๆไป ก็คล้ายๆ พอร์ช ศรัณย์นะ ฮ่าฮ่าฮ่า






จากนั้นก็เดินทางกลับ ที่พักของเราในวันนี้ ชื่อว่า Kolahoi Green Resort
http://www.kolahoigreen.com/
เป็นโรงแรมที่ใหม่ และดีที่สุดในพาฮาลแกม
ตึกหน้าสุด ชั้นล่างเป็นล๊อบบี้ กับห้องอาหาร ส่วนชั้นบน เป็นห้องพัก





เราได้พักที่ตึกนี้ครับ  ห้องพักกว้างขวาง เพดานตกแต่งด้วยไม้สน
ห้องน้ำก็ตกแต่งอย่างสวยงาม หรูหรา
วิวนอกหน้าต่างจะเป็นลานจอดรถ ส่วนห้องถัดไป วิวจะเป็นลำธารติดถนนด้านหน้าโรงแรม
แต่ก็สะดวกในการลงไปทานอาหาร เพราะอยู่ชั้นล่างนี่เอง
ช่วงที่เรามา มีการเลือกตั้งซ่อม ทำให้ถูกตัดสัญญาณ wifi เลยเล่นอะไรไม่ได้เลย เศร้า










ส่วนห้องพักอื่นจะอยู่บนเนิน มีบ้านเป็นหลัง แต่ละหลังจะมีห้องพักย่อย 3-4 ห้อง
พร้อมกับโถงนั่งเล่นรวม ก็สวยไปอีกแบบ แต่จะเดินมาห้องอาหาร ไกลนิดนึง





แล้วก็ถึงเวลาอาหารมื้อเย็นแล้วครับ ไลน์อาหารมีหลายอย่าง
ทั้งข้าวผัด และพวกแกงต่างๆ ที่อร่อยคือ ขาแกะ นุ่มละมุน หอมไม่มีกลิ่นคาวเลย
อิ่มหนำสำราญเรียบร้อย ขึ้นห้องเก็บกระเป๋า และก็เข้านอนเลย เพราะไม่มีเน็ตเล่น ฮือๆcry





Day 3

มื้อเช้าวันนี้ไลน์อาหารมีแต่พวกแป้ง กับผัดเห็ด ผัดถั่ว กินไม่ลงเลยครับ
แต่ยังโชคดีที่มีไข่เจียวมาเพิ่มทีหลัง กินกับน้ำพริกปลาสลิด แค่นี้ก็พอแล้ว







หลังทานอาหารเสร็จ ไกด์แจ้งว่า จากผลการเลือกตั้งเมื่อวาน ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ
จึงเกิดการปะทะระหว่างทหาร กับประชาชน  ทำให้ประชาชนเสียชีวิตไป 8 คน
การเดินทางไปกุลมาร์คบ่ายนี้ไม่ปลอดภัย ต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง
ซึ่งไกด์แจ้งว่า หากออกเดินทางช่วงมืด จะปลอดภัยกว่า

ตามโปรแกรม เช้านี้ เราออกเดินทางไปขี่ม้าชมวิว
หากใครไม่ต้องการขี่ม้า ก็จะแยกไปอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อนั่งรถชมวิวแทน
การเดินทางก็จะผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางเหมือนเมื่อวาน




พอมาถึงจุดขี่ม้า เจ้าของม้าก็กรูมาเชื้อเชิญให้มาขึ้นม้าของตัวเอง
แต่เราก็รอทางทัวร์จัดการ และแนะนำการขี่ม้าเบื้องต้น
เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีประสบการณ์การขี่ม้ากันมาก่อน
ม้าที่ขี่เป็นม้าแคระ ตัวไม่ใหญ่มาก ม้าพวกนี้จะฉลาด รู้ทางว่าต้องไปทางไหน
วิธีขี่ มือต้องจับเชือกไว้กับที่จับตรงอาน
เท้าสองข้าง สอดเข้ากับที่วางเท้า และเอาขาแนบติดกับตัวม้าตลอดเวลา
หากจะให้ม้าเดินไปทางซ้าย ก็กระตุกเชือกเบาๆทางซ้าย ไปทางขวา ก็กระตุกทางขวา
ถ้าจะให้ม้าวิ่งก็ตบตูดเลยครับ ฮ่าฮ่าฮ่า

