นิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก และทุกคนที่อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง :)
 
 

จดหมายถึงดวงดาว (2)









เมื่อสุดเขตแดนท้องทุ่งสายลมก็ย้ำใจความให้กับสายลมชานเมืองและสายลมชานเมืองก็ย้ำใจความให้กับสายลมตัวเมืองจนจดหมายห่อเมล็ดข้าวล่วงเลยไปถึงเขตตัวเมือง

อันสายลมเขตตัวเมืองนี้ชอบดื่มสุรามันมักจะเมาตั้งแต่หัววันและนอกจากนั้นยังชอบจุ้นจ้านเรื่องของชาวบ้านอีกด้วย เมื่อได้รับจดหมายมามันเรอเอิ้กใหญ่ออกมาหนึ่งที่และหมุนตัวหามุมลับตา เปิดอ่านข้อความภายใน


สวัสดีดวงดาวเพื่อนรัก

สวัสดีดวงดาว นี่ฉันเองนะ หนูนานานแล้วนะที่เราไม่ได้เจอกันเธอเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม ตั้งแต่ วันที่เธอจากไปฉันรู้สึกว่าท้องฟ้ายามค่ำคืน มันไม่สวยงามเหมือนก่อน เพื่อนๆดวงดาวของเธอก็คิดถึงเธอมากเหมือนกัน หลายวันก่อนที่ข้าวออกรวง ทุ่งนากลายเป็นสีทองอร่ามมันสวยมากเลยละ ฉันอยากให้เธอได้มาอยู่ตรงนี้จัง ยิ่งเวลาที่ สายลมผ่านมาทักทายต้นข้าว เหล่านั้น ก็จะตอบรับด้วยรอยยิ้มและ โบกไสวไปมา เมล็ดข้าวอวบๆก็ทำท่าจะหล่นลงมาอยู่เรื่อยๆ ฉันส่งเมล็ดข้าวนี้มาพร้อมกับจดหมายด้วยนะ ฉันรู้ว่าเธอคงไม่ชอบมันเท่าไหร่หรอก

แต่หนูนาอย่างฉันไม่มีของอะไรจะให้เธอได้มากกว่านี้แล้วละ

ฉันไม่รู้ว่าใน สิ่งที่เรียกว่าเมือง และ แสงสีคืออะไร แต่มันก็คงเป็นอะไรที่ดีที่เธอชอบฉันหวังว่าเธอจะมีความสุขกับมันนะ ฉันได้ยินมาจากเพื่อนๆของเธอว่ามันจะบดบังแสงน้อยๆ อันสวยงามของเธอ ฉันเป็นห่วงเธอนะ แต่ฉันก็ยังมั่นใจว่าเธอไม่มีทางแพ้แสง สี และ เมือง เหล่านั้นหรอกยิ่งในเวลาค่ำคืนเธอก็คงจะสวย ส่องสว่างเป็นประโยชน์แก่ สัตว์ทั้งหลาย เหมือนครั้งเมื่อเธอยังอยู่กับพวกเรา


ถ้ามันเป็นไปได้ ในชีวิตนี้ฉันอยากจะเจอเธออีกครั้งเหลือเกินฉันจะเกาะไปกับรวงข้าวที่เต็มไปด้วยเมล็ดข้าวอวบๆ เดินทางไปกับคุณสายลมที่พัดผ่านมาบ่อยๆ ฉันอาจจะเอาเมล็ดข้าวนี้จ่ายเป็นค่าตอบแทน ในระหว่างทางหากมีใครถามว่าฉันจะไปไหนฉันจะตอบด้วยความภูมิใจว่า ฉันจะไปหาดวงดาวที่สว่างที่สุดในเมืองใหญ่ ฉันจะไปหาเธอ... ฉันคงจะได้ จดหมายมากมายจากเพื่อนๆของเธอระหว่างที่เดินทาง ฉันจะรับปากกับทุกคนว่า จะหาเธอให้พบและ บอกกับเธอว่าพวกเราคิดถึงเธอมากแค่ไหน


สุดท้ายนี้พวกเราหวังว่า ในเมืองใหญ่และ แสงสีคงจะรักเธอเหมือนกับที่พวกเรารักเธอนะ

พวกเราไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นอย่างไร สบายดีหรือเปล่าเธอยังจะเป็นดาวที่สดใสในเมืองใหญ่เหมือนที่เธอเคยเป็นใน ทุ่งนาแห่งนี้หรือเปล่าพวกเราไม่คาดหวังให้เธอทำได้ดีทุกอย่าง แต่พวกเราเพียงเชื่อในตัวของเธอว่าเธอจะทำได้ และขอให้เธอได้รู้ไว้ว่า เมื่อไหร่ที่เธอกลับมาพวกเราจะยังเป็นเพื่อนของเธอและที่แห่งนี้ก็ยังจะเป็นที่ของเธอ อยู่เสมอ

รักและคิดถึง

จากหนูนา เพื่อนของเธอ

“อ้วก”สายลมตัวเมืองอ้วกควันสีดำออกมาเมื่ออ่านจดหมายภายในจนจบ มันไม่รู้ว่าเกิดจากความเลี่ยนในจดหมายหรือเป็นเพราะมันเมาสุรากันแน่ แต่มันรู้แล้วว่า “ดวงดาวเพื่อนรัก”ที่หนูนาเอ่ยถึงนั้นหมายถึงดาวดวงใด


