ช็อปไปบ่นไปกับ Sephora





สืบเนื่องมาจากการไปฟาดฟันเอา Too Faced Sweet Peach Palette มาได้

ทั้งๆ ที่อยู่ไกลปืนเที่ยง และมีคนถามวิธีซื้อของใน Sephora 

นิกกี้เลยมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าให้ฟังว่าซื้อของใน Sephora ยังไง

ให้ได้ของแถมและแต้มเยอะๆ ค่ะ


1. Sephora เป็นร้านขายเครื่องสำอางที่มีแบรนด์ดังๆ มากมาย 

แต่ราคาข้าวของไม่ได้ “ถูก” นะคะ ราคามาตรฐาน 

บางแบรนด์แพงกว่าที่ขายในประเทศต้นกำเนิดเช่น อเมริกา 

แต่ส่วนใหญ่ที่นิกกี้ชอบช็อปปิ้งใน Sephora เป็นเพราะมั่นใจแน่ๆ 

ว่าจ่ายเงินแล้วจะได้ของ เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะมากๆ เลยกลัวร้านหิ้วค่ะ


2. Sephora มีทั้งตัวร้าน (เช่น ที่สยามเซ็นเตอร์ เอ็มควอเทียร์ เซ็นทรัลเวิลด์

เว็บไซต์ และล่าสุดมีแอพแล้วค่ะ ซื้อของได้จากทั้ง 3 ที่เลย 

แต่ทั้ง 3 ที่ บางครั้งมีโปรโมชั่นและของแถมไม่เหมือนกันค่ะ

จะซื้อของสักชิ้นต้องดูทั้ง 3 ที่เพื่อเปรียบเทียบ (เซ็งตรงนี้)

เข้าเว็บไซต์ไปลองดูได้นะคะ 

https://www.sephora.co.th/


3. ก่อนซื้อของที่ Sephora ให้สมัครสมาชิกก่อนเลยค่ะ

คุณจะได้สิ่งที่เรียกว่า White Card ซื้อของไปสักพักจะได้เป็น Black Card 

และถ้าซื้อจนถล่มทลาย (จนประสบความจิ๊บหายทางการเงิน) 

นั่นคือต้องซื้อครบ 37,500 บาทภายใน 1ปี

คุณจะได้เป็น Sephora Gold ค่ะ (ซึ่งนิกกี้คงไม่ได้เป็นหรอก เหอะๆ)


4. ถ้าไปซื้อที่ร้าน ก็นำบัตรไปด้วยนะคะ 

เพราะไม่แน่ใจว่าการบอกเบอร์โทรศัพท์มือถือ จะใช้แทนบัตรสมาชิกได้รึเปล่า

ส่วนถ้าซื้อในเว็บไซต์หรือแอพก็อย่าลืมล็อกอินค่ะ (มีรูปให้ดูด้วยนะ) 

นิกกี้ประสบปัญหาอย่างนึงตอนสมัครสมาชิกคือพนักงานคีย์ข้อมูลให้ผิดค่ะ

เลยล็อกอินไม่ได้ ต้องส่งอีเมลไปแก้ไขอยู่หลายตลบเลย




5. ตอนนี้นิกกี้อยู่ในขั้น Black Card และตัวการ์ดของจริงแบบบัตรแข็งนั้น

..................ไม่มีวี่แววว่าจะได้ในชาตินี้แน่นอน

ไม่เข้าใจเหมือนกันนะว่าทำไมถึงไม่ส่งมาให้สักที รอมาจะสองปีแล้ว

เห็นบางคนจะได้ Welcome Gift ในฐานะที่เลื่อนขึ้นเป็น Black Card 

หรือซื้อของในเดือนเกิดจะได้ของแถม ซึ่งเราไม่ได้อะไรสักอย่างค่ะ เคืองตรงนี้


6. อ่ะ เลิกบ่น มาช็อปต่อ เนื่องจากบ้านนิกกี้อยู่ไกล จึงถนัดซื้อในเว็บไซต์มากกว่าค่ะ 