ค่าขี่ม้า คนละ 600 รูปี ไม่รวมทิปสำหรับคนจูงอีกประมาณ 50-100 รูปี





ม้าที่ขี่ ชื่อ ไบรดัล ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนจะอายุมากแล้ว
พอได้ขึ้นม้าแล้ว ก็เริ่มออกเดิน  ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ
คนจูงหนึ่งคนอาจจะจูงม้า 1 หรือ 2 ตัว แต่บางทีก็ไม่จูงเลย ปล่อยให้มันเดินเอง
เส้นทางเริ่มแรกจะเป็นทางถนน จนเริ่มเข้าสู่ป่าสน






ม้าเราเดินนำหน้าสุดเลยครับ จนออกมาเจอทุ่งกว้างตรงนี้ สวยมากกกกกก จุ๊บๆ





จากนั้นก็เป็นเส้นทางขึ้นเขา ซึ่งชันพอสมควร
และเริ่มเดินวนตามไหล่เขาขึ้นไปด้านบน
ระหว่างทางเริ่มเจอหิมะหนาขึ้นเรื่อยๆ อากาศเย็นสบาย
ได้ยินแต่เสียงม้าเดิน ฝุบฝับ บนหิมะ







ในที่สุดเราก็มาถึงลานหิมะด้านบนแล้ว เจ้าไบรดัล คือ ตัวทางขวาครับ
เห็นแววตาแล้วสงสารมันจัง  ต้องมาให้คนขี่ กว่าจะเดินถึงข้างบน



ลงจากม้าแล้ว เราต้องมุดรั้วเพื่อเข้าไปที่ลานหิมะด้านใน เพราะไม่มีทางเข้า
บนนี้ก็มีร้านขายขนม เครื่องดื่ม รวมถึง พ่อค้าขายผ้าด้วย มาทุกที่ 55
และมีลูกบอลยักษ์ ให้คนเข้าไปอยู่ข้างใน และกลิ้งๆไปตามทาง






มีเวลาอยู่บนนี้ประมาณ 40 นาที เราก็ขี่ม้ากลับลงไปอีกทางหนึ่ง
เส้นทางขาลงน่ากลัวกว่าขาขึ้นมาก ชันกว่ามีทั้งหินก้อนใหญ่ หลุมบ่อตลอดทาง
ประกอบกับมีโคลนแฉะๆ ทำให้ขากางเกง และรองเท้าเละกันทุกคน
แถมเจ้าไบรดัล ไม่รู้เพราะหมดแรงหรืออะไร เดินอยู่ดีดี ขาหน้าก็ล้มลง ลุกแทบไม่ขึ้น
จนทำให้ตัวเราเซลงไป อานกระแทกเป้าอีก
จนคนจูง ต้องรีบมาช่วยเจ้าไบรดัล





ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงข้างล่างก็เวลาเที่ยงพอดี





เรานั่งรถกลับไปที่โรงแรม เพื่อทานมื้อเที่ยงกันที่นี่
ส่วนใหญ่จะเป็นแกงกะหรี่ทั้งนั้น โชคดียังมีข้าวผัด
กินกับหอมแดง พริกสด บีบมะนาว ก็อร่อยแล้วครับ
ปกติแล้วส่วนใหญ่คนอินเดีย ที่นับถือศาสนาฮินดูจะไม่กินเนื้อสัตว์
อาหารส่วนใหญ่จึงมีแต่ แกงถั่ว แป้ง เสียส่วนใหญ่