ในเมืองแห่งนี้มีดาวอยู่มากมายแต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นดาวที่มนุษย์เป็นคนสร้างขึ้นดาวเหล่านี้สว่างไสว งดงามแต่ทว่าแข็งกระด้าง มันส่องสว่างทั้งวันทั้งคืนตามคำสั่งมนุษย์

สายลมขี้เมาหมุนตัวรอบใหญ่หอบฝุ่นฟุ้งตลบไปตามถนน ในขณะที่ผู้คนต่างพากันเอามือขึ้นปิดป้องใบหน้าตนเอง

“ฮ่า ฮ่า”มันหัวเราะอย่างสะใจเมืองเห็นหญิงชราคนหนึ่งก่นด่าดินฟ้าอากาศ ที่เต็มไปด้วยมลพิษ


ภายในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่งกลางตัวเมืองดวงดาวที่หมดแรงดวงหนึ่งนอนหลับตาหายใจรวยรินแสงสีทองของมันอ่อนลงมากจนไม่เหลือเค้าเดิมแห่งดวงดาวสายลมขี้เมาเบรกกะทันหันจนกระแทกกำแพงเข้าเต็มเปา

“นี่แน่ะ ดวงดาว ฉันมีจดหมายถึงเธอ”สายลมกล่าวหลังจากพยุงตัวลุกขึ้นมาได้

“จากใครจ๊ะ” ดวงดาวถามอย่างเหนื่อยอ่อน

“หนูนาตัวหนึ่งงง”สายลมลากเสียงล้อเลียน


ดวงดาวไม่ตอบอะไรก่อนจะหยิบจดหมายขึ้นมาดู ดวงดาวรู้ตัวดีว่าวาระสุดท้ายของมันใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้วมันอ่อนแสงเต็มที่และอาจจะไม่มีแรงอ่านจดหมายฉบับนี้จนจบเสียด้วยซ้ำ

ทว่าทันทีที่มันอ่านคำขึ้นต้นจดหมายแสงสีทองในตัวของมันก็เริ่มเรืองขึ้นมาอย่างช้าๆมันค่อยๆซึมซับเอาความรักและคำชื่นชมจากจดหมายเปลี่ยนมาเป็นพลังแสงสีทองฟื้นฟูขึ้นจนเต็มตัว ดวงดาวไม่กินอาหารแต่ดูดซับเอาความรักและคำชื่นชมเป็นพลังในการเปล่งแสงยามค่ำคืน! ภายในเมืองแห่งนี้ที่แสงไฟสว่างไสวตลอดเวลาดวงดาวเช่นมันจึงถูกละเลย

ราวกับปาฏิหาริย์ดวงดาวที่ใกล้สิ้นแรงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนกลับลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งมันบอกลาสายลมตัวเมืองก่อนจะกลับไปยังที่ๆมันจากมาด้วยแสงสว่างเปี่ยมล้น




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2559   
Last Update : 19 กรกฎาคม 2559 0:37:43 น.   
Counter : 53 Pageviews.  


จดหมายถึงดวงดาว









จดหมายถึงดวงดาว

“ว๊าย!”เสียงคุณแม่กรีดร้องดังลั่นมาจากหลังบ้านก่อนจะเดินออกมาด้วยอาการที่คุณพ่อเรียกว่า “เหวี่ยง”

“เธอ มีหนูอยู่หลังบ้านแน่ะ” คุณแม่เอ่ยขึ้นคุณพ่อขมวดคิ้ว ก่อนวางหนังสือลงและหายเข้าไปในครัว ธารตะวันเดินตามเข้าไปชะโงกหน้าดูเห็นฝุ่นฟุ้งเต็มไปหมดฝุ่นที่ถูกลำแสงส่องกลายเป็นแท่งอะไรสักอย่างที่ดูแปลกประหลาดเธอใช้มือพยายามจับแท่งแสงนั้นอยู่นานจนคุณพ่อสังเกตและหัวเราะเบาๆ

“มันจับไม่ได้หรอกลูก”คุณพ่อพูดก่อนจะเดินมาหาเธอ

“เธอ หนูวิ่งออกไปทางนั้น!” คุณแม่กรีดร้องอีกครั้งก่อนจะกระโดดตัวลอยเมื่อหนูที่จนตรอก วิ่งลอดขาหนีเข้าไปยังสวนหลังบ้าน

“เธอนี่น้า เอาแต่โอ๋ลูก” คุณแม่ยังคงเหวี่ยงไม่เลิกราก่อนจะกระแทกเท้าเดินขึ้นบ้านไป


“หนูมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยหรือคะ”เด็กหญิงถามเสียงอ่อย เธอรู้สึกราวกับเป็นความผิดเธอที่ปล่อยให้ หนูหนีไปได้


“ไม่หรอกลูกรัก”ผู้เป็นพ่อตอบก่อนจะเดินไปล้างมือ


“พ่อรู้จักหนูตัวหนึ่งนะเป็นหนูที่น่ารักมากๆเลย ลูกอยากจะฟังไหมละ”พ่อเดินกลับมาหาเธอด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเธอรู้ว่าเธอโตเกินกว่าจะเชื่อนิทานหลอกเด็กของพ่อแล้ว แต่ถ้ามันสนุกทำไมเธอถึงจะไม่อยากลองฟังดูละ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในท้องนาอันห่างไกลความเจริญแห่งหนึ่งมันเป็นพื้นที่ไม่กี่แห่งสุดท้ายในโลกที่ยังไม่ถูกรบกวนจากเครื่องจักรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ท้องฟ้ายังเป็นสีฟ้าใสและอากาศยังบริสุทธิ์มากเสียจนคนต่างถิ่นอยากจะเก็บอากาศใส่ขวดโหลกลับไปฝากคนรักที่จากมา


