Group Blog
 
All blogs
 
[UK5] ชมบ่อน้ำแร่แห่ง Bath และกองหินประหลาด Stonehenge
















ต่อจากการเดินทาง :
[UK1] E N G L A N D แมนเชสเตอร์ (Manchester), เชสเตอร์ (Chester), ยอร์ค (York)
[UK2] S C O T L A N D เอดินเบอระ (Edinburgh)
[UK3] E N G L A N D เลคดิสทริค (The Lake District National Park), วินเดอร์เมียร์ (Windermere)
[UK4.1] E N G L A N D สแตรทเฟอร์ด-อัพพอน-เอวอน (Stratford-upon-Avon),
เบอร์ตัน ออน เดอะ วอเทอร์ (Bourton-on-the-water)

[UK4.2] W A L E S คาร์ดิฟฟ์ (Cardiff)


--14 เมษายน 2554--

เมืองบริสตอล (Bristol) ที่เราพักเมื่อคืนถือเป็นเมืองท่าสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกแห่ง
แต่วันนี้เรามีโปรแกรมเที่ยวแบบจัดเต็มจึงทำได้เพียงเดินเล่นบริเวณโรงแรม The Grand
ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่มีการตกแต่งแบบยุคคลาสสิค


ขอนอกเรื่องนิดนึง..เมื่อคืนมีสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังลั่นโรงแรม เราซึ่งกำลังอาบน้ำอยู่
รีบรวมพลกับครอบครัว ต่างคนต่างคว้าแค่กระเป๋าตังค์และ Passport วิ่งกระจุยลงบันไดหนีไฟ
แถมติดต่อทั้งหัวหน้าไกด์และเพื่อนร่วมทริปไม่ได้ เพราะห้องพักกระจายคนละชั้น
เห็นแต่นักท่องเที่ยวที่หน้าตื่นพอ ๆ กัน ..เรื่องจบตอนเห็นฝรั่งเดินส่ายหน้าขึ้นบันไดหนีไฟมา
..สาเหตุเพราะมีคนสูบบุหรี่ในห้องพัก (อืม อยากกระโดดตบบ้องหูจริง ๆ)




โบสถ์+หอนาฬิกาสวยงาม บริเวณด้านหน้าโรงแรม The Grand, Bristol




ทิวทัศน์ระหว่างเดินทางจากเมืองบริสตอลไปยังเมืองบาธ (Bath) ก็สวยใสสบายตาไม่แพ้ที่อิ่น ๆ
ซ้ายบน - สะพานบริสตอล (Bristol Bridge)
ขวาบน+ล่าง - สถาปัตยกรรมอันสวยงามของอาคารและโบสถ์




จากบริสตอลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 21 กิโลเมตรก็ถึง เมืองบาธ (Bath) หรือ เมืองแห่งน้ำแร่ ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาแม่น้ำเอวอน (Avon) ในบริเวณที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติและเคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของโรมันที่รุกรานเกาะอังกฤษในสมัย ค.ศ.43 (AD) โดยชื่อเมืองเดิมคือ “Aquae Sulis”
เมืองบาธได้รับฐานะเป็นเมืองมรดกโลก (World Heritage) ในปี ค.ศ. 1987


เราผ่านกลุ่มอาคารรูปวงกลม (The Circus) สถาปัตยกรรมแบบจอร์เจียน (Georgian) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1754




ชะแว๊บแอบเห็นบ้านของ Jane Austen (The Jane Austen Centre) นักเขียนวรรณกรรมคลาสสิค
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 โดยผลงานที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Pride and Prejudice




แล้วก็ถึงสถานที่สำคัญของเมืองบาธ นั่นคือ สะพานพัลต์นีย์ (Pulteney Bridge) สะพานเก่าแก่
ที่สวยงามมาก สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1773 ออกแบบโดย Robert Adam ว่ากันว่า...
นี่คือหนึ่งในสะพานที่สวยที่สุดในโลกไม่แพ้สะพานปอนเต้ เวคคิโอ (Ponte Vecchio) แห่งอิตาลี

บน - อาคารร้านค้าบนสะพานพัลต์นีย์ (Pulteney Bridge)
ล่าง - แม่น้ำเอวอน (Avon River)




บน - ต้องอาศัยแขนยาว ๆ บนความสูงมากกว่า 180 ซม. ของน้องเช้งถ่ายรูปมุม Bird's-eye view
ถึงจะได้ภาพครอบครัวโดยมีฉากหลังเป็นสะพานและแม่น้ำ
ล่าง - เปรียบเทียบความสูงกับน้องเช้งสุดหล่อ ..คงเดากันได้ว่าเป็นคนไหน