จากที่ตอนแรกไกด์บอกว่าอาจจะออกเดินทางช่วงเย็นหรือค่ำ
ประมาณเกือบบ่ายสอง เราก็ออกเดินทางจาก พาฮาลแกมไปยังกุลมาร์ค
ช่วงเกือบ 4 โมงเย็น พอเริ่มผ่านเข้าสู่เมืองศรีนาการ์ นั่งชมวิวนอกหน้าต่างอยุ่ดีดี
ก็เห็นพวกเด็ก วัยรุ่นข้างทาง ปาก้อนหิน ใส่รถเราที่กำลังวิ่งอยู่ หลายครั้ง
บางครั้งก็โดนเข้าที่ตัวรถ บางครั้งก็ลอยข้ามไป ไม่โดน
จนเราต้องหาผ้ามาพันและคลุมศีรษะให้หนาเข้าไว้ จนท้ายๆ ต้องหมอบลงกับพื้น เพื่อความปลอดภัย






แต่รถในกรุ๊ปเรา 1 คัน โชคไม่ดี โดนพวกวัยรุ่นปาหินทั้งจากสองฝั่งถนน
บริเวณช่วงก่อนถึงแยกที่จะเลี้ยวไปยัง กุลมาร์ค
ทำให้กระจกด้านหลังฝั่งคนขับแตก หินก้อนเท่ากำปั้น ลอยกระแทกกระจกเข้ามายังที่นั่งด้านข้างคนขับ
ทำให้คุณลุงคนหนึ่งในกรุ๊ปศีรษะแตก เลือดไหลเป็นทาง รวมถึงท่านอื่นในรถก็โดนสะเก็ดเล็กน้อย
กรุ๊ปของเราทั้งหมดจึงต้องหาที่จอดในที่ปลอดภัย และพาคุณลุงไปที่โรงพยาบาลเพื่อเอ็กซเรย์ ทำแผล
นี่คือโฉมหน้าของวัยรุ่นที่ปาหินใส่รถพวกเรา หลังจากที่รถพวกเราชะลอ ยังไม่มีทีท่าว่าจะสลด เลวจริงๆ





สภาพรถของคันที่เกิดเหตุ กระจกแตกสองบาน และหลังจากนั้นก็หม้อน้ำเสีย
ต้องย้ายคนมากระจายนั่งอีกสามคันที่เหลือ 1 วัน

ช่วงที่จอดรถพาคุณลุงไปโรงพยาบาล เราจอดรถกันหน้าร้านขายยาเก่าๆ ซึ่งมีหมอเป็นเจ้าของร้าน
มีชาวบ้านแถวนั้นมามุงดูพวกเรา ด้วยความสนใจ ว่าเป็นอะไรกันหรือเปล่า ต้องการน้ำไหม
เขาบอกว่าอยู่ตรงนี้ ปลอดภัย ไม่ต้องกังวล ไม่มีใครมาทำอะไรได้ รับประกัน
หลังจากรออยู่นาน เกิดปวดฉี่ขึ้นมา เลยขอเข้าห้องน้ำที่ร้านขายยา
แล้วเราก็คิดผิด เปิดประตูห้องน้ำเข้าไป เจอระเบิดปรมาณูกระจายเต็มพื้น พ่นน้ำหมาก
แต่ปวดจนทนไม่ไหว ยังไงก็ต้องเข้าอ่ะเนอะ  จัดการรองน้ำราดพื้นให้พอสะอาดก่อนใช้
ยังไงก็ต้องขอบคุณเจ้าของร้านขายยา สำหรับน้ำใจที่มีให้



หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ก็ได้รับสัญญาณให้ไปต่อได้
ประมาณห้าโมงเย็นก็จอดแวะกินชา และเข้าห้องน้ำ
รวมถึงรอคุณลุง ซึ่งกำลังตามมาจากโรงพยาบาล