หนูนาหนุ่มตัวหนึ่งหลงรักท้องฟ้าและดวงดาวมันมองแล้วมองอีกมองจนจดจำดวงดาวได้ทุกดวงและเป็นเพื่อนกับดวงดาวหลายดวงที่ยอมลดตัวลงมาคุยกับหนูนาเช่นมัน


อันที่จริงหนูนาเช่นมันก็มีชื่อเรียกไม่ใช่เรียกหนูนาทั่วไปอย่างที่มนุษย์พูดกันและชื่อของมันก็คือ นาปี


ก็อย่างที่บอก นาปีหลงรักท้องฟ้าและดวงดาว ในค่ำคืนหนึ่งที่ดวงดาวสุกสว่าง มันจึงสังเกตเห็นว่าดวงดาวที่มันรักที่สุดได้หายไปจากท้องฟ้า


“สวัสดีดวงดาวดวงดาวข้างๆเธอหายไปไหนหรือ”นาปียืนขึ้นสุดตัวด้วยสองขาหลังก่อนจะกระซิบถามดวงดาวดวงหนึ่งจริงๆมันไม่จำเป็นต้องยืนขึ้นสุดตัวก็ได้เพราะหากใครได้ลองเป็นเพื่อนกับสายลมดูแล้วก็จะพบว่าการสนทนาไปยังที่ไกลๆนั้นทำได้ไม่ยากเลย แต่ที่มันพยายามยืนขึ้นก็เนื่องจากคิดว่าอาจจะเป็นการสุภาพกว่าในการทำเช่นนั้น


“ดวงดาวดวงข้างๆฉันเธอย้ายเข้าไปในเมืองแล้วจ้ะ” ดวงดาวตอบผ่านสายลม

“เมือง! ใช่แน่หรือ” นาปีตกใจ

มันรู้ดีว่าเมืองคืออะไร! เมืองคือดินแดนที่อันตรายเพื่อนหนูหลายตัวของมันต่างพากันไปในเมืองโดยอ้างเหตุผลต่างๆนาๆเช่นเพื่ออาหารที่ดีกว่าและเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่า และสุดท้ายก็ขาดการติดต่อไปทว่ามันกลับไม่ต้องการอะไรเช่นนั้นเลยความสงบสุขแบบนี้ต่างหากคือชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับมัน

“ดวงดาวจะกลับมาไหม”นาปีถามดวงดาวอีกครั้ง

“ฉันไม่แน่ใจหรอกจ้ะ”ดวงดาวหลายดวงเริ่มสนใจและช่วยกันตอบ พลางกระซิบกระซาบกันจนท้องฟ้าสุกสกาว


บางที นาปีก็มักจะสับสนกับหมู่ดวงดาวเนื่องจากดวงดาวทั้งหลายนั้นไม่มีชื่อ การพูดคุยกันก็จะใช้เพียงคำว่า “ดวงดาว”เท่านั้น ดวงดาวเคยเล่าให้มันฟังว่า ดวงดาวทุกดวงไม่สามารถตั้งชื่อให้ตนเองได้แต่อย่างไรก็ตาม นาปี มีหนวดและขนตามตัวมากพอที่จะใช้จดจำดวงดาวต่างๆบนฟากฟ้ามันรู้ว่าทุกค่ำคืนดวงดาวจะเคลื่อนที่ไปและมันก็จดจำการเคลื่อนที่เหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ


ดวงดาวไม่กินอาหารไม่ว่ามันจะพยายามส่งอะไรให้ก็ตามดวงดาวต่างพากันปฏิเสธดวงดาวไม่กินเศษผลไม้ที่มนุษย์มักโยนทิ้งไว้ตามร่องนา ไม่สนใจเมล็ดข้าวอวบๆหรือแม้กระทั่งลูกไหนเชื่อมอาหารที่ชาวนาคนหนึ่งทำตกไว้ และเป็นอาหารที่ดีที่สุดในชีวิตที่หนูนาเช่นมันเคยกิน

และอาจเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้ดวงดาวถึงมีแสงสุกสกาว ยามค่ำคืนได้เสมอๆ


หลายคืนผ่านไป ดวงดาวที่มันรักที่สุดก็ยังไม่กลับมาจนหนูนาเริ่มเป็นห่วงและเริ่มตัดสินใจที่จะเขียนจดหมายไปถึงดวงดาว หนูนาไม่รู้ว่าจะใช้คำขึ้นต้นว่าอะไร “ดวงดาว”อาจจะมีมากเกินไปในเมืองที่จะส่งให้ถูกตัวได้ ดังนั้นมันจึงจ่าหน้าซองถึง“ดวงดาวเพื่อนรัก” และ “บนท้องฟ้าสักแห่งในเมืองใหญ่”

“อะไรละหนูนา”สายลมเอ่ยถามเมื่อเห็นหนูนาเรียกหา

“จดหมายถึงดวงดาวจ้ะ”

“ฮั่นแน่” สายลมยิ้มเยาะขณะที่หนูนาทำท่าขวยเขินก่อนจะฝากเมล็ดข้าวห่อไปกับจดหมาย

“ไม่รับปากว่าจะส่งถึงนะ”สายลมพูดก่อนจะปลิวลับไปพร้อมกับจดหมายในมือ

    ********** ติดตามตอนจบวันพรุ่งนี้ครับ****** : ))





 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2559   
Last Update : 19 กรกฎาคม 2559 0:36:55 น.   
Counter : 144 Pageviews.  