มหาวิหารบาธ (Bath Abbey : The Abbey Church of Saint Peter and Saint Paul, Bath)
ถูกพบในศตวรรษที่ 7 เคยถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกกษัตริย์เอ็ดการ์แห่งอังกฤษ
(Edgar: "King of the English") ในปี ค.ศ. 973




พวกเราต่อแถวเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์น้ำแร่ร้อนโรมัน (Roman Baths Museum) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งในยุโรปเหนือ จากจารึกพบว่าสถานที่อาบน้ำแร่แห่งนี้สร้างขึ้นสมัย ค.ศ.75 (AD)




บ่อเก็บน้ำแร่ใหญ่ (The Great Bath) ซึ่งมีบันไดหินโดยรอบลงสู่ก้นบ่อลึก 1.60 เมตร
พื้นบ่อเคลือบด้วยตะกั่วของชาวโรมัน




บนระเบียงชั้นบนรอบบ่อเก็บน้ำแร่ใหญ่ (The Great Bath) รายล้อมด้วยเหล่าเทพ




มองเห็นมหาวิหารบาธ (Bath Abbey) อยู่ด้านหลัง
ซ้าย - มีโบร์ชัวร์ขนาด A4 ฉบับภาษาไทยแจกด้วย..ภูมิใจ




สันนิษฐานว่าเป็นแผนผังเมือง "Aquae Sulis” ที่ชาวโรมันโบราณสร้างไว้ และพบว่ามีการใช้ระบบรอกสำหรับทุ่นแรงมานานแล้ว




บรรดาวัตถุที่ขุดค้นพบได้จากซากปรักหักพังของ Roman Britain
บนกลาง - Gorgon's Head หรือศรีษะเคลือบด้วยทองบรอนซ์ขนาดเท่าจริงของ "Goddess Sulis Minerva" เทพธิดาแห่งน้ำที่ชาวโรมันบูชา




ทางสำหรับน้ำล้นไหล




บ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์ (The Sacred Spring) บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเมืองบาธ มีน้ำผุดจากใต้ดินลึกราว 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยแร่ธาตุ 43 ชนิด อุณหภูมิสูงถึง 46.5 องศาเซลเซียส
เนื่องจากเป็นสถานที่สำหรับบูชาเทพธิดา "Sulis Minerva" และเป็นแหล่งเก็บน้ำร้อนเพื่อใช้ในเมืองบาธจึงไม่มีการลงอาบน้ำ ณ ที่นี้ โดยชาวโรมันเชื่อว่า "สามารถขอพรจากเทพเจ้าโดยถวายของลงบ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์"..แล้วครอบครัวเราจะพลาดได้อย่างไร




พอออกมาจาก The Roman Baths ก็ได้เวลาช็อป ชม ชิลล์





บริเวณสวนสาธารณะใกล้ ๆ สะพานพัลต์นีย์ (Pulteney Bridge)






ซอลส์บรี (Salisbury) เป็นที่ราบในเมืองชนบทเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของลอนดอน
ราว 120 กิโลเมตร แม้ชื่อไม่เป็นที่รู้จักแต่ที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของโลก นั่นคือ
สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ระหว่างทางก็มีวิวสวยงามแปลกตาให้ถ่ายรูปกันเรื่อย ๆ






สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง อายุราว 5,000 ปี ลักษณะเป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง ทั้งตั้งขึ้น วางนอน และซ้อนขึ้น
วงนอก เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เมตร เป็นแผ่นหินทรายขนาดใหญ่ 30 ก้อน @สูง 4 เมตร
วงกลาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 23 เมตร มีหินทั้งหมด 40 ก้อน มีสองก้อนตั้งสูงเกือบ 7 เมตร
วงในสุด เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 15 เมตร มีหินทั้งหมด 42 ก้อน ล้มบ้าง ตั้งบ้าง
@สูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน
สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) มีชื่อเสียงมากในฐานะกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบความเป็นมา ทั้งวัตถุประสงค์ในการสร้าง แหล่งหิน และวิธีการก่อสร้าง

วัตถุประสงค์ในการสร้าง
ข้อสันนิษฐานที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ ใช้เป็นสถานที่สำหรับพิธีกรรมทางศาสนา (บ้างบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศหญิง) รองลงมาคือ สถานที่ทางดาราศาสตร์ เช่น สังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า บ้างก็ว่าเป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์
แหล่งหิน
สันนิษฐานว่าหินยักษ์ทั้งหมดถูกชักลาก
มาจาก "ทุ่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส"
(Marlborough Downs)