จากนั้นก็ออกเดินทางไปยังกุลมาร์คครับ พอถึงทางที่ขึ้นเขา จะผ่านโค้งลัดเลาะไปมา
แต่คนขับชำนาญเส้นทางมาก ไม่ต้องกังวล  
สองข้างทาง จะเจอกับหิมะสีขาว ซึ่งตกในช่วงอาทิตย์ก่อนที่เราจะมา
บรรยากาศช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน มันช่างสวยงามจริงๆ

กุลมาร์ค หรือ รู้จักกันในนาม ทุ่งแห่งดอกไม้
เป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่แผ่ขยายปกคลุมพื่นที่ 3 ตร.กม.ที่ความสูง 2,730 เมตร
อยู่ทางตอนใต้ของเมืองศรีนาการ์ ประมาณ 56 กม. ทุ่งหญ้าจะประกอบด้วยเนินดอกไม้ป่านานาชนิด
ทั้ง Bluebells, Daisies, Forget me not, Buttercups
เป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟ 18 หลุม ที่อยู่สูงที่สุดในโลก และยังเป็นลานสกีที่ได้รับความนิยมที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดีย
อดีตเคยเป็นเมืองตากอากาศของกษัตริย์ยูซูฟ ชาห์ ซาค และด้วยความสวยงามทำให้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องเช่นกัน





จากร้านชาแค่ 30 นาที ขึ้นเขา เราก็ถึงที่พักของเราในคืนนี้แล้ว
The Vintage Gulmarg
หันไปทางไหนก็เจอแต่หิมะเต็มไปหมด หนาวจับใจจริงๆ




อุณหภูมิตอนที่มาถึง -2 องศาเซลเซียส snowman



โรงแรม Vintage Gulmarg เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ดี และน่าพักที่สุดในกุลมาร์ค



เราได้ห้อง 202  เป็นห้อง Vintage Deluxe
ห้องขนาดกำลังดี ตกแต่งสวยงาม ด้านนอกเป็นวิวหลังคาที่ปกคลุมด้วยหิมะกองโต
ห้องน้ำในอินเดีย ส่วนใหญ่มีสายชำระแทบทุกแห่ง ไม่ต้องกังวลนะครับ







ส่วนอีกห้องเป็นห้อง 201 อยู่ทางด้านหน้าของโรงแรม
การตกแต่งคล้ายกัน แต่มีส่วนนั่งเล่นเพิ่มขึ้นมา แยกจากห้องนอน
และห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ แต่ที่พิเศษกว่า คือ วิวพาโนรามาจากหน้าต่างห้องนี้ต่างหาก



สำหรับมื้อเย็นเราทานอาหารกันที่โรงแรม
ตอนนี้เริ่มจะเบื่อแกงกะหรี่อินเดียซะแล้ว
ก่อนจะกลับไปที่ห้องพัก นอนเล่นไอแพด เพราะวันนี้มี  wifi แล้วววรักคุณ




Day 4

เริ่มวันใหม่กับความหนาว และขาวสุดๆ
เช้านี้ลงมาเดินเล่นเก็บภาพกันข้างนอก มือแทบแข็ง
แต่วิวสวยมากจริงๆ







อาหารเช้าวันนี้ ไม่มีอะไรมากมาย พอกินได้





หลังจากนั้น ประมาณ 09.30 น. เราก็ออกจากโรงแรมเพื่อไปยังสถานีเคเบิ้ลคาร์
ถนนทางขึ้นเขา ก็อยู่ไม่กี่สิบก้าวจากโรงแรมนี่เอง





ประมาณ 15 นาที เราก็มาถึงสถานีเคเบิ้ลคาร์ เฟส 1
ยังคงมีทหารยืนประจำตามจุดต่างๆ เพื่อความปลอดภัย
เราต้องเสียเวลารอคิวขึ้นกระเช้าเกือบชั่วโมง