กระต่ายบนดวงจันทร์









“หนูจะเอากระต่ายๆ” เด็กหญิงธารตะวันฉุดเสื้อผู้เป็นมารดาไว้ขณะที่เดินผ่านตลาดสดในตัวเมืองสงขลา กรงกระต่ายสีฟ้าสดสวยบวกกับลูกกระต่ายตัวเล็กสีขาวขนปุกปุยคล้ายดึงดูดให้เธอไม่สามารถไปไหนได้ไกลกว่าการวนรอบร้านขายกระต่ายแห่งนั้น


“มันยังเด็กเกินไปลูก” แม่ของเธอกล่าวขึ้นเสียงดุๆ วันนี้เธอเหนื่อยมากแล้วจากการทำงานมาทั้งวัน เธอยังหาเมนูอาหารที่ต้องการไม่ได้ และที่สำคัญรายการโปรดทางโทรทัศน์ของเธอก็กำลังจะมาถึงแล้วในไม่กี่ชั่วโมง


“หนูจะเอากระต่ายๆ” เด็กหญิงส่งเสียงงอแง และลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น เธอจะร้องไห้ให้ดังที่สุด จนกว่าแม่ของเธอจะสนใจ กระต่ายในกรงช่างดูน่ารักราวกับตุ๊กตาอะไรอย่างนั้น


หลังจากที่ร้องไห้จนเสียงแหบ แม่ของเธอไม่อยู่ที่นั่นแล้ว เด็กหญิงมองซ้ายขวาก่อนจะลุกขึ้นเดิน เสียงเรียกหากระต่ายกลับกลายเป็นเสียงร้องไห้หาผู้เป็นแม่แทน แม่ใจแข็งกว่าพ่อมา เธอรู้ และเธอก็ตั้งใจว่าจะโกรธแม่ไปอีกหลายวันทีเดียวเชียว


            เมื่อรถยนต์ดับเครื่อง เธอลงจากรถโดยที่ไม่ยอมช่วยคุณแม่ถือของเช่นทุกครั้ง และโผเข้ากอดบิดาที่คอยอยู่หน้าประตูบ้านเต็มแรง เธอร้องไห้อีกครั้งกับผู้เป็นพ่อ พ่อใจดีและรักเธอมากกว่าคุณแม่ เธอเชื่อเช่นนั้น


            “หนูอยากได้กระต่าย” ธารตะวันเล่าให้พ่อของเธอฟังในค่ำคืนที่ทั้งคู่ขึ้นมายืนดูดาวด้วยกันบนดาดฟ้า แม้คืนนี้ไม่ค่อยมีดาวเท่าไรนักแต่ก็มีพระจันทร์กลมโต เปล่งประกายอยู่บนยอดฟ้า

            “กระต่ายบนนั้นนะหรือ” พ่อของเธอถามขึ้น และชี้นิ้วไปยังดวงจันทร์

            “จริงด้วยค่ะ! มีกระต่ายอยู่บนพระจันทร์” เธออุทานขึ้นด้วยความตื่นเต้น เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าบนพระจันทร์จะมีกระต่ายตัวใหญ่อาศัยอยู่

            “มีซิ แถมกระต่ายบนนั้นก็เป็นกระต่ายที่สวยมากด้วย” บิดายังคงกล่าวต่อขณะอุ้มเธอขึ้นมา

            “พ่อขาทำไมกระต่ายอยู่บนพระจันทร์” ธารตะวันถาม ผู้เป็นบิดาหัวเราะเบาะๆ เขาชอบแววตาของลูกสาวในเวลานี้มาก แววตาที่บ่งบอกถึงความพร้อมที่จะเปิดรับทุกสิ่งในโลกแห่งจินตนาการ


            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในแถบประเทศขั้วโลกเหนือ ท้องทุ่งลำธารและทุกอย่างในละแวกนั้นกลายเป็นน้ำแข็ง อากาศหนาวเย็นจัดจนเสื้อกันหนาวที่ดีที่สุดในบ้านของเรายังไม่สามารถปกป้องเราได้ ณ ที่นั้นยังมีกระต่ายตัวหนึ่งเป็นกระต่ายหิมะที่งดงามมาก มันมีใบหูที่ยาวลำตัวอวบป้อมและหางยาว ใช่แล้วกระต่ายในเวลานั้นยังมีหางที่ยาวอยู่มากและที่สำคัญ หางนั้นเป็นหางที่มันภูมิใจที่สุดและสวยที่สุดในทุ่งน้ำแข็งแห่งนั้น

            และเพราะเหตุนี้เอง กระต่ายจึงเป็นสัตว์ที่ชอบดูถูกสัตว์ตัวอื่นๆเสมอ

            “เจ้านกหางกุด วันนี้จะไปไหนจ้ะ” มันเอ่ยถาม

            “สวัสดีกวางมูส วันนี้เธอลืมพกหางมาหรือจ้ะ” กระต่ายแซวกวางมูสหางกุดตัวหนึ่งที่บังเอิญเดินหลงฝูงมา กวางมูสหนุ่มหงุดหงิดมากและพยายามวิ่งไล่ แต่อย่างไรก็ตามกระต่ายนั้นเร็วมาก จนปัญญาที่มูสหนุ่มจะตามได้ทัน มันจึงได้แต่โมโหแล้วเดินจากไป


            หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเฝ้าดูพฤติกรรมของกระต่ายอยู่นานจนในที่สุดมันก็คิดแผนแก้เผ็ดกระต่ายได้ และแกล้งเดินลอยชาย ออกมาจากที่ซ่อนตัว ตามคาดเมื่อมันเดินมาพบกระต่าย กระต่ายก็ส่งเสียงเย้ยหยันเรื่องพวงหางของมัน

            “หางของฉันสวยสู้เธอไม่ได้หรอกจ้ะ แต่หางของฉันใช้ตกปลาได้” หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กล่าวขึ้น

            “จริงหรือ” กระต่ายพูดขึ้น มันไม่เคยได้ยินเรื่องอะไรทำนองนี้มาก่อนมันรู้เพียงแต่หมาจิ้งจอกชอบกินปลามากเท่านั้น

            “จริงสิ นี่ไงฉันกำลังจะไปตกปลาที่แม่น้ำพอดี เธอจะไปกับฉันไหมเล่า”

            “แต่จะว่าไป หางสวยๆของเธอคงตกปลาไม่ได้หรอก” หมาจิ้งจอกกล่าวพลางหัวเราะเสียดัง

            กระต่ายรู้สึกว่าตัวเองเสียหน้าก็ไม่ยอม จึงตะโกนออกไปบ้างว่าหางของมันก็สามารถตกปลาได้เช่นกัน ดังนั้นกระต่ายและหมาจิ้งจอกจึงออกเดินทางไปยังธารน้ำแข็งด้วยกัน


            เมื่อมาถึงลำธาร หมาป่าได้ทำการเจาะรูสองรูบนพื้นลำธารด้วยฟันคมกริบของมัน และเมื่อพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างบนฟากฟ้า หมาป่าและกระต่ายก็หย่อนพวงหางของมันลงในรูธารน้ำแข็งพร้อมกัน แต่อันที่จริงหมาป่าไม่ได้หย่อนหางตัวเองลงไปเลยแม้แต่น้อย มันรู้ดีว่าน้ำเย็นในฤดูหนาวเช่นนี้หนาวเย็นเสียยิ่งกว่าอะไร มันจึงเพียงนั่งทับไปบนรูเท่านั้น ส่วนกระต่ายนั้นจะว่าไปแล้วเป็นสัตว์หากินในเวลากลางวัน และในค่ำคืนเช่นนี้มันแทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย


            เวลาผ่านไปกระต่ายก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ มันรอแล้วรออีกว่าเมื่อไรปลาจะงับหางของตนเองเสียที

            “หมาจิ้งจอก เธอได้ปลาหรือยัง” กระต่ายส่งเสียงหนาวสั่น ถามในความมืด

            เงียบกริบไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากหมาจิ้งจอก

            อันที่จริง หมาจิ้งจอกกลับโพรงอันอบอุ่นไปนอนนานแล้ว และกำลังฝันถึงเช้าอันสดใสในฤดูร้อน

            เมื่อกระต่ายรู้ตัวว่าถูกหลอกมันก็ยกหางของตัวเองขึ้น อนิจจา พวงหางอันสวยงามกลายเป็นน้ำแข็งไปเสียแล้ว และเมื่อมันออกแรงดึง แรงขึ้น และแรงขึ้น พวงหางสวยก็ขาดลงไปในธารน้ำแข็ง มันร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดปริ่มว่าจะขาดใจ


 ดวงจันทร์ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด สงสารกระต่ายมาก จึงทอดตัวลงไปรับกระต่ายขึ้นมาจากพื้นเบื้องล่าง ปลอบประโลมและยอมให้กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามเคียงคู่กับมันไปตลอดกาลบนฟากฟ้า


“น่าเสียดายนะคะ กระต่ายเลยหางด้วน” เด็กหญิงพูดขึ้นเมื่อผู้เป็นพ่อเล่าจนจบ เธอมองดวงจันทร์บนฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปทางบิดาอีกครั้ง

ยิ้ม พร้อมกับกล่าวว่า “หนูอยากได้กระต่ายค่ะ” 




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2559   
Last Update : 16 กรกฎาคม 2559 11:39:07 น.   
Counter : 177 Pageviews.  


คนมีปีก






เสียงกริ่งดังขึ้นเมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงตรง เด็กๆชั้นประถมศึกษาปีที่สองทับสอง ลุกขึ้นไหวครูประจำชั้นก่อนจะเฮโลกันเดินออกไปยังระเบียงหน้าชั้น เพื่อรับถาดอาหารกลางวันจานหลุมที่ โรงเรียนเตรียมไว้ให้


            เด็กชายซนๆหลายคนแย่งกันออกไปเป็นคนแรก ตามการเรียกร้องของกระเพาะอาหาร แต่เด็กอ้วนหลายคนก็เดินทอดน่องออกไปอย่างไม่รีบร้อนเพื่อที่จะเป็นคนสุดท้าย และอาจจะได้ของหวานมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย ถั่วเขียวต้มน้ำตาลในวันนี้แม้จะไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย แต่ก็ถือเป็นของหวานชั้นเยี่ยมสำหรับอาหารกลางวันในโรงเรียนรัฐบาล