ซึ่งอยู่ห่างออกไป 32 กิโลเมตร

วิธีการก่อสร้าง
ยากที่จะสรุปว่าใช้เครื่องมือและวิธีใด
บ้างจึงบอกว่ามนุษย์ต่างดาวมาสร้างไว้
แต่คุณพี่ท่านนี้เขาสามารถทำได้
โดยใช้คนเพียง 1 แรง บวกแรงงานสมองของแกเอง..เจ๋ง



ภาพแผนที่จากโบรชัวร์





บนทางเดินที่ทอดยาวไปสู่กองหินประหลาด




มองไกล ๆ ดูไม่ออกว่ามี 3 วง




ภาพระยะไกล - ดูสูงใหญ่มากเมื่อเทียบกับความสูงของคน




ภาพระยะใกล้ - มันไม่ได้สูงใหญ่อลังการเหมือนที่จินตนาการไว้ตอนก่อนมา..T T



เราเดินวน 1 รอบกองหินที่ดูธรรมดา ๆ ระยะทางประมาณร่วมกิโล พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งโล่ง
มีน้องแกะนั่งมองนักท่องเที่ยวด้วยใบหน้าเรียบเฉย..ไม่มีอะไรเลยนอกจากกองหิน แล้วพวกเรา
ก็เดินทางกลับแบบงง ๆ ตามความเป็นมาของสโตนเฮนจ์ (Stonehenge)




หายงงก็มาช้อปปิ้งกันต่อที่ บิสเตอร์ (Bicester Village) ที่นี่เป็นเอ้าท์เล็ทขนาดใหญ่
มีแบรนด์เนมมากกว่า 120 ร้าน ..ที่สำคัญ "Kipling" ถูกมากและหลากหลาย






อาหารมื้อที่อร่อยที่สุดของทริปนี้รอเราอยู่ที่ มหานครลอนดอน (London)
ใช่แล้ว..มันเป็นร้านอาหารไทยในย่านทำเลทอง ตั้งอยู่แถวถนน Uxbridge Street

ล่างซ้าย - บริเวณสถานีรถไฟคิงส์ครอส (King's Cross) อันโด่งดัง
ขวาล่าง - ร้านอาหารไทยแสนไฮโซ "THAI BREAK"




ก่อนจะตะลอนเที่ยวลอนดอนแบบเป็ด ๆ ในวันพรุ่งนี้ ขอลาไปด้วยภาพ Portrait ยามราตรีที่สวย
ที่สุดสำหรับเจ้าของบล็อก (คือถ้าไม่มีจตุคาม ..ก็ไหวราวถ่ายวิญญาณ..หรือไม่ก็หน้ามันเพราะแสงแฟลช).. แล้วพบกันค่ะ




ติดตามการเดินทาง :
[UK6.1] E N G L A N D ลอนดอน (London) > มหาวิหารเซนต์ปอล (St Paul’s Cathedral), สะพานทาวเวอร์บริดจ์ (Tower Bridge), หอคอยลอนดอน (Tower of London) และอื่น ๆ อีกมากมาย









Create Date : 01 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 12 ธันวาคม 2555 0:48:31 น. 0 comments
Counter : 984 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Nileriver
Location :
ตราด Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]







จำนวนครั้งที่เข้าชมทั้งหมด
craigslist view counter





ขอฝากร้านของน้อง ๆ ด้วยค่ะ
--------------------------------------
Easy Celeb
เปลียน Look คุณให้ดูดีแบบ Celebrity ดาราคนไหนใช้แบรนด์เนมอะไร ถ้าคุณยากได้เราจะหามาให้
ไม่ว่าแฟชั่นนั้นจะอยู่อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา หรือญี่ปุ่น



--------------------------------------
Celesmart by Easy Celeb
ร้านแฟชั่นชายที่จะเปลี่ยนคุณให้ดูดี จนใคร ๆ ต้องร้อง หล่อ มว๊าก!!!




--------------------------------------
Gadgilla
ร้าน gadgets เช่น Case โทรศัพท์, จุกอุดหูฟัง แอบเก๋ตรงรับออกแบบรูปภาพสำหรับแปะแผ่นหลัง iPhone ตาม order (รับประกันความเป็นเอกลักษณ์ ชิ้นเดียวในโลก)



New Comments
Friends' blogs
[Add Nileriver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.