ประมาณ 11 โมงเช้า เราก็ได้ขึ้นกระเช้าแล้ว
สำหรับกระเช้าลอยฟ้า หรือกอนโดล่าที่นี่ เป็นเส้นทางเคเบิ้ลคาร์ที่สูงและยาวที่สุดในเอเชีย
แต่จากความรู้สึกแล้ว ที่จางเจียเจี้ย ดูสูง และน่ากลัวกว่ามาก เพราะมองลงไปดูสูงกว่า
ที่นี่ตัวกระเช้ากับพื้นข้างล่างไม่สูงมากนัก ใช้เวลาแค่ 10 นาที ก็ถึงสถานี
หากใครต้องการพิชิตยอดเขากุลมาร์คที่สูงขั้นไปอีก ก็สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปยังเฟส 2 ได้
(ความสูง 4,000 เมตร)ราคาประมาณ 500 รูปี แต่เราไม่ได้ขึ้นไปต่อ


พอขึ้นมาถึงด้านบนมองไปทางไหนก็เจอแต่หิมะ
บนนี้มีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง ทั้งสกี ลากเลื่อน
แต่ตามคอนเซปต์ เราไม่เน้นกิจกรรม เน้นถ่ายรูปมากกว่า555







ถ่ายรูปเสร็จ ไกด์บอกให้มานั่งรอที่ห้องอาหาร ประกอบกับกำลังหิว เลยลองสั่งอาหารมาลองดู
ทั้งข้าวหมกไก่ ไก่ทอด และข้าวผัดไก่
ปรากฎว่า อร่อยมาก โดยเฉพาะข้าวหมกไก่ จนต้องสั่งเพิ่มอีกจาน
รสชาติเครื่องเทศในข้าว เข้มข้นกว่าที่เมืองไทยมาก แต่ไม่มีน้ำจิ้มและผักอย่างอื่นให้
ส่วนไก่ทอดก็อร่อยมาก ทอดมาร้อนๆ เกลี้ยง แต่สังเกตว่าที่อินเดีย เค้าจะลอกหนังไก่ออกทั้งหมดก่อนทำ
ข้าวหมกไก่ จานละ 350 รูปี  ข้าวผัดไก่ จานละ 300 รูปี ไก่ทอด ราคา 600 รูปี น้ำเปล่า 50 รูปี





ลงจากกระเช้า กลับมาทานมื้อเที่ยงที่โรงแรมต่ออีกนิด



จากที่ตอนแรก อาจจะต้องออกเดินทางช่วงเย็นๆ พอทานมื้อเที่ยงเสร็จ
ประมาณบ่ายสามครึ่ง เราก็ออกจากกุลมาร์คไปยังศรีนาการ์  ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ราวๆ 5โมงเย็น
เราก็มาถึงถนนรอบทะเลสาบดาล  Dal Lake ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของเมืองศรีนาการ์
เราจะเห็นบ้านเรือจำนวนมาก ตั้งอยู่ในทะเลสาบนี้  สมัยก่อนที่ประเทศอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
ชาวอังกฤษ ได้สร้างบ้านเรือขึ้นมา เพื่อใช้ในการพักอาศัย



ตรงนี้เป็นท่าเรือที่เราใช้ขึ้นเรือ ระหว่างบ้านเรือ กับบนฝั่ง แต่เรายังไม่ลงเรือตอนนี้ครับ






เราตรงไปที่สวนทิวลิป Indira Gandhi Memorial Tulip Garden
กว่าจะถึงที่นี่ก็ 5 โมงครึ่งแล้ว เรามีเวลา 1 ชั่วโมงครับ
แค่แรกเห็นก็ตะลึงกับทิวลิปหลากสีสัน ที่ปลูกเรียงรายกันเป็นแถวอยู่หลายแปลง
สวนทิวลิปที่นี่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีทิวลิปหลากหลายสายพันธุ์
โดยในทุกปี จะมีงาน Tulip Festival ในช่วง 1-15 เม.ย.ครับ
ใครมาศรีนาการ์แล้วห้ามพลาดสวนทิวลิปนี้นะครับ สวยจริงๆ
















จริงๆตามโปรแกรมเราต้องไปชมสวนอีกสองแห่ง แต่ไม่มีเวลา
และพระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกแล้ว ทางไกด์แจ้งว่า เก็บไว้ไปวันพรุ่งนี้แทน