“เธอว่าแปลกไหม ที่พ่อบอกว่าคนเราทุกคนมีปีก” เด็กหญิงธารตะวันอายุแปดขวบพูดกับเพื่อนสนิทเบื้องหน้าขณะกำลังต่อแถวรับอาหารที่ยาวเหยียด เพราะอะไรไม่รู้จู่ๆเธอนึกถึงคำพูดของพ่อที่เล่าให้เธอฟังเมื่อเธอเอ่ยกับเขาว่าเธออยากมีปีกบินได้เหมือนนก





“แปลกซิ พ่อเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” เด็กหญิงใบหน้าอ้วนกลมที่อยู่ข้างหลังของเธอเอ่ยแทรกขึ้น ธารตะวันหันคอควับ ค้อนขึ้นทีหนึ่งก่อนหันกลับไปสนใจเพื่อนสนิทของเธอที่กำลังครุ่นคิด


“แต่พ่อไม่โกหกลูกอยู่แล้ว ฉันว่าเธออาจจะลองบินจากกิ่งไม้เล็กๆนั่นดูก่อนเป็นไง” เด็กหญิงผิวขาวที่ไว้เปียยาวจนเกือบถึงกลางหลังให้ความเห็นพลางชี้นิ้วออกไปยังกิ่งไม้หน้าอาคารเรียน


นั่นสิ พ่อไม่โกหกลูกอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ทำไมเธอคิดไม่ได้นะ ธารตะวันคิดในใจ และเพิ่มความนิยมชมชอบในตัวเพื่อนสนิทของเธอมากขึ้นไปอีก


เย็นวันนั้น เด็กหญิงธารตะวัน ได้แผลที่เข่ากลับบ้าน เธอร้องไห้มาตลอดทาง ใครถามก็ไม่ตอบอะไรเอาแต่พูดว่า  “พ่อโกหกๆ”


ในบ้านหลังเล็กหลังคาสีฟ้าริมชายหาด พ่อของเธอกำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มีแก้วกาแฟวางอยู่ข้างๆโต๊ะไม้สีอ่อน เสียงนิ้วพรหมลงบนแป้นพิมพ์คล้ายเสียงฝนกระทบหลังคาดังไม่หยุดจนเมื่อเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น พ่อของเธอเป็นคนตัวสูงผอมใส่แว่นตาหนาเตอะ แม่บอกว่าพ่อเป็นนักเขียนที่ขายหนังสือไม่ค่อยได้ แต่เธอรักพ่อมากกว่าแม่ เพราะพ่อนั้นมีเวลาให้กับเธอเสมอ


“เป็นอะไรไปลูกรัก ใครทำอะไรหนู” พ่อคุกเข่าลงกับพื้นและเอามือลูบผมเรียบนุ่มของเธอที่ตัดสั้นเสมอคอก่อนจะดึงลูกสาวเข้ามากอด เธอไม่ชอบกินกาแฟแต่ชอบกลิ่นกาแฟที่ติดตัวคุณพ่อเสมอ


“พ่อโกหกหนู” ธารตะวันเริ่มพูดเสียงสั่นเครือ, ขมวดคิ้วทำท่าจะร้องไห้อีกครั้ง

“คนไม่มีปีก หนูบินไม่ได้” เธอกล่าวก่อนจะปล่อยโฮออกมาบนไหล่กว้างของบิดา


“งั้น มานี่มาพ่อมีนิทานจะเล่าให้ฟัง หนูอยากฟังนิทานไหมลูก” พ่อชอบเล่านิทาน นิทานของพ่อสนุกและมักจะเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ธารตะวันเงียบเสียงลงทันทีและปล่อยให้พ่อของเธออุ้มขึ้นไปนั่งบนตัก เก้าอี้โยกตัวโปรดของพ่อส่งเสียงเอียดอ้าดอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก เมื่อต้องรับน้ำหนักเพิ่ม 

ในช่วงเวลานั้น คุณพ่อหันเก้าอี้โยกบนระเบียงเปิดออกสู่ชายทะเลกว้างไกล ลมพัดโชยปะทะใบหน้า ในขณะที่เสียงของพ่อเริ่มนำเธอลึกไปสู่โลกแห่งจินตนาการ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่โลกใบนี้ยังงดงามกว่านี้ ฟ้าเป็นสีฟ้ากว่า ใบไม้สีเขียวกว่า ทะเลสดใสสีสวยราวกับอ่างมรกต ผลแอ๊ปเปิ้ลใหญ่และสด โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง มนุษย์กลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่รวมกันอย่างเป็นสุข มนุษย์พวกนี้ลักษณะภายนอกไม่ต่างจากเราเลยเพียงแต่พวกเขามีปีก ปีกที่งอกขึ้นมาจากกลางหลัง ปรากฏและหายไปได้เมื่อพวกเขาต้องการ ชุมชนริมชายฝั่งแห่งนี้อยู่อย่างสงบสุขมานานหลายร้อยปี


จนวันหนึ่ง มนุษย์อีกกลุ่มก็เดินทางมาถึง พวกเขาเดินทางฝ่ามหาสมุทรกว้างใหญ่ด้วยเรือ คนกลุ่มนี้หน้าตาดุดันเคร่งเครียดและที่สำคัญพวกเขาไม่มีปีก


เวลาผ่านไป กลุ่มคนทั้งสองก็สนิทสนมกลมกลืนกันจนกลายเป็นครอบครัวใหญ่ แล้วเหล่าคนมีปีกก็เริ่มลดจำนวนลง อาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากนำมันออกมาเองหรือจะนำมันออกมาไม่ได้ก็สุดแล้วแต่ใครจะคาดเดา