เว็บไซต์มีข้อดีคือ ของหลายอย่างที่ไม่มีในร้านนะคะ เช่น Sigma,Zoeva

แต่ของที่มีในร้านหลายอย่างก็ไม่มีในเว็บไซต์ค่ะ เช่น น้ำหอม 

แปรงล้างหน้า Clarisonic เซ็ตของขวัญบางชุด 

อย่างปลายปีที่ผ่านมาเราเฝ้ารอเซ็ตกล่องลิปฮอลิเดย์ของ NudeStix 

ปรากฏว่าไม่มีค่ะ อดไป ต้องซื้ออย่างอื่นแทน



7. ก่อนจะซื้อของอะไร ให้เข้าไปดูหัวข้อ Free Gift With Purchse ก่อนเลยค่ะ

หัวข้อนี้แปลว่า ของแถมที่จะมาจากการซื้อข้าวของต่างๆ 

ถ้าช่วงนั้นมีแบรนด์ที่เราตั้งใจจะซื้อมีของแถม ก็หวานหมูเลยค่ะ

แต่หัวข้อนี้ก็ทำให้เราเสียเงินเพิ่มกว่าเดิมเพื่อให้ได้ของแถมนะคะ ชั่งใจดู




8. โปรโมชั่นและของแถมมีเยอะแยะและเปลี่ยนบ่อยมากนะคะ ต้องอัพเดทตลอด

แนะนำว่าควรกดไลค์เพจ Sephora Thailand เอาไว้ก็ดีนะคะ

อย่างที่ซื้อเมคอัพ Limited Edition ทัน ก็เพราะรู้จากในเพจนี่แหละค่ะ


9. จากการซื้อทั้ง 2 แห่ง ที่ร้านและในเว็บไซต์ สรุปสั้นๆ เลยก็คือ

ในเว็บไซต์ของแถมเยอะกว่า แต่ในร้านจะมีพนักงานคอยให้คำแนะนำ 

และเราได้ลองสินค้า ได้ดูวันผลิตวันหมดอายุ 

นิกกี้เคยสั่งมาส์คของ Fresh ตัวนึงในเว็บ ได้ของที่ผลิต 2 ปีที่แล้ว 

ของแอบนานเกิ๊น ถ้าไม่ติดว่าขี้เกียจเรื่องเยอะจะส่งคืนอยู่นะ


10. ภาพล่าง คือข้าวของที่ได้จากการซื้อที่ร้าน Sephora 

ทั้งหมด 5 ชิ้น มูลค่าประมาณ 8,000 บาท 

ได้ของแถมคือสบู่ล้างฟองน้ำ Beauty Blender หนึ่งชิ้นถ้วนนนนนนน





11. แต่ภาพนี้ คือการซื้อของ 3 ชิ้นจากในเว็บไซต์ มูลค่าก็ไม่สูงมาก 

ได้ของแถม 2 ชิ้นค่ะ โปรโมชั่นนี่ใครดีใครได้ แล้วแต่ช่วงจริงๆ ค่ะ

แต่ในเว็บดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลย





12. สิ่งที่ชอบมากๆ อย่างหนึ่งคือการส่งของของ Sephora ค่ะ 

เป็นการส่งมากับ Kerry Express ที่รวดเร็วทันใจมากๆ

เคยสั่งอายแชโดว์มาครั้งนึงจ่ายเงินตอน 10 โมง วันต่อมาของมาถึงบ้านเลย 

การแพ็คของก็แน่นหนาดีค่ะ ไม่เคยเจอของแตกหักเสียหายแต่อย่างใด






13. ช่วงที่ควรช็อปปิ้ง Sephora ที่สุดของปีสำหรับนิกกี้มีอยู่ 3 ครั้งได้แก่

หนึ่งคือเดือนเกิดของตัวเอง 

สองคือช่วง Black Friday เดือนตุลาคม

และสามคือช่วงปลายปีที่จะมี gift set มากมายก่ายกองให้เลือกค่ะ


14. แต่ช่วง Black Friday หรือวันที่ต้องแย่งชิงสินค้าสักตัว

ในเว็บไซต์ ช่วงตอนกลางคืนที่มีคนช็อปพร้อมๆ กันหลายคน

ขอบอกเลยว่าอย่าจ่ายเงินด้วยการตัดบัตรเครดิตค่ะ นิกกี้ไม่เคยทำการสำเร็จเลย

ช่วง Black Friday ซื้อของไม่ทันหลายชิ้น เพราะตักดบัตรกี่รอบก็ไม่ผ่าน

ต้องแอบอู้งานเฝ้าร้านมาช็อปตอนกลางวันถึงจ่ายเงินได้สำเร็จ

พอมาถึงวันที่ต้องแย่งชิง Too Faced Sweet Peach Palette 

นิกกี้เลยตัดสินใจเลือกจ่ายด้วยวิธีใช้บัตรเอทีเอ็มจ่ายผ่านบาร์โค้ดค่ะ

เลยได้ของมาครอบครอง 




15. อย่าลืมโค้ดลดราคาหรือของแถม ในช่องตามรูป ก่อนจ่ายเงินนะคะ

ตัวอย่างเช่น VISATOTE นิกกี้เคยใช้ตอนซื้อของและใช้บัตรเครดิตวีซ่าจ่ายเงินค่ะ




16. ช่วงที่ไม่มีโปรโมชั่นน่าสนใจ เข้าไปเล็งสิ่งที่น่าสนใจเอาไว้ก่อนเลยค่ะ

ชอบก็กดหัวใจ แต่ถ้าคิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ เพิ่มในรถเข็นโลดดดดดด