ตรงมาขึ้นเรือ บริเวณท่าเรือที่เราแวะก่อนไปสวนทิวลิปครับ (รูปจากวันอื่นนะครับ)
ซึ่งเรือที่เรานั่ง เรียกว่า เรือชิคาร่า ลำหนึ่งนั่งได้ประมาณ 3-4 คน
ภายในเรือตกแต่งด้วยผ้าและเบาะนั่งสีสันสดใส สามารถนั่งเหยียดขาได้สบายๆ
ระหว่างนั่งเรือ ก็เพลิดเพลินกับร้านค้าสองข้างทาง ที่ตั้งอยู่บนน้ำ
สำหรับน้ำในทะเลสาบก็ไม่เหม็นมากนัก พอมีกลิ่นอ่อนๆ55
ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็ถึงบ้านเรือละครับ





กรุ๊ปของเราพักที่บ้านเรือในเครือของ Royal group http://www.royalhouseboats.com/
ซึ่งมีเรือหลายลำจอดอยู่ติดๆกัน มีทางเชื่อมสามารถเดินไปหากันได้ เราพักบ้านเรือที่ชื่อว่า Shalimar Palace
ตกแต่งด้วยไม้ทั้งหลัง มีลวดลายฉลุ ที่สวยงามทั้งผนัง เพดาน และเฟอร์นิเจอร์ไม้ โดยรวมแล้วให้บรรยากาศที่อบอุ่น
ด้านหน้าสุดเป็นห้องนั่งเล่น ถัดไปเป็นห้องอาหาร และครัวเล็กๆ ของพ่อบ้าน ด้านในสุดเป็นห้องนอน  พร้อมห้องน้ำในตัว







ทางเดินไปห้องนอน ซึ่งอยู่ในส่วนท้ายสุดของเรือ มีทั้งหมด 3 ห้องนอน มี 1ห้อง ที่นอนได้ 3 คน
ส่วนทางซ้ายมือของรูปจะเป็นส่วนเตรียมอาหารของพ่อบ้าน และมีบันไดขึ้นไปดาดฟ้าเรือได้


ภายในห้องนอนแต่ละห้องจะตกแต่งคล้ายๆกัน
ตัวที่นอนมีฮีตเตอร์อยู่ข้างใต้ด้วยครับ ไม่ต้องกลัวหนาว



โดยรวมแล้วโอเคเลย สำหรับบ้านบนเรือ  แต่เวลาเดินจะมีเสียงเอี๊ยดๆ ของไม้
และน้ำในห้องน้ำไม่ค่อยแรงเท่าไร รวมถึงสัญญาณ wifi ด้วย



หลังจากสำรวจบ้านเรือกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาอาหารเย็น
พ่อบ้านจะคอยถามว่าอยากให้ตั้งโต๊ะกี่โมง รวมถึงพรุ่งนี้เช้าด้วยจะเริ่มมื้อเช้ากี่โมง บอกพ่อบ้านได้หมดครับ
เริ่มแรกจะเสิร์ฟซุปก่อน จากนั้นก็จะเป็นข้าว ข้าวผัด ผัดผัก ปลาทอด แกงไก่ และผลไม้ อย่างแตงโม
โดยรวมรสชาติก็พอใช้ได้ครับ แต่ก็ไม่ถูกปากเท่าอาหารไทย  

ก่อนนอน คืนนี้ไม่ต้องเก็บกระเป๋า เพราะเรานอนบ้านเรือ 2 คืนครับ

ต่อตอนที่ 2 OLOS IN INDIA : Kashmir and Wonder of India : 2













Create Date : 05 พฤษภาคม 2560
Last Update : 8 พฤษภาคม 2560 8:08:01 น. 0 comments
Counter : 187 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

One Light One Shadow
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




กด like / ถูกใจ OLOS

qrcode free counters
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
5 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add One Light One Shadow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.