“เธอไม่คิดหรือว่าปีกนั่นมันน่าขยะแขยง”

“เธอเป็นมนุษย์หรือเป็นนกกันแน่”


ถ้อยคำแปลกๆเริ่มเป็นที่ได้ยินในหมู่ของคนทั่วไป และแล้ววันหนึ่งชายคนหนึ่งผู้ซึ่งเคยเป็นกัปตันเรือของผู้มาเยือนก็ลุกขึ้นมาประกาศขับไล่ คนมีปีกให้ออกไปจากชุมชน


“แต่พวกเราก็เป็นคนเหมือนกันนะ” ชายผู้หนึ่งซึ่งรักปีกของตนเองมากกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

น่าแปลกที่ไม่มีใครเห็นใจชายผู้นี้เลย  และเหล่าคนมีปีกก็ทยอยเก็บของออกจากหมู่บ้านไปจนหมดสิ้น ไม่มีใครได้ข่าวคราวจากคนเหล่านั้นอีก


ดังนั้นกลุ่มคนที่มีปีกแต่ต้องการอยู่ในสังคมก็ต้องเก็บซ่อนปีกของตนไว้ พวกเขาไม่ได้ใช้มันอีกเลย จนกระทั่งปีกเหล่านั้นถูกลืมเลือน และหายไปตามกาลเวลา


ในค่ำคืนหนึ่งที่ทะเลกรรโชกหนัก สายลมพัดอย่างบ้าคลั่ง ราวกับพยายามวิดน้ำทะเลให้เหือดแห้ง หมู่บ้านแห่งนี้ถูกพายุและคลื่นโหมกระหน่ำจนพังพินาศ ตามตำนานเล่าว่าคนกลุ่มหนึ่งพยายามจะใช้ปีกที่ติดตัวมาหนีเอาชีวิตรอดทว่า พวกเขาละเลยปีกเหล่านี้มานานเกินไป มันอ่อนเปลี้ย จนไม่สามารถต้านแรงลมได้ และหมู่บ้านของคนมีปีกก็จมหายลงไปในค่ำคืนนั้นเอง


เมื่อคุณพ่อเล่าจบ ดวงอาทิตย์ก็หลุบลงต่ำ ฟ้าเป็นสีส้มจางๆ สายลมอ่อนๆพัดวีให้เด็กหญิงเคลิ้มหลับ ขณะสายตาเลือนพร่า เธอคล้ายเห็นแผ่นหลังของชายคนหนึ่งรูปร่างคล้ายบิดา กำลังเดินลงไปยังทะเลเบื้องหน้า แผ่นหลังนั้นค่อยๆจมหายไปในทะเลก่อนจะแหวกตัวขึ้นทะยานสู่ฟ้าด้วยปีกใหญ่สีขาวคู่หนึ่ง







 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2559   
Last Update : 14 กรกฎาคม 2559 17:15:05 น.   
Counter : 173 Pageviews.  


ลมเหนือ - ลมใต้










. . . .เมื่อเสียงฟ้าร้องดังขึ้นเด็กชาย คนหนึ่งสะดุ้งสุดตัว พายุลูกย่อมๆกำลังเคลื่อนเข้ามาพร้อมเมฆฝน เขาก่นด่า ฟ้าที่ทำให้อากาศคืนนี้หนาวเหน็บ และ ทำให้เข้าตกใจตื่นขึ้นกลางดึก . . . พลันนั้นแม่ของเด็กน้อยก็เข้ามาในห้อง กอดเขาไว้ ด้วยแขนทั้งสอง. ปลอบประโลมเข้าด้วยถ้อยคำอบอุ่น ก่อนจะอุ้มขึ้นนั่งบนตัก และ เริ่ม . . . เล่าเรื่องราวของลมเหนือ กับ ลมใต้ . . .

     นานมาแล้ว ณ ทวีปหนึ่ง ประเทศ หนึ่ง ภูมิภาคหนึ่ง บนโลกใบนี้ . . . มีลมเหนืออยู่ก้อน หนึ่ง . . . ไม่สิ อันหนึ่ง . . . ไม่น่าจะใช่นะ . . แต่ ไม่เป็นไรหรอกเพราะมันก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะแทนสรรพนาม ตัวเอง ว่าอย่างไรดี . . . ทุกคนเรียกมันว่า "ลมเหนือ" ตามทิศทางที่มันพัด ลมเหนือเดินทางไปมาแล้ว ทั่วประเทศ พัดพาความ หนาวเย็นไปสู่พื้นที่ต่างๆ . . . ทุกวันมันรู้เพียงแต่ว่า มันจะพัดขึ้นเหนือๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ และ เป็นเวลานานหลายปี กว่ามันจะได้กลับมาที่เดิมอีกครั้ง ทำให้คนที่มันรู้จัก เปลี่ยนจากเด็ก กลายเป็นผู้ใหญ่. . . . ผู้ใหญ่ กลายเป็น คนแก่ และ คนรัก กลายเป็น คนที่เกลียด . . .  มันรู้จักพระอาทิตย์ พระจันทร์ และ หมู่ดาวต่างๆดีทีเดียว แต่มันก็ไม่มีเวลาพักเหมือนกับพวกนั้นหรอก . . . ทุกๆวัน มันคงเดินทางขึ้น เหนือ ไปเรื่อยๆ . . . . ยิ้มแย้ม แจ่มใส ทักทาย ทุกสิ่งทุกอย่าง ราวกับรู้จักมันมาแรมปี . . . ราวกับเป็นคนสนิทกัน . . . มันจำเป็นต้องทำอย่างนั้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว มันจะไม่สามารถ สนิทกับใครได้เลย . . . ในบางครั้ง มันก็รู้สึกว่า ดอกทานตะวัน ต้นนั้น เป็นดอกไม้ที่นิสัยดีดอกหนึ่ง แต่ทว่า มันก็ไม่สามารถ มีเวลาทำความรู้จักเธอได้ นาน  . . . มันจำเป็นต้องไป . . .แต่ กระนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหา กับลมเหนือ เลย