อ่ออออ ชอบอย่างนึง ถ้าของหมดแล้วอยากได้จริงๆ

เช่น รองพื้นเอสเต้ขวดแก้ว ถ้าหมดยังไงก็ต้องซื้อ นิกกี้ขาดมันไม่ได้ 

สามารถลงเป็น Waiting List ได้นะคะ ของมาปุ๊บแจ้งเตือนปั๊บรูดบัตรปรี๊ดดด




17. สิ่งที่อยากให้ Sephora แก้ไขคือ

- พนักงานสาขาสยามเซ็นเตอร์ไม่โอเค ไม่เต็มใจลงรองพื้นที่หน้าให้อย่างชัดเจน

- แต่แย่งกันขายของ รีบเอาป้ายชื่อตัวเองมาใส่ตะกร้าที่ลูกค้าใส่ของสุดฤทธิ์

- แต่เรื่องเทสเตอร์เละเทะเหมือนบอมบ์ลง และสินค้าขาดสต็อก เราเข้าใจได้นะ

- บัตรแข็ง Black Card กับ Welcome Gift มีอยู่จริงใช่มั้ยคะ ช่วยตอบเถอะ

- เพราะเข้าไปถามในเพจก็แล้ว อีเมลถามก็แล้ว ไร้วี่แววของคำตอบ เฮ้อออ

- ช่วงพีคๆ เช่น Black Friday ต้องปรับปรุงให้เว็บใช้งานแล้วไม่ล่ม เพราะช็อปลำบากมาก

- อยากให้เอา Clarisonic วางขายในเว็บไซต์สักที รอซื้ออยู่


18. ถ้าไม่อยากซื้อของแล้วมารู้ทีหลังว่าแพงกว่า ก็ต้องลองดูในเว็บ iPrice

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไปซื้อแป้ง Laura Mercier ที่ช็อป ซึ่งราคาเท่ากับที่ Sephora

แล้วเปิด Facebook เจอ Outlet24 โพสว่ามีโปรที่ถูกกว่ามาก

ณ ตอนนั้นกรี๊ดในใจเสียงดังว่าไม่น่าเล้ยยยยย (ถึงจะได้ของแถมมาก็เหอะ)

รู้จักเว็บ iPrice ก็ตอนนั้นแหละ เพื่อนเคยใช้แล้วมาบอก

สารภาพตามตรงว่าใช้งานยังไม่คล่องเลย 

นิกกี้รู้สึกว่าการทำงานของเว็บ คล้ายๆ เว็บขายประกัน gobear ที่ชอบมากๆ

คือพอกดเข้าไปเลือกหัวข้อเครื่องสำอาง มันจะมีเลือกหลายเว็บเลยค่ะ

Sephora ก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งเราซื้อเป็นประจำอยู่แล้ว

แต่ Zalora กับ Konvy ก็น่าสนใจไม่แพ้กันนะ แถมเชื่อถือได้ด้วย

จริงๆ นิกกี้ยังไม่เคยซื้อของกับสองเว็บนี้ ยังตอบไม่ได้ว่าดีรึเปล่าน่ะนะ

หลักๆ คือเอาไว้เปรียบเทียบว่า ใน Sephora ราคาโอเคสุดแล้วเนอะ

ไม่มีขายที่อื่นเนอะ บางตัวใน Central Online ขายถูกกว่ามั้ย อะไรงี้มากกว่า 

แต่อคติส่วนตัวของนิกกี้คือ อันไหนเป็น Lazada ไม่เอาเลย 

เพราะมีคนชอบตั้งกระทู้ว่าซื้อของแล้วมีปัญหาประจำ

และเพิ่งเห็นว่ามีเว็บชื่อ Zilingo ซึ่งไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

ใครเคยซื้อของกับเว็บไซต์พที่ว่ามาทั้งหมด มาเล่าให้ฟังหน่อยเนอะว่าดีไม่ดียังไง

ส่วนใครไม่รู้จัก iPrice ก็ลองเข้าไปดูได้ค่ะ

https://ipricethailand.com/



.....................................................................................


สุดท้ายนี้ ก็ขอให้ทุกคนช็อปปิ้งอย่างมีความสุข 


ถูกใจทั้งตัวเอง กระเป๋าเงิน และบัตรเครดิตนะคะ


ไม่ขอให้มีสติ เพราะถ้ามีสติ เราคงไม่ช็อปหรอก 5555


วันนี้ไปนอนแล้ว ราตรีสวัสดิ์ทุกคนค่า




Create Date : 31 มีนาคม 2560
Last Update : 2 เมษายน 2560 20:44:43 น.
Counter : 705 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

NickyOkawa
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



นักเขียน นักอ่าน และเจ้าของร้านฝึกหัด
มีนาคม 2560

 
 
 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
 
 
All Blog