    จนกระทั่งวันหนึ่ง ลมเหนือทำหน้าที่ของมันตามปกติ พลันนั้นมันก็เหลือบไปเห็น ลมใต้ . .  . ลมที่พัดลงทางใต้อย่างเดียว อากาศ หนาวเหน็บที่มันเคยชิน พลัน อุ่นขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง . . . ความหนาวเหน็บที่มัน รู้จักมาทั้งชีวิต ถูกอากาศอุ่นๆ เข้ามาปะทะ ทำให้ ความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นในจิตใจของมัน ความโหยหา ความต้องการ ถูกบีบเค้นขึ้นมาจาก มวลอากาศรอบๆ  . . . ลมเหนือ อยากรู้จัก ลมใต้เหลือเกิน มันต้องการ พูดคุย ต้องการอยู่ใกล้ชิด แต่ทว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนเมื่อมันรู้สึกตัวอีกที . . . ความรู้สึกดังกล่าว ก็จางจนเกือบกลายเป็นความฝัน . . .


    "สิ่งนั้นเรียกว่า ความรัก . . . ข้าแน่ใจ" เสียงของภูเขาชรา กล่าวขึ้นยิ้มๆ เมื่อลมเหนือเล่าเรื่องทั้งหมดจบลง . . .


    " ความรัก . . . . " ลมเหนือทวนคำ บ่อยครั้งแค่ไหนที่มันได้ยินคำนี้ . . . บ่อยครั้งแค่ไหนที่มันสงสัยในคำนี้ เรื่องราว ต่างๆในโลก ล้วนผูกกันด้วยความรัก . . . มันรู้มานาน หากแต่ไม่เคยพบกับตัวเอง . . .


     "แต่ ข้าเสียใจด้วยจริงๆ ลมเหนือ . . . ความรักของเจ้า คงไม่สามารถบรรลุผลได้ ทวดของทวดของข้าเคย บอกไว้ว่า หากเมื่อใด ลมเหนือ ประสานกับลมใต้ ภัยพิบัติใหญ่หลวงจะบังเกิด" เสียงภูเขาชราพูดอย่างเหนื่อยอ่อน อาจะเพราะมันเป็นประโยคที่ยาวที่สุด ในรอบหลายสิบปี ที่มันพูด


   "แต่ ข้าไม่เคยได้อะไรตามต้องการเลย สักครั้ง และเมื่อครั้งนี้ข้าจะมีความรัก อะไรๆ ก็ห้ามข้าไม่ได้!" ลมเหนือกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ก่อนจะจากไป . . .


   หลายเดือนผ่านไป ลมเหนือ ได้พบกับลมใต้โดยบังเอิญอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปแม่นาทีเดียว มันพุ่งเข้าหาลมใต้อย่างสุดกำลัง ลมใต้เองนั้น ก็มีใจรักลมเหนืออยู่ไม่น้อย เหมือนกัน เมื่อเห็นดังนั้นจึงโผเข้าหา อย่างดีใจ . . . . แต่เมื่อลมทั้งสอง เข้าใกล้กันมากขึ้น . . . พายุ ก็ก่อตัวมากขึ้น . . . พายุ ได้พัดพาบ้านเรือน ไร่นา และสิ่งสวยงามต่างๆ บนพื้นพิภพ ทลายราบลงเป็นหน้ากอง เสียงร้องด้วยความกลัวของมนุษย์และสัตว์ ดังไปทั่ว บริเวณ . . . ฉับพลันนั้นเอง ลมเหนือก็เข้าใจ ถึงสิ่งที่ภูเขาชราได้เคยเตือนมันไว้ . . . . มันมองหน้า ลมใต้ อีกครั้งหนึ่ง แม้จะยังไม่ได้กล่าวอะไร ทุกคำพูดก็ถูกส่งผ่านออกไป กับสายลม . . .กับสายตา . . .  ลมเหนือ และลมใต้ ก็แยกจากกัน . . . เหลือทิ้งไว้เพียงพายุ ลูกเล็กๆที่เริ่มสลายตัว. . .


    นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กน้อยไม่เคย เกลียดพายุ อีกเลย . . . เขา เข้าใจดีว่า คนรักกันย่อมไม่อยากจากกัน เหมือนกับ ตัวเขาเองไม่อยากจากแม่ที่เขารัก . . .ความเสียสละ ของลมเหนือกับลมใต้ ทำให้เขารู้สึกดี ดังนั้นเขาจึงยินดีทุกครั้งที่เกิดพายุ ไม่สิ เขายินดีทุกครั้ง ที่ รู้ว่าลมเหนือกับลมใต้ได้อยู่ด้วยกัน แม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม . . : ))






 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2559   
Last Update : 14 กรกฎาคม 2559 17:12:54 น.   
Counter : 183 Pageviews.  



ธารตะวัน
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก

และทุกคนที่อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง :)
[Add ธารตะวัน